วัน: 20 สิงหาคม 2025

เวียดนามอนุมัติ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” 6 หมื่นล้าน

เวียดนามอนุมัติลงทุน “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” มูลค่าราว 6.6 หมื่นล้านบาท โดยกลุ่ม Sun Group วางเป้าหมายเป็นศูนย์รวมกาสิโน–รีสอร์ทและแหล่งบันเทิงครบวงจร เทียบชั้นมาเก๊า-ลาสเวกัส โครงการนี้จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การท่องเที่ยวของเวียดนามอย่างแน่นอน

สื่อเวียดนามรายงานว่า คณะกรรมการประชาชนจังหวัดกว๋างนิญ ได้อนุมัติโครงการนำร่องอย่างเป็นทางการสำหรับโครงการรีสอร์ทและคาสิโนแบบครบวงจรระดับไฮเอนด์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวินโด่น ซึ่งอนุญาตให้พลเมืองเวียดนามสามารถเข้าร่วมได้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด นี่เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ภายใต้มติเลขที่ 3226/QD-UBND จังหวัดได้อนุมัติการลงทุนให้กับบริษัทหุ้นร่วมเวินโด่นซัน (Van Don Sun Joint Stock Company) ในฐานะผู้พัฒนาโครงการคาสิโนและการท่องเที่ยวแบบบูรณาการจังหวัดเวินโด่น ซึ่งจะเป็นคาสิโนแห่งแรกที่ได้รับใบอนุญาตในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวินโด่น ที่เปิดให้ผู้เล่นทั้งในและต่างประเทศ

โครงการนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 244.45 เฮกตาร์ หรือราว 1,527 ไร่ มุ่งสร้างศูนย์กลางความบันเทิงและรีสอร์ทสุดหรูที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคาสิโน ควบคู่ไปกับบริการด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพระดับโลก โครงการนี้จะสร้างงานจำนวนมากและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

องค์ประกอบสำคัญของโครงการนี้ประกอบด้วยคาสิโน โรงแรมหรู รีสอร์ท คอนโดเทล ทาวน์เฮาส์เชิงพาณิชย์ ศูนย์การค้า บริการสุขภาพ และสถานที่บันเทิง ทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ประสบการณ์ที่หรูหราและน่าจดจำ

หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของโครงการนี้คือการเปิดคาสิโนระดับไฮเอนด์ให้ชาวเวียดนามได้เข้ามาใช้บริการ โดยต้องมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่เข้มงวดตามกฎหมายปัจจุบัน นี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับชาวเวียดนามที่จะได้สัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมระดับโลก

โครงการนี้จะได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบนิเวศแบบครบวงจร โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นสูงที่กำลังเติบโตของเวียดนาม คาดว่าจะเป็นสถานที่จัดแสดงความบันเทิงระดับนานาชาติขนาดใหญ่ และกิจกรรมสันทนาการตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแวนดอนให้เป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำเทียบเท่ากับมาเก๊าหรือลาสเวกัส

โครงการท่องเที่ยวและคาสิโนแบบบูรณาการเวินโด่น จะมีเงินลงทุนรวมมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือราว 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยเงินทุนจากนักลงทุน เงินกู้ และแหล่งเงินทุนอื่นๆ ระยะเวลาดำเนินงานของโครงการไม่เกิน 70 ปีนับจากวันที่ได้รับอนุมัติการลงทุน

การก่อสร้างและดำเนินการมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 9 ปีนับจากวันที่ได้รับการจัดสรรที่ดินและอนุมัติสัญญาเช่า

ในการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการคลังได้เสนอให้พลเมืองเวียดนามต้องซื้อตั๋วเข้าร่วมการเล่นเกมคาสิโน ซึ่งมีราคา 2.5 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 3,095 บาท) ต่อ 24 ชั่วโมง หรือ 50 ล้านดองเวียดนาม (ราว 61,913 บาท) สำหรับบัตรผ่านรายเดือน.

เวียดนามอนุมัติ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” 6 หมื่นล้าน

โครงการ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” นี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจเวียดนาม โดยจะสร้างงาน สร้างรายได้ และดึงดูดนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของเวียดนามในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก

ความคาดหวังต่อ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์”

  • การสร้างงานจำนวนมากให้กับคนในท้องถิ่น
  • การดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
  • การสร้างรายได้ให้กับประเทศ
  • การยกระดับภาพลักษณ์ของเวียดนาม

โครงการนี้เป็นความหวังของเวียดนามในการที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางความบันเทิงแห่งใหม่ของเอเชีย ความสำเร็จของโครงการนี้จะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน

โดยรวมแล้ว โครงการ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” เป็นโครงการที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามอย่างมาก เราหวังว่าจะได้เห็นโครงการนี้ประสบความสำเร็จและนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศ

เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการท่องเที่ยวและความบันเทิง และ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” นี้ก็เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตนี้

ที่มา – เวียดนามไฟเขียวเมกะโปรเจกต์ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” 6 หมื่นล้าน

ทนายเกิดผล ชี้ปมครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อ “ทนายเกิดผล” ออกมาโพสต์ถึงกรณีที่ “ครูปรีชา” แจ้งความเอาผิด “โน้ส อุดม” โดยระบุว่าอยู่ดีไม่ว่าดี ระวังจะหาเรื่องติดคุกตอนแก่! เรื่องราวนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และทำไมทนายเกิดผลถึงออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ เราจะมาเจาะลึกกันในบทความนี้

ทนายเกิดผลวิเคราะห์ ปมครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “โน้ส อุดม แต้พานิช” นักแสดงเดี่ยวไมโครโฟนชื่อดัง เดินทางไปยัง สภ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีที่ นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือ ครูปรีชา เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ โดยกล่าวหาว่า โน้ส อุดม หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

สาเหตุของการแจ้งความครั้งนี้มาจากการที่ ครูปรีชาได้รับคลิปวิดีโอ “เดี่ยว 12” ของโน้ส อุดม ซึ่งเป็นการแสดงเมื่อปี 2561 เนื้อหาในคลิปมีการกล่าวถึง ครูปรีชา ในลักษณะที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาท เช่น “ผลงานโดดเด่นของกระทรวงศึกษา ยกให้ครูปรีชา สร้างแรงบันดาลใจ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ นี่มันหวยของครู หมวดจรูญนั้นไม่ใช่ ถ้า …ได้ขนาดนั้น นี่ต้องมั่นมาก เพราะความจริงมันพูดยากมากกว่าแถไถ ไม่ต้องห่วง ครูยังมีผมอยู่ข้างๆ แต่ว่า ผมครูตรงกลางนี่มันหายไปไหน”

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทนายเกิดผล แก้วเกิด ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีทนายเกิดผล ชี้ปมครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม ว่า “ครูปรีชาจะหาเรื่องติดคุกตอนแก่หรือเปล่าครับเนี่ย การไปแจ้งความเอาผิดโน้สหลังจากเหตุการณ์ผ่านมาหลายปีแล้ว และข้อเท็จจริงก็เป็นไปดังที่ปรากฏในข่าวว่าหวยเป็นของหมวดจรูญ ไม่ใช่ของครูปรีชา ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วซึ่ง คุณโน้ส อุดม สามารถต่อสู้ในประเด็นนี้ได้โดยพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง ก็ไม่เป็นความผิด เป็นข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 (3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ และมาตรา 330 อยู่ดีไม่ว่าดีนะครูปรีชา เรื่องมันผ่านไปแล้ว แท้ๆ ยังจะเอามาเป็นประเด็น”

ทำไมทนายเกิดผลถึงออกมาแสดงความเห็นเรื่องครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมทนายเกิดผลถึงออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ ทนายเกิดผลเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงและมักจะออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจอยู่เสมอ การออกมาแสดงความคิดเห็นในกรณีนี้อาจเป็นเพราะทนายเกิดผลเห็นว่าประเด็นนี้มีความน่าสนใจและอาจมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

ประเด็นสำคัญที่ทนายเกิดผลยกขึ้นมาคือเรื่องของ “ความจริง” และ “ความเป็นธรรม” ทนายเกิดผลชี้ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข่าวและคำพิพากษาของศาลนั้น ชี้ชัดว่าหวยเป็นของหมวดจรูญไม่ใช่ของครูปรีชา ดังนั้น การที่ครูปรีชาไปแจ้งความเอาผิดโน้ส อุดม จึงอาจเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ทนายเกิดผลยังได้อ้างถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 (3) และมาตรา 330 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นความผิดในกรณีหมิ่นประมาท หากเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้

แน่นอนว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นของทนายเกิดผลในครั้งนี้ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ทนายเกิดผลยกขึ้นมานั้นถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การพิจารณา

สิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีทนายเกิดผลชี้ปมครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “ความเป็นธรรม” และ “สิทธิในการแสดงความคิดเห็น” ในสังคมประชาธิปไตย การที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระและเป็นธรรม ถือเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคม

สุดท้ายนี้ หากใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาทางกฎหมาย หรือต้องการคำปรึกษาจากทนายความผู้เชี่ยวชาญ อย่าลังเลที่จะติดต่อสำนักงานกฎหมายที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – ทนายเกิดผล โพสต์ปม “ครูปรีชา” แจ้งความเอาผิด “โน้ส อุดม” บอกอยู่ดีไม่ว่าดี

ตลาดช่องจอม: พ่อค้าแม่ค้าทยอยเปิดร้าน หวั่นปะทะอีกรอบ

พ่อค้าแม่ค้าตลาดชายแดนช่องจอม จ.สุรินทร์ ทยอยกลับมาเปิดร้านเพื่อสำรองรายได้ แต่ยังไม่วางใจสถานการณ์ หวั่นเกิดการปะทะรอบ 2 วันที่ 20 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ได้ลงพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระหว่างที่มีการหยุดยิงจากผลการเจรจาที่ผ่านมา ขณะเดียวกันประชาชนที่อพยพได้กลับมาบ้านแล้วร่วม 2 สัปดาห์ บางส่วนยังไม่กล้าเปิดร้านค้าขาย เพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ บางส่วนเริ่มอพยพผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็ก ๆ ไปอยู่ตามวัดในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว

ด้านพ่อค้าแม่ค้า บางส่วนก็ได้มีการเปิดร้านค้าขายมากขึ้น โดยเฉพาะที่บริเวณตลาดช่องจอม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านค้าอาหารและของสด แม้ลูกค้าจะเข้ามาซื้อน้อย แต่พ่อค้าแม่ค้าต่างจำเป็นต้องเปิดร้านค้าขาย หวังมีรายได้มาจุนเจือครอบครัวในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และเพื่อหาเงินทุนไปไว้ใช้ในช่วงที่อาจจะมีการปะทะและอพยพรอบที่ 2 ซึ่งต่างคาดว่ามีโอกาสสูงที่ทหารกัมพูชาจะเริ่มเปิดฉากยิงไทยก่อน หลังมีข่าวว่าทหารกัมพูชาพยายามละเมิดข้อตกลงหยุดยิง มีการเคลื่อนกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์มาอย่างต่อเนื่องที่บริเวณชายแดน ด้านปราสาทตาควาย-ช่องกร่าง-ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

อีกทั้งระยะนี้ทูตสังเกตการณ์จากหลายประเทศยังคงวนเวียนอยู่ในพื้นที่ ทำให้ทหารกัมพูชายังไม่กล้าเปิดฉากยิง โดยชาวบ้านวิตกกังวลว่าในช่วงวันถัดไป จะมีโอกาสสูงที่กัมพูชาจะเปิดฉากยิงและทำให้เกิดการปะทะกันอีกรอบ

นายสุพรรณ รักษา อายุ 54 ปี พ่อค้าขายหมูสดตลาดช่องจอม กล่าวว่า วันนี้ทูตมา ทุกคนก็เตรียมตัวพร้อม ว่าจะอพยพอีกไหม หลังจากทูตกลับก็ภาวนาว่า อย่ามีการยิงกันอีก หวังทุกอย่างให้เป็นไปด้วยดี แต่ก็ยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดช่องจอมกำลังเริ่มเปิดค้าขายมากขึ้น ดีขึ้นจากอาทิตย์ที่แล้ว พ่อค้าแม่ค้าดีใจที่ค้าขายได้ แต่ก็ยังวิตกและไม่อยากให้มีการปะทะอีก เพราะจะต้องปิดร้านอพยพ

พ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม ทยอยกลับมาเปิดร้าน แต่ยังหวั่นเกิดการปะทะอีกรอบ

สถานการณ์บริเวณชายแดนช่องจอมยังคงตึงเครียด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่ความหวาดระแวงและความไม่แน่นอนยังคงปกคลุม พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดช่องจอมต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำมาหากิน พวกเขาต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความจำเป็นในการหารายได้กับความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะรอบใหม่

ความหวังและอุปสรรคของพ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม

การกลับมาเปิดร้านอีกครั้งของพ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินชีวิตต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงภัย อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงมีความหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และสามารถกลับมาค้าขายได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

  • ความท้าทาย: สถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอน, ความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะ, ลูกค้าที่ยังไม่กล้าออกมาจับจ่ายใช้สอย
  • ความหวัง: สถานการณ์คลี่คลาย, การค้าขายกลับมาเป็นปกติ, ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

พ่อค้าแม่ค้าหลายรายตัดสินใจเปิดร้านเพราะจำเป็นต้องหารายได้มาจุนเจือครอบครัว และเก็บสะสมเงินทุนเผื่อกรณีที่ต้องอพยพอีกครั้ง พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากหลายประการ ทั้งจำนวนลูกค้าที่ลดลง ความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงมีความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และสามารถกลับมาค้าขายได้อย่างปกติสุขในอนาคต

การที่ทูตจากหลายประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ในพื้นที่ ทำให้ทหารกัมพูชายังไม่กล้าที่จะเปิดฉากยิง แต่ชาวบ้านก็ยังคงวิตกกังวลว่าสถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา พวกเขาจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ในฐานะคนไทย เราขอเป็นกำลังใจให้พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนชาวช่องจอมทุกท่าน ขอให้ท่านปลอดภัยและสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ววัน ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออกอย่างสันติวิธี เพื่อนำมาซึ่งความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – พ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม ทยอยกลับมาเปิดร้าน แต่ยังหวั่นเกิดการปะทะอีกรอบ

รัฐบาลยัน! พื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย

รัฐบาลยืนยันหนักแน่น พื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย เตือนกัมพูชาอย่าใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์! สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัดยังคงปกติ พร้อมขอบคุณคณะผู้สังเกตการณ์ที่ลงพื้นที่ช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและป้องกันการล่วงล้ำ

ในเวลา 09.30 น. ศบ.ทก. ได้จัดการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 29/2568 ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามสถานการณ์และผลการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

รัฐบาลขอขอบคุณคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน จำนวน 14 ท่าน นำโดย พล.ต.ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย พร้อมสื่อมวลชน ที่ลงพื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบกรณีกัมพูชารุกล้ำเข้ามาตัดลวดหนาม ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและทำลายความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย กัมพูชาเจตนารุกล้ำ

นายจิรายุ ยังกล่าวถึงกรณีพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเดิมเคยเป็นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับชาวกัมพูชาที่หนีภัยจากการสู้รบในอดีต โดยไทยอนุญาตให้ใช้พื้นที่บนแผ่นดินไทย แต่ต่อมากัมพูชากลับขยายชุมชนและรุกล้ำแผ่นดินของประเทศไทย ซึ่งเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 อย่างชัดเจน ฝ่ายไทยได้คัดค้านและประท้วงการกระทำดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลได้ยืนยันในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  1. ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และพร้อมหารือข้อขัดแย้งผ่านกลไกทวิภาคีที่เหมาะสม เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชากลับใช้ประชาชนของตนเป็นกำแพงมนุษย์ เข้ามารุกล้ำในเขตแดนไทยอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดในชายแดน
  2. ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้วยการให้พื้นที่หลบภัยสงครามแก่ประชาชนชาวกัมพูชาหลายแสนคน แต่กลับถูกบิดเบือน โดยความช่วยเหลือนี้ถูกนำไปใช้ในการบุกรุกพื้นที่อธิปไตยของไทย สะท้อนถึงการขาดความจริงใจ และเจตนาร้ายในการรุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทยอย่างชัดเจน
  3. การติดตั้งแนวเขตลวดหนามบริเวณเขตแดนของไทยเป็นสิทธิในการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตย คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทย และป้องกันการรุกล้ำเพิ่มเติม รวมถึงการลักลอบวางกับระเบิดจากฝ่ายกัมพูชา

ยืนยัน บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย

การดำเนินการของไทยเป็นไปตามข้อตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงจะละเว้นการสร้างหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกนอกเขตของทั้งสองประเทศ ซึ่งบริเวณดังกล่าวตามหลักเขตเป็นของประเทศไทย 100%

รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมรักษาหลักมนุษยธรรม และพร้อมที่จะหารือข้อพิพาทผ่านช่องทางทางการทูตและกลไกที่มีอยู่ แต่จะไม่ยอมรับการรุกล้ำใดๆ ที่เป็นการละเมิดกฎหมายและหลักการระหว่างประเทศทุกประการ รัฐบาลขอยืนยันว่า พื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย เป็นของไทยอย่างแท้จริง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่รัฐบาลออกมาเน้นย้ำถึงความเป็นเจ้าของพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และหวังว่าการเจรจาและกลไกทางการทูตจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างสันติวิธี

ที่มา – รัฐบาลยันพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย เตือนกัมพูชาอย่าใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์

ฟิลิปปินส์รวบผู้ต้องสงสัย สังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีสังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลางกรุงมะนิลา และนำตัวมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

ฟิลิปปินส์คุมตัวผู้ต้องสงสัยสังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลางกรุงมะนิลา

นายกเทศมนตรีกรุงมะนิลา ฟรานซิสโก โดมาโกโซ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้นำตัวผู้ต้องสงสัยชาวฟิลิปปินส์ 2 คน มาแสดงต่อสาธารณชน โดยตำรวจเชื่อว่ายังมีผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้อีกอย่างน้อย 1 คน ซึ่งคาดว่าเป็นผู้วางแผนและให้เงินสนับสนุนในการก่อเหตุ ยังคงหลบหนีการจับกุม แรงจูงใจในการสังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลางกรุงมะนิลาในครั้งนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 สิงหาคม) นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น 2 คน ถูกยิงเสียชีวิตโดยชายคนหนึ่งที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ หลังจากที่พวกเขาเพิ่งลงจากรถแท็กซี่ เหตุการณ์อุกอาจนี้เกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชนในย่านมาลาเต ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวและสถานบันเทิงชื่อดังของกรุงมะนิลา

เหยื่อผู้เสียชีวิตคือ นายอากิโนบุ นากายามะ อายุ 41 ปี และนายฮิเดอากิ ซาโตริ อายุ 53 ปี ทั้งสองถูกยิงเสียชีวิตหลังจากลงจากรถแท็กซี่เมื่อเวลาประมาณ 22.40 น. บนถนนมัลวาร์ กล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงบันทึกภาพขณะรถแท็กซี่จอดอยู่ริมถนน ไม่นานหลังจากนั้น ชายสองคนลงจากรถและล้มลงทันที ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอด โดยเห็นรถจักรยานยนต์สองคันขับขี่ด้วยความเร็วสูงไปในทิศทางเดียวกับรถแท็กซี่

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลางกรุงมะนิลามีอะไรบ้าง?

จากการสอบสวนของตำรวจ พบว่าคนร้ายได้เข้าประชิดตัวเหยื่อทันทีที่ลงจากรถแท็กซี่ จากนั้นจึงได้ลงมือยิงและขโมยกระเป๋าซึ่งภายในมีเงินสดและทรัพย์สินอื่นๆ ก่อนที่จะหลบหนีไปโดยรถจักรยานยนต์ เหยื่อทั้งสองเสียชีวิตคาที่เกิดเหตุ ในวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่ได้แจ้งว่าพบรถจักรยานยนต์ถูกทิ้งไว้ใกล้กับจุดเกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ยืนยันว่ารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นคันเดียวกับที่ใช้ในการหลบหนี ภายหลังจากตรวจสอบข้อมูลจากทะเบียนรถและคำให้การของพยาน ทำให้ตำรวจสามารถระบุตัวและจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้งสองได้ในที่สุด เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ได้มีการยื่นคำร้องทุกข์ทางอาญา รวมถึงข้อหาลักทรัพย์ ต่อผู้ต้องสงสัย

หนึ่งในผู้ต้องสงสัย ซึ่งมีรายงานว่าเป็นไกด์นำเที่ยว เชื่อว่าได้โดยสารรถแท็กซี่คันเดียวกับเหยื่อทั้งสองก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุความสัมพันธ์ที่แน่ชัดระหว่างผู้ต้องสงสัยและเหยื่อได้

สื่อท้องถิ่นในฟิลิปปินส์รายงานว่า จากข้อมูลของตำรวจกรุงมะนิลา ผู้ต้องสงสัยได้รับการว่าจ้างจากหัวหน้าแก๊งอาชญากรรมชาวญี่ปุ่น ซึ่งรายงานว่าได้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อแลกกับการลงมือสังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลางกรุงมะนิลา

สถานทูตญี่ปุ่นประจำกรุงมะนิลาได้ออกคำแนะนำให้ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์ ผู้แทนธุรกิจ และนักท่องเที่ยว เพิ่มความระมัดระวังตัวให้มากยิ่งขึ้น

  • ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในยามวิกาล
  • ระมัดระวังทรัพย์สินส่วนตัว
  • แจ้งเหตุฉุกเฉินต่อสถานทูตหรือตำรวจท้องถิ่นทันที

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังต่างประเทศ การตระหนักถึงสถานการณ์รอบตัวและการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ฟิลิปปินส์คุมตัวผู้ต้องสงสัยสังหาร 2 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลางกรุงมะนิลา

แม่นโคตร! ส่องโดรนพิฆาตติดเลเซอร์ฝีมือคนไทย

อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ (Unmanned Combat Aerial Vehicle: UCAV) แบบ DP16 ได้ทำการทดสอบปล่อยระเบิดจริงแบบนำวิถีด้วยเลเซอร์ (LGB) ชนิดไม่ติดตั้งหัวรบในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2566 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของเทคโนโลยีป้องกันประเทศของไทย การพัฒนา แม่นโคตร ส่องโดรนพิฆาตติิดอาวุธนำวิถีด้วยเลเซอร์ฝีมือคนไทย นี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของบุคลากรและบริษัทไทยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ทันสมัย

โดยในการทดสอบนั้น ได้ทำการทิ้งระเบิดแบบนำวิถีด้วยแสงเลเซอร์ ชนิดไม่ติดหัวรบ (Warhead) จากอากาศยานไร้คนขับแบบ DP16 UAV จำนวน 2 ลูก พร้อมบินขึ้นไปที่ความเร็ว 130 กิโลเมตร/ ชั่วโมง โดยมีเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไป 2 กิโลเมตร ในแนวระดับ และจากระยะความสูงประมาณ 6,000 ft หรือ 2 กิโลเมตรจากระดับพื้น โดยระยะทำการของระเบิดดังกล่าวนั้น สามารถพุ่งเข้าสู่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ซึ่งใช้ระยะเวลาเข้าสู่เป้าหมายอยู่ที่ 25 วินาที (80 เมตรต่อวินาที) ซึ่งทำการทดสอบโดย บริษัท แอร์โร เทคโนโลยี อินดัสทรี จำกัด (ATIL) หนึ่งในบริษัทร่วมทุนกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI)

DP16 มีขนาดเล็กกว่า DP20 แต่สามารถทำการติดอาวุธได้ มีความสามารถที่ใกล้เคียงกับ DP20 และ DP20A แต่มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานที่ถูกกว่า โดย DP16 มีความยาว 6 เมตร สูง 1.2 เมตร ปีกกว้าง 10 เมตร มีพิสัยปฏิบัติการ 250 กิโลเมตร บินด้วยความเร็วสูงสุด 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะบินเดินทาง DP16 สามารถทำการบินที่ความเร็ว 120 – 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ความสูง 3,000 เมตร สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ 60 กิโลกรัม เพดานบิน 5,500 เมตร ระยะเวลาปฏิบัติการนาน 10 ชั่วโมง ความจุเชื้อเพลิง 100 กิโลกรัม น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 360 กิโลกรัม 

พร้อมทางเลือกในการติดตั้งจรวดอากาศสู่พื้นได้ โดยอากาศยานรบไร้คนขับแบบ DP16 สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีได้ 3 นัด และได้ทดสอบยิงระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ (Laser Guided Bomb: LGB) ไปแล้ว ในเดือนกรกฎาคม ปีพ.ศ. 2566 สามารถติดตั้งระบบตรวจจับ เช่น กล้อง EO/IR (Electro-Optical/ Infrared) ได้ โดยรองรับการติดตั้งอาวุธนำวิถี 2 นัด ที่ตำบลอาวุธจุดแข็งที่โคนปีกทั้งสองข้าง และสามารถเพิ่มตำบลอาวุธที่จุดแข็ง 3 จุดใต้เครื่อง รวมเป็น 5 นัด

ข้อมูลจาก Military Weapons อาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร

https://www.facebook.com/MilitaryWeaponsThailand

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected] 
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcomhttps:// 
www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/ 

แม่นโคตร ส่องโดรนพิฆาตติิดอาวุธนำวิถีด้วยเลเซอร์ฝีมือคนไทย

รายละเอียดโดรนพิฆาตติดเลเซอร์ฝีมือคนไทย

การพัฒนา แม่นโคตร ส่องโดรนพิฆาตติิดอาวุธนำวิถีด้วยเลเซอร์ฝีมือคนไทย แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย และความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี

  • ความสามารถในการติดตั้งอาวุธนำวิถี
  • ระยะปฏิบัติการที่เหมาะสม
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับรุ่นอื่น

แม่นโคตร ส่องโดรนพิฆาตติิดอาวุธนำวิถีด้วยเลเซอร์ฝีมือคนไทย เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติในอนาคต

ที่มา – แม่นโคตร ส่องโดรนพิฆาตติิดอาวุธนำวิถีด้วยเลเซอร์ฝีมือคนไทย

ทำเนียบขาวเปิดบัญชี TikTok แม้อนาคตไม่แน่นอน

ทำเนียบขาวเปิดตัวบัญชีทางการบน TikTok อย่างเป็นทางการ แม้ว่าอนาคตของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมแห่งนี้ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายในสหรัฐอเมริกา การเปิดตัวครั้งนี้สร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์ และจุดประกายให้เกิดการถกเถียงถึงความเหมาะสมในการที่รัฐบาลสหรัฐฯ เลือกใช้แพลตฟอร์มที่ถูกจับตามองในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล

ทำเนียบขาวเปิดบัญชี TikTok แม้อนาคตแพลตฟอร์มยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย

บัญชีใหม่ของทำเนียบขาวบน TikTok ประเดิมด้วยคลิปวิดีโอแรกที่มีความยาว 27 วินาที พร้อมคำทักทายว่า “America we are BACK! What’s up TikTok?” เพียงแค่ชั่วโมงแรกหลังจากการเปิดตัว บัญชีดังกล่าวก็มียอดผู้ติดตามพุ่งทะยานกว่า 4,500 คน แสดงให้เห็นถึงความสนใจอย่างมากจากผู้ใช้งาน TikTok ที่มีต่อการปรากฏตัวของทำเนียบขาวบนแพลตฟอร์มนี้

การตัดสินใจของทำเนียบขาวในการเปิดบัญชี TikTok เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่แพลตฟอร์มกำลังเผชิญอยู่ในสหรัฐอเมริกา TikTok ซึ่งมีบริษัทแม่คือ ByteDance ตั้งอยู่ในประเทศจีน กำลังถูกสภาคองเกรสสหรัฐฯ กดดันอย่างหนักให้ขายกิจการให้กับบริษัทที่ไม่ใช่ของจีน มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการถูกแบนในสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม ซึ่งเป็นวันก่อนหน้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์

อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ชะลอการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวออกไป พร้อมทั้งขยายเวลาให้อีก 90 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ TikTok สามารถหาผู้ซื้อรายใหม่ที่ไม่ใช่บริษัทจีนได้ ซึ่งเส้นตายล่าสุดในการดำเนินการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในกลางเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

ท่าทีของทรัมป์ต่อ TikTok ที่เปลี่ยนแปลงไป

น่าสนใจว่า ทรัมป์ ซึ่งเคยเป็นผู้สนับสนุนหลักในการแบน TikTok กลับเปลี่ยนจุดยืนของตนเอง โดยมองว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงฐานเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ในช่วงการเลือกตั้งปี 2024 ที่กำลังจะมาถึง ปัจจุบัน บัญชีส่วนตัวของทรัมป์บน TikTok มียอดผู้ติดตามมากกว่า 110 ล้านคน แม้ว่าโพสต์ล่าสุดจะถูกโพสต์เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งก็ตาม

เมื่อเปรียบเทียบกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ บัญชีทางการของทำเนียบขาวกลับมียอดผู้ติดตามที่ค่อนข้างน้อยกว่ามาก ตัวอย่างเช่น บัญชีบน X (Twitter) มีผู้ติดตามประมาณ 2.4 ล้านคน และบัญชีบน Instagram มีผู้ติดตามประมาณ 9.3 ล้านคน ในขณะที่ Truth Social แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เป็นของทรัมป์เอง มียอดผู้ติดตามอยู่ที่ 10.6 ล้านคน

การตัดสินใจของทำเนียบขาวในการเปิดบัญชี TikTok จึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า รัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวของ โดนัลด์ ทรัมป์ เอง อาจกำลังวางแผนยุทธศาสตร์ใหม่ในการเข้าถึงและสื่อสารกับผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีท่าทีและการดำเนินการอย่างไรต่อไปเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม TikTok ที่มีผู้ใช้งานเกือบ 2 พันล้านคนทั่วโลกนี้

การที่ทำเนียบขาวเปิดบัญชี TikTok แม้อนาคตแพลตฟอร์มยังแขวนอยู่บนเส้นด้ายนั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของโซเชียลมีเดียในการสื่อสารกับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ถึงแม้จะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล แต่รัฐบาลก็ยังต้องการใช้ช่องทางนี้ในการเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความเข้าใจอันดีกับประชาชน

ที่มา – ทำเนียบขาวเปิดบัญชี TikTok แม้อนาคตแพลตฟอร์มยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ศาลตัดสินคดี นปช. ขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52 วันนี้!

วันนี้ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีสำคัญที่หลายคนจับตามอง นั่นคือคดีของ “วีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” พร้อมแกนนำกลุ่ม นปช. รวม 10 คน จากเหตุการณ์มั่วสุมชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2552 คดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการปิดทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาลและการบุกบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี

ลุ้นระทึก! ศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.968/2561 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำ นปช. ทั้ง 10 คน ในข้อหาร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความกระด้างกระเดื่อง ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548

ความเป็นมาของคดีนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 31 มกราคม ถึง 9 เมษายน 2552 เมื่อกลุ่มจำเลยร่วมกันชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีการปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาลเพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนบุกไปยังบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี รวมถึงการปิดล้อมสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร

ใครบ้างที่เป็นจำเลยในคดีชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52?

สำหรับจำเลยทั้ง 10 คนในคดีนี้ ประกอบด้วยบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายท่าน ได้แก่:

  • นายวีระกานต์ หรือวีระ มุสิกพงศ์
  • นายจตุพร พรหมพันธุ์
  • นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
  • นพ.เหวง โตจิราการ
  • นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง
  • นายณรงศักดิ์ มณี
  • นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท
  • นายพิพัฒน์ชัย หรือสมชาย ไพบูลย์
  • นายพายัพ ปั้นเกตุ
  • นายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง

ทั้งนี้ จำเลยทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและได้รับการประกันตัวคนละ 2 แสนบาท

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

การตัดสินคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันและอนาคต หากศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดจริง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่พอใจในหมู่ประชาชนที่สนับสนุนกลุ่ม นปช. ในทางตรงกันข้าม หากศาลตัดสินให้จำเลยพ้นผิด ก็อาจถูกมองว่าเป็นการตัดสินที่ไม่ยุติธรรมจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่คดีนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนานหลายปี ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงเจตนาเบื้องหลังการดำเนินคดี และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

คดีศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งคดีประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าสังคมไทยจะยังคงจับตาดูและวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และการวิเคราะห์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง

ศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52 ในวันนี้ จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ลุ้นวันนี้ ศาลนัดตัดสินคดี แกนนำกลุ่ม นปช. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52

จับแล้ว! โจรชุดไรเดอร์จี้ร้านทองสมุทรปราการ


จับแล้ว! โจรชุดไรเดอร์จี้ร้านทองสมุทรปราการ

ความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญ จับแล้ว โจรชุดไรเดอร์จี้ร้านทองในห้าง จ.สมุทรปราการ ที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว ล่าสุดตำรวจสามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้แล้ว พร้อมของกลางจำนวนหนึ่งที่ซุกซ่อนไว้

จับแล้ว โจรชุดไรเดอร์จี้ร้านทองในห้าง จ.สมุทรปราการ

จากเหตุการณ์อุกอาจ คนร้ายสวมชุดไรเดอร์ก่อเหตุจี้ชิงทองรูปพรรณน้ำหนักรวม 123 บาท มูลค่ากว่า 6 ล้านบาท ที่ร้านทองเยาวราช กรุงเทพฯ สาขาบางบ่อ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายอย่างใกล้ชิด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2566 เวลา 17.00 น. ตำรวจภูธรภาค 1, ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ และตำรวจ สภ.บางบ่อ ได้ร่วมกันนำหมายศาลเข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ในพื้นที่ ต.บางบ่อ ซึ่งเป็นบ้านพักของแฟนสาวผู้ต้องสงสัย พบอุปกรณ์เกี่ยวกับอาวุธปืนหลายรายการ เช่น ซองปืน, เข็มขัดสนาม และกระสุนปืน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกชุดได้เข้าควบคุมตัว นายวีรวัฒน์ ตุ้มแสง หรือ อาร์ม อายุ 31 ปี อาชีพช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ได้ที่บ้านพักใน ต.บ้านระกาศ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 10 กิโลเมตร

จับแล้ว โจรชุดไรเดอร์จี้ร้านทองในห้าง จ.สมุทรปราการ

ผู้ต้องหารับสารภาพ

นายอาร์มให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง และนำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจค้น พบของกลางเป็นสร้อยคอทองคำที่ถูกปล้นมา ซุกซ่อนไว้ในลำโพงหน้าบ้าน ฝังดิน และซุกซ่อนตามจุดต่างๆ บริเวณบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ให้นายมด (คนขับเรือ) พาไปตรวจยึดเรือที่ใช้ในการหลบหนี หลังจากที่คนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์ PCX สีดำไปทิ้งลงคลอง แล้วใช้เรือหลบหนีต่อ

จับแล้ว!

เร่งค้นหาของกลางเพิ่มเติม

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งค้นหาของกลางและวัตถุพยานที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุให้ครบถ้วน และจะทำการแถลงข่าวรายละเอียดของคดีในช่วงบ่ายวันนี้ (20 ส.ค. 2566) โดยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ และ ผกก.สภ.บางบ่อ จะเป็นผู้ให้ข้อมูล

คดี จับแล้ว โจรชุดไรเดอร์จี้ร้านทองในห้าง จ.สมุทรปราการ นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่คนร้ายเลือกใช้ชุดไรเดอร์ในการก่อเหตุเป็นการตบตาเจ้าหน้าที่ อาจเป็นเพราะต้องการอาศัยความพลุกพล่านของเหล่าไรเดอร์เดลิเวอรี่ให้เป็นประโยชน์ แต่สุดท้ายก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือของกฎหมายไปได้

สำหรับใครที่กำลังคิดจะทำเรื่องผิดกฎหมาย ขอบอกเลยว่าอย่าหาทำ เพราะสุดท้ายยังไงก็หนีไม่พ้นกฎหมายบ้านเมืองอย่างแน่นอน

ที่มา – จับแล้ว โจรชุดไรเดอร์จี้ร้านทองในห้าง จ.สมุทรปราการ ซิ่งจยย.หนี ทิ้งลงคลองแล้วนั่งเรือ