วัน: 20 สิงหาคม 2025

ไครัต คาซัคสถาน จะเป็นปัญหาของเซลติก?

แชมเปียนส์ลีก รอบเพลย์ออฟ นัดแรก: เซลติก พบ ไครัต

สถานที่: เซลติกพาร์ก, กลาสโกว์ เวลา: พุธที่ 20 สิงหาคม คิกออฟ: 20:00 BST

การถ่ายทอดสด: ฟังการบรรยายเกม Sportsound ทาง BBC Sounds และติดตามการถ่ายทอดสดทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน BBC Sport

ผู้เล่น FC Kairat เริ่มต้นการเดินทางอันยาวนานสู่กลาสโกว์พร้อมกับความรู้สึกปั่นป่วนในหู

หลังจากเฉือนเอาชนะสโลวาน บราติสลาวา จากสโลวะเกียไปได้ พวกเขาต้องมาเจอกับเซลติกในรอบเพลย์ออฟแชมเปียนส์ลีก พวกเขาทิ้งโอกาสที่นำอยู่ 2-0 ในเกมกับเยลิมาย แพ้ไป 3-2 และเสียตำแหน่งจ่าฝูงของคาซัคสถาน พรีเมียร์ลีก

มันเป็นการแพ้ในบ้านครั้งแรกในรอบแปดเกม และเสียงปั่นป่วนนั้นเกิดจากคำพูดของหัวหน้าโค้ช ราฟาเอล อูรัคติน ซึ่งโกรธมากที่ทีมต้องมาพ่ายแพ้ในช่วงสองเดือนสุดท้ายของฤดูกาลคาซัค

“มันเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าผิดหวังสำหรับเรา” เขากล่าว “ผมเชื่อว่าทีมที่กำลังต่อสู้เพื่อแชมป์ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำผิดพลาดแบบนั้น เราทำผิดพลาดแบบเด็กๆ”

“เราไม่มีเวลาเสียใจ เราจะบินไปสกอตแลนด์เพื่อแข่งนัดต่อไป”

ดังนั้น สมาชิกทีมไครัตจึงมีเรื่องให้ต้องขบคิดมากมาย ในขณะที่พวกเขาเดินทาง 3,500 ไมล์ไปทางตะวันตกจากอัลมาตี ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนจีนเพียงไม่กี่ชั่วโมง

มันเป็นการผจญภัยที่ค่อนข้างยากลำบากบนสนามสำหรับแชมป์เก่าของประเทศที่เซลติกคุ้นเคยเป็นอย่างดีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ไครัตเอาชนะโอลิมปิยาจากสโลวีเนีย ก่อนที่จะกลับมาจากที่ตามหลังสองประตูในรอบคัดเลือกที่สองกับทีม KuPS จากฟินแลนด์

จากนั้นก็มาถึงช่วงเวลาที่ดราม่าในบราติสลาวา เมื่อพวกเขาผ่านเข้ารอบด้วยการดวลจุดโทษท่ามกลางบรรยากาศที่ครึกครื้นในเมืองหลวงของสโลวะเกีย หลังจากที่ตามหลังในครึ่งแรก

ไครัต คาซัคสถาน จะเป็นปัญหาของเซลติก?

ในปี 2002 Uefa ได้อนุมัติคำขอจากสมาคมฟุตบอลคาซัคสถานให้เข้าร่วมการแข่งขันในยุโรป แม้ว่าประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะตั้งอยู่ในเอเชียกลาง

เซลติกเคยไปเยือนสามครั้งก่อนหน้านี้ รวมถึงสองครั้งในรอบคัดเลือกแชมเปียนส์ลีก โดยมีการแข่งขันที่น่าจดจำกับชัคเตอร์คารากันดีและอัสตานา

ไครัตมีประสบการณ์ในสกอตแลนด์เช่นกัน โดยเคยเขี่ยอเบอร์ดีนตกรอบยูโรปาลีกเมื่อสิบปีก่อน

การกลับสู่ทัวร์นาเมนต์รอบคัดเลือกในการเสนอราคาเพื่อกลับไปยังท็อปเทเบิลของยุโรปไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสำหรับแชมป์จากสกอตแลนด์ภายใต้สถานการณ์ที่ค่าสัมประสิทธิ์กำลังลดลง แต่ทีมของเบรนแดน ร็อดเจอส์จะเป็นทีมเต็งอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณเตือนว่า ไครัต อาจไม่ใช่หมูในอวย สิ่งที่อันตรายที่สุดต่อความทะเยอทะยานของเซลติกมาในรูปแบบของเด็กอายุ 17 ปี

ดาสตัน ซัตพาเยฟ มีดีลย้ายทีมเงินก้อนโตไปเชลซีรออยู่ แต่ยังเด็กเกินกว่าที่จะย้ายทีมได้ในปีนี้ตามกฎของ Fifa

เขาฉลองอายุ 17 ปีในบราติสลาวาและจะเดินทางไปลอนดอนตะวันตกทันทีที่เขาอายุ 18 ปีในเดือนสิงหาคมปีหน้า

ซัตพาเยฟมีส่วนร่วมกับประตู 22 ครั้งสำหรับไครัตในฤดูกาลนี้ โดยทำเอง 13 ประตู รวมถึง 3 ประตูในรอบคัดเลือก และแม้ว่าเขาจะมีรูปร่างสูงเพียง 5 ฟุต 5 นิ้ว แต่ก็มีอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้าในขณะที่เขากำลังเป็นนักเตะทีมชาติชุดใหญ่อยู่แล้ว

วาเลรีย์ โกรมีโก กองกลางทีมชาติเบลารุสเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นคนสำคัญ และคาดว่าจะมีส่วนร่วมในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่จะพบกับสกอตแลนด์ในฮังการี

นี่ไม่ใช่เกมที่เซลติกจะรู้สึกหวาดกลัว นอกเหนือจากระยะทางที่พวกเขาจะต้องเดินทางสำหรับการกลับมาในสัปดาห์หน้า แม้ว่าครั้งสุดท้ายที่คัลลัม แม็คเกรเกอร์ และเจมส์ ฟอร์เรสต์อยู่ในคาซัคสถาน พวกเขาอยู่ในทีมชาติสกอตแลนด์ที่แพ้ไป 3-0 ในปี 2019

ในเชิงสัญลักษณ์ การที่อัสตานาเล่นในรอบแบ่งกลุ่มของแชมเปียนส์ลีกในปี 2015 เป็นเรื่องใหญ่สำหรับวงการฟุตบอลคาซัคสถาน โดยหลายคนรู้สึกว่ามันเป็นการพิสูจน์ว่าการตัดสินใจของ Uefa ที่ให้พวกเขาสามารถเข้าร่วมได้นั้นถูกต้องแล้ว

แต่ยังคงเป็นครั้งเดียวที่สโมสรจากประเทศนี้ได้เข้าร่วมในการแข่งขัน ไครัตกระตือรือร้นที่จะเป็นทีมที่สอง

สรุปแล้ว ไครัต คาซัคสถาน จะเป็นปัญหาของเซลติก?

ถึงแม้ว่าเซลติกจะเป็นต่อ แต่ฟุตบอลลูกกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ความประมาทคือสิ่งที่เซลติกไม่ควรมี หากหวังจะผ่าน ไครัต คาซัคสถาน ไปได้ การเตรียมตัวให้ดีที่สุดและเคารพคู่ต่อสู้คือหนทางสู่ชัยชนะ

ที่มา – Will Kazakhstan’s Kairat pose problem for Celtic?

ข่าวลือ! เรนเจอร์สสนใจกองหน้าบียาร์เรอัล – Gossip ประจำวัน

มีข่าวลือมากมายในวงการฟุตบอลวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ เรนเจอร์ส จะคว้าตัวกองหน้าจากบียาร์เรอัล มาร่วมทีม มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจในข่าวซุบซิบวันนี้บ้าง

เรนเจอร์สสนใจกองหน้าบียาร์เรอัล – Gossip ประจำวัน

เรนเจอร์ส กำลังเผชิญหน้ากับการแข่งขันจากสวอนซี ซิตี้ อดีตสโมสรของ รัสเซลล์ มาร์ติน ในการแย่งตัว เอ็ตต้า เอยอง กองหน้าทีมชาติแคเมอรูนชุดอายุต่ำกว่า 23 ปีของบียาร์เรอัล (Scottish Sun)

เรนเจอร์ส มีแนวโน้มที่จะพลาดคว้าตัว คัลลัม ดอยล์ จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เนื่องจากกองหลังดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษรายนี้ใกล้จะย้ายไปร่วมทีมเร็กซ์แฮมด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ (The Athletic)

ฮายาโตะ อินามูระ กองหลังคนใหม่ของ เซลติก ได้รับแจ้งจากเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ว่าเขายังดีไม่พอที่จะลงเล่นในแชมเปียนส์ลีก (Daily Record)

แบร์รี่ เฟอร์กูสัน กล่าวว่าเขาจะพุ่งเป้าไปที่ จอช มัลลิแกน ของดันดี และ ลอว์เรนซ์ แชงค์แลนด์ ของฮาร์ท ออฟ มิดโลเธียน หากเขาได้รับโอกาสให้เป็นผู้จัดการทีม เรนเจอร์ส ต่อไป (Scottish Sun)

ร็อดเจอร์ส ได้เตือนนักเตะเซลติกที่อาจใจลอยถึงการย้ายทีมในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะช่วงปลาย โดยเตือนพวกเขาว่าใครเป็นคนจ่ายค่าจ้าง (Daily Record)

การขาดแคลนการเซ็นสัญญานักเตะใหม่ในช่วงซัมเมอร์ ประกอบกับการย้ายออกไปของ นิโกลัส คุห์น และอาการบาดเจ็บของ โจต้า ทำให้เกมรอบคัดเลือกแชมเปียนส์ลีกมูลค่า 40 ล้านปอนด์ของ เซลติก กับไครัต อัลมาตี จากคาซัคสถาน อันตรายกว่าที่ควรจะเป็น (The Scotsman)

นิกกี้ เฮย์เอน ผู้จัดการทีมคลับบรูจ กล่าวว่าเขารู้ว่ามีช่องว่างตรงไหนในทีม เรนเจอร์ส ก่อนที่พวกเขาจะลงเล่นที่ไอบรอกซ์ในรอบคัดเลือกแชมเปียนส์ลีก (The Herald)

การย้ายทีมของ โนเบล เมนดี้ กองหลังจากเรอัล เบติส ไปยัง เรนเจอร์ส ล่มลงเนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการตรวจร่างกายของนักเตะ ไม่ใช่ปัญหาทางการเงิน (AS via Scottish Sun)

อาดิล อาอูชิเช่ ของ อเบอร์ดีน กล่าวว่าการฝึกซ้อมร่วมกับเนย์มาร์และคีเลียน เอ็มบัปเป้ ที่ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ทำให้เขาได้รับการศึกษาที่เงินซื้อไม่ได้ (Daily Record)

ฮิเบอร์เนียน ผู้จัดการทีม เดวิด เกรย์ ได้ท้าทายทีมของเขา “เพื่อสร้างประวัติศาสตร์” โดยการผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มของการแข่งขันยูฟ่า เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับเลเกีย วอร์ซอ เพื่อชิงตำแหน่งในคอนเฟอเรนซ์ ลีก (The Scotsman)

สตีเวน เพรสลีย์ บอสของ ดันดี กล่าวว่า ลุค เกรแฮม เป็นผู้เล่นที่มี “อนาคตที่ยิ่งใหญ่” ขณะที่เขาอธิบายว่าเหตุใดการเจรจาสัญญาจึงเริ่มต้นขึ้นกับกองหลังรายนี้ (The Courier)

จิมมี่ เทลิน ผู้จัดการทีม อเบอร์ดีน กล่าวว่าเขาจะสร้างสมดุลระหว่างการเซ็นสัญญากับผู้เล่น “ที่มีศักยภาพ” กับนักเตะที่มีประสบการณ์ในตลาดซื้อขายนักเตะในอนาคต หลังจากเซ็นสัญญานักเตะอายุน้อยโดยทั่วไปเก้ารายในช่วงซัมเมอร์นี้ (Press & Journal)

ข่าวลือเกี่ยวกับเรนเจอร์สกับการคว้ากองหน้าบียาร์เรอัล

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น หนึ่งในข่าวลือที่น่าสนใจที่สุดในวันนี้คือข่าวที่ เรนเจอร์ส ให้ความสนใจในตัวกองหน้าของบียาร์เรอัล แต่ก็ต้องเจอคู่แข่งอย่างสวอนซี ซิตี้ ซึ่งทำให้การเจรจาน่าจะเข้มข้นมากขึ้นไปอีก การได้กองหน้าตัวใหม่เข้ามาร่วมทีม จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในแนวรุกให้กับเรนเจอร์สได้อย่างแน่นอน เพราะการมีตัวเลือกที่หลากหลายจะช่วยให้ทีมมีความยืดหยุ่นในการเล่นมากขึ้น และสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเจาะทำลายแนวรับคู่แข่ง หรือการพลิกสถานการณ์จากที่ตามหลังให้กลับมาเป็นฝ่ายขึ้นนำ

นอกจากนี้ ข่าวที่เรนเจอร์สพลาดคว้าตัว คัลลัม ดอยล์ ไปให้กับเร็กซ์แฮม ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของเกมฟุตบอล ที่บางครั้งเราก็ไม่ได้ทุกอย่างที่เราต้องการ

ในส่วนของเซลติก การที่ผู้จัดการทีมอย่างเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ออกมาเตือนนักเตะเรื่องสมาธิ ถือเป็นการจัดการที่เด็ดขาดและตรงไปตรงมา ซึ่งจะช่วยให้ทีมรักษามาตรฐานและโฟกัสไปที่เป้าหมายหลักได้

สุดท้ายนี้ ข่าวที่อเบอร์ดีนได้ อาดิล อาอูชิเช่ มาร่วมทีม ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะการที่เขาเคยฝึกซ้อมกับนักเตะระดับโลกอย่างเนย์มาร์และเอ็มบัปเป้ จะช่วยยกระดับทีมได้อย่างแน่นอน

โดยสรุปแล้ว ข่าวลือวันนี้แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์ ทั้งในเรื่องของการเสริมทัพ การจัดการทีม และการพัฒนาศักยภาพนักเตะ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าข่าวลือเหล่านี้จะเป็นจริงหรือไม่ และแต่ละทีมจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

ที่มา – Rangers want Villarreal striker – Wednesday’s gossip

แม่ค้าโรงอาหารสภาร้อง “วันนอร์” ถูกยกเลิกสัญญา

แม่ค้าโรงอาหารสภาร้อง “วันนอร์” ถูกยกเลิกสัญญา ถูกทุนใหม่ฮุบพื้นที่

เรื่องราวสุดเศร้าของกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าโรงอาหารรัฐสภาที่ออกมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมจาก “วันนอร์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำลังเป็นที่จับตา พวกเขาเหล่านี้กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกยกเลิกสัญญา และอาจนำไปสู่การถูกกลุ่มทุนใหม่เข้าฮุบพื้นที่ทำมาหากิน พวกเขาจะทำอย่างไรต่อไป?

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 กลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าสวัสดิการในรัฐสภาเดิม นำโดย นายศุภโชค เวชราภรณ์ ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงนายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สส.พิษณุโลก พรรคประชาชน เพื่อส่งต่อไปยังนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอความเป็นธรรมหลังถูกคณะกรรมการสวัสดิการชุดปัจจุบันบอกเลิกสัญญาเช่าอย่างกะทันหัน สถานการณ์นี้ทำให้พวกเขาเกิดความกังวลอย่างมากว่าอาจมีกลุ่มทุนใหม่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในพื้นที่ที่พวกเขาทำมาหากินอยู่

นายศุภโชคเปิดเผยว่า เดิมทีทางร้านค้าได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่แบบปีต่อปี แต่เมื่อคณะกรรมการฯ ชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่กลับบ่ายเบี่ยงการต่อสัญญา โดยอ้างว่าจะมีการปรับปรุงพื้นที่ชั้นใต้ดิน B2 และให้ร้านค้าเดิมย้ายลงไป แต่ต่อมากลับมีการส่งแบบสำรวจร้านค้า ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการเชื่อว่าถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการขับไล่ นี่คือจุดเริ่มต้นของความไม่ไว้วางใจและความรู้สึกว่าพวกเขากำลังถูกกลั่นแกล้ง

นายศุภโชคยังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ได้ให้พวกตนเซ็นรับเอกสารที่ภายหลังทราบว่าเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาให้ย้ายออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 15 สิงหาคม ทำให้ผู้ประกอบการทั้งหมดต้องตกงานอย่างกะทันหันในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ลองคิดดูว่าการต้องตกงานแบบปัจจุบันทันด่วนในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเขามากขนาดไหน

กลุ่มผู้ประกอบการจึงเรียกร้องให้ประธานสภาฯ เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาปากท้อง และขอให้จัดสรรพื้นที่ให้ยังคงได้ประกอบอาชีพ พวกเขายืนยันว่าหลังจากนี้จะเดินหน้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้มีการตรวจสอบความเป็นธรรมในเรื่องนี้ พวกเขาหวังว่าเสียงของพวกเขาจะดังพอที่จะได้รับการรับฟังและแก้ไข

แล้ว “วันนอร์” จะดำเนินการอย่างไร?

คำถามสำคัญคือ ท่านประธานสภาฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา จะดำเนินการอย่างไรต่อไป? จะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและให้ความเป็นธรรมกับแม่ค้าโรงอาหารสภาร้อง “วันนอร์” เหล่านี้ได้หรือไม่? หรือว่าเรื่องราวนี้จะจบลงด้วยการที่กลุ่มทุนใหม่เข้ามาฮุบพื้นที่ และทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยต้องสูญเสียอาชีพไปอย่างน่าเสียดาย

  • การเข้ามาช่วยเหลือของประธานสภาฯ จะเป็นไปในรูปแบบใด?
  • จะมีการตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการสวัสดิการชุดปัจจุบันหรือไม่?
  • จะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง?

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของแม่ค้าโรงอาหารสภาร้อง “วันนอร์” เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความเป็นธรรม การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และการตรวจสอบการใช้อำนาจ หากท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นกันได้เลยนะครับ

ที่มา – แม่ค้าโรงอาหารสภาร้อง “วันนอร์” ถูกยกเลิกสัญญา ถูกทุนใหม่ฮุบพื้นที่

ชาวบ้านชายแดนจี้ สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดไทย-เขมร

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนยังคงใช้ชีวิตด้วยความกังวลใจ และเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งงดเว้นความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างก็ประสบกับบรรยากาศการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่คึกคักเท่าที่ควร ร้านค้าหลายแห่งยังคงปิดทำการตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นใจในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่มีการปะทะหรือการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่ก็ตาม

ประชาชนยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะสงบลงอย่างแท้จริงหรือไม่ จากการติดตามข่าวสารทั่วไป พบว่าฝ่ายกัมพูชายังคงยั่วยุและก่อกวนฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในช่วงที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้นำคณะผู้ช่วยทูตจากประเทศอาเซียน 8 ประเทศ มาร่วมสังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ทหารกัมพูชายังคงเข้ามาแสดงพฤติกรรมยั่วยุและโวยวายต่อหน้าทูตทหาร ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ชาวบ้านเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง”

นางทัศนีวรรณ แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง ทำให้การดำรงชีวิตประจำวันและการค้าขายของคนในพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก การค้าขายซบเซา และไม่กล้าซื้อสินค้ามาเก็บตุนไว้เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากขาดความมั่นใจในสถานการณ์ และไม่รู้ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

“อยากให้มีความชัดเจนของสถานการณ์มากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข ทุกวันนี้ยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวงและวิตกกังวล” นางทัศนีวรรณกล่าว

สนับสนุนเต็มที่ให้สร้าง “รั้วกำแพง”

แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวรายเดิมยังกล่าวถึงกระแสข่าวการสนับสนุนการสร้างรั้วกั้นเขตแดนไทย-กัมพูชาว่า พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ “ล้านเปอร์เซ็นต์ให้ทำรั้วกำแพงไปเถอะ เพื่อลูกหลานในอนาคต เพราะเขมรไม่รักษาสัจจะ พูดอะไรออกมาก็ไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทยเราพยายามประนีประนอมมาโดยตลอด หากรัฐบาลขาดแคลนงบประมาณ เชื่อว่าประชาชนทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น”

นางจิระภิญญา แม่ค้ากาแฟน้ำชงในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวเสริมว่า อยากให้สร้างเป็นรั้วกำแพงปูนที่มั่นคง เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่านี่คือแนวเขตแดนของประเทศไทย การมีรั้วกั้นเขตแดนที่มั่นคงจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามแนวชายแดนได้ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำเข้าสิ่งของผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่าคนไทยทุกคนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกาย

“อยากให้สร้างรั้วกั้นปิดเขตพรมแดนที่ชัดเจนไปเลย เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปิดกั้นไปเลยไม่ต้องให้คนกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย เพราะเข้ามาแล้วก็จะสร้างความวุ่นวาย ทำให้ประชาชนคนไทยได้รับความเดือดร้อน” นางจิระภิญญากล่าว “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ยังนอนหลับไม่เต็มตื่น ต้องพะวงลุ้นวันต่อวันว่าแต่ละวันจะเป็นอย่างไร ถ้าสร้างรั้วปิดประเทศได้ก็สร้างไปเลย ประชาชนอย่างพวกตนพร้อมสนับสนุน”

จากความเห็นของชาวบ้าน จะเห็นได้ว่าพวกเขาสนับสนุนให้สร้าง “รั้วกำแพง” เพื่อความสงบสุขในชีวิตของพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน เรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดพรมแดนไทย-กัมพูชา

ชาวเน็ตญี่ปุ่นแห่แชร์ ลูกไฟสว่างวาบ (คลิป)

กลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อชาวเน็ตญี่ปุ่นแห่แชร์คลิป ลูกไฟสว่างวาบ พุ่งตกจากท้องฟ้า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำคืนของวันที่ 19 สิงหาคม สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างมาก คลิปวิดีโอและภาพถ่ายปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่และส่งต่อกันอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย

ชาวเน็ตญี่ปุ่นแห่แชร์ ลูกไฟสว่างวาบพุ่งตกจากท้องฟ้า (คลิป)

ปรากฏการณ์ ลูกไฟสว่างวาบ นี้สามารถมองเห็นได้ในหลายภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณคิวชูและชิโกกุ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันบันทึกภาพและวิดีโอไว้ได้ เผยให้เห็นแสงสว่างเจิดจ้าที่พาดผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน

ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยคาดการณ์ว่า ลูกไฟสว่างวาบ ดังกล่าวน่าจะเป็นดาวตกขนาดใหญ่ (fireball) หรืออาจเป็นอุกกาบาตที่กำลังลุกไหม้ขณะพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศโลก

ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจ: ลูกไฟสว่างวาบ

นายโทชิฮิสะ มาเอดะ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์อวกาศเซ็นได ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดจากฝุ่นหรือเศษดาวเคราะห์ขนาดเล็กจากนอกโลก เผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดแสงสว่างวาบที่มองเห็นได้จากพื้นโลก และมีความเป็นไปได้ที่เศษวัตถุเหล่านั้นจะตกลงสู่มหาสมุทรในที่สุด

แม้ว่าอุกกาบาตจะตกลงสู่โลกค่อนข้างบ่อย โดยเฉลี่ยแล้วมีอุกกาบาตขนาดเล็กตกลงมากว่า 500,000 ครั้งต่อปี แต่ส่วนใหญ่มักตกลงในมหาสมุทรหรือในพื้นที่ที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ทำให้การได้เห็น ลูกไฟสว่างวาบ ที่มีขนาดใหญ่และสว่างเช่นครั้งนี้ เป็นเรื่องที่พิเศษและน่าจดจำ

อย่างไรก็ตาม อุกกาบาตที่มีขนาดใหญ่ก็สามารถก่อให้เกิดความเสียหายได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น อุกกาบาตเชลยาบินสค์ที่ระเบิดเหนือประเทศรัสเซียเมื่อปี 2013 ซึ่งสร้างความเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความยิ่งใหญ่และพลังของธรรมชาติ รวมถึงความสำคัญของการศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา การเฝ้าสังเกตและบันทึกปรากฏการณ์เหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจ แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยและพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย

คุณเคยเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจแบบนี้หรือไม่? มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ของคุณได้ในช่องแสดงความคิดเห็น!

ที่มา – ชาวเน็ตญี่ปุ่นแห่แชร์ ลูกไฟสว่างวาบพุ่งตกจากท้องฟ้า (คลิป)

ผ่อนรถเนต้าไม่ไหว คืนรถได้ตามกฎหมาย

กำลังผ่อนรถเนต้าไม่ไหว? สภาผู้บริโภคเปิดช่องให้คืนรถให้ไฟแนนซ์ได้ตามกฎหมาย! ไม่ต้องจ่ายส่วนต่างที่เหลือ เพียงแค่ไม่มีประวัติค้างชำระ

ผ่อนรถเนต้าไม่ไหว คืนรถได้ตามกฎหมาย

จากกรณีที่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า NETA จำนวนมาก ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภคเกี่ยวกับปัญหาการใช้งานรถยนต์ เช่น จดทะเบียนป้ายขาวไม่ได้, รถเสียไม่มีอะไหล่ซ่อม, ศูนย์บริการปิดตัว หรือปฏิเสธการเคลม แม้ว่าทาง NETA และตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) จะได้ออกมาให้ข้อมูลและแนวทางการแก้ไขแล้วก็ตาม

สภาผู้บริโภคและกลุ่มผู้เสียหายพบว่า แนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงได้ และยังไม่ครอบคลุมความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับ สภาผู้บริโภคจึงดำเนินการช่วยเหลือผู้บริโภคในรูปแบบคดีกลุ่ม (Class Action) และอยู่ระหว่างการยื่นฟ้องร้องคดีแบบกลุ่ม

ล่าสุด สภาผู้บริโภคได้รับการร้องเรียนเพิ่มเติมจากผู้บริโภคที่ใช้รถยนต์เนต้า และกำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก จนไม่สามารถผ่อนรถเนต้าไม่ไหว ทำให้เกิดอีกหนึ่งแนวทางในการดำเนินการคือ การนำรถยนต์ไปคืนให้กับบริษัทไฟแนนซ์ หรือผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ ที่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อกันไว้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่มีประวัติการค้างชำระค่างวด

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายโสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ผู้บริโภคที่ซื้อรถยนต์เนต้า และได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทไฟแนนซ์ โดยที่ไม่มีประวัติค้างชำระ สามารถใช้สิทธิในฐานะผู้บริโภค ทำหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญา และส่งมอบคืนรถยนต์ให้กับบริษัทไฟแนนซ์ที่ได้ทำสัญญาไว้ได้ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573

ขั้นตอนการดำเนินการมีดังนี้:

  • ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ
  • นำหนังสือบอกเลิกสัญญา พร้อมกับรถยนต์ ไปคืนที่บริษัทไฟแนนซ์คู่สัญญา พร้อมถ่ายภาพรถที่ส่งมอบคืนไว้เป็นหลักฐาน
  • ให้มีการตรวจสภาพรถที่ส่งมอบคืน

ผู้บริโภคสามารถคืนรถได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนต่างของราคาที่เหลือ และหากบริษัทไฟแนนซ์ไม่รับคืนรถ ผู้บริโภคสามารถทำหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาได้ และใช้สิทธิวางทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 333 ได้ เนื่องจากเข้าลักษณะเจ้าหนี้ (บริษัทไฟแนนซ์) บอกปัด หรือปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้ โดยปราศจากเหตุอันจะอ้างตามกฎหมายได้ โดยนำรถยนต์ดังกล่าวไปวางไว้ที่สำนักงานบังคับคดี ณ ท้องที่ที่ผู้ให้เช่าซื้อตั้งอยู่ และเมื่อมีการวางทรัพย์แล้ว จะทำให้ผู้บริโภคหลุดพ้นจากหนี้ที่ต้องชำระ ไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด และไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้กับบริษัทไฟแนนซ์หลังจากวันที่วางทรัพย์

หากผ่อนรถเนต้าไม่ไหว และไฟแนนซ์ฟ้องร้อง

หากบริษัทไฟแนนซ์พยายามฟ้องร้องผู้บริโภค เพื่อเรียกเก็บค่าส่วนต่างหลังจากคืนรถนั้น ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาไว้แล้วว่า ผู้บริโภคที่ไม่ได้ค้างชำระค่างวด มีสิทธิที่จะคืนรถและไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนต่างที่คงเหลือ รวมถึงข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้บริโภครับผิดชอบในส่วนต่างหลังการบอกเลิกสัญญานั้น ถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น หากผู้บริโภคพบปัญหาจากการดำเนินการดังกล่าว สามารถติดต่อร้องเรียนได้ที่สภาผู้บริโภค

นายโสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาผู้บริโภคกำลังเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือ Lemon Law โดยหากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ จะทำให้ผู้ขายหรือผู้ประกอบการ ต้องเปลี่ยน หรือคืน สินค้าที่ชำรุดให้กับผู้บริโภค โดยร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอโดยภาคประชาชน ได้ผ่านการตรวจสอบโดยสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว และกำลังรอการบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

ดังนั้น หากมีกฎหมายนี้บังคับใช้ในอนาคต จะทำให้ผู้บริโภคที่มีผลิตภัณฑ์ชำรุดที่ซื้อภายใต้สัญญาเช่าซื้อ สามารถหยุดชำระค่างวดได้ โดยไม่ต้องคืนผลิตภัณฑ์ จนกว่าจะมีการซ่อมแซมให้ใช้งานได้ ถือว่าหลักการนี้รับประกันความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภค หากไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้เนื่องจากความบกพร่อง และไม่ควรมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระค่าสินค้า

“หากประเทศไทยสามารถผลักดันกฎหมาย Lemon Law ได้สำเร็จ จะช่วยเสริมอำนาจให้ผู้บริโภคที่ต้องรับมือกับปัญหา เช่นเดียวกับเจ้าของรถยนต์เนต้า ทำให้สามารถระงับการชำระเงินได้ทันที รวมถึงในกรณีการเลือกซื้อสินค้าอื่น ๆ ได้เช่นกัน”

สำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาผ่อนรถเนต้าไม่ไหว อย่าเพิ่งหมดหวัง ลองปรึกษากับสภาผู้บริโภคเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

ที่มา – ผ่อนรถเนต้า ไม่ไหว สภาผู้บริโภคเปิดช่องคืนรถให้ไฟแนนซ์ได้ตามกฎหมาย

มาสด้าเปิดโชว์รูมใหม่ อีสานเหนือกับกลุ่มอารีมิตร

มาสด้าเดินหน้าขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง จับมือกับ “กลุ่มอารีมิตร” เปิดตัวโชว์รูมรถยนต์แห่งใหม่ในภาคอีสานตอนเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด การลงทุนครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของมาสด้าในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเพิ่มจำนวนโชว์รูมและศูนย์บริการไม่ได้เป็นเพียงแค่การขยายสาขา แต่เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ทั้งในด้านมาตรฐานการบริการ ความสะดวกสบาย และการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ความร่วมมือกับกลุ่มอารีมิตรในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การพัฒนาเครือข่ายที่ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าเป็นอันดับแรก เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าและตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าในปัจจุบันและอนาคต ภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีลูกค้ามาสด้าจำนวนมาก การเปิดโชว์รูมใหม่นี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

ด้วยความสำเร็จที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในธุรกิจรถยนต์ กลุ่มอารีมิตรมีความเชื่อมั่นในแบรนด์มาสด้า และประกาศเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้ลงทุนในจังหวัดกาฬสินธุ์ไปแล้ว 120 ล้านบาท และในจังหวัดมหาสารคามอีก 100 ล้านบาท และเตรียมขยายไปยังจังหวัดร้อยเอ็ดภายในเดือนตุลาคมนี้ ด้วยงบลงทุนเพิ่มเติมอีก 100 ล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

มาสด้าเปิดโชว์รูมใหม่ อีสานเหนือกับกลุ่มอารีมิตร

กลุ่มอารีมิตรยึดหลักการบริหารงานที่มุ่งเน้นการสร้างยอดขายควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพบริการหลังการขาย เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าในทุก ๆ ด้าน ภายใต้แนวคิด “ความพึงพอใจสูงสุด คือมาตรฐานการทำงานของเรา” กลยุทธ์ที่วางไว้คือการสร้างความแตกต่างผ่านการยกระดับมาตรฐานโชว์รูมในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด และมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ระดับพรีเมียม โดยตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากกว่า 10%

“ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในธุรกิจยานยนต์ของ บริษัท อารีมิตร กรุ๊ป เรามีความชำนาญในการดูแลลูกค้า รวมถึงความพร้อมด้านบุคลากร ช่างซ่อม ทีมงานขาย และการให้บริการแบบมืออาชีพ ตั้งแต่เริ่มธุรกิจรถยนต์มาสด้า เราได้รับรางวัลการันตีความสำเร็จมากมาย รวมถึงรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม หรือ Mazda Dealer of Excellence Award ถึง 4 ปีติดต่อกัน ทำให้เรามั่นใจว่าโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ภายใต้การดำเนินงานของมาสด้าอารีมิตร จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการอย่างแน่นอน”

มาสด้าเปิดโชว์รูมใหม่ อีสานเหนือกับกลุ่มอารีมิตร

นางพิกุล อุตรนคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารีมิตร มาสด้า จำกัด กล่าวว่า โชว์รูมมาสด้า อารีมิตร สาขามหาสารคาม ตั้งอยู่บนพื้นที่ 3,600 ตารางเมตร ประกอบด้วยพื้นที่โชว์รูมและส่วนบริการ ที่สามารถรองรับงานเช็กระยะและซ่อมได้กว่า 500 คันต่อเดือน ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพที่เป็นย่านชุมชนและเขตเศรษฐกิจหลักของจังหวัด บนถนนสายหลักที่สะดวกในการเดินทาง ใกล้กับสถานที่สำคัญของจังหวัด เช่น เทศบาลเมืองมหาสารคาม และถนนนครสวรรค์ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักไปยังร้อยเอ็ด

ด้วยระยะทางเพียง 30 กิโลเมตรจากร้อยเอ็ด ทำให้ลูกค้าในจังหวัดสามารถเดินทางมารับบริการที่โชว์รูมได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้โชว์รูมและศูนย์บริการแห่งนี้เป็นจุดเชื่อมต่อที่รองรับลูกค้าจากทั้งสองจังหวัดได้

นายณัฐพล อุตรนคร กรรมการผู้จัดการขาย บริษัท อารีมิตร มาสด้า จำกัด กล่าวว่า มาสด้า อารีมิตรยึดมั่นในแนวคิด “Enjoy the Moment with Areemit Mazda” ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาการทำงานที่เน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การติดต่อ การเข้ารับบริการ และความพร้อมของห้องรับรองลูกค้าที่มอบความสะดวกสบายและอบอุ่น

ทีมช่างและพนักงานของเราผ่านการอบรมตามมาตรฐาน มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ทำให้เรามั่นใจว่าโชว์รูมแห่งใหม่นี้จะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัดได้อย่างดีเยี่ยม

มาสด้าเปิดโชว์รูมใหม่ อีสานเหนือกับกลุ่มอารีมิตร

มาสด้า อารีมิตร มุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกด้าน ทั้งการขาย บริการหลังการขาย และศูนย์ซ่อมสีและตัวถังมาตรฐานแบบครบวงจร โดยยึดมั่นในคุณภาพและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน บริการทั้งหมดดำเนินการโดยทีมช่างผู้ชำนาญและพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานจาก มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย พร้อมมอบความมั่นใจด้วยการรับประกันงานซ่อมและอะไหล่สูงสุดถึง 20,000 กิโลเมตร หรือ 1 ปีเต็ม ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าเราจะดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว

มาสด้าเปิดโชว์รูมใหม่ อีสานเหนือกับกลุ่มอารีมิตร ครั้งนี้ เป็นการย้ำถึงความใส่ใจของมาสด้าที่มีต่อลูกค้าในภูมิภาคนี้

มาสด้าเปิดโชว์รูมใหม่ อีสานเหนือกับกลุ่มอารีมิตร

ทำไมมาสด้าถึงเลือกเปิดโชว์รูมใหม่ อีสานเหนือกับกลุ่มอารีมิตร?

การตัดสินใจของมาสด้าในการมาสด้าเปิดโชว์รูมใหม่ อีสานเหนือกับกลุ่มอารีมิตร นั้นเป็นการพิจารณาจากศักยภาพของตลาดในภาคอีสานที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความแข็งแกร่งของกลุ่มอารีมิตรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจยานยนต์มายาวนาน การผนึกกำลังในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีในการขยายฐานลูกค้าและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในภูมิภาคนี้

มาสด้าเปิดโชว์รูมใหม่ อีสานเหนือกับกลุ่มอารีมิตร ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจของมาสด้าในประเทศไทย และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

ด้วยทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบาย การบริการที่ครบวงจร และทีมงานมืออาชีพ ทำให้โชว์รูมแห่งใหม่นี้พร้อมที่จะมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้ามาสด้าทุกคนในภาคอีสานตอนเหนือ

ที่มา – มาสด้า จับมือ “กลุ่มอารีมิตร” เปิดโชว์รูมรถแห่งใหม่ในเขตอีสานตอนเหนือ

กมธ.มั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ

“รังสิมันต์” ประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ชี้ เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี กระทบเศรษฐกิจแน่ ปูด พบบริษัทนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุม กมธ. ในวันนี้ว่า จะคุยกันถึงเรื่องผลกระทบจากการที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับไปยังประเทศ ซึ่งปัจจุบันจากเดิมตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 3 แสนคน เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี และถ้าหากนับจากแรงงานผิดกฎหมายอาจจะมีมากกว่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่า 10% ที่เหลืออยู่ในภาคการผลิตของเรา ทั้งเกษตรและก่อสร้างได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

สถานการณ์ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก การขาดแคลนแรงงานทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ เราต้องยอมรับว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนหลังจากมีการปะทะกันแล้วไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม ไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องการเยียวยาไม่เพียงพอแต่มีปัญหาในมิติเศรษฐกิจด้วย ถ้าหากเราฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจไม่ได้จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดนทั้งระบบ เรื่องผลกระทบของการไม่มีแรงงาน ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เราจำเป็นต้องดำเนินการและหาแนวทางแก้ปัญหา

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า หลักๆ ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กลุ่มสมาคมสหกรณ์จังหวัดตราด และอีกหลายภาคส่วนมาร่วมประชุม ทางกระทรวงแรงงานเองมีความพยายามนำเข้าแรงงานจากศรีลังกาเข้ามา ซึ่งต้องพูดคุยกันถึงความจำเป็น แต่มากไปกว่านั้นมีอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการทุจริตในเรื่องการนำเข้าแรงงานกัมพูชา ซึ่งวันนี้เรามีชื่อบริษัทเป้าหมายแล้ว

“สิ่งที่ต้องยอมรับ วงการแรงงานมีเรื่องการทุจริตเรื่องค้ามนุษย์เรื่องสีเทาดำเต็มไปหมด ทางกรรมาธิการก็จะสอบในเรื่องเหล่านี้ ส่วนลักษณะการทุจริตจะเป็นการนำแรงงานเข้ามาโดยจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ได้สิทธิพิเศษ หรือพูดง่ายๆ คือมีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ยืนยันว่าเรามีชื่อบริษัทแล้ว”

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทย ซึ่งพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก การที่แรงงานกัมพูชาจำนวนมากเดินทางกลับประเทศ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและก่อสร้าง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการ

ผลกระทบจากปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ

  • ภาคเกษตรกรรม: ขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้ผลผลิตเสียหายและราคาตกต่ำ
  • ภาคก่อสร้าง: โครงการก่อสร้างล่าช้า ต้นทุนสูงขึ้น
  • ภาคอุตสาหกรรม: กำลังการผลิตลดลง

นอกจากนี้ การที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่เคยพึ่งพาแรงงานจากกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

ทางออกของ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ คืออะไร? รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยอาจพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้

  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลทางการเกษตร: เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคน
  • พัฒนาทักษะแรงงานไทย: เพื่อให้สามารถทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะสูงได้
  • เจรจาและทำข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน: เพื่อนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย

การแก้ไขปัญหา ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

การที่กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณา แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กมธ.มั่นคงฯ ถกปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ เหตุเหลืออยู่ราว 10%

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. เป็น 7 ต.ค. นี้

ศาลได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีแกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไปเป็นวันที่ 7 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00 น. งานนี้ “จตุพร” ยืนยันว่าการกลับมาเจอกับแนวร่วมเดิมนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เพราะทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 16 ปีที่ผ่านมานั้นถือเป็นประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดี นปช. ก่อความไม่สงบ หมายเลขดำ อ.968/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวีระกานต์ หรือวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (ปธ.นปช.), นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง แกนนำคนเสื้อแดง จ.สกลนคร, นายณรงศักดิ์ มณี, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท, นายพิพัฒน์ชัย หรือสมชาย ไพบูลย์, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง, นายอดิศร เพียงเกษ, นายพีระ พริ้งกลาง (เสียชีวิต) และนายเมธี อมรวุฒิกุล เป็นจำเลยที่ 1-13 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป สร้างความกระด้างกระเดื่องก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548

คดีนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 9 เมษายน 2552 ที่จำเลยร่วมกันชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาล เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีรัฐบาลอภิสิทธิ์ รวมถึงมีผู้ชุมนุมบางส่วนบุกไปยังบ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี (ในขณะนั้น) เพื่อกดดันให้ พล.อ.เปรม พร้อมด้วย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากองคมนตรี รวมทั้งการปิดล้อมสถานที่ราชการหลายแห่งในกรุงเทพฯ จำเลยทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัวคนละ 2 แสนบาท

สำหรับการฟังคำพิพากษาในวันนี้ จำเลยทั้งหมดได้เดินทางมาศาล โดยนายเมธี จำเลยที่ 13 ถูกนำตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรม ส่วนจำเลยอื่นไม่ได้รวมกลุ่มนัดรวมตัวกันเพื่อขึ้นศาลเหมือนครั้งแรกที่ถูกดำเนินคดีในชั้นศาล โดยนายวีระกานต์สวมเสื้อซาฟารีสีเทาสีหน้าเรียบเฉย มีผู้ติดตามคอยเดินประคองและมาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง

ทางด้าน นพ.เหวง เดินทางมาพร้อม นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตแกนนำ นปช. ภรรยา มาให้กำลังใจ ทั้งนี้ นพ.เหวง ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนก่อนขึ้นฟังคำพิพากษาว่า วันนี้ตนไม่มีความเครียดหรือกังวลอะไร ส่วนคำพิพากษาจะเป็นคุณหรือเป็นโทษกับตนหรือไม่ ก็แล้วแต่พิจารณาของศาล เพราะเคารพศาลอยู่แล้ว ตนเชื่อมั่นในพยานหลักฐานว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ขึ้นอยู่กับคำพิพากษาของศาลในวันนี้

นายจตุพร ซึ่งเดินทางมาศาลพร้อมผู้ติดตาม 1 คน กล่าวว่า วันนี้เป็นหน้าที่ของตนที่ต้องเข้ามาฟังคำพิพากษาของศาลในคดีเมื่อ 16 ปีก่อน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรตนเคารพในคำพิพากษา ส่วนการกลับมาเจอแนวร่วมเดิมนั้น ตนไม่รู้สึกอะไรเพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง 16 ปีที่ผ่านมาถือเป็นประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ส่วนแนวทางทางการเมืองที่เปลี่ยนไปของแกนนำแต่ละคนจะสามารถพูดคุยกันได้หรือไม่นั้น ในวันนี้ตนถือว่าทุกคนเป็นจำเลยร่วมกันจะต้องนั่งร่วมในซีกของจำเลยอยู่แล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรที่ต้องพูดกับแกนนำรายอื่นเป็นพิเศษ และยืนยันว่าไม่มีเรื่องที่จะต้องทะเลาะกันเป็นการส่วนตัว

นายจตุพรกล่าวอีกว่า สำหรับคดี ม.112 ของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ที่มีคนใกล้ชิดนายทักษิณมั่นใจว่าคดีนี้จะถูกยกฟ้องนั้น ตนมองว่าความมั่นใจกับข้อเท็จจริงเป็นคนละเรื่องกัน โดยเฉพาะตนที่ผ่านคดีความมากมายนั้นต่อให้มั่นใจอย่างไรแต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือความจริงที่ปรากฏออกมา จึงเป็นธรรมดาของคนที่เป็นจำเลยย่อมมีความเชื่อมั่นในตัวเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้

เมื่อถึงเวลานัด ศาลออกนั่งบัลลังก์ แต่นายประกันของนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แจ้งต่อศาลว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมสภา ซึ่งนายอดิศรต้องเข้าร่วมประชุมจึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปก่อน 1 นัด ขณะที่นายพงศ์พิเชษฐ์ จำเลยที่ 10 รับทราบนัดแล้วแต่ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์จะหลบหนีให้ออกหมายจับ ปรับนายประกัน

สรุป: ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช.

ศาลจึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. พร้อมทั้งกำชับให้จำเลยทุกคนมาศาลตามนัด หากจำเลยคนใดไม่มาศาล ศาลจะพิจารณาเพิกถอนการประกันตัวต่อไป คดี ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และการเลื่อนอ่านคำพิพากษานี้ก็ทำให้หลายฝ่ายต้องรอคอยผลสรุปของคดีต่อไป

คดี ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้ นี้มีความซับซ้อนและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก การพิจารณาคดีจึงต้องใช้เวลาและความรอบคอบอย่างมาก การเลื่อนอ่านคำพิพากษาอาจเป็นผลมาจากการพิจารณาในรายละเอียดของคดีที่ยังไม่เสร็จสิ้น หรืออาจมีเหตุผลอื่นๆ ที่ศาลเห็นสมควร

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคดีนี้อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เข้าใจถึงกระบวนการยุติธรรมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำพิพากษาที่จะมีต่อสังคมไทยในอนาคต

ที่มา – ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็น 7 ต.ค.นี้