วัน: 28 กันยายน 2025

“เพื่อไทย-อิ๊งค์” น้อมรับผลเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เตรียมสรุปบทเรียน

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น “เพื่อไทย-อิ๊งค์” น้อมรับผลเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เตรียมนำไปสรุปบทเรียน เพื่อเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจ ผลการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ได้สร้างความฮือฮาให้กับสังคม โดยผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย นางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล สามารถเอาชนะนางสาวภูริกา สมหมาย จากพรรคเพื่อไทย ได้อย่างขาดลอย คะแนนนำอย่างไม่เป็นทางการแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่ดุเดือด

“เพื่อไทย-อิ๊งค์” น้อมรับผลเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เตรียมนำไปสรุปบทเรียน

แม้ผลจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง แต่พรรคเพื่อไทยได้แสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพทันทีหลังทราบผล โดยโพสต์ข้อความขอบคุณผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่า “พรรคเพื่อไทย ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่พี่น้องประชาชนมอบให้ ในการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ แม้ผลการเลือกตั้งจะไม่เป็นไปตามความคาดหวัง แต่ทุกคะแนนเสียงคือความไว้วางใจ อันมีค่าที่สุดสำหรับพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทย จะยังมุ่งมั่นทำงานเพื่อสร้างโอกาสที่ดีขึ้นให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยต่อไป” ข้อความนี้สะท้อนถึงปรัชญาของพรรคที่ให้คุณค่ากับทุกเสียงจากประชาชน

ด้านนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) เพื่อตอบรับกับข้อความของพรรค โดยกล่าวว่า “ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียง ทุกความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนมอบให้ แม้ผลการเลือกตั้งจะไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง แต่ทุกเสียงคือกำลังใจสำคัญให้พรรคเพื่อไทยเดินหน้าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป ขอขอบคุณคุณกุ้งและทีมงานทุกท่านที่ทำงานอย่างเต็มที่ในครั้งนี้ เราจะสรุปบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อประสบความสำเร็จในครั้งต่อไปค่ะ” การแสดงออกเช่นนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของพรรคให้ดูเข้มแข็งและพร้อมเรียนรู้

บทเรียนจากการเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ: พรรคเพื่อไทยจะปรับตัวอย่างไร?

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่เคยเป็นฐานเสียงหลัก การแพ้ให้กับพรรคภูมิใจไทยอาจมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น การหาเสียงที่เข้มข้นของคู่แข่ง การรับรู้ของประชาชนต่อนโยบาย หรือแม้แต่สถานการณ์ทางการเมืองโดยรวม นางสาวภูริกา สมหมาย หรือ “คุณกุ้ง” ผู้สมัครของพรรค ได้ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์หลังทราบผล ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงความตั้งใจที่จะวิเคราะห์สถานการณ์อย่างละเอียดก่อน

เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราสามารถมองผ่านมุมมอง SEO ทางการเมืองได้ โดยคำว่า เพื่อไทย-อิ๊งค์ น้อมรับผลเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ กำลังเป็นกระแสที่ถูกค้นหามากในโซเชียลมีเดีย ผู้สนใจสามารถติดตามพัฒนาการได้จากข่าวสารล่าสุด พรรคเพื่อไทยมีแผนสรุปบทเรียนเพื่อปรับกลยุทธ์ เช่น การเสริมสร้างการสื่อสารกับฐานเสียง การพัฒนานโยบายที่ตอบโจทย์ท้องถิ่นมากขึ้น หรือการร่วมมือกับพันธมิตรทางการเมือง

  • จุดแข็งของพรรคเพื่อไทย: มีประสบการณ์ยาวนานและนโยบายที่ชัดเจนด้านสวัสดิการประชาชน
  • ความท้าทาย: การแข่งขันจากพรรคอื่นที่เน้นฐานเสียงท้องถิ่น
  • โอกาสข้างหน้า: การเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง จะเป็นเวทีสำคัญในการพลิกเกม

นอกจากนี้ การเมืองไทยในปัจจุบันยังเต็มไปด้วยความผันผวนจากคดีความและการปรับคณะรัฐมนตรี ทำให้พรรคต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การที่ “เพื่อไทย-อิ๊งค์” น้อมรับผลเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เตรียมนำไปสรุปบทเรียน แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่รับผิดชอบและมองไปข้างหน้า

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การสรุปบทเรียนครั้งนี้จะช่วยให้พรรคเพื่อไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการรับมือกับกระแสประชานิยมและการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้น ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจ динамиกทางการเมืองไทยได้

สุดท้ายแล้ว การเมืองคือกระบวนการเรียนรู้และปรับตัว หากพรรคเพื่อไทยสามารถนำบทเรียนจากศรีสะเกษไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราอาจได้เห็นการกลับมาของพรรคในเวทีใหญ่ครั้งถัดไป คุณคิดอย่างไรกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันเถอะ

ที่มา – “เพื่อไทย-อิ๊งค์” น้อมรับผลเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เตรียมนำไปสรุปบทเรียน

บีเวอร์-โจนส์ เปิดสกอร์เชลซีด้วยฟรีคิกงดงาม

บีเวอร์-โจนส์ เปิดสกอร์เชลซีด้วยฟรีคิกงดงาม

ในศึกฟุตบอลหญิงพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (WSL) นัดที่น่าตื่นเต้นระหว่างเวสต์แฮมกับเชลซี แอ๊กกี้ บีเวอร์-โจนส์ กองหน้าดาวรุ่งของเชลซีได้สร้างความประทับใจให้แฟนบอลด้วยประตูแรกของทีมจากลูกฟรีคิกที่เรียกได้ว่าสุดงดงาม ลูกยิงนี้ไม่เพียงช่วยให้เชลซีขึ้นนำ แต่ยังกลายเป็นไฮไลต์ที่ทุกคนพูดถึง

บีเวอร์-โจนส์ เปิดสกอร์ให้เชลซีด้วยฟรีคิกสุดงดงาม

บีเวอร์-โจนส์ เปิดสกอร์ให้เชลซีด้วยฟรีคิกสุดงดงามในช่วงต้นเกม ทำให้บรรยากาศในสนามเดือดพล่าน นักเตะวัย 21 ปีรายนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถพิเศษในการยิงฟรีคิก โดยเธอเล็งเป้าอย่างแม่นยำ ส่งบอลโค้งเข้าประตูอย่างสวยงาม ผู้บรรยายถึงกับเรียกมันว่า ‘majestic’ หรือสุดยิ่งใหญ่ บีเวอร์-โจนส์ เปิดสกอร์ให้เชลซีด้วยฟรีคิกสุดงดงามนี้ช่วยเปลี่ยนเกมให้เป็นไปในทางของทีมสิงห์บลูทันที

เส้นทางสู่ประตูแห่งชัยชนะ

ก่อนที่จะเกิดประตูนี้ เชลซีกำลังครองบอลได้เหนือกว่า แต่เวสต์แฮมก็ตั้งรับอย่างเหนียวแน่น จนกระทั่งได้ฟรีคิกในตำแหน่งที่เหมาะสม บีเวอร์-โจนส์ก้าวขึ้นมาและไม่ทำให้แฟนๆผิดหวัง ลูกยิงของเธอพุ่งตรงผ่านกำแพงผู้เล่นและหลอกผู้รักษาประตูได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอทำประตูแบบนี้ ในฤดูกาลนี้ บีเวอร์-โจนส์ เปิดสกอร์ให้เชลซีด้วยฟรีคิกสุดงดงามมาแล้วหลายนัด แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่โดดเด่น

หลังจากประตูนี้ เชลซีเล่นได้อย่างมั่นใจมากขึ้น การครอสบอลและการบุกทะลวงกลายเป็นอาวุธหลักของทีม สาวๆสิงห์บลูไม่เพียงนำด้วยสกอร์ แต่ยังครองจังหวะการเล่นทั้งหมด เวสต์แฮมพยายามตอบโต้ แต่การป้องกันของเชลซีที่แข็งแกร่งทำให้โอกาสของเจ้าบ้านน้อยลง บีเวอร์-โจนส์เองก็ยังมีส่วนร่วมในเกมรุกอย่างต่อเนื่อง เธอวิ่งหาตำแหน่งและสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม

  • จุดเด่นของประตูนี้: ลูกโค้งที่สมบูรณ์แบบ
  • ผลกระทบต่อเกม: เชลซีขึ้นนำและกดดันคู่แข่ง
  • ฟอร์มของบีเวอร์-โจนส์: ดาวรุ่งที่กำลังมาแรงใน WSL

นอกจากนี้ การแข่งขันใน WSL ฤดูกาลนี้กำลังเข้มข้นมากขึ้น เชลซีเป็นทีมเต็งแชมป์ที่ยังคงฟอร์มดีต่อเนื่อง การมีนักเตะอย่างบีเวอร์-โจนส์ที่สามารถสร้างสรรค์ประตูสวยๆได้ จะช่วยให้ทีมก้าวไปสู่แชมป์อีกสมัย

แฟนบอลเชลซีต่างชื่นชมลูกยิงนี้บนโซเชียลมีเดีย โดยหลายคนบอกว่ามันเป็นหนึ่งในประตูที่สวยที่สุดของฤดูกาล บีเวอร์-โจนส์ เปิดสกอร์ให้เชลซีด้วยฟรีคิกสุดงดงามไม่เพียงเป็นโมเมนต์ส่วนตัว แต่ยังจุดประกายให้ทีมทั้งหมดเล่นดีขึ้น

หากคุณเป็นแฟนฟุตบอลหญิง ไม่ควรพลาดการติดตามผลงานของเธอต่อไป ด้วยความสามารถนี้ เธออาจกลายเป็นสตาร์ตัวจริงในอนาคตอันใกล้

ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมเชื่อว่าประตูนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการครองแชมป์ WSL สำหรับเชลซี ติดตามข่าวสารฟุตบอลหญิงเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดไฮไลต์สำคัญ!

ที่มา – Beever-Jones opens Chelsea scoring with ‘majestic’ free-kick

เจ้าหน้าที่ป่าไม้-อส. ปักป้าย 3 ภาษา ขับไล่ผู้บุกรุกชายแดนสระแก้ว

เจ้าหน้าที่ป่าไม้-อส. ปักป้าย 3 ภาษา ขับไล่ผู้บุกรุกชายแดนสระแก้ว

ในช่วงเวลาที่ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าชายแดนกำลังเป็นประเด็นร้อน เจ้าหน้าที่ป่าไม้และอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ได้ลงมือปฏิบัติการทวงคืนป่าอย่างจริงจัง โดยเฉพาะที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา การปักป้ายประกาศ 3 ภาษาเพื่อขับไล่ผู้บุกรุก ถือเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของชาติ

เจ้าหน้าที่ป่าไม้-อส. ปักป้าย 3 ภาษา ขับไล่ผู้บุกรุกชายแดนสระแก้ว

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 โดยหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ สก.2 (หนองแวง) สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 สาขาปราจีนบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่อส. นำกำลังบุกพื้นที่ 2 หมู่บ้านแนวชายแดน ได้แก่ บ้านหนองหญ้าแก้ว หมู่ 9 ต.โคกสูง และบ้านหนองจาน หมู่ 3 ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เพื่อติดตั้งป้ายประกาศตรวจยึดและขับไล่ผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484

ชื่อปฏิบัติการคือ “ทวงคืนป่า ประเทศไทย” ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานรัฐในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกบุกรุก เจ้าหน้าที่ได้นำป้ายประกาศจำนวน 6 ป้าย (หมู่บ้านละ 3 ป้าย) มาติดตั้ง โดยเนื้อหาประกาศเขียนเป็น 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และกัมพูชา เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจข้อกฎหมายได้ชัดเจน ข้อความหลักระบุว่า “พื้นที่นี้คือป่า อยู่ในราชอาณาจักรไทย” ตามมาตรา 4 (1) พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484

เจ้าหน้าที่ป่าไม้-อส. ปักป้าย 3 ภาษา ขับไล่ผู้บุกรุกชายแดนสระแก้ว

รายละเอียดการแจ้งความและโทษทางกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.โคกสูง แล้ว โดยกรณีบ้านหนองหญ้าแก้วแจ้งเมื่อ 17 กันยายน 2568 เวลา 12.44 น. และบ้านหนองจานแจ้งเมื่อ 25 กันยายน 2568 เวลา 15.17 น. ผู้ที่บุกรุก ครอบครอง หรือก่อสร้างในพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต จะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี มีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

นอกจากนี้ ป้ายประกาศยังกำหนดเส้นตายให้ผู้บุกรุกนำทรัพย์สินออกจากพื้นที่ภายใน 15 วันนับแต่วันประกาศ หากฝ่าฝืน เจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมและดำเนินคดีเด็ดขาด สำหรับบ้านหนองหญ้าแก้ว เส้นตายเริ่ม 18 กันยายน 2568 ซึ่งใกล้ครบกำหนดแล้ว ส่วนบ้านหนองจานเริ่ม 25 กันยายน 2568 ยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อย

ป้ายประกาศ 3 ภาษาในปฏิบัติการทวงคืนป่า

จากข้อมูล พบว่ามีบ้านเรือนต่างด้าวกว่า 40 หลังในพื้นที่ โดยเฉพาะบ้านหนองหญ้าแก้ว ที่ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นชุมชนขนาดเล็กที่เกิดจากการรุกล้ำป่ามาเป็นเวลาหลายเดือน บรรยากาศในพื้นที่ชายแดนโคกสูง-สระแก้วค่อนข้างตึงเครียด เนื่องจากปัญหานี้สะสมมานาน

  • การยืนยันอธิปไตยไทยเหนือพื้นที่ป่า
  • บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • ป้องกันการขยายตัวของการบุกรุก
  • รักษาทรัพยากรธรรมชาติของชาติ
บ้านเรือนผู้บุกรุกในพื้นที่ชายแดน

ปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ป่าไม้-อส. ปักป้าย 3 ภาษา ขับไล่ผู้บุกรุกชายแดนสระแก้ว นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการจัดการปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นสัญญาณชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการบุกรุกพื้นที่ชายแดนอีกต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากผู้บุกรุกไม่เคลื่อนย้ายออกตามกำหนด จะมีการใช้มาตรการบังคับทันที

ในมุมมองของผู้เขียน การดำเนินการครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลในการปกป้องพรมแดนและป่าไม้ หากคุณสนใจติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่าลืมแวะมาอ่านบทความอื่นๆ ในบล็อกของเรา เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดและเคล็ดลับในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ภาพรวมปฏิบัติการทวงคืนป่า

ที่มา – เจ้าหน้าที่ป่าไม้-อส. ปักป้าย 3 ภาษา ขับไล่ผู้บุกรุกชายแดนสระแก้ว

OMODA & JAECOO พร้อมลงทุน 5 พันล้าน ตั้งโรงงานประกอบรถพลังงานใหม่ในไทย

OMODA & JAECOO พร้อมลงทุน 5 พันล้าน ตั้งโรงงานประกอบรถพลังงานใหม่ในไทย

ในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นเทรนด์หลักของวงการยานยนต์ OMODA & JAECOO แบรนด์รถยนต์จากจีนที่กำลังมาแรงในไทย กำลังมีแผนการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อยกระดับตลาดรถพลังงานใหม่ (NEV) ในประเทศเรา OMODA & JAECOO พร้อมลงทุน 5 พันล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานประกอบรถพลังงานใหม่ในไทย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่หันมาให้ความสำคัญกับยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

OMODA & JAECOO พร้อมลงทุน 5 พันล้าน ตั้งโรงงานประกอบรถพลังงานใหม่ในไทย

มิสเตอร์บิล จาง ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ OMODA & JAECOO ประเทศไทย เปิดเผยว่าประเทศไทยเป็นตลาดหลักสำคัญของกลุ่ม Chery ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลงานในปีแรกที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์ของเรานั้นตรงเป้า โดยเฉพาะการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย การออกแบบที่โดดเด่น และประสิทธิภาพที่ตรงใจผู้ใช้ชาวไทย

การลงทุน 5 พันล้านบาทนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แต่เป็นการสร้างฐานการผลิตที่มั่นคง เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า โรงงานแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางของรถยนต์พลังงานใหม่ (Hub of NEV) โดยเริ่มจากการผลิต JAECOO 6 EV และวางแผนผลิต OMODA C5 EV และ JAECOO 5 EV ภายในปี 2568 นอกจากนั้น ยังมีแผนตั้งศูนย์ฝึกอบรม (Training Center) และศูนย์วิจัยพัฒนา (R&D) ภายในปี 2570 เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

แผนขยายเครือข่ายและผลิตภัณฑ์ใหม่

นอกจากการลงทุนในโรงงาน OMODA & JAECOO ยังรายงานความคืบหน้าในการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ปัจจุบันมีถึง 60 แห่งแล้ว และตั้งเป้าถึง 90 แห่งภายในปี 2568 ควบคู่กับการเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า

บริษัทให้ความสำคัญกับประสบการณ์ลูกค้าครบวงจร ตั้งแต่การขาย การรับประกัน ไปจนถึงบริการหลังการขายที่เหนือชั้น มิสเตอร์บิล จาง กล่าวว่า “หนึ่งปีที่ผ่านมาคือจุดเริ่มต้น เรามีแผนลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องใน 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าในไทย สร้างระบบนิเวศธุรกิจที่แข็งแกร่งกับพันธมิตร”

ด้วยศักยภาพของผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และทีมงาน OMODA & JAECOO มั่นใจว่าจะส่งมอบนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนไทยได้อย่างแท้จริง

ยกระดับบริการหลังการขาย OJ O-Jai

เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่ง แบรนด์ได้อัพเกรดมาตรฐานบริการหลังการขายภายใต้ชื่อ OJ O-Jai หรือ “โอเจ โอใจ” ที่ครอบคลุมทุกความต้องการ เริ่มจากศูนย์บริการลูกค้า (Call Center) 24/7 ผ่านเบอร์ 02 020 8888

  • บริการรถสำรอง (Courtesy Car) สำหรับกรณีรถมีปัญหาจากระบบ
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance) ฟรีในระยะ 200 กม. (จากเดิม 100 กม.) เข้าถึงภายใน 30 นาทีในกรุงเทพฯ และ 45 นาทีในต่างจังหวัด
  • บริการ Mobile Service สำหรับซ่อมบำรุงเบื้องต้นถึงที่
  • ปีหน้าจะเพิ่มบริการรับ-ส่งรถ (Pick-Up & Delivery) สูงสุด 2 ครั้งต่อปี ภายใต้เงื่อนไข

บริการเหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพและความสะดวกสบาย

การลงทุนครั้งนี้ของ OMODA & JAECOO ไม่เพียงแต่เปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืน หากคุณกำลังมองหารถ EV คุณภาพสูง ลองพิจารณา OMODA & JAECOO ดู แล้วคุณจะพบว่ามันตอบโจทย์ทุกการเดินทาง

ที่มา – OMODA & JAECOO พร้อมลงทุน 5 พันล้าน ตั้งโรงงานประกอบรถพลังงานใหม่ในไทย

ทบ.โต้กลับกัมพูชา กล่าวหาไทยยิงปืนใหญ่ ชี้จัดฉาก

ทบ.โต้กลับ “กัมพูชา” รับบทเหยื่อ กล่าวหาไทยยิงปืนใหญ่ใส่ ชี้จัดฉากซ้ำ-บิดเบือนข้อมูล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยล่าสุดกองทัพบกไทยได้ออกมาโต้กลับข้อกล่าวหาจากฝั่งกัมพูชาอย่างดุเดือด ในกรณีที่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติกัมพูชา (CMAC) ออกมาโพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยยิงปืนใหญ่เข้าเขตแดนกัมพูชาก่อน กองทัพบกชี้แจงว่าข้อกล่าวหานี้เป็นเพียงการจัดฉากซ้ำและบิดเบือนข้อมูล เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ไทยดูเป็นผู้รุกราน ขณะที่กัมพูชารับบทเหยื่อ

ทบ.โต้กลับ “กัมพูชา” รับบทเหยื่อ กล่าวหาไทยยิงปืนใหญ่ใส่ ชี้จัดฉากซ้ำ-บิดเบือนข้อมูล

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 เวลา 11.52 น. นายเฮง รัตนา ผู้อำนวยการ CMAC ได้โพสต์ข้อความอ้างว่าทหารไทยยิงปืนใหญ่เข้ามาในดินแดนกัมพูชาและโจมตีกองกำลังกัมพูชา โดยกัมพูชาไม่ได้ยิงตอบโต้เลย ยืนยันว่าไทยเป็นฝ่ายยิงก่อนอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังโพสต์รูปภาพหลุมระเบิดเก่าๆ ที่เคยใช้บิดเบือนกล่าวหาไทยไปแล้วเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 โดยอ้างว่าไทยใช้กระสุนควันบรรจุสารพิษ WP (White Phosphorus) และกระสุนสะเก็ดระเบิด

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกไทย ได้ออกมาชี้แจงทันทีว่า ข้อกล่าวหาของ ผอ. CMAC เป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อที่ฝ่ายกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ เหตุการณ์วันที่ 27 กันยายน 2568 ชัดเจนว่าฝั่งกัมพูชาเป็นผู้ยิงเข้ามายังฝั่งไทยก่อน เพื่อยั่วยุให้ไทยตอบโต้ จากนั้นก็ออกแถลงการณ์บิดเบือนผ่านทุกช่องทาง

การจัดฉากและหลักฐานเท็จของกัมพูชา

นอกจากนี้ ฝ่ายกัมพูชายังวางแผนให้คณะผู้สังเกตการณ์อินโดจีน (IOT) ของกัมพูชาลงพื้นที่ทันทีหลังเกิดเหตุยิงยั่วยุ และมีการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในวันถัดมา เพื่อสร้างหลักฐานเท็จกล่าวหาไทยให้ดูเป็นผู้รุกราน ขณะที่กัมพูชาเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ หากพิจารณารูปภาพหลุมระเบิดที่นำมาเผยแพร่ จะพบว่าลักษณะหลุมและสภาพแวดล้อมไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งขนาดหลุม รัศมีการกระจาย และบริบทโดยรอบ ล้วนไม่ใกล้เคียงกับการยิงปืนใหญ่จริง

โฆษกกองทัพบกยังย้ำว่า การยั่วยุและบิดเบือนข่าวสารครั้งนี้ ไทยได้ประท้วงไปยังคณะ IOT ฝั่งไทยแล้ว หน่วยทหารในพื้นที่ยังคงเตรียมพร้อม เฝ้าระวังสถานการณ์ทุกด้าน โดยเฉพาะการเข้ามายั่วยุสร้างสถานการณ์จากฝั่งกัมพูชา เพื่อหวังผลโฆษณาชวนเชื่อต่อสังคมโลก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของฝั่งกัมพูชาในการใช้สื่อและการจัดฉากเพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงลบต่อไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หากไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ ผู้คนอาจถูกชักจูงด้วยข้อมูลเท็จได้ง่าย

  • ข้อกล่าวหาจาก CMAC: ไทยยิงปืนใหญ่ก่อน โดยไม่ตอบโต้จากกัมพูชา
  • หลักฐาน: รูปหลุมระเบิดเก่า ที่เคยใช้บิดเบือนมาก่อน
  • การโต้กลับจากทบ.: ชี้เป็นการจัดฉากยั่วยุจากกัมพูชา
  • การดำเนินการ: ประท้วง IOT และเฝ้าระวังสถานการณ์

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารที่โปร่งใสจากทั้งสองฝ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่หลวง ผู้สนใจควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นด้านล่างได้เลย

ที่มา – ทบ.โต้กลับ “กัมพูชา” รับบทเหยื่อ กล่าวหาไทยยิงปืนใหญ่ใส่ ชี้จัดฉากซ้ำ-บิดเบือนข้อมูล

สาวแก้บน! ถวายพิซซ่า กุมารทองเจ้าสัวเฮง ส่องเลขเด็ด

สาวดวงเฮงถวายพิซซ่า 50 ถาด พร้อมน้ำแดง แก้บน “กุมารทองเจ้าสัวเฮง” หลังขอโชคลาภทางออนไลน์แล้วสมหวัง ได้เงินก้อนโตปลดหนี้กว่า 3 แสนบาท! งานนี้ไม่พลาดแวะส่องอ่างน้ำมนต์ นำ “เลขเด็ด” ไปลุ้นเสี่ยงโชคอีกงวด

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ที่อาศรมฤาษีเณรธาตุพุทธคุณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประชาชนจำนวนมากต่างเดินทางมาพร้อมหน้าครอบครัวเพื่อกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น “ท้าวเวสสุวรรณ” ปาง 9 หน้า สูงตระหง่าน 16 เมตร, “พ่อปู่ฤาษีพรหมเมศ” องค์ใหญ่ที่สุดในโลก, “กุมารทองเจ้าสัวเฮง” อันเลื่องชื่อ, เจ้าแม่ตะเคียน, พระพิฆเนศ, ปู่ฤาษีเกล็ดแก้ว และถ้ำจินดามณีที่มีเจ้าเงาะและพญานาค ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาสักการะขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล เสริมโชคลาภ นอกจากนี้ ยังมีอาจารย์ฤาษีเณร ทำพิธีลงนะพระลักษณ์หน้าทอง เจิมฝ่ามือเปิดดวงเศรษฐี เจิมรถ ยกพ่อแก่ และประพรมน้ำพระพุทธมนต์จากสังข์นิลกาฬ เพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคลทั้งปวง

สาวถวายพิซซ่าแก้บน “กุมารทองเจ้าสัวเฮง” หลังได้โชค

จากการสอบถาม นางสาวอุสา พรายประโทน อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดชัยภูมิ ผู้ที่เดินทางมาพร้อมพิซซ่าจำนวน 50 ถาด และน้ำแดง 20 แพ็ค เพื่อแก้บน “กุมารทองเจ้าสัวเฮง” หลังจากที่เธอได้ขอพรขอโชคลาภผ่านช่องทางออนไลน์ แล้วปรากฏว่าได้รับโชคก้อนใหญ่ ได้เงินกว่า 350,000 บาท

นางสาวอุสา เล่าว่า ตนเพิ่งมาที่อาศรมฤาษีเณรแห่งนี้เป็นครั้งแรก เดินทางมาจากจังหวัดชัยภูมิ ตั้งใจนำพิซซ่าและน้ำแดงมาถวาย “กุมารทองเจ้าสัวเฮง” เป็นการแก้บน หลังจากที่ได้ลองเสี่ยงโชคขอพรผ่านทางออนไลน์ ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ ภายในเวลาเพียง 2 วัน ก็ได้รับเงินถึง 350,000 บาท ทำให้สามารถปลดหนี้สินที่มีอยู่ได้ทั้งหมด วันนี้จึงตั้งใจเดินทางมาแก้บนเพื่อแสดงความขอบคุณ

เลขเด็ด! จากอ่างน้ำมนต์ กุมารทองเจ้าสัวเฮง

ก่อนเดินทางกลับ นางสาวอุสา ไม่พลาดที่จะแวะไปส่องอ่างน้ำมนต์ เพื่อนำตัวเลขที่ปรากฏในอ่างไปเสี่ยงโชคในงวดต่อไป โดยตัวเลขที่เห็นในอ่างน้ำมนต์คือ 0 1 3 5 8 9 ซึ่งเธอก็จะนำไปจับคู่เพื่อเสี่ยงโชคตามความเชื่อส่วนบุคคล

การขอพรและแก้บนเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ควรใช้วิจารณญาณในการรับชม

ที่มา – สาวถวายพิซซ่าแก้บน “กุมารทองเจ้าสัวเฮง” หลังได้โชคปลดหนี้ ไม่พลาดส่องเลขเด็ด

นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงนโยบาย ลุ้นเลือกตั้งศรีสะเกษ

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนระอุ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ออกมาแสดงความมั่นใจในทีมคณะรัฐมนตรี ว่าทุกคนพร้อมที่จะชี้แจงทุกประเด็นเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย บอกลุ้นอยู่เลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ จึงกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้

นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย

จากข้อมูลล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากการหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำว่าการแถลงนโยบายในวันพรุ่งนี้คือโอกาสสำคัญในการสื่อสารวิสัยทัศน์ของรัฐบาลต่อสมาชิกรัฐสภาและประชาชน นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย โดยไม่จำเป็นต้องกำชับเพิ่มเติม เพราะทุกคนทราบดีถึงบทบาทและหน้าที่ของตน รัฐมนตรีแต่ละคนได้เตรียมข้อมูลครบถ้วน เพื่อตอบคำถามจากสมาชิกรัฐสภาทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย

นายอนุทินยังชี้แจงว่าการแถลงนโยบายนี้ไม่ใช่เวทีการเมืองเพื่อรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เป็นการทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะตอบข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา หากคำถามอยู่ในกรอบนโยบาย รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบจะชี้แจงให้ชัดเจนเพื่อคลายข้อกังวลของทุกฝ่าย นอกจากนี้ หลังการแถลงนโยบาย รัฐบาลยังวางแผนประชุมคณะรัฐมนตรีในเย็นวันที่ 30 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเร่งรัดการดำเนินงาน โดยมีเจ้าหน้าที่และเครื่องมือพร้อมครบ

ลุ้นผลเลือกตั้งซ่อม สส. ศรีสะเกษ

นอกจากประเด็นนโยบายแล้ว นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อม สส. จังหวัดศรีสะเกษ ว่ายังอยู่ในช่วง ‘ตุ้มๆ ต่อมๆ’ และกำลัง ‘ปลุกพระ’ หรือพยายามเร่งให้เกิดความชัดเจน คืนนี้ นายกฯ จะลุ้นผลเลือกตั้งซ่อมควบคู่กับการตรวจความคืบหน้าการซ่อมถนนทรุดบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเมื่อคืนไม่ได้ไปตรวจสอบ ก่อนออกจากที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินยังได้สอบถามความคืบหน้าการซ่อมถนนสามเสนจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งไปติดตามสถานที่จริงในวันนี้

การเลือกตั้งซ่อมที่ศรีสะเกษถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรครัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่นายอนุทินเป็นหัวหน้าพรรค ผลการเลือกตั้งนี้อาจส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลในอนาคต หากพรรคร่วมรัฐบาลคว้าชัยชนะ จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในการแถลงนโยบายครั้งนี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งเน้นแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนทรุด ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตประชาชน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีโครงการก่อสร้างจำนวนมาก

ในมุมกว้างขึ้น การแถลงนโยบายรัฐบาลชุดนี้คาดว่าจะครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น เศรษฐกิจ การฟื้นฟูหลังโควิด การเกษตร และความมั่นคง ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน รัฐมนตรีเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมข้อมูลเชิงลึกเพื่อตอบโต้ข้อสงสัยที่อาจเกิดจากฝ่ายค้าน นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่พร้อมทำงานทันที โดยไม่เสียเวลาไปกับดราม่าการเมือง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงนโยบาย เพื่อรับทราบนโยบายที่ชัดเจนและตรวจสอบความคืบหน้าในอนาคต สำหรับการซ่อมถนน นายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของประชาชน โดยสั่งการให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของคณะรัฐมนตรี นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย ทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้นในทิศทางของรัฐบาล การลุ้นเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษยังเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญ แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่แสดงออกมา คาดว่ารัฐบาลจะสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น

ในฐานะนักวิเคราะห์การเมือง มองว่านายกรัฐมนตรีได้วางกลยุทธ์ที่ดีในการสื่อสารโปร่งใส ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งในสภาและสร้างฐานสนับสนุนจากประชาชน หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่อข้อมูลล่าสุดและการวิเคราะห์เชิงลึก

ที่มา – นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย บอกลุ้นอยู่เลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ

บันไดปูนถล่มทับคนงานดับ คาโรงแรมย่านเทียมร่วมมิตร ตร.เร่งตรวจสอบ

เหตุการณ์อันน่าเศร้าที่เกิดขึ้นในวงการก่อสร้าง ทำให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เมื่อเกิดบันไดปูนถล่มทับคนงานดับ คาโรงแรมย่านเทียมร่วมมิตร ตร.เร่งตรวจสอบ ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ควรเกิดขึ้นหากมีการป้องกันที่รัดกุม

บันไดปูนถล่มทับคนงานดับ คาโรงแรมย่านเทียมร่วมมิตร ตร.เร่งตรวจสอบ

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 28 กันยายน 2568 พ.ต.ท.เศรษฐวุฒิ ชาญสุข สว.(สอบสวน) สน.ห้วยขวาง ได้รับแจ้งเหตุร้ายที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านถนนเทียมร่วมมิตร แขวงและเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่รีบรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยกองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวรนิติเวชจากโรงพยาบาลรามาธิบดี และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุเป็นโรงแรมพักอาศัยสูง 4 ชั้น กำลังมีการก่อสร้างต่อเติมส่วนล็อบบี้ด้านหน้าอาคาร โดยยื่นออกมาจากตัวอาคารหลัก มีความสูง 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นพื้นที่ล็อบบี้ที่ขยายเพิ่ม และมีบันไดปูนนำขึ้นสู่ชั้น 2 แต่เกิดเหตุบันไดปูนถล่มลงมาทับร่างของนายสราวุธ อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นคนงานช่างไฟ เสียชีวิตคาที่ ร่างของเขานั่งคว่ำหน้า ถูกเศษปูนที่ถล่มลงมาทับจนแหลกและจมกองเลือด สวมเสื้อยืดแขนยาวสีเขียวและกางเกงยีนส์ขายาวสีน้ำเงิน ใกล้เคียงพบเครื่องมืออย่างค้อนและชะแลงเหล็ก ซึ่งถูกเก็บไว้เป็นหลักฐาน

บันไดปูนถล่มทับคนงาน

สาเหตุเบื้องต้นของบันไดปูนถล่มทับคนงานดับ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่านายสราวุธเป็นคนงานช่างไฟจากบริษัทก่อสร้างที่รับงานนี้มาหลายเดือน ก่อนเกิดเหตุ ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าทำไมเขาถึงไปรื้อแบบและไม้ค้ำยันหลายอันใต้บันไดปูนออก โดยเฉพาะไม้ค้ำยันอันสุดท้ายที่เมื่อรื้อออกแล้ว บันไดปูนก็ถล่มลงมาทับร่างเสียชีวิตทันที คาดว่าปูนอาจยังไม่แห้งสนิทหรือยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมในการถอดแบบออก ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความตกใจของเพื่อนร่วมงานที่กำลังขนกระเบื้องเข้าพื้นที่ก่อสร้าง

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในงานก่อสร้างที่มักถูกมองข้าม หากมีการตรวจสอบโครงสร้างอย่างละเอียดก่อนถอดแบบ อาจป้องกันได้ อุบัติเหตุเช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่การก่อสร้างหนาแน่น

บทเรียนจากเหตุบันไดปูนถล่มทับคนงานดับ คาโรงแรมย่านเทียมร่วมมิตร

เพื่อนร่วมงานและผู้รับเหมาเล่าว่า งานนี้ดำเนินมานานหลายเดือนแล้ว แต่การรื้อแบบบันไดปูนเกิดขึ้นโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทำให้เกิดโศกนาฏกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงความรับผิดชอบของผู้รับเหมาและบริษัทก่อสร้าง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและดำเนินคดีหากพบความประมาท

  • ความปลอดภัยในการก่อสร้าง: ต้องมีวิศวกรตรวจสอบก่อนถอดแบบทุกครั้ง
  • การฝึกอบรมคนงาน: ให้เข้าใจขั้นตอนการรื้อโครงสร้างอย่างถูกต้อง
  • อุปกรณ์ป้องกัน: ใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐานเพื่อลดความเสี่ยง

นอกจากนี้ ยังพบว่าพื้นที่เกิดเหตุมีเศษวัสดุก่อสร้างกระจัดกระจาย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การตรวจสอบซับซ้อนยิ่งขึ้น แพทย์นิติเวชยืนยันว่าผู้เสียชีวิตเสียชีวิตทันทีจากแรงกระแทกหนัก

เหตุการณ์บันไดปูนถล่มทับคนงานดับ คาโรงแรมย่านเทียมร่วมมิตร ตร.เร่งตรวจสอบนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและชุมชนรอบข้าง ในขณะที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูได้นำศพส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม

จากประสบการณ์ในวงการก่อสร้าง อุบัติเหตุเช่นนี้เกิดจากความรีบร้อนและขาดการวางแผน หากรัฐบาลและเอกชนร่วมมือกันบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เราจะลดเหตุการณ์เหล่านี้ได้ในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารความปลอดภัยในการก่อสร้างจากบล็อกของเรา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

ที่มา – บันไดปูนถล่มทับคนงานดับ คาโรงแรมย่านเทียมร่วมมิตร ตร.เร่งตรวจสอบ

เผยความคืบหน้าเหตุถนนทรุดหน้าวชิระพยาบาล

เผยความคืบหน้าเหตุถนนทรุดหน้าวชิระพยาบาล

การเกิดเหตุถนนทรุดหน้าวชิระพยาบาล ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 สร้างความกังวลให้กับประชาชนจำนวนมาก ล่าสุด การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้อัปเดตความคืบหน้า โดยยืนยันว่าจะสามารถคืนผิวการจราจรได้ตามกำหนดในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ ทีมงานได้ดำเนินการเทคอนกรีตอุดหลุมเรียบร้อยแล้ว และเตรียมเคลียร์เศษเสาไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ออกจากหลุมในวันพรุ่งนี้

เผยความคืบหน้าเหตุ “ถนนทรุด” หน้าวชิระพยาบาล ยันคืนผิวการจราจรได้ทันตามกำหนด

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 28 กันยายน 2568 ที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล นายกิตติ เอกวัลลภ ผู้ช่วยผู้ว่าการ รฟม. พร้อมด้วย ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาภัยพิบัติ สภาวิศวกร และ ผศ.นพ.อนุแสง จิตสมเกษม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ร่วมแถลงความคืบหน้าเหตุการณ์หลุมยุบ ซึ่งเข้าสู่วันที่ 4 แล้ว

นายกิตติ กล่าวว่า หลังจากเมื่อวานได้ทำช็อตกรีตหรือฉีดคอนกรีตใต้พื้นรากใกล้สถานีตำรวจสามเสน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพดินไม่ให้เกิดโพรงหรือรูรั่ว สำนักการระบายน้ำได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 20 นิ้ว สามารถระบายน้ำได้ 0.25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากเกิดฝนตก มีการวางกระสอบทรายรอบบ่อ และเทคอนกรีตทั้งหมด 1,225 ลูกบาศก์เมตร จากพื้นดินลบ 10 เมตร ช่วงเช้ามีการทำช็อตกรีตเพิ่มเติม

ขั้นตอนต่อไปในการแก้ไขเหตุถนนทรุดหน้าวชิระพยาบาล

ส่วนขั้นตอนวันพรุ่งนี้ จะเคลียร์วัสดุ เศษอุปกรณ์ เช่น สายไฟ เสาไฟฟ้า ท่อประปา และหม้อแปลง โดยใช้เครน 200 ตัน จากนั้นวันอังคารจะถมดินกลบหลุม ใช้ทรายผสมปูนซิเมนต์ทีละชั้น ชั้นละ 1 เมตร คาดถมสูงขึ้น 5 เมตร เมื่อถึงระดับลบ 5 เมตรจนถึงผิวดิน จะใช้ทรายถม อุปสรรคคือฝนตกหนักที่อาจทำให้ล่าช้า และต้องระวังการถมใต้สถานีตำรวจสามเสนไม่ให้กระทบโครงสร้างอาคาร

ช่วงเช้า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาตรวจเยี่ยมและเน้นย้ำความปลอดภัยทั้งเจ้าหน้าที่และโดยรวม ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการปรับแผนงานแต่ละวัน

อาคารโดยรอบสถานีตำรวจสามเสนและข้างเคียงมีการตรวจวัดตลอดเวลา ยังไม่พบการเคลื่อนตัว อยู่ในสภาวะมีเสถียรภาพ จะคืนพื้นผิวจราจร 2 ช่องภายใน 8 ตุลาคม 2568 และคืนเต็มใน 9 ตุลาคม

เมื่อถามถึงสาเหตุ นายกิตติ ระบุว่ากระทรวงคมนาคมตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว จะเก็บตัวอย่างดินตรวจสอบ จนถึงตอนนี้ยังชี้ชัดไม่ได้ว่าเป็นเพราะสภาพดินหรือไม่ สำหรับการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้า เสร็จมานานกว่า 3 เดือน และยืนยันว่าทุกขั้นตอนมีวิศวกรตรวจสอบอย่างละเอียด ทีมงานยังสงสัยสาเหตุเช่นกัน รอผลตรวจสอบ

การกลับเข้าที่พักของผู้ที่อพยพ คาดหลังเปิดถนน 1-2 วัน แต่จะประเมินความปลอดภัยละเอียดก่อน ส่วนการช่วยเหลือ กรุงเทพมหานครโดยเขตดุสิตรับผิดชอบ

ภาพเหตุถนนทรุดหน้าวชิระพยาบาล

ผศ.ดร.ธเนศ กล่าวว่า ทีมงานตรวจสอบทุกขั้นตอน ทั้งการเอียงอาคารและสั่นสะเทือน นับแต่เทปูน 2 วัน ไม่พบตึกเอียง คาดว่าการถมดินจะไม่กระทบ และก่อนเปิดจราจรจะตรวจละเอียด ขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัย

สภาพอาคารสถานีตำรวจสามเสนหลังใหม่ แม้เสาเข็มขาด แต่โครงสร้างถ่ายน้ำหนักไปเสาเข็มอื่น ไม่มีปัญหา เมื่อถมถึงลึก 2 เมตร จะติดตั้งเสาเข็มใหม่ คาด 3-4 วัน ทดสอบน้ำหนักและทรุดตัว ไม่พบรอยร้าวเพิ่ม โครงสร้างคานเสาไม่เสียหาย มีรอยแยกแรกแต่ไม่ขยาย จะทดสอบน้ำหนักอีกครั้งหลังถม

ผศ.นพ.อนุแสง กล่าวว่า โรงพยาบาลเปิดบริการ 100% ทุกแผนก 3 วันแล้ว ประชาชนมาใช้บริการต่อเนื่อง อาคารทีปังกรรัศมีโชติเปิดเต็ม

แต่กังวลวันจันทร์ 29 กันยายน มีนัด 3,470 ราย ที่จอดรถเพียง 200 คัน ขอใช้ขนส่งสาธารณะ จัดรถรับ-ส่งจากราชวิถี สะพานกรุงธน แยกบางพลัด ประสานตร.เปิดถนนสวนอ้อยซอยกลางเชื่อมถนนนครราชสีมาเป็นช่องทางพิเศษ

คาดผู้ป่วยมานัด 50% หรือ 1,500-1,600 คน จากสถิติวันศุกร์ 2,500 นัดแต่มาประมาณ 1,500 โทรเลื่อนนัดบางราย กระจายยาไปสาธารณสุขท้องที่

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการภัยพิบัติในเมืองใหญ่ การทำงานของทีมวิศวกรที่รวดเร็วและรอบคอบช่วยลดผลกระทบได้มาก ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนสำรองสำหรับการเดินทาง หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถสอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ที่มา – เผยความคืบหน้าเหตุ “ถนนทรุด” หน้าวชิระพยาบาล ยันคืนผิวการจราจรได้ทันตามกำหนด