วัน: 22 สิงหาคม 2025

อุตุฯ เตือน! เฝ้าระวัง “พายุดีเปรสชัน” กระทบไทย

กรมอุตุนิยมวิทยาออกมาเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวัง “พายุดีเปรสชัน” ที่กำลังก่อตัวบริเวณทะเลฟิลิปปินส์ ซึ่งมีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ของ “พายุโซนร้อนคาจิกิ” ที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับสถานการณ์ “พายุโซนร้อนคาจิกิ” โดยระบุว่า ข่าวที่สื่อสังคมออนไลน์นำเสนอเรื่องพายุโซนร้อนดังกล่าว เป็นข้อมูลที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเทศไทยยังอยู่ในช่วงฤดูฝน และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุม ทำให้มีฝนตกกระจายและตกหนักในบางพื้นที่

เฝ้าระวัง “พายุดีเปรสชัน” มีแนวโน้มกระทบไทย

สำหรับ “พายุดีเปรสชัน” ที่กำลังก่อตัวบริเวณเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์นั้น คาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนและเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามและลาวตอนบนในช่วงวันที่ 25–26 สิงหาคม 2568 อิทธิพลของพายุลูกนี้จะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากและมีลมแรง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 24–27 สิงหาคม 2568

นอกจากนี้ อิทธิพลของพายุดังกล่าวยังส่งผลให้ในช่วงวันที่ 23-26 ส.ค. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น คลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอาจมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร กรมอุตุนิยมวิทยาจึงขอให้ชาวเรือและผู้ประกอบการเดินเรือเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรทางน้ำ และสำหรับเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าว

ผลกระทบจาก “พายุดีเปรสชัน” ที่ต้องระวัง

  • ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่
  • ลมกระโชกแรง
  • คลื่นสูงในทะเล
  • น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยง

กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากกรมฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจาก “พายุดีเปรสชัน” นี้ เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์!

ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม และลมกระโชกแรงที่อาจเกิดขึ้น และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด

ที่มา – อุตุฯ เตือนเฝ้าระวัง “พายุดีเปรสชัน” มีแนวโน้มกระทบไทย แจง “พายุโซนร้อนคาจิกิ”

รวบ! หัวหน้าอดีตพรรคการเมือง ปมเงิน 17 ล้าน

กลายเป็นข่าวใหญ่ เมื่อนาย “พ.” หัวหน้าอดีตพรรคการเมืองชื่อดัง ถูกรวบตัวได้ใน สปป.ลาว จากปมเงินสนับสนุนพรรคจำนวน 17 ล้านบาท! เรื่องราวนี้เริ่มต้นจากการที่นาย “พ.” รับสารภาพว่าได้หลบหนีไปทำธุรกิจส่วนตัวใน สปป.ลาว ก่อนที่จะถูกจับกุมตัวเพื่อนำมาดำเนินคดีในประเทศไทย

รวบ! หัวหน้าอดีตพรรคการเมือง ปมเงิน 17 ล้าน

เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 พร้อมด้วยทีมตำรวจจากหลายหน่วยงาน ได้ร่วมกันจับกุมตัวนาย “พ.” อายุ 47 ปี หัวหน้าอดีตพรรคการเมืองแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดสระบุรี ที่ 24/2567 ในข้อหาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง นำหรือยินยอมให้บุคคลอื่นนำเงินหรือทรัพย์สินของพรรคการเมืองไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลอื่นฯ การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นที่เวียงจันทน์ สปป.ลาว

พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 เปิดเผยว่า ในปี พ.ศ. 2562 ขณะที่นาย “พ.” ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมือง ได้รับเงินอุดหนุนพรรคการเมืองเพื่อพัฒนาพรรค เป็นจำนวนเงินรวมประมาณ 17.6 ล้านบาท แต่ต่อมากลับไม่มีการจัดทำหลักฐานการเบิกจ่าย ทำให้ กกต. เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนาย “พ.” และเหรัญญิกพรรค ทั้งสองได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.พระพุทธบาท แต่ได้ขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำและการแสดงหลักฐานการเบิกจ่ายเงิน และหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้หลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ออกหมายจับ

การติดตามจับกุม หัวหน้าอดีตพรรคการเมือง

ตำรวจสืบสวนภาค 1 ได้สืบทราบว่านาย “พ.” ได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ สปป.ลาว จึงได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของลาว เพื่อให้ดำเนินการจับกุมตัวผู้ต้องหา

จากการสอบสวน นาย “พ.” ให้การรับสารภาพว่า ได้กระทำความผิดจริงตามข้อกล่าวหา และได้หลบหนีไปทำธุรกิจส่วนตัวใน สปป.ลาว ก่อนที่จะถูกตำรวจจับกุมตัวได้ในที่สุด ขณะนี้ตำรวจสืบสวนได้นำตัวนาย “พ.” กลับมาส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมาย หาก หัวหน้าอดีตพรรคการเมือง กระทำผิดจริง ก็ต้องรับโทษตามกระบวนการยุติธรรม

การที่ หัวหน้าอดีตพรรคการเมือง ถูกจับกุมในครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน ว่าการใช้อำนาจและเงินทองต้องเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – หัวหน้าอดีตพรรคการเมือง โดนรวบที่ สปป.ลาว ปมเงินสนับสนุนพรรค 17 ล้าน

ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี: รู้จักสิทธิ!

ศาลฎีกาอินเดียแก้ไขคำสั่งเดิมที่ให้เจ้าหน้าที่ในกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบ นำสุนัขจรจัดทั้งหมดไปกักตัวไว้ที่ศูนย์พักพิงสัตว์ หลังคำสั่งดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มสิทธิสัตว์

คณะผู้พิพากษา 3 คนได้ระบุว่า สุนัขจรจัดควรได้รับการปล่อยกลับสู่พื้นที่เดิมหลังผ่านการฉีดวัคซีนและทำหมันแล้ว แต่สุนัขที่มีพฤติกรรมดุร้ายหรือเป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะต้องถูกกักตัวไว้ในศูนย์พักพิง นอกจากนี้ ศาลยังสั่งห้ามให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะ และให้จัดตั้งพื้นที่เฉพาะสำหรับจุดประสงค์ดังกล่าว

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลฎีกาที่มีองค์คณะผู้พิพากษา 2 คน ได้แสดงความกังวลต่อปัญหา “การถูกสุนัขกัดจนนำไปสู่โรคพิษสุนัขบ้า” ที่เพิ่มขึ้นในกรุงนิวเดลีและพื้นที่ใกล้เคียง โดยข้อมูลจากหน่วยงานเทศบาลระบุว่า ประชากรสุนัขจรจัดในกรุงนิวเดลีมีประมาณ 1 ล้านตัว และเพิ่มขึ้นในพื้นที่ชานเมืองอย่างนอยดา กาซิอาบัด และคุรุคราม

รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า อินเดียมีประชากรสุนัขจรจัดหลายล้านตัว และมีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ารวมกันมากถึง 36% ของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทั่วโลก

เพื่อแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลสูงสุดจึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ในกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบนำสุนัขจรจัดทั้งหมดไปไว้ในศูนย์พักพิง และสั่งให้สร้างศูนย์พักพิงเพิ่มเติมภายใน 8 สัปดาห์ ซึ่งคำสั่งนี้ขัดแย้งกับกฎระเบียบเดิมที่ระบุว่าสุนัขจรจัดที่ทำหมันแล้วควรถูกปล่อยกลับสู่พื้นที่เดิม ทำให้เกิดการประท้วงและการยื่นคำร้องทางกฎหมายจากกลุ่มสิทธิสัตว์หลายกลุ่ม

กลุ่มสิทธิสัตว์ต่างเรียกร้องให้ใช้วิธีที่เมตตามากกว่า เช่น การฉีดวัคซีนและการทำหมัน พร้อมทั้งเตือนว่าการกักตัวสุนัขจรจัดทั้งหมดจะนำไปสู่ปัญหาความแออัดและการกำจัดสุนัขส่วนเกิน

จากกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้น ศาลสูงสุดจึงได้ตั้งคณะผู้พิพากษา 3 คนเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง และในคำตัดสินล่าสุด ศาลได้ระงับคำสั่งเดิม โดยระบุว่าสุนัขที่ไม่มีพฤติกรรมดุร้ายและไม่เป็นโรคสามารถถูกปล่อยกลับสู่ที่เดิมหลังได้รับการฉีดวัคซีนและทำหมันแล้ว

นอกจากนี้ ศาลยังระบุว่าผู้ที่รักสัตว์สามารถยื่นเรื่องขอรับสุนัขจรจัดไปเลี้ยงกับหน่วยงานเทศบาลได้ แต่ห้ามนำสุนัขกลับไปปล่อยข้างถนนอีก พร้อมทั้งเตือนว่าจะมีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะ และห้ามกลุ่มสิทธิสัตว์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคำสั่งของศาล

ศาลสูงสุดยังกล่าวด้วยว่าจะมีการจัดทำนโยบายระดับชาติเกี่ยวกับสุนัขจรจัด หลังจากได้พิจารณาคดีในลักษณะเดียวกันที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐอื่น ๆ ทั่วประเทศ

ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

ทำไมศาลฎีกาอินเดียจึงสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี?

การตัดสินใจของศาลฎีกาอินเดียที่สั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมันและฉีดวัคซีนแล้ว เป็นผลมาจากการพิจารณาถึงสิทธิของสัตว์และความเหมาะสมของการจัดการปัญหาสุนัขจรจัด โดยคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งสุนัขและประชาชน

ประเด็นหลักที่ศาลให้ความสำคัญคือ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและมีมนุษยธรรม แทนที่จะใช้วิธีการกักกันที่ไม่เพียงแต่ไม่เป็นผลดีต่อสุนัข แต่ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาได้ ดังนั้น การทำหมันและฉีดวัคซีนจึงเป็นวิธีการที่ศาลมองว่าเหมาะสมที่สุดในการควบคุมจำนวนประชากรสุนัขจรจัดและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

การตัดสินใจนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิสัตว์และความรับผิดชอบของสังคมในการดูแลสัตว์ที่ด้อยโอกาส การปล่อยสุนัขจรจัดกลับคืนสู่ถิ่นที่อยู่เดิมหลังจากได้รับการดูแลที่เหมาะสม ยังเป็นการส่งเสริมความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนและสัตว์

นอกจากนี้ ศาลยังได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติม เช่น การจัดพื้นที่ให้อาหารสุนัขจรจัดโดยเฉพาะ เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการให้อาหารในที่สาธารณะ และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถรับสุนัขไปเลี้ยงได้ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยเหลือสุนัขจรจัดให้มีบ้านและได้รับการดูแลที่ดี

การตัดสินใจของศาลฎีกาอินเดียครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับการจัดการปัญหาสุนัขจรจัดในประเทศอื่นๆ โดยเน้นที่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน มีมนุษยธรรม และคำนึงถึงสิทธิของสัตว์

สุดท้ายนี้ การแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดไม่ใช่แค่หน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม การให้ความช่วยเหลือ ดูแล และให้โอกาสแก่สุนัขจรจัด เป็นการสร้างสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีเมตตา

ที่มา – ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

กองทัพภาคที่ 2 ยัน! ช่องบก อุบลฯ ปกติ

“กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันสถานการณ์ในพื้นที่ “ช่องบก” จังหวัดอุบลราชธานี เป็นปกติ ไม่มีการปะทะ และขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนกต่อข่าวลือต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ยันสถานการณ์ช่องบก อุบลฯ ปกติ

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการปะทะในพื้นที่ชายแดนบริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า สถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นปกติ ไม่มีการปะทะใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กแฟนเพจ กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริง โดยระบุว่า “พื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี สถานการณ์ปกติ ไม่มีการปะทะแต่อย่างใด ขอประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนก” ข้อความนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความกังวลของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ที่ปกติในพื้นที่ “ช่องบก” นี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสงบสุขและความเป็นอยู่ของประชาชน การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมายืนยันความจริงอย่างรวดเร็ว ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนได้

การดำเนินงานของกองทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการสื่อสารที่รวดเร็วและชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นของประชาชน

ทำไมข่าวสารที่ถูกต้องจึงสำคัญ?

ข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจและการดำเนินชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยง การได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยให้ประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล

  • ป้องกันความเข้าใจผิด: ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความสับสน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจและการกระทำ
  • ลดความตื่นตระหนก: การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา ช่วยลดความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวในสถานการณ์ที่อาจมีความเสี่ยง
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: ข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ

ดังนั้น การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลและความถูกต้องของข่าวสาร ก่อนที่จะเชื่อถือและเผยแพร่ต่อ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและมั่นคง

การยืนยันสถานการณ์ปกติในพื้นที่ “ช่องบก” โดยกองทัพภาคที่ 2 เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม เราควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี สถานการณ์ปกติ ไม่มีการปะทะ

รูเบน ดิอาส ต่อสัญญากับแมนซิตี้ถึงปี 2029

รูเบน ดิอาส กองหลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อสัญญาออกไปอีก 2 ปี

สัญญาเดิมของนักเตะวัย 28 ปี จะหมดลงในปี 2027 แต่สัญญาใหม่จะทำให้เขาอยู่กับทีมไปจนถึงปี 2029 พร้อมออปชั่นขยายสัญญาเพิ่มอีก 12 เดือน

กองหลังทีมชาติโปรตุเกสย้ายจากเบนฟิก้ามาร่วมทีมเรือใบสีฟ้าด้วยค่าตัว 65 ล้านปอนด์ในปี 2020 และได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีกเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลแรกของเขา

กองหลังรายนี้ช่วยให้ซิตี้คว้าแชมป์ลีก 4 สมัย, แชมเปียนส์ลีก, อีเอฟแอล คัพ และเอฟเอ คัพ ในช่วง 5 ปีที่เอติฮัด สเตเดียม

“ผมมีความสุขอย่างเหลือเชื่อในวันนี้” ดิอาสกล่าว

“ผมรักแมนเชสเตอร์ มันคือบ้านของผมแล้ว และผมรักแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้”

“เมื่อผมนึกถึงถ้วยรางวัลที่เราได้รับ และวิธีการเล่นฟุตบอลของเราในช่วงเวลาที่ผมอยู่ที่นี่ ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะเล่นที่อื่น”

รูเบน ดิอาส ต่อสัญญากับแมนซิตี้ถึงปี 2029

ฮูโก้ เวียน่า ผู้อำนวยการฟุตบอลของซิตี้ กล่าวว่า ดิอาส เป็น “ผู้นำในห้องแต่งตัวและในสนาม”

สโมสรมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนความสนใจไปที่อนาคตของ จอห์น สโตนส์ และ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากทั้งคู่เหลือสัญญาอีกเพียงปีเดียว ในขณะที่ อิลคาย กุนโดกัน และ เอแดร์ซอน เหลือสัญญาอีกไม่ถึง 12 เดือน

โรดริ กองกลางชาวสเปน, ฟิล โฟเด้น เพลย์เมกเกอร์ชาวอังกฤษ, มานูเอล อาคันจิ กองหลังชาวสวิส และ นาธาน อาเก้ กองหลังชาวดัตช์ เหลือสัญญาอีก 2 ปี

ริโก้ ลูอิส กองหลังดาวรุ่งใกล้จะเซ็นสัญญาใหม่ 5 ปี

อนาคตของรูเบน ดิอาสกับแมนซิตี้

การต่อสัญญาของ รูเบน ดิอาส กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับแฟนบอลเรือใบสีฟ้าอย่างแน่นอน เพราะเขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมมาโดยตลอด นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมในปี 2020 ดิอาสได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในโลก และเป็นกำลังหลักในการพาทีมคว้าแชมป์มากมาย

ด้วยสัญญาใหม่นี้ ดิอาสจะอยู่กับทีมไปจนถึงปี 2029 ซึ่งหมายความว่าเขาจะยังคงเป็นส่วนสำคัญของทีมต่อไปอีกหลายปี และมีโอกาสที่จะคว้าแชมป์เพิ่มขึ้นอีกมากมาย

การตัดสินใจต่อสัญญาของ ดิอาส ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเขาที่มีต่อสโมสร และความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของทีมต่อไปในอนาคต

รูเบน ดิอาส ไม่ได้เป็นแค่กองหลังที่แข็งแกร่ง แต่ยังเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมทั้งในและนอกสนาม เขาเป็นคนที่คอยกระตุ้นเพื่อนร่วมทีม และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเตะรุ่นน้อง

การมี ดิอาส อยู่ในทีม ทำให้แผงหลังของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และทำให้ทีมมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่าการต่อสัญญาของ รูเบน ดิอาส เป็นสิ่งที่แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทุกคนยินดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการที่ได้เห็นเขาอยู่ในทีมต่อไปอีกหลายปี และได้เห็นเขานำทีมไปสู่ความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

การต่อสัญญาครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสัญญา แต่เป็นเรื่องของความรักและความผูกพันที่ ดิอาส มีต่อสโมสร และความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อไป

ดังนั้น เราจึงมั่นใจได้ว่า รูเบน ดิอาส จะยังคงเป็นผู้เล่นคนสำคัญของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อไปอีกนาน และจะเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมอย่างแน่นอน

ที่มา – Man City defender Dias signs deal to 2029

ศึกไฟฟ์ดาร์บี้: Robson ปะทะ Lennon ดูได้ทาง BBC!

การแข่งขันฟุตบอล Scottish Championship: Raith Rovers พบ Dunfermline Athletic

สถานที่: Stark’s Park, Kirkcaldy วัน: ศุกร์ที่ 22 สิงหาคม เวลา: 19:45 BST

ช่องทางการรับชม: ถ่ายทอดสดทาง BBC Scotland, BBC iPlayer, เว็บไซต์และแอป BBC Sport

“Barry’s Boot Camp” คือคำที่ Lewis Stevenson ใช้สรุปเกี่ยวกับวันของเขาก่อนที่จะมาปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญของ Sportscene เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

การแต่งหน้าบนหน้าจอต้องทำงานอย่างหนักเพื่อซ่อนดวงตาที่เหนื่อยล้าเหล่านั้น เห็นได้ชัดว่า Barry Robson กุนซือของ Raith Rovers ได้นำทีมของเขาผ่านช่วงปรีซีซั่นอย่างหนักหน่วง ไม่มีการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษสำหรับอดีตแบ็กซ้ายทีมชาติสก็อตแลนด์ที่มีงานทีวีในตอนเย็น

เพื่อเป็นการตอบแทนที่ถูกเคี่ยวกรำอย่างหนัก นักเตะ Raith ได้หยุดพักไปสองสามวันในช่วงสุดสัปดาห์เพื่อพักฟื้นร่างกาย โดยมีรายการ League Cup เป็นวาระสำคัญ

รอบแบ่งกลุ่มของการแข่งขันนั้นค่อนข้างผันผวนสำหรับทีมจาก Kirkcaldy ไฮไลท์คือความพ่ายแพ้อย่างน่าเหลือเชื่อ 4-2 ต่อ East Kilbride

ทีมจาก Championship นำอยู่ 2-1 โดยเหลือเวลาอีกหนึ่งนาทีก่อนหมดเวลาการแข่งขันตามปกติ ก่อนที่ทีมน้องใหม่จาก League Two จะสร้างความตกตะลึงให้กับเจ้าบ้านด้วยสามประตูอย่างรวดเร็ว

เรือของ Rovers กลับเข้าที่เข้าทางแล้ว และพวกเขาเข้าสู่ศึกไฟฟ์ดาร์บี้ในวันศุกร์ด้วยอันดับสี่ของตาราง มีคะแนนเท่ากับผู้มาเยือนอย่าง Dunfermline

Easton หลุดรอดจาก Dunfermline ที่ทะเยอทะยาน

เจ้าบ้านพลาดการเพลย์ออฟไปอย่างหวุดหวิดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และ Dylan Easton มีแนวโน้มที่จะเป็นองค์ประกอบสำคัญหากพวกเขาต้องการพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นไปอีก

นักเตะวัย 31 ปีมักจะสร้างประกายในสามปีที่ผ่านมาของเขาที่สโมสร และทำไปแล้วเจ็ดประตูจากหกเกมในฤดูกาลนี้

ชื่อของเขาเพิ่มความเผ็ดร้อนและความน่าสนใจเป็นพิเศษ – หากจำเป็น – ให้กับการแข่งขันในท้องถิ่นนี้ เนื่องจากการคาดเดากันอย่างแพร่หลายในช่วงซัมเมอร์ที่ Dunfermline พยายามจะฉก Easton จากคู่แข่งของพวกเขา

ในวงการ Fife มันคงจะทำให้การเซ็นสัญญา Mo Johnston กับ Rangers ดูเหมือนเรื่องที่ค่อนข้างเชื่องไปเลย

ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร Pars ก็เริ่มต้นได้อย่างแข็งแกร่งพอสมควรหากไม่มีเขา ทีมของ Neil Lennon ชนะสามจากสี่เกมในกลุ่ม League Cup ความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวเกิดขึ้นในสุดสัปดาห์แรกของการแข่งขันกับ Hearts ที่ Tynecastle ซึ่งผลงานของ Pars ทำให้พวกเขาได้รับการยกย่องที่ขัดแย้งกับผลการแข่งขัน 4-1

ในด้านการซื้อขายนักเตะ การเชื่อมโยงอย่างต่อเนื่องของ Dunfermline กับ Makenzie Kirk กองหน้า St Johnstone ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของสโมภายใต้การบริหารของ James Bord อดีตนักโป๊กเกอร์มืออาชีพ

ราคาที่ถูกรายงานสำหรับ Kirk สูงกว่า 500,000 ปอนด์ ซึ่งไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อยอย่างแน่นอนใน Championship

Lennon ได้ใช้จ่ายเงินที่ไม่เปิดเผยจำนวนในการนำ Jefferson Caceres กองกลางตัวรุกทีมชาติเปรูจาก Sheffield United มาร่วมทีมด้วยสัญญา 2 ปีแล้ว

เมื่อผสมผสานเข้ากับกลุ่มผู้เล่นเยาวชนที่มีพรสวรรค์จากบ้านเกิดอย่างพี่น้อง Tod ทั้ง Jon และ Andrew ซึ่งทั้งคู่ทำประตูได้ในเกมที่เอาชนะ Airdrie 2-0 เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีเรื่องที่น่ายินดีมากมายสำหรับผู้ที่ชื่นชอบ Pars ในตอนนี้

และก็มีผู้จัดการทีม Lennon นำเสนอความน่าสนใจอย่างไม่ต้องสงสัย Robson คู่แข่งของเขาก็ไม่ใช่คนขี้อายเช่นกัน

ข้างสนามอาจน่าสนใจพอๆ กับการกระทำในสนาม

การแข่งขันเพื่อแย่งชิงสี่อันดับแรกในฤดูกาลนี้ดูดุเดือด ซึ่งหมายความว่าศึกไฟฟ์ดาร์บี้ครั้งนี้มีความพิเศษเป็นพิเศษ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างต้องการวางรากฐานสำหรับฤดูกาลตั้งแต่เนิ่นๆ

ทำไมศึกไฟฟ์ดาร์บี้ครั้งนี้ถึงสำคัญ?

ศึกไฟฟ์ดาร์บี้เป็นมากกว่าเกมฟุตบอล เป็นการปะทะกันของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความภาคภูมิใจในท้องถิ่น ทั้งสองทีมต้องการชัยชนะอย่างยิ่ง เพื่อศักดิ์ศรีและโมเมนตัม

การแข่งขันนี้คาดว่าจะดุเดือดและเต็มไปด้วยอารมณ์ เพราะมันมีความหมายต่อแฟนบอลทั้งสองทีมอย่างมาก อย่าพลาดชมเกมนี้!

ที่มา – Fife derby date for Robson & Lennon – watch on BBC

ปูตินเสนอยูเครน ยกดอนบาส ไม่ร่วมนาโต ถอนทัพ

แหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ยื่นข้อเสนอให้ยูเครนยอมยกดินแดนในภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด พร้อมทั้งยกเลิกความพยายามที่จะเข้าร่วมองค์การนาโต และห้ามกองกำลังจากชาติตะวันตกเข้ามาในยูเครน ในขณะที่เจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรป (EU) เตือนว่าอย่าวางใจข้อเสนอดังกล่าว

รายงานจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรัสเซีย เผยว่า รัสเซียได้เสนอเงื่อนไขใหม่เพื่อยุติสงครามในยูเครน ภายหลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐอะแลสกา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยปูตินได้เรียกร้องให้ยูเครนยกภูมิภาคดอนบาสทั้งหมดให้กับรัสเซีย รวมถึงการยกเลิกความพยายามที่จะเข้าร่วมองค์การนาโต รักษาความเป็นกลาง และห้ามกองกำลังทหารจากชาติตะวันตกเข้ามาประจำการในประเทศ

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการพบปะระดับสูงสุดระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ในรอบกว่า 4 ปี โดยผู้นำทั้งสองใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ในการหารือถึงแนวทางการประนีประนอมเพื่อยุติสงครามในยูเครน แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมากนักในการแถลงข่าวภายหลังการประชุม แต่แหล่งข่าวระบุว่า ปูตินแสดงท่าทีที่พร้อมจะปรับลดข้อเรียกร้องบางส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับข้อเสนอเดิมในปี 2024

ข้อเสนอล่าสุดจากรัสเซียยังคงยืนยันให้ยูเครนสละพื้นที่ในภูมิภาคดอนบาสที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุม แต่ในทางกลับกัน รัสเซียพร้อมที่จะหยุดการรุกคืบในแคว้นซาโปริชเชียและเคอร์ซอน และอาจจะคืนพื้นที่เล็กน้อยที่ได้ครอบครองในแคว้นคาร์คิฟ ซูมี และดนีโปรเปตรอฟสค์ ให้กับยูเครน ข้อมูลจากสหรัฐฯ ระบุว่า ปัจจุบันรัสเซียครอบครองพื้นที่ 88% ของดอนบาส และ 73% ของซาโปริชเชียและเคอร์ซอน

อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องสำคัญอื่น ๆ ของปูตินยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งการห้ามยูเครนเข้าร่วมนาโต การจำกัดกองทัพยูเครน และการรับรองอย่างเป็นทางการว่าจะไม่มีกำลังจากชาติตะวันตกเข้ามาประจำการในยูเครน ในขณะที่รัฐบาลเคียวยังคงยืนยันว่าจะไม่ยอมถอนตัวออกจากดินแดนที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่า ภูมิภาคดอนบาสเป็นปราการสำคัญในการสกัดกั้นรัสเซียและไม่สามารถสละได้ พร้อมย้ำว่ายูเครนมีเป้าหมายตามรัฐธรรมนูญในการเข้าร่วมนาโต และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่รัสเซียมีสิทธิ์ที่จะกำหนด ในขณะที่ทำเนียบขาวและนาโตยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอนี้

ด้านนักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกมาเตือนว่าไม่ควรกดดันให้ยูเครนยอมยกดินแดนให้กับรัสเซีย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพในอนาคต

ในการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่ผู้นำสหภาพยุโรปเข้าร่วมในการเจรจาสันติภาพระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับยูเครนที่ทำเนียบขาว คายา คัลลาส กล่าวกับรายการทูเดย์ของบีบีซีว่า การปล่อยให้รัสเซียยึดครองดินแดนของยูเครนเป็น “กับดักที่ปูตินต้องการให้เราเดินเข้าไป” เธอยอมรับว่ายังไม่มี “ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม” มากนักสำหรับการใช้กำลังยับยั้งในขั้นตอนการเจรจานี้

เธอกล่าวว่าเป็นหน้าที่ของรัฐสมาชิกของ “พันธมิตรผู้สนับสนุนยูเครนสู่สันติภาพ” ที่จะกำหนดว่าพวกเขาสามารถมีส่วนร่วมได้มากเพียงใด และยังไม่ชัดเจนว่ากองกำลังเหล่านี้จะปฏิบัติการในฐานะใด

แม้รัสเซียยังคงควบคุมพื้นที่ในยูเครนราว 1 ใน 5 แต่แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรัสเซียมองว่าการประชุมที่รัฐอะแลสกาอาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการเจรจาสันติภาพตั้งแต่สงครามเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่การยอมรับของยูเครนและท่าทีของสหรัฐฯ รวมถึงข้อกังขาต่อความชอบธรรมของเซเลนสกี ซึ่งปูตินตั้งคำถามซ้ำ ๆ หลังจากวาระการดำรงตำแหน่งของเขาหมดไปตั้งแต่กลางปี 2024 แต่ยูเครนยืนยันว่าเซเลนสกี ยังคงเป็นประธานาธิบดีโดยชอบธรรม

ผู้นำยุโรปอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ยังคงแสดงความไม่มั่นใจว่าปูตินมีความจริงใจในการต้องการยุติสงคราม ในขณะที่ทรัมป์ย้ำว่า เขาต้องการยุติ “การนองเลือด” และพร้อมที่จะเดินหน้าจัดการประชุมสามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครนในอนาคตอันใกล้

ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

ข้อเสนอใหม่จากปูติน: ยูเครนต้องยกภูมิภาคดอนบาส

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด โดยมีประเด็นสำคัญคือข้อเสนอของปูตินที่ต้องการให้ยูเครนยกภูมิภาคดอนบาส, ไม่เข้าร่วมนาโต, และถอนกองกำลังตะวันตก ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ง่าย ๆ การเจรจาต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไปเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนต่อสถานการณ์นี้

  • เงื่อนไขหลักของปูติน: ยูเครนต้องยกภูมิภาคดอนบาสให้รัสเซีย
  • ท่าทีของยูเครน: ไม่ยอมสละดินแดน
  • ความกังวลของ EU: อย่ากดดันยูเครนให้ยอมยกดินแดน

การที่ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส และมีเงื่อนไขต่าง ๆ นั้น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และความท้าทายในการหาทางออกทางการทูต การเจรจาและการประนีประนอมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน การที่รัสเซียยังคงยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของดอนบาส การเจรจาเพื่อหาข้อยุติจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าข้อเสนอของปูตินจะยังคงเป็นประเด็นที่ขัดแย้ง แต่การเปิดใจรับฟังและหาจุดร่วมกันอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

ที่มา – แหล่งข่าวชี้ ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

ลูกชาย “ป้ามีนา” ระดมเพื่อนค้นหามีดแทงแม่!

จากกรณีสุดสะเทือนใจ ลูกชายของ “ป้ามีนา” ได้ระดมเพื่อนฝูงเพื่อค้นหามีดที่ลูกค้าสาวใช้แทงแม่ของตนเอง พร้อมเรียกร้องให้ตำรวจเร่งชี้แจงผลการสอบสวนเกี่ยวกับชายเสื้อเหลืองที่พาลูกค้าสาวซึ่งอยู่ในอาการเมามายออกจากร้านไปในคืนเกิดเหตุ เขาเผยความรู้สึกว่า หากวันนั้นแม่ไม่ได้อยู่ที่ร้าน อาจไม่ต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งใหญ่นี้

ลูกชาย "ป้ามีนา" ระดมเพื่อนค้นหามีดที่ลูกค้าสาวใช้แทงแม่

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อ น.ส.จารุวรรณ อายุ 32 ปี ได้เข้ามานั่งดื่มเบียร์และสั่งอาหารที่ร้านอาหารตามสั่งริมแม่น้ำปิงของ “ป้ามีนา” หรือนางมีนา ปัตถา อายุ 62 ปี ในพื้นที่ ต.คลองขลุง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ก่อนที่จะมีปากเสียงกับป้ามีนา และใช้มีดพกแทงจนป้ามีนาได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ชนวนเหตุมาจากเหตุการณ์ก่อนหน้า 2 วัน เมื่อกล้องวงจรปิดจับภาพ น.ส.จารุวรรณ นั่งดื่มเบียร์กับชายคนหนึ่งในร้าน ก่อนที่จะมีชายเสื้อเหลืองพาตัวกลับบ้าน ทำให้ น.ส.จารุวรรณ เกิดความแค้นที่ป้าร้านตามสั่งปล่อยให้ผู้ชายพาเธอไปทั้งๆ ที่รู้ว่าเมา

ความคืบหน้ากรณีลูกชาย “ป้ามีนา”

ล่าสุด นายวิรุต มีทรัพย์ นักวิชาการสาธารณสุข ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมสภาพจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิต เพื่อประเมินผลกระทบทางจิตใจที่อาจนำไปสู่ความเครียด ซึมเศร้า หรือความคิดสั้น

เบื้องต้นครอบครัวเริ่มทำใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้บ้างแล้ว แต่ยังคงติดใจในประเด็นของชายเสื้อเหลืองที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด ว่ามีความสัมพันธ์กับผู้ก่อเหตุมากน้อยเพียงใด นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมเดินทางเข้าเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิต

พลทหารนิรัช คงตุ้ม ลูกชายของป้ามีนา ได้ออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้แจงผลการสอบสวนชายทั้ง 2 คนที่อยู่ในเหตุการณ์ โดยเฉพาะชายเสื้อเหลือง ว่ามีความเกี่ยวข้องกับมือแทงแม่อย่างไร เพราะทั้งหมดก็เป็นลูกค้าขาประจำของร้านแม่มาโดยตลอด และรู้สึกเสียใจที่พวกเขาไม่แม้แต่จะมาร่วมงานศพ

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน พลทหารนิรัช และเพื่อนๆ ได้ร่วมกันค้นหาหลักฐานสำคัญ นั่นคือมีดพกที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งผู้ก่อเหตุอ้างว่าได้โยนทิ้งไว้ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุ พวกเขาตั้งใจที่จะค้นหาจนกว่าจะพบ หากดวงวิญญาณของแม่รับรู้ได้ เขาอยากจะบอกว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ หากวันนั้นแม่ไปอยู่กับพี่สาว หรือไปที่อื่น ก็คงจะไม่เกิดเหตุการณ์สูญเสียอันน่าเศร้านี้ขึ้น เขาฝากความรักและความคิดถึงถึงแม่ และสัญญาว่าจะทำหน้าที่ลูกให้ดีที่สุดเป็นครั้งสุดท้าย

ลูกชาย "ป้ามีนา" และเพื่อนๆ ต่างมุ่งมั่นที่จะค้นหามีดที่ใช้ก่อเหตุ เพื่อนำมาเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดี และเพื่อคลายข้อสงสัยต่างๆ ที่ยังคงค้างคาใจ นอกจากนี้ พวกเขายังต้องการความเป็นธรรมให้กับผู้เป็นแม่อันเป็นที่รัก

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีสติ การควบคุมอารมณ์ และการยับยั้งชั่งใจ เพราะเพียงชั่ววูบแห่งความโกรธ อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจแก้ไขได้

ที่มา – ลูกชาย “ป้ามีนา” ระดมเพื่อน ค้นหามีดที่ลูกค้าสาวใช้แทงแม่

รัฐบาลย้ำยึดมั่นสันติวิธี ซัดกัมพูชาเฟกนิวส์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุดรัฐบาลไทยได้ออกมาย้ำยึดมั่นสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง พร้อมทั้งตอบโต้ข้อกล่าวหาจากกัมพูชาเกี่ยวกับการเตรียมประกาศภาวะสงคราม

รัฐบาลย้ำยึดมั่นสันติวิธี ซัดกัมพูชาเฟกนิวส์ กุข่าวไทยจ่อประกาศภาวะสงคราม

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้แถลงถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่อ้างว่าประเทศไทยเตรียมประชุมรัฐสภาเพื่อประกาศภาวะสงครามกับกัมพูชา โดยนายจิรายุยืนยันว่า “รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เป็นการจงใจสร้างเฟกนิวส์ข่าวเท็จบิดเบือนข้อมูลอย่างร้ายแรง โดยหวังสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนและประชาคมโลก”

รัฐบาลย้ำยึดมั่นสันติวิธีและยืนยันว่าไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่จะนำไปสู่ภาวะสงคราม การประชุมรัฐสภาของไทยเป็นไปตามปกติ สมาชิกวุฒิสภาประชุมทุกวันจันทร์และอังคาร ส่วนสภาผู้แทนราษฎรประชุมในวันพุธและพฤหัสบดี

“การกล่าวหาว่าไทยไม่ต้องการสันติภาพ หรือจะโจมตีกัมพูชา เป็นการป้ายสีที่บิดเบือนอย่างเลวร้าย และอาจสร้างผลเสียหายต่อการแก้ไขความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ” นายจิรายุ กล่าว

ประเทศไทยย้ำยึดมั่นสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ผ่านกลไกทวิภาคี มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมเข้าร่วมการประชุมในทุกเวที รวมถึงการผลักดันการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน โดยหวังว่ากัมพูชาจะเข้าร่วมการหารือด้วยความจริงใจ

รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน

รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชน อย่าหลงเชื่อ แชร์ หรือส่งต่อข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ หากพบข้อมูลที่น่าสงสัย ขอให้ตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐหรือช่องทางราชการที่เกี่ยวข้องก่อนเผยแพร่ เนื่องจากการบิดเบือนข่าวสารจะเป็นอันตรายต่อประชาชน

ประเทศไทยยังคงย้ำยึดมั่นสันติวิธีและความร่วมมือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในภูมิภาค หน่วยงานราชการได้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้จงใจสร้างข่าวเท็จและนำไปเผยแพร่ต่อจำนวนมากแล้ว

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

ที่มา – รัฐบาลย้ำยังยึดมั่นสันติวิธี ซัดกัมพูชาเฟกนิวส์ กุข่าวไทยจ่อประกาศภาวะสงคราม