วัน: 22 สิงหาคม 2025

จอห์นสตันเซลติกพักยาว 12 สัปดาห์!

อลิสแตร์ จอห์นสตัน แบ็คขวาของเซลติก จะต้องพักรักษาตัวเป็นเวลา “ประมาณ 12 สัปดาห์” ตามการเปิดเผยของ เบรนแดน ร็อดเจอส์ ผู้จัดการทีม หลังได้รับบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายในเกมเสมอ คาอิรัต 0-0

ดาวเตะทีมชาติแคนาดา วัย 26 ปี ถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 35 ของเกมเลกแรกของรอบเพลย์ออฟ แชมเปียนส์ลีก

จอห์นสตันเซลติก ลงสนามไปแล้ว 115 นัด นับตั้งแต่ย้ายจาก CF Montreal มาร่วมทีมเซลติกในช่วงต้นปี 2023

ทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอส์ จะพบกับ คาอิรัต อีกครั้งที่คาซัคสถานในวันอังคาร (17:45 BST) หลังจากเปิดบ้านพบกับ ลิฟวิงสตัน ในเกมสกอตติช พรีเมียร์ชิพ วันเสาร์ (15:00)

“สถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก เขาอาจจะต้องพักประมาณ 12 สัปดาห์” ร็อดเจอส์ กล่าว

“สำหรับ อาลี เราแค่อยากจะมั่นใจว่าเราอยู่ในตำแหน่งที่ดีในทุกรายการแข่งขันเมื่อเขากลับมา”

จอห์นสตันเซลติกพักยาว 12 สัปดาห์!

การขาดหายไปของ จอห์นสตันเซลติก ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับเซลติก เนื่องจากเขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในแนวรับของทีม ด้วยความแข็งแกร่ง ความเร็ว และทักษะการเข้าสกัดที่ยอดเยี่ยม ทำให้เขาเป็นแบ็คขวาที่ไว้ใจได้

ในช่วงที่ จอห์นสตันเซลติก ไม่สามารถลงสนามได้ คาดว่า แอนโธนี่ ราลสตัน จะได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงแทน อย่างไรก็ตาม ราลสตันยังขาดประสบการณ์ในระดับสูง และอาจเป็นจุดอ่อนที่ทีมคู่แข่งสามารถโจมตีได้

นอกจากนี้ การบาดเจ็บของ จอห์นสตันเซลติก ยังส่งผลกระทบต่อทีมชาติแคนาดา เนื่องจากเขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในทีมชาติ และจะต้องพลาดการลงเล่นในเกมสำคัญหลายนัด

ผลกระทบต่อเซลติกและการแก้ปัญหา

เบรนแดน ร็อดเจอส์ จำเป็นต้องหาทางแก้ไขปัญหาการขาดหายไปของ จอห์นสตัน ให้ได้โดยเร็วที่สุด หากเซลติกต้องการประสบความสำเร็จในการแข่งขันต่างๆ ในฤดูกาลนี้

  • โอกาสของราลสตัน: ราลสตันอาจได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเอง
  • ปรับแผนการเล่น: ร็อดเจอส์อาจต้องปรับแผนการเล่นเพื่อชดเชยการขาดหายไปของจอห์นสตัน
  • เสริมทัพ: เซลติกอาจพิจารณาเสริมทัพในตลาดซื้อขายนักเตะ

อย่างไรก็ตาม การหาผู้เล่นที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับ จอห์นสตันเซลติก ไม่ใช่เรื่องง่าย และเซลติกอาจต้องใช้เวลาอีกสักพักในการปรับตัว

ถึงแม้ว่าการขาดหายไปของ จอห์นสตันเซลติก จะเป็นความเสียหายอย่างมากสำหรับเซลติก แต่ทีมก็ยังมีผู้เล่นที่มีความสามารถคนอื่นๆ ที่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนได้ และเซลติกยังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่งและมีโอกาสประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้

การบาดเจ็บครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับเซลติก และเป็นโอกาสให้ผู้เล่นคนอื่นๆ ได้แสดงศักยภาพของตนเองออกมา

ที่มา – Celtic’s Johnston out ‘for about 12 weeks’

นิวคาสเซิลเล็ง วิสซ่า กลับซ้อมเบรนท์ฟอร์ด

โยอัน วิสซ่า กองหน้า กลับมาฝึกซ้อมกับทีมเบรนท์ฟอร์ดแล้ว และอาจได้ลงเล่นในสุดสัปดาห์นี้ ตามการเปิดเผยของหัวหน้าโค้ช คีธ แอนดรูว์ส

ดาวเตะวัย 28 ปี พลาดเกมเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกที่แพ้ให้กับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากเขาแยกไปฝึกซ้อมต่างหาก หลังจากแสดงความต้องการที่จะย้ายออกจากสโมสร

ข้อเสนอครั้งที่สองจากนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด มูลค่าสูงถึง 40 ล้านปอนด์ สำหรับกองหน้าดีอาร์ คองโก ถูกปฏิเสธไปเมื่อสัปดาห์นี้

นิวคาสเซิลได้เปิดการเจรจากับเบรนท์ฟอร์ดอีกครั้งเมื่อวันพุธ แต่แหล่งข่าวบอกกับ BBC Sport ว่าข้อเสนอล่าสุดที่ยื่นไป ซึ่งประกอบด้วยค่าตัวเบื้องต้น 35 ล้านปอนด์ บวกกับส่วนเสริมอีก 5 ล้านปอนด์ ยังต่ำกว่ามูลค่าที่เบรนท์ฟอร์ดตั้งไว้

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์นี้ กองหน้าดีอาร์ คองโก ได้ลบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเบรนท์ฟอร์ดออกจากบัญชีอินสตาแกรมของเขา แต่แอนดรูว์สกล่าวว่า ตอนนี้เขา “ต้องตัดสินใจ” ว่าวิสซ่าจะมีส่วนร่วมในเกมกับคริสตัล พาเลซ ในวันอาทิตย์นี้หรือไม่

“เขา [โยอัน วิสซ่า] กลับมาฝึกซ้อมกับทีมแล้ว” แอนดรูว์สกล่าว

“ในแง่ของการมีส่วนร่วมในสุดสัปดาห์นี้ ผมจะตัดสินใจเรื่องทีมในวันเสาร์ เขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มในสัปดาห์นี้”

เมื่อถูกถามว่า วิสซ่า จะอยู่กับเบรนท์ฟอร์ดต่อไปหรือไม่หลังจากตลาดซื้อขายนักเตะปิดตัวลง แอนดรูว์สกล่าวว่า “เขาเป็นนักเตะของเบรนท์ฟอร์ดในตอนนี้ จุดยืนของผมเกี่ยวกับโยอันมาโดยตลอดคือ ผมไม่อยากให้เขาย้ายออกไป”

“ผมไม่อยากเสียผู้เล่นที่มีคุณภาพแบบนั้น และสิ่งนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลยตลอดช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นหวังว่าเขาจะอยู่ที่นี่ในอีก 10 หรือ 12 วันข้างหน้า นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ”

19 ประตูของ วิสซ่า ในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ดึงดูดความสนใจจากสโมสรชั้นนำ และเอ็ดดี้ ฮาว กำลังมองหาวิธีปรับปรุงทีมของเขา เนื่องจากนิวคาสเซิลกลับไปเล่นในแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลนี้

ก่อนหน้านี้เบรนท์ฟอร์ดได้ปฏิเสธข้อเสนอของนิวคาสเซิลที่มีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านปอนด์

BBC Sport เป็นสำนักข่าวแรกที่เปิดเผยว่า วิสซ่า เดินทางกลับบ้านก่อนกำหนดจากแคมป์ฝึกซ้อมช่วงปรีซีซั่นที่โปรตุเกสในเดือนกรกฎาคม หลังจากนั้นเขาขู่ว่าจะไม่เล่นหรือฝึกซ้อมให้สโมสรอีกต่อไป หากพวกเขาไม่อนุมัติการย้ายไปทางตอนเหนือของอังกฤษ

วิสซ่า คาดหวังว่าการย้ายไปนิวคาสเซิลจะได้รับการตกลงกันในสัปดาห์นี้ หลังจากที่เบรนท์ฟอร์ดเซ็นสัญญาคว้าตัว ดังโก้ อูอัตตาร่า จากบอร์นมัธ ด้วยค่าตัวสถิติสโมสรสูงถึง 42.5 ล้านปอนด์

เบรนท์ฟอร์ดยังเสียกองหน้าอีกคนหนึ่งไปแล้วในช่วงซัมเมอร์นี้ นั่นคือ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ไปให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

นิวคาสเซิลเล็ง วิสซ่า กลับซ้อมเบรนท์ฟอร์ด

สถานการณ์ล่าสุดของ นิวคาสเซิลเล็ง วิสซ่า กลับซ้อมเบรนท์ฟอร์ด

จากรายงานล่าสุด นิวคาสเซิลเล็ง วิสซ่า กลับซ้อมเบรนท์ฟอร์ด โดยที่ตัวนักเตะกลับมาฝึกซ้อมกับทีมแล้ว แต่ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะได้ลงเล่นในเกมที่จะพบกับคริสตัล พาเลซ ในวันอาทิตย์นี้หรือไม่ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโค้ช คีธ แอนดรูว์ส

การที่ นิวคาสเซิลเล็ง วิสซ่า กลับซ้อมเบรนท์ฟอร์ด สร้างความไม่แน่นอนให้กับอนาคตของนักเตะอย่างมาก แม้ว่าเขาจะกลับมาฝึกซ้อมแล้ว แต่ความต้องการย้ายทีมของเขายังคงอยู่ ข้อเสนอจากนิวคาสเซิลถูกปฏิเสธไปแล้วถึงสองครั้ง ทำให้สถานการณ์ยังคงตึงเครียด

สถานการณ์ นิวคาสเซิลเล็ง วิสซ่า กลับซ้อมเบรนท์ฟอร์ด ซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อนักเตะลบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเบรนท์ฟอร์ดออกจากโซเชียลมีเดียของเขา อย่างไรก็ตาม โค้ชแอนดรูว์สยังคงหวังว่าเขาจะอยู่กับทีมต่อไป และแสดงความชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการเสียนักเตะที่มีคุณภาพเช่นนี้ไป

การที่เบรนท์ฟอร์ดเสียผู้เล่นแนวรุกไปแล้วหลายคนในช่วงซัมเมอร์นี้ ทำให้การรั้งตัววิสซ่าไว้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น หากพวกเขาสามารถทำได้ จะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมในการสู้ศึกพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ต่อไป

การตัดสินใจของโค้ชแอนดรูว์สเกี่ยวกับวิสซ่าในสุดสัปดาห์นี้จะเป็นสัญญาณที่สำคัญเกี่ยวกับอนาคตของนักเตะกับสโมสร แฟนบอลเบรนท์ฟอร์ดคงจะหวังว่าเขาจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของทีมต่อไป

อย่างไรก็ตาม, สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการซื้อขายนักเตะสมัยใหม่ ที่มีทั้งความต้องการของนักเตะ, ข้อเสนอของสโมสร, และการตัดสินใจของโค้ชเข้ามาเกี่ยวข้อง การเจรจาซื้อขายจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป

ที่มา – Newcastle target Wissa back in Brentford training

มรภ.บ้านสมเด็จฯ ถอนปริญญา “ฮุน เซน” | อัปเดตล่าสุด

สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของ ฮุน เซน กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมขณะนี้

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ประกาศ เรื่อง เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของสมเด็จ ฮุน เซน โดยระบุว่า มติสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ 8 / 2568 วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ อนุมัติการเพิกถอนการให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ของสมเด็จ ฮุน เซน

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ได้มีมติเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของ ฮุน เซน ไปแล้วเช่นกัน

มรภ.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “ฮุน เซน”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนและความสำคัญของการพิจารณาการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดที่สถาบันการศึกษามอบให้แก่บุคคลที่มีคุณูปการต่อสังคม

เหตุผลเบื้องหลังการเพิกถอนปริญญาของฮุน เซน

ถึงแม้ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาจะไม่ได้ระบุเหตุผลอย่างเป็นทางการในการเพิกถอนปริญญาครั้งนี้ แต่คาดการณ์กันว่า อาจมีปัจจัยหลายประการที่นำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว เช่น ท่าทีทางการเมือง หรือการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเหมาะสมในการดำรงเกียรติยศของปริญญา

อย่างไรก็ตาม การเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ถือเป็นเรื่องใหญ่ และส่งผลกระทบต่อทั้งตัวผู้ได้รับปริญญา สถาบันการศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและมีเหตุผลที่ชัดเจน

การพิจารณาคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์นั้น ครอบคลุมหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ความสามารถ คุณธรรมจริยธรรม การทำคุณประโยชน์ต่อสังคม และการเป็นแบบอย่างที่ดี การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังการมอบปริญญา อาจนำไปสู่การทบทวนและพิจารณาเพิกถอนได้ หากพบว่าผู้ได้รับปริญญาขาดคุณสมบัติ หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ มหาวิทยาลัยต่างๆ มีเกณฑ์ในการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์อย่างไร และกระบวนการดังกล่าวมีความโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่ การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณชน จะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของสถาบันการศึกษา

นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสถาบันการศึกษาต่างๆ ในการพิจารณาและทบทวนหลักเกณฑ์การมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ รวมถึงการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของผู้ได้รับปริญญาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติและความน่าเชื่อถือของสถาบัน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ฮุน เซน เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเมือง การศึกษา และสังคม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน ทำให้สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ที่มา – มรภ.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “ฮุน เซน”

อนาคตของนูโน่กับฟอเรสต์ไม่แน่นอน

อนาคตของนูโน่กับฟอเรสต์ไม่แน่นอน

สถานการณ์ของ นูโน่ เอสปิริโต ซานโต ในฐานะผู้จัดการทีม น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ กำลังตกอยู่ในความไม่แน่นอน หลังความสัมพันธ์กับ Evangelos Marinakis เจ้าของทีมเริ่มสั่นคลอน

แหล่งข่าวรายงานว่า ตำแหน่งของนูโน่ไม่ได้มั่นคงอย่างที่คิด แม้ว่าจะเคยพาทีมคว้าสิทธิ์ไปเล่นในยุโรปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และเพิ่งเอาชนะเบรนท์ฟอร์ดในนัดเปิดสนามเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ความไม่แน่นอนนี้เองที่ส่งผลกระทบต่อบรรดานักเตะในทีม ซึ่งรับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสโมสร

ในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กุนซือวัย 51 ปีกล่าวว่า ความสัมพันธ์ของเขากับ Marinakis “เปลี่ยนแปลงไป” และพวกเขา “ไม่ได้สนิทสนมกันเหมือนเดิม”

“ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าของทีมมาโดยตลอด ฤดูกาลที่แล้วเราสนิทกันมากและพูดคุยกันทุกวัน” นูโน่กล่าว

“ฤดูกาลนี้ความสัมพันธ์ของเราไม่ค่อยดีนัก แต่ผมเชื่อเสมอว่าการพูดคุยเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความกังวลของผมคือทีมและฤดูกาลที่เรากำลังเผชิญอยู่ ความสัมพันธ์ของเราเปลี่ยนแปลงไปและเราไม่ได้สนิทกันเหมือนเดิม”

เมื่อถูกถามว่าความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปกับ Evangelos Marinakis เป็นเรื่องดีหรือไม่ นูโน่กล่าวว่า “ไม่ มันไม่ดี ผมคิดว่าทุกคนในสโมสรควรจะสามัคคีกัน แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น”

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้อนาคตของนูโน่กับฟอเรสต์ไม่แน่นอน?

แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่แน่ชัด แต่แหล่งข่าวหลายแห่งชี้ว่าความขัดแย้งในเรื่องของการเสริมทัพนักเตะใหม่ และแนวทางการทำทีม อาจเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มสั่นคลอน นูโน่อาจมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับบอร์ดบริหารในเรื่องของการเลือกนักเตะ หรืออาจมีมุมมองที่แตกต่างกันในเรื่องของแท็คติกและปรัชญาการทำทีม

นอกจากนี้ ผลงานที่ไม่สม่ำเสมอของทีมในช่วงหลัง ก็อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ Marinakis เริ่มไม่มั่นใจในตัวของ นูโน่ มากนัก แม้ว่าจะมีการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ด้วยชัยชนะ แต่ฟอร์มโดยรวมของทีมยังคงต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป

สถานการณ์ภายในทีมที่สั่นคลอนก็อาจส่งผลกระทบต่อผลงานในสนามได้ นักเตะอาจรู้สึกไม่มั่นใจหรือขาดสมาธิ หากพวกเขารับรู้ถึงความขัดแย้งระหว่างผู้จัดการทีมกับเจ้าของสโมสร

อนาคตของนูโน่กับฟอเรสต์ไม่แน่นอนจริงหรือ? เวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ สถานการณ์ภายในสโมสรกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หากฟอเรสต์ต้องการที่จะประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้

คงต้องติดตามกันต่อไปว่า นูโน่ และ Marinakis จะสามารถปรับความเข้าใจกันได้หรือไม่ และอนาคตของนูโน่ในถิ่นซิตี้ กราวด์ จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ที่แน่ๆคือ สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของแฟนบอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท่ามกลางข่าวลือต่างๆ การที่นูโน่ออกมายอมรับว่าความสัมพันธ์กับเจ้าของทีมเปลี่ยนไป แสดงให้เห็นถึงความตรงไปตรงมาของเขา และเป็นการส่งสัญญาณให้บอร์ดบริหารรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในทีม

ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่สโมสรต้องหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อประโยชน์ของทีมและแฟนบอลทุกคน การเปลี่ยนแปลงอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การตัดสินใจควรจะมาจากพื้นฐานของข้อมูลและความคิดเห็นที่รอบด้าน เพื่อให้แน่ใจว่าฟอเรสต์จะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของ อนาคตของนูโน่กับฟอเรสต์ไม่แน่นอน จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ Evangelos Marinakis และความสามารถในการแก้ไขปัญหาของ นูโน่ เอง แต่สิ่งที่แฟนบอลทุกคนหวังคือ การได้เห็นทีมรักกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีอีกครั้ง และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

ที่มา – Nuno’s future as Forest boss uncertain

เราไม่ต้องการนักเตะที่ไม่ต้องการสเปอร์ส – แฟรงค์

โธมัส แฟรงค์ เฮดโค้ชของท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ กล่าวว่าสโมสรไม่สนใจที่จะเซ็นสัญญากับผู้เล่นที่ไม่มีใจให้กับทีมอย่างเต็มที่

เอเบเรชี เอเซ เพลย์เมกเกอร์ของคริสตัล พาเลซ เตรียมย้ายไปร่วมทีมอาร์เซนอลคู่แข่งร่วมเมืองด้วยค่าตัว 67.5 ล้านปอนด์ หลังจากที่เคยมีข่าวว่าจะย้ายไปสเปอร์สเมื่อต้นสัปดาห์

ทีมของแฟรงค์มั่นใจว่าจะได้ตัวนักเตะวัย 27 ปีรายนี้ แต่พาเลซต้องการให้เอเซอยู่กับสโมสรจนถึงหลังเกมยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก นัดที่พบกับเฟรดริกสตัด

อย่างไรก็ตาม นักเตะทีมชาติอังกฤษรายนี้ถูกตัดออกจากทีมในเกมที่พาเลซเปิดบ้านเอาชนะสโมสรจากนอร์เวย์ 1-0 หลังจากที่อาร์เซนอลซึ่งเป็นทีมในวัยเด็กของเขาตกลงเงื่อนไขได้

นี่เป็นความผิดหวังครั้งที่สองที่สเปอร์สต้องเผชิญในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากที่มอร์แกน กิบส์-ไวท์ เลือกที่จะเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ หลังจากที่ท็อตแนมได้เปิดใช้งานเงื่อนไขการปล่อยตัวในสัญญาฉบับก่อนหน้าของเขา

“โดยทั่วไปแล้ว ผมไม่ต้องการผู้เล่นคนใดที่ไม่ต้องการมาที่สโมสรแห่งนี้และสวมตราสัญลักษณ์ที่ยอดเยี่ยมนี้” แฟรงค์กล่าว

“เราไม่ต้องการพวกเขาที่นี่ และผมมั่นใจว่าแฟนๆ ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน”

เราไม่ต้องการนักเตะที่ไม่ต้องการสเปอร์ส – แฟรงค์

สเปอร์ส ซึ่งเอาชนะเบิร์นลีย์ 3-0 ในช่วงสุดสัปดาห์เปิดฤดูกาล จะเดินทางไปเยือนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันเสาร์ (12:30PM BST)

เมื่อตลาดซื้อขายนักเตะใกล้จะปิดตัวลงในวันที่ 1 กันยายน แฟรงค์ยังคงมั่นใจว่าจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมของเขาได้

“เราอยู่ในตลาดซื้อขาย และเราจะมองหาการเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีม” เขากล่าวเสริม

“เรามีทีมที่ดีและผู้เล่นที่ดี [แต่] เราต้องทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้เพื่อให้สามารถแข่งขันได้มากที่สุด ผมมั่นใจว่าเราจะเซ็นสัญญากับผู้เล่นก่อนสิ้นสุดตลาดซื้อขาย ทุกสโมสรต้องการเซ็นสัญญากับผู้เล่นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น”

แฟรงค์กล่าวว่า ริชาร์ลิซอน กองหน้า ซึ่งทำประตูได้สองครั้งในเกมที่เอาชนะเบิร์นลีย์ เตรียมที่จะอยู่กับสโมสรต่อไป

ดาวเตะชาวบราซิลวัย 28 ปีรายนี้เคยมีข่าวเชื่อมโยงกับการย้ายไปพาเลซเพื่อแลกกับเอเซ

อาร์เซนอลจะเปิดบ้านต้อนรับลีดส์ ยูไนเต็ด ในวันเสาร์ (17:30 BST) โดยคาดว่าเอเซจะเข้ารับการตรวจร่างกายกับทีมปืนใหญ่ในช่วงสุดสัปดาห์

แต่ มิเกล อาร์เตต้า เฮดโค้ชกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า ‘ผมไม่มีอะไรจะแสดงความคิดเห็น

“คุณรู้ว่าผมไม่สามารถพูดถึงผู้เล่นที่ยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือสโมสรของเราได้”

สเปอร์สเน้นย้ำจุดยืน: เราไม่ต้องการนักเตะที่ไม่ต้องการสเปอร์ส – แฟรงค์

จากคำกล่าวของแฟรงค์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสเปอร์สในการสร้างทีมด้วยผู้เล่นที่มีใจรักและพร้อมทุ่มเทให้กับสโมสรอย่างแท้จริง การมีนักเตะที่ต้องการเล่นให้กับสโมสร จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในทีม และผลักดันให้ทีมประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น การตัดสินใจของนักเตะอย่างเอเซและกิบส์-ไวท์ที่เลือกไปร่วมทีมอื่น แสดงให้เห็นว่าสเปอร์สจำเป็นต้องทำการบ้านให้หนักขึ้นในการดึงดูดนักเตะที่มีคุณภาพเข้ามาสู่ทีม

การเสริมทัพในช่วงโค้งสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง ว่าสเปอร์สจะสามารถดึงตัวผู้เล่นที่เหมาะสมและมีความกระหายที่จะสวมเสื้อของสโมสรได้หรือไม่

สำหรับแฟนบอลสเปอร์ส การได้เห็นนักเตะที่ทุ่มเทให้กับทีมอย่างเต็มที่ คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ และหวังว่าผู้เล่นใหม่ที่จะเข้ามา จะสามารถตอบโจทย์นี้ได้

โดยรวมแล้ว ทัศนคติของแฟรงค์เป็นสิ่งที่ถูกต้อง การมีกลุ่มผู้เล่นที่ต้องการอยู่ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จและวัฒนธรรมของสโมสร มันเน้นย้ำถึงความสำคัญของการค้นหาผู้เล่นที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ไม่ใช่เเค่ความสามารถ

ดังนั้นการตัดสินใจของสเปอร์สที่จะ “เราไม่ต้องการนักเตะที่ไม่ต้องการสเปอร์ส – แฟรงค์ ” เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การสนับสนุน

ที่มา – We don’t want players who don’t want Spurs – Frank

ยายวัย 85 ตั้งใจจับงูจงอาง 4 เมตร เรียกกู้ภัย!

เรื่องราวสุดระทึก! ยายวัย 85 ปี ต้องเผชิญหน้ากับงูจงอางยักษ์ยาว 4 เมตรที่แอบเข้ามาในบ้าน ตอนแรกตั้งใจจะจัดการเอง แต่สุดท้ายต้องเรียกกู้ภัยมาช่วย เพราะเจ้างูตัวใหญ่เกินกว่าจะรับมือไหว มาร่วมติดตามเหตุการณ์ระทึกนี้กัน

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลา 17.30 น. นางศริยา จาราสถิตย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 บ้านบางมรวน ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ได้รับแจ้งจากนางสุภา สนจิตร อายุ 85 ปี ว่าพบงูจงอางขนาดใหญ่นอนอยู่ใต้ตู้เสื้อผ้าภายในบ้าน ทำเอาเจ้าของบ้านถึงกับตกใจแทบสิ้นสติ

ยายวัย 85 ตั้งใจจับงูจงอาง 4 เมตร ด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายต้องยอมแพ้ให้กับขนาดตัวของมัน

ยายวัย 85 ตั้งใจจับงูจงอาง 4 เมตรแอบเข้าบ้าน สุดท้ายเรียกกู้ภัยเพราะตัวใหญ่เกิน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างเมฆาธรรมสถานอำเภอตะกั่วป่าต้องใช้เวลานานเกือบ 30 นาที กว่าจะสามารถจับงูจงอางตัวนี้ได้สำเร็จ เนื่องจากงูมีขนาดใหญ่และดุร้ายเป็นอย่างมาก แต่ในที่สุดก็สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ โดยไม่มีใครได้รับอันตรายแต่อย่างใด หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำงูใส่ถุงเพื่อนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในพื้นที่ห่างไกลจากชุมชน เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

นางสุภา สนจิตร อายุ 85 ปี เจ้าของบ้านเล่าว่า ขณะที่เดินเข้าไปในบ้านก็ต้องตกใจเมื่อพบงูจงอางขนาดใหญ่นอนขดตัวอยู่ใต้ตู้เสื้อผ้า ตอนแรกยายวัย 85 ตั้งใจจับงูจงอาง 4 เมตร ด้วยตัวเอง เพราะคิดว่างูคงตัวไม่ใหญ่มาก แต่เมื่อเห็นขนาดจริงก็ต้องเปลี่ยนใจทันที เนื่องจากงูมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะรับมือได้ จึงตัดสินใจโทรแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้มาช่วยจับงูไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่เมื่อเจองู

ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ มักจะมีสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู เข้ามาหลบอาศัยตามบ้านเรือน เพื่อหลีกหนีจากสภาพอากาศที่ชื้นแฉะและน้ำท่วมขัง ดังนั้น หากพบเห็นงูในบ้าน อย่าพยายามจับเองเด็ดขาด เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาดำเนินการจับงูอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนในครอบครัว

  • อย่าเข้าใกล้งู: รักษาระยะห่างจากงูอย่างน้อย 2-3 เมตร
  • สังเกตลักษณะงู: จดจำสี ขนาด และลักษณะเด่นของงู เพื่อแจ้งข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่
  • โทรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: ติดต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัย หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจับงู
  • รอเจ้าหน้าที่: คอยสังเกตการณ์งูจากระยะไกล และรอจนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึง

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เราเห็นว่า การเผชิญหน้ากับสัตว์อันตราย จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง หากไม่มีความเชี่ยวชาญ ไม่ควรเสี่ยงเข้าไปจัดการเอง เพราะอาจได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ยายวัย 85 ตั้งใจจับงูจงอาง 4 เมตร นับว่าเป็นเรื่องที่น่าหวาดเสียวอย่างมาก โชคดีที่ยายปลอดภัย และงูได้รับการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอย่างปลอดภัยเช่นกัน

ที่มา – ยายวัย 85 ตั้งใจจับงูจงอาง 4 เมตรแอบเข้าบ้าน สุดท้ายเรียกกู้ภัยเพราะตัวใหญ่เกิน

มนพร มอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์

“มนพร เจริญศรี” รมช.คมนาคม เป็นประธานมอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ ยกระดับอุตสาหกรรมทางทะเลของไทย

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรให้กับนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ชื่นชมความสำเร็จ พร้อมชูมาตรฐานการผลิตนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ของศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม โดยปีการศึกษา 2567 มีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 116 นาย ประกอบด้วย ฝ่ายเดินเรือ 65 นาย และฝ่ายช่างกลเรือ 51 นาย สำหรับในปีการศึกษา 2568 ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีเปิดรับนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ใหม่ จำนวน 237 นาย แบ่งเป็น ฝ่ายเดินเรือ 150 นาย โดยเปิดโอกาสในความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้นด้วยการรับเป็นชาย 130 นาย หญิง 20 นาย และฝ่ายช่างกลเรือ 87 นาย

นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ได้กล่าวยกย่องถึงความมุ่งมั่น อุตสาหะ และความเพียรพยายามในการศึกษาและฝึกอบรมตลอดระยะเวลา 5 ปี จนบรรลุผลสำเร็จ ผู้สำเร็จการศึกษาทุกคนถือเป็นบุคลากรคุณภาพที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการพาณิชยนาวีและเศรษฐกิจของประเทศ ประกาศนียบัตรที่ได้รับถือเป็นหลักฐานยืนยันถึงความรู้ความสามารถขั้นต้น และเป็นก้าวแรกสู่การปฏิบัติงานจริง จึงขอให้ทุกคนนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการศึกษาและฝึกอบรมไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริง และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ติดตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทางทะเลของไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อไป

พิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาบุคลากรทางทะเลของประเทศไทย

มนพร มอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์

การที่นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการพัฒนากำลังคนในภาคอุตสาหกรรมทางทะเล ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความรู้ความสามารถจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม มีบทบาทสำคัญในการผลิตนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่มีคุณภาพ โดยหลักสูตรการศึกษาและการฝึกอบรมได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถและทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานจริง การที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีเปิดรับนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ใหม่ในจำนวนที่มากขึ้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมทางทะเลที่เพิ่มขึ้น

ความสำคัญของนักเรียนเดินเรือพาณิชย์

นักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่สำเร็จการศึกษาถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีหน้าที่ในการขนส่งสินค้าและบริการทางทะเล ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญของโลก การที่ประเทศไทยมีนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่มีคุณภาพ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับนานาชาติ

การพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเล

การพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเลของประเทศไทย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลิตนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเลของประเทศ

  • การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • การส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเล

เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมทางทะเลของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

การมอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์โดยนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรทางทะเล ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง

ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและการฝึกอบรมให้ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อผลิตนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ที่มีความรู้ความสามารถและทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานจริง

สรุปแล้ว การที่รัฐบาลและภาคส่วนต่างๆ ร่วมมือกันพัฒนาบุคลากรทางทะเล จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อุตสาหกรรมทางทะเลของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือ เราเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมทางทะเลของไทยจะก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง

ที่มา – มนพร มอบประกาศนียบัตรนักเรียนเดินเรือพาณิชย์ ยกระดับอุตสาหกรรมทางทะเล

อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ: โรงงานรับซื้อ 9 บาท

วิกฤตราคาข้าวโพดตกต่ำส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างมาก ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งแก้ไขปัญหาด้วยการจับมือกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ ประกาศเปิดโรงงานรับซื้อข้าวโพดในราคาประกัน 9 บาทต่อกิโลกรัม นับเป็นความหวังใหม่ของเกษตรกรในการพยุงราคาผลผลิต

อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ: โรงงานรับซื้อ 9 บาท

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ นำโดยนายชยานนท์ กฤตยาเชวง อุปนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, สมาคมผู้ประกอบกิจการอาหารสัตว์ (PIA) และผู้แทนจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญ

นายอรรถกรเน้นย้ำว่า กระทรวงเกษตรฯ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยมีเป้าหมายเดียวกัน คือการช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ การที่สมาคมฯ ยืนยันที่จะเปิดโรงงานรับซื้อข้าวโพดในราคา 9 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรว่าจะมีตลาดรองรับผลผลิตอย่างแน่นอน มาตรการอรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติมจากกระทรวงเกษตรฯ

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในพื้นที่ปลูกข้าวโพด ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการรับซื้อผลผลิต โดยจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เพื่อดูแลราคาให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงกรมปศุสัตว์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องร้องเรียน หากพบกรณีพ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อ และจะประสานไปยังโรงงานเพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “มาตรการนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร และขอขอบคุณสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ มาโดยตลอด”

นายชยานนท์ กฤตยาเชวง อุปนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวเสริมว่า สมาคมฯ พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดอย่างเต็มที่ ตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับรัฐบาล โดยการรับซื้อผลผลิตจะดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐอย่างเคร่งครัด สมาคมฯ ตระหนักถึงความสำคัญของ อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ และพร้อมสนับสนุนทุกมาตรการที่จะช่วยยกระดับชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น

การที่โรงงานเปิดรับซื้อข้าวโพดในราคา 9 บาท เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำอย่างยั่งยืน รัฐบาลและภาคเอกชนยังคงต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และการแปรรูปข้าวโพดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้การส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและลดการถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และเพื่อให้ อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ เป็นรูปธรรม

  • ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดที่มีคุณภาพและตรงตามความต้องการของตลาด
  • พัฒนาระบบการตลาดให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
  • ส่งเสริมการแปรรูปข้าวโพดเพื่อเพิ่มมูลค่า
  • สนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นสหกรณ์
  • ควบคุมและตรวจสอบการซื้อขายข้าวโพดให้เป็นธรรม

การแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่กระทรวงเกษตรฯ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยจับมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรเองก็ต้องปรับตัวและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาด

สุดท้ายนี้ การแก้ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำไม่ใช่เพียงแค่การพยุงราคา แต่เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและระบบเศรษฐกิจโดยรวม เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ที่มา – “อรรถกร” แก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ ให้โรงงานเปิดรับซื้อ 9 บาทต่อกิโลกรัม

ชายแดนระอุ! ชาวบ้านยังผวา อพยพไปวัด

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่ากังวลใจ… ชาวบ้านยังคงอยู่ในอาการชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด วอนรัฐบาลเร่งหาทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้จบโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น กองกำลังทหารกัมพูชาเพิ่มกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาประชิดชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณอำเภอกาบเชิง และอำเภอพนมดงรัก ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มไม่มั่นใจในสถานการณ์และตัดสินใจชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา

บางส่วนเริ่มทยอยออกจากพื้นที่เพราะไม่ไว้วางใจทหารกัมพูชา หวั่นเกรงว่าจะมีการยิงปืนใหญ่เข้ามา แต่ส่วนใหญ่ยังคงรอฟังคำสั่งจากผู้นำชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมอพยพหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ชาวบ้านอพยพ

ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด

วัดเทพสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ กลายเป็นที่พักพิงของผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กๆ จากอำเภอกาบเชิง เกือบ 300 คน มีผู้ป่วยติดเตียง 4 ราย และเด็กแรกเกิดรวมอยู่ด้วย ทางวัดยังต้องการรับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค ผงซักฟอก และแพมเพิร์สสำหรับผู้ป่วยและเด็กเล็ก

นายศิริวัฒน์ จันทร์ทวี ชาวบ้านสกลพัฒนา ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิง เล่าว่า หลานโทรศัพท์มาแจ้งว่าทหารกัมพูชาประชิดชายแดน ตนจึงยังไม่กล้ากลับบ้าน ขอดูสถานการณ์ก่อน อยากให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องศูนย์อพยพและเงินเยียวยา

นายนครินทร์ สารพิษ อายุ 23 ปี ชาวบ้านสกลพัฒนา ที่อพยพมาพร้อมภรรยาและลูกอ่อนวัย 14 วัน กล่าวว่า ตนและครอบครัวมาอยู่ที่วัดได้ 7 วันแล้ว หลังจากภรรยาเพิ่งคลอดลูกได้เพียง 14 วัน ตอนนี้ยังไม่มีรายได้ ไม่สามารถไปทำงานได้ จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำอะไรต่อ วอนรัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน และเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

พระครูศรีปริยัติสาทร เจ้าอาวาสวัดเทพสุรินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้มีผู้อพยพมาอยู่ที่วัดประมาณ 264 คน ชาวบ้านอพยพมากันเองโดยที่ทางการยังไม่ได้สั่งการ เพราะพวกเขายังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ชายแดน รู้สึกหวาดกลัวจนนอนไม่หลับ ทางวัดยังต้องการข้าวสาร อาหารสด อาหารแห้ง รวมถึงผงซักฟอก และของใช้สำหรับผู้ป่วยและเด็ก เช่น แพมเพิร์ส ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคได้ที่วัด

ความเดือดร้อนของชาวบ้านชายแดน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมาก หลายคนต้องทิ้งบ้านเรือนและไร่นามาอาศัยอยู่ในวัดด้วยความยากลำบาก ขาดแคลนสิ่งของจำเป็น และไม่รู้ว่าจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เมื่อไหร่

สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งในเรื่องของอาหาร น้ำดื่ม ยา เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ รวมถึงความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และที่สำคัญที่สุดคือความมั่นใจในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภาพรวมอีกด้วย หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อีกด้วย

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งหาทางแก้ไขปัญหาโดยเร็ว โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

การแก้ไขปัญหาอาจต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทางออกที่ดีที่สุดคือการเจรจาและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิดที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้

สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และส่งกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

ที่มา – ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด