วัน: 28 กันยายน 2025

รวบชายป่วยจิตเวช ผู้ต้องสงสัยฆ่าเผาคนเร่ร่อน

รวบชายป่วยจิตเวช ผู้ต้องสงสัยฆ่าแล้วเผาคนเร่ร่อน ค้นเจอไฟแช็ก-คราบน้ำมัน

เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในจังหวัดขอนแก่น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบตัวชายป่วยจิตเวชได้ทันควัน หลังจากเป็นผู้ต้องสงสัยในการฆ่าแล้วเผาศพชายเร่ร่อนบริเวณใต้สะพานรางรถไฟยกระดับ การค้นตัวพบหลักฐานสำคัญอย่างไฟแช็กและคราบน้ำมันเปื้อนเสื้อผ้า ทำให้ตำรวจเร่งสืบสวนเพื่อหาความจริง โดยยังไม่สามารถแจ้งข้อหาได้จนกว่าจะมีผลตรวจพิสูจน์

รวบชายป่วยจิตเวช ผู้ต้องสงสัยฆ่าแล้วเผาคนเร่ร่อน ค้นเจอไฟแช็ก-คราบน้ำมัน

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 28 กันยายน 2568 รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุแก่นนคร ว่ามีผู้ถูกทำร้ายร่างกายและถูกเผาจนเสียชีวิตที่ใต้สะพานรางรถไฟยกระดับ ถนนหลังศูนย์ราชการ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เจ้าหน้าที่รีบรุดไปตรวจสอบทันที พร้อมประสานแพทย์นิติเวชจากโรงพยาบาลศรีนครินทร์ และมูลนิธิขอนแก่นสามัคคีอุทิศ เพื่อชันสูตรศพและเก็บศพ

ที่เกิดเหตุ พบศพชายเร่ร่อนอายุประมาณ 25-30 ปี สภาพนอนหงาย ถูกไฟไหม้บริเวณท่อนล่างของร่างกายจนเกรียม炭 ท่อนบนไหม้เล็กน้อย โดยเฉพาะใบหน้าที่มีรอยถูกมีคมกรีด แทง และถูกตีที่หน้าผากจนแตก มีเลือดไหลนอง บริเวณรอบๆ พบขยะเกลื่อนกลาดและท่อนไม้ขนาดใหญ่ยาว 1 เมตร ซึ่งน่าจะใช้เป็นอาวุธ พยานพลเมืองดีเล่าว่า เห็นควันไฟลอยจากใต้ต้นไม้ที่ชายเร่ร่อนนอนหลับ ก่อนเห็นชายต้องสงสัยยืนอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุแล้วเดินหนีไป

ภาพที่เกิดเหตุ

การจับกุมผู้ต้องสงสัยและหลักฐานที่พบ

ชายต้องสงสัยมีลักษณะคล้ายคนเมา อายุ 30-40 ปี สวมเสื้อแขนสั้นสีแดง กางเกงขาสั้นสีดำ เดินวนเวียนตามถนนรถไฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและชุดสืบสวนกระจายกำลังไล่ล่า หลังจาก 30 นาที สามารถควบคุมตัวได้บนถนนมิตรภาพ ใกล้อุโมงค์ทางลอดสามเหลี่ยม ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 300 เมตร ชายคนนี้ชื่อนายภาณุวัฒน์ อายุ 35 ปี

จากการค้นตัว เจอไฟแช็กในกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย คราบน้ำมันเปื้อนชายเสื้อและกางเกง รวมถึงมีดปอกผลไม้ในกระเป๋าสะพาย พยานยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกันที่เดินออกจากจุดเกิดเหตุ พ.ต.อ. ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผู้กำกับการ สภ.เมืองขอนแก่น ระบุว่า ตำรวจสันนิษฐานว่านายภาณุวัฒน์น่าจะเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่หลบหนีออกจากบ้าน มาพบกับผู้ตายแล้วเกิดทะเลาะวิวาท จนนำไปสู่การฆ่าและเผาศพ

ภาพผู้ต้องสงสัย

ปัจจุบัน ตำรวจยังไม่แจ้งข้อหาใดๆ เนื่องจากต้องรอผลตรวจจากแพทย์จิตเวช เพื่อยืนยันสภาพจิตของผู้ต้องสงสัย นอกจากนี้ จะส่งเสื้อผ้าที่มีคราบน้ำมันไปตรวจพิสูจน์ว่าเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ราดผู้ตายหรือไม่ และรอผลชันสูตรจากแพทย์นิติเวชว่า ผู้ตายเสียชีวิตก่อนถูกเผาหรือหลังจากนั้น รวมถึงตรวจสอบชื่อ-ที่อยู่ของผู้ต้องสงสัยเพราะผู้ป่วยจิตเวชอาจให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง

  • หลักฐานสำคัญ: ไฟแช็ก, คราบน้ำมันบนเสื้อผ้า, มีดปอกผลไม้
  • สภาพศพ: ถูกมีคมกรีด-แทง, ตีหน้าผาก, เผาท่อนล่างร่างกาย
  • การสืบสวน: รอผลตรวจจิตเวชและพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
ภาพหลักฐาน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นปัญหาสังคมที่มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะผู้ป่วยจิตเวชและคนเร่ร่อนที่ขาดการดูแล หากไม่มีการป้องกันและบำบัดที่เหมาะสม อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมซ้ำรอยได้ การเพิ่มบริการสุขภาพจิตในชุมชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันเหตุรุนแรงในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในความคิดเห็นด้านล่าง เพื่อสร้างการรับรู้และช่วยกันแก้ไขปัญหาสังคม

ที่มา – รวบชายป่วยจิตเวช ผู้ต้องสงสัยฆ่าแล้วเผาคนเร่ร่อน ค้นเจอไฟแช็ก-คราบน้ำมัน

คนละครึ่งพลัส ลงทะเบียนเมื่อไหร่ ใครได้สิทธิ

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดถึงโครงการสุดฮอตที่กำลังจะมาแรงอีกครั้ง นั่นคือ คนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นส่วนต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งที่เรารู้จักกันดี โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปลายปีนี้ หลังจากที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เผยถึงประโยชน์ของโครงการคนละครึ่งที่ช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมและแชร์กันระหว่างรัฐและประชาชน สำหรับ คนละครึ่งพลัส จะเป็นแรงจูงใจพิเศษสำหรับผู้เสียภาษี โดยแบ่งสัดส่วน 60:40 เพื่อให้ทุกคนอยากช้อปปิ้งมากขึ้น สร้างความมั่นใจว่าการใช้จ่ายจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

ไทม์ไลน์ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

ตามข้อมูลล่าสุดจากนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กระทรวงกำลังเตรียมเสนอรายละเอียดโครงการเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม 2567 หลังจากนั้น จะเปิดลงทะเบียนสำหรับร้านค้าและประชาชนทั้งในระบบภาษีและบุคคลทั่วไปในสัปดาห์ถัดมา คาดว่าโครงการจะเริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุดในปลายเดือนตุลาคม 2567 และจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนมักใช้เงินเยอะอยู่แล้ว โครงการนี้จะทำให้บรรยากาศช้อปปิ้งคึกคักแน่นอน!

ใครบ้างที่ได้สิทธิในคนละครึ่งพลัส

โครงการ คนละครึ่งพลัส แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม โดยมีสิทธิ์ทั้งหมด 20 ล้านสิทธิ์ มาดูกันว่ากลุ่มไหนได้อะไรบ้าง

กลุ่มที่ 1: ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

กลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 13 ล้านคน รัฐบาลจะเติมเงินเพิ่มให้อีก 1,700 บาท บวกกับเงินเดิม 300 บาท รวมเป็น 2,000 บาทต่อคน จะเติมครั้งเดียวและใช้ได้ใน 2 เดือน คือ พฤศจิกายน-ธันวาคม 2567 กลุ่มนี้จะได้ประโยชน์เต็มๆ ในการซื้อของจำเป็น

กลุ่มที่ 2: ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี

มีจำนวน 9 ล้านคน จะได้สิทธิแบบ 50:50 คนละ 2,000 บาท สามารถใช้จ่ายได้วันละไม่เกิน 200 บาท ตลอด 2 เดือนเช่นกัน เหมาะสำหรับประชาชนทั่วไปที่อยากช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการช้อปปิ้ง

กลุ่มที่ 3: ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี

กลุ่มนี้ 11 ล้านคน จะได้เงินสูงสุดคนละ 2,400 บาท แบบ 50:50 ใช้วันละไม่เกิน 200 บาท ในช่วงพฤศจิกายน-ธันวาคม 2567 เป็นรางวัลสำหรับผู้เสียภาษีที่ขยันทำงาน

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 5 ต้องลงใหม่นะครับ รอรายละเอียดเพิ่มจากกระทรวงการคลัง โครงการนี้รวมกับคนละครึ่งเดิม จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม 2567 ช่วยให้การใช้จ่ายราบรื่นและประหยัดเงินในกระเป๋า

วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ทำยังไง

การลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส คล้ายกับครั้งก่อนๆ สามารถทำผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ เว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือแอปเป๋าตัง โดยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:

  • เข้าเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com แล้วกด “ลงทะเบียนรับสิทธิสำหรับประชาชน”
  • กรอกข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ และข้อมูลอื่นๆ ที่จำเป็น
  • รอรับ SMS ยืนยันภายใน 3 วันทำการ
  • ดาวน์โหลดแอป “เป๋าตัง” จาก App Store หรือ Google Play แล้วผูก G-Wallet เพื่อยืนยันตัวตนและรับสิทธิ

ขั้นตอนติดตั้งและใช้งานแอปเป๋าตังให้ถูกต้อง

เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ แอปเป๋าตังเป็นเครื่องมือสำคัญ มาดูขั้นตอนละเอียดกัน:

  1. ดาวน์โหลดแอป “เป๋าตัง” จากสโตร์
  2. ค้นหาและกดติดตั้ง
  3. เปิดแอปและยินยอมจัดการข้อมูล
  4. เตรียมบัตรประชาชน ถ่ายรูปบัตร กรอกเบอร์รับ OTP
  5. ยืนยันตัวตน 2 วิธี: Krungthai NEXT (กรอกรหัส PIN) หรือสแกนใบหน้า (ตั้ง PIN เปิด Face ID)
  6. ยอมรับเงื่อนไข รอระบบตรวจสอบ หากผ่านจะเห็นการ์ด G-Wallet

หลังจากนั้น คุณก็พร้อมใช้สิทธิได้เลย โครงการ คนละครึ่งพลัส ยังรอรายละเอียดเพิ่มเติม แต่คาดว่าจะประกาศชัดเจนเร็วๆ นี้ หากมีอัปเดตจะแจ้งให้ทราบทันที

ในมุมมองของผม โครงการนี้ไม่ใช่แค่ช่วยประหยัดเงิน แต่ยังช่วยให้ร้านค้าท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มด้วย ทุกคนร่วมกันสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ลองเช็กสิทธิของคุณวันนี้ แล้วชวนเพื่อนๆ มาร่วมด้วย หากสนใจ อย่ารอช้า รีบเตรียมตัวลงทะเบียนเพื่อไม่ให้พลาดเงินส่วนนี้!

ที่มา – www.คนละครึ่ง.com เตรียมเปิดลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ได้ใช้เมื่อไหร่ ใครได้บ้าง

ฟัง Off the Ball กับ Ryan Flynn อดีตนักเตะ St Mirren

ฟัง Off the Ball กับ Ryan Flynn อดีตนักเตะ St Mirren

คุณกำลังมองหาคอนเทนต์กีฬาที่น่าสนใจไหม? วันนี้เราจะพาคุณไปฟัง Off the Ball โปรแกรมยอดนิยมจาก BBC Radio Scotland ที่มีแขกรับเชิญพิเศษอย่าง Ryan Flynn อดีตนักเตะของทีม St Mirren มาพูดคุยแบบเป็นกันเอง ในตอนนี้ Ryan Flynn จะเล่าถึงประสบการณ์ในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ ความท้าทายที่เขาเผชิญ และมุมมองต่อทีมที่เขารัก

ทำไมต้องฟัง Off the Ball กับ Ryan Flynn

Off the Ball เป็นรายการที่โด่งดังในหมู่นักฟุตบอลและแฟนกีฬา โดยเฉพาะในสกอตแลนด์ โปรแกรมนี้ไม่ใช่แค่ข่าวกีฬาธรรมดา แต่เป็นการสนทนาลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตนักเตะ การแข่งขัน และเรื่องราวเบื้องหลังสนาม ในตอนที่ ฟัง Off the Ball กับ Ryan Flynn คุณจะได้ยินเรื่องราวส่วนตัวของเขา ตั้งแต่การเริ่มต้นอาชีพจนถึงการเล่นให้ St Mirren ทีมที่เขามีความผูกพันอย่างมาก Ryan Flynn พูดถึงการปรับตัวกับลีกสกอตติช พรีเมียร์ชิป และบทเรียนจากความพ่ายแพ้ที่ทำให้เขาเติบโต

รายการนี้บันทึกเมื่อวันที่ 28/09/2025 และออกอากาศเวลา 12:00 – 14:00 น. หากคุณเป็นแฟนฟุตบอล ไม่ควรพลาด เพราะ Ryan Flynn นำเสนอมุมมองที่สดใหม่และจริงใจ ไม่มีกั๊ก เขายังพูดถึงอนาคตของ St Mirren และโอกาสที่ทีมจะกลับมาท็อปฟอร์มได้อย่างไร

ประสบการณ์สุดประทับใจของ Ryan Flynn ใน St Mirren

Ryan Flynn เข้าร่วม St Mirren ในปี 2016 และกลายเป็นส่วนสำคัญของทีม เขาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ที่ช่วยให้ทีมมีสมดุลทั้งเกมรุกและรับ ในตอน ฟัง Off the Ball กับ Ryan Flynn อดีตนักเตะคนนี้เล่าถึงแมตช์สำคัญๆ เช่น การลงเล่นใน Scottish Cup และการต่อสู้เพื่อเลื่อนชั้น Ryan ยังแบ่งปันเรื่องราวการฝึกซ้อมหนัก และมิตรภาพกับเพื่อนร่วมทีมที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นครอบครัว

นอกจากนี้ Ryan ยังพูดถึงความแตกต่างระหว่างฟุตบอลสกอตแลนด์กับอังกฤษ โดยเน้นว่าความดุเดือดและบรรยากาศในสนาม Paisley ทำให้การเล่นที่นี่พิเศษมาก หากคุณอยากรู้ว่าทำไม St Mirren ถึงมีแฟนคลับเหนียวแน่น รายการนี้ตอบคำถามนั้นได้ชัดเจน

เนื้อหาเด่นในรายการ Off the Ball

Off the Ball ไม่ได้มีแค่ Ryan Flynn แต่ยังมีส่วนอื่นๆ ที่น่าติดตาม เช่น การวิเคราะห์แมตช์ล่าสุดของ Scottish Premiership และข่าวอัปเดตจากทีมใหญ่ๆ อย่าง Celtic และ Rangers ในตอนนี้ พิธีกรจะถาม Ryan เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในวงการฟุตบอลหลังโควิด และบทบาทของนักเตะเก่าที่หันมาเป็นโค้ชหรือนักวิเคราะห์

  • การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก: Ryan Flynn ไม่กลัวที่จะพูดถึงความผิดพลาด เช่น การบาดเจ็บที่ทำให้เขาหยุดเล่นชั่วคราว
  • มุมมองต่อทีมเยาวชน: เขาให้คำแนะนำแก่ดาวรุ่งที่อยากประสบความสำเร็จในลีกสกอต
  • เรื่องสนุกๆ นอกสนาม: จากการเดินทางไปแข่ง,到อาหารโปรดของนักเตะหลังแมตช์

รายการนี้ยาว 2 ชั่วโมงเต็ม อัดแน่นด้วยข้อมูลที่แฟนกีฬาต้องการ หากคุณฟัง Off the Ball กับ Ryan Flynn แล้ว จะรู้สึกเหมือนนั่งคุยกับเพื่อนเก่าในวงการฟุตบอล

ประโยชน์ที่ได้จากการฟังรายการนี้

ไม่ใช่แค่แฟน St Mirren เท่านั้นที่ควรฟัง แต่ใครก็ตามที่สนใจฟุตบอลสกอตแลนด์จะได้ความรู้ใหม่ๆ Ryan Flynn ยังพูดถึงปัญหาสังคมในกีฬา เช่น การเหยียดเชื้อชาติและการสนับสนุนสุขภาพจิตนักเตะ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ทันสมัยมาก

หลังจากฟังจบ คุณอาจอยากติดตามข่าว St Mirren มากขึ้น หรือแม้แต่เริ่มเล่นฟุตบอลเอง รายการนี้สร้างแรงบันดาลใจได้ดีเยี่ยม

สรุปแล้ว ฟัง Off the Ball กับ Ryan Flynn คือโอกาสทองสำหรับคนรักกีฬาที่อยากได้อะไรมากกว่าแค่คะแนนการแข่งขัน มันคือเรื่องราวชีวิตที่แท้จริง หากคุณยังไม่ได้ฟัง ลองเริ่มเลยวันนี้ แล้วคุณจะติดใจ!

อย่าลืมแชร์ความคิดเห็นของคุณหลังฟังนะ ว่าชอบส่วนไหนที่สุด

ที่มา – Listen: Off the Ball with former St Mirren player Ryan Flynn

เลขาธิการนายกฯ ชม สีหศักดิ์ ปกป้องเกียรติภูมิไทย

เลขาธิการนายกฯ ชม “สีหศักดิ์” ปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรี

ในโลกการเมืองและการทูตที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การแสดงออกถึงความเด็ดเดี่ยวและชาญฉลาดของผู้นำไทยในเวทีระหว่างประเทศถือเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจยิ่งนัก ล่าสุด น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความชื่นชมต่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของโลก โดยเฉพาะการปรับถ้อยแถลงเกี่ยวกับประเด็นกัมพูชาอย่างกะทันหันก่อนขึ้นกล่าวสุนทรพจน์

เลขาธิการนายกฯ ชม “สีหศักดิ์” ปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.59 น. ของวันที่ 28 กันยายน 2568 โดยน.ส.ไตรศุลีได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อยกย่องการแสดงชั้นเชิงทางการทูตของนายสีหศักดิ์ ที่ไม่เคยน้อยหน้าใครในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การที่รัฐมนตรีต่างประเทศไทยปรับแก้ถ้อยแถลงให้เข้มข้นขึ้นก่อนขึ้นเวที UNGA แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและความแม่นยำในการตอบโต้ประเด็น敏感 โดยเฉพาะข้อกล่าวหาจากทางกัมพูชาเกี่ยวกับพรมแดนและความขัดแย้ง

น.ส.ไตรศุลีระบุว่า การโต้ตอบของนายสีหศักดิ์นั้นทรงพลังและตรงไปตรงมา โดยชี้แจงว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบที่แท้จริงคือทหารไทยที่สูญเสียขาจากทุ่นระเบิด เด็กนักเรียนในโรงเรียนที่ถูกโจมตี และประชาชนไทยผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อจากเหตุการณ์ดังกล่าว ถ้อยแถลงนี้ไม่เพียงแต่ให้ความจริงต่อนานาชาติเท่านั้น แต่ยังปกป้องเกียรติภูมิของประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี ทำให้ไทยดูแข็งแกร่งและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย

ชั้นเชิงการทูตไทยที่ไม่เคยน้อยหน้า

การกระทำของนายสีหศักดิ์ในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทูตไทยสมัยใหม่ ที่ผสมผสานระหว่างความเข้มแข็งและความชาญฉลาด ในขณะที่ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นร้อน รัฐมนตรีได้ใช้โอกาสใน UNGA เพื่อนำเสนอมุมมองของไทยให้โลกได้รับรู้ โดยไม่ยอมให้ข้อกล่าวอ้างที่บิดเบือนมาทำลายภาพลักษณ์ของเรา ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าเราเงียบหรือยอมตาม การปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรีแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น

จากประสบการณ์ในอดีต การทูตไทยมักถูกมองว่าใจเย็นและสมดุล แต่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดที่จำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การมีผู้นำที่กล้าพูดและกล้าปกป้องจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนไทยที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

  • การปรับถ้อยแถลงกะทันหัน: แสดงถึงความยืดหยุ่นและการเตรียมพร้อมของทีมทูตไทย
  • การชี้แจงข้อเท็จจริง: เน้นย้ำถึงความสูญเสียของไทยจากเหตุการณ์ชายแดน
  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์: ทำให้ไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลกมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ถ้อยแถลงนี้ยังช่วยกระตุ้นให้ชาติต่างๆ หันมาสนใจปัญหาพรมแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไทยได้นำเสนอตัวอย่างของความยุติธรรมและสันติภาพ หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านถ้อยแถลงเต็มของไทยในเวที UNGAได้เลยครับ

ในมุมมองของผม การปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรีแบบนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะทางการทูต แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องการต่างประเทศไทยมากขึ้น หากเรามีผู้นำที่เด็ดเดี่ยวแบบนี้ อนาคตของชาติย่อมสดใส ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ และติดตามข่าวสารการเมืองไทยที่นี่เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – เลขาธิการนายกฯ ชม “สีหศักดิ์” ปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรี

ปิดหีบเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 แล้ว คาดรู้ผลไม่เกิน 2 ทุ่ม

ปิดหีบเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 แล้ว คาดรู้ผลไม่เกิน 2 ทุ่ม

การเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศปิดหีบลงคะแนนเมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 28 กันยายน 2568 ชาวอำเภอขุนหาญและอำเภอภูสิงห์ได้ออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนอย่างคึกคัก โดยคาดว่าผลการนับคะแนนจะทราบภายใน 20.00 น. ของวันเดียวกันนี้

ปิดหีบเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 แล้ว คาดรู้ผลไม่เกิน 2 ทุ่ม

การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อทดแทนตำแหน่ง สส. ที่ว่างลงจากนายอมรเทพ สมหมาย สส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งมีเพียง 2 คนเท่านั้น ได้แก่ หมายเลข 1 น.ส.ภูริกา สมหมาย จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นลูกสาวของผู้วายชนม์ และหมายเลข 2 น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรีและเหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นทายาทบ้านใหญ่แห่งศรีสะเกษ

เขตเลือกตั้งศรีสะเกษ เขต 5 ครอบคลุมพื้นที่อำเภอขุนหาญและอำเภอภูสิงห์ มีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 236 แห่ง และมีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนมากกว่า 160,000 คน การเลือกตั้งครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก แม้จะเป็นการเลือกตั้งซ่อมแต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

ภาพรวมการเลือกตั้งและการร้องเรียน

ก่อนหน้าการปิดหีบ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์การเลือกตั้ง โดยให้สัมภาษณ์ว่าภาพรวมทั้งหมดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คาดว่าผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการจะทราบไม่เกิน 20.00 น. สำหรับเรื่องร้องเรียนที่เกิดขึ้นนั้น มีเพียง 4 เรื่องเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเวทีหาเสียงและการปราศรัย ปัจจุบัน กกต.ประจำจังหวัดกำลังตรวจสอบว่าข้อร้องเรียนเหล่านี้เข้าข่ายความผิดหรือไม่ หากพบความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับพรรคการเมืองในการเสริมกำลัง สส. ในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะศรีสะเกษที่เป็นฐานเสียงสำคัญของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย การแข่งขันครั้งนี้ค่อนข้างสูสี เนื่องจากทั้งสองผู้สมัครมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเครือข่ายท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ต่างคาดหวังว่าผู้แทนที่จะเข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานให้ดียิ่งขึ้น

  • จำนวนผู้สมัคร: 2 คน จาก 2 พรรคใหญ่
  • พื้นที่ครอบคลุม: อำเภอขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์
  • ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน: มากกว่า 160,000 คน
  • หน่วยเลือกตั้ง: 236 แห่ง
  • เรื่องร้องเรียน: 4 เรื่อง (อยู่ระหว่างตรวจสอบ)

นอกจากนี้ การเลือกตั้งยังสะท้อนถึงความสำคัญของประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น ชาวศรีสะเกษมั่นใจว่าระบบการเลือกตั้งที่โปร่งใสจะนำมาซึ่งตัวแทนที่แท้จริง หากผลออกมาอย่างที่คาด ผู้ชนะจะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในการผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาพื้นที่ เช่น การเกษตรและการท่องเที่ยว

ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเติมเต็มที่นั่งในสภาเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง หากทุกฝ่ายยึดมั่นในความโปร่งใส เราจะเห็นการเมืองที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ลองติดตามผลการนับคะแนนคืนนี้ และอย่าลืมใช้สิทธิ์ในโอกาสต่อไปเพื่อเสียงของเรา!

ที่มา – ปิดหีบเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 แล้ว คาดรู้ผลไม่เกิน 2 ทุ่ม

พรุ่งนี้ พร้อมแถลงนโยบาย “อนุทิน” ย้ำสไตล์ภท.

พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

ในวันที่ 28 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ 29-30 กันยายน 2568 โดยย้ำถึงสไตล์การทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่เน้นทำได้เร็วและทำได้เลย ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้พรรคสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

นายอนุทิน กล่าวว่าการแถลงนโยบายนี้จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยพรรคภูมิใจไทยมีประสบการณ์การทำงานต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี เพียงแต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงพักร้อนเท่านั้น สิ่งที่ค้างคาอยู่จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะสามารถใช้เครื่องมือทางนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น การที่ผลสำรวจความนิยมของนายกรัฐมนตรีเพิ่มสูงขึ้นนั้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความคาดหวังจากประชาชน แต่ต้องไม่หลงใหล ต้องใช้เป็นแรงผลักดันในการทำงานหนักเพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นนี้ ซึ่งนายอนุทินเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ไม่ใช่ยาพิษ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังยอมรับว่าการรับตำแหน่งนี้มีความกดดัน แต่สไตล์ของพรรคภูมิใจไทยคือการทำงานแบบ Quick Win หรือเห็นผลเร็ว ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยที่ต้องการความคล่องตัว พรรคจะวางแผนและวางฐานให้รัฐบาลชุดต่อไปสามารถสานต่อได้อย่างราบรื่น

สไตล์การทำงานแบบทำได้เร็ว ทำได้เลย ของพรรคภูมิใจไทย

สไตล์การทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่นายอนุทินย้ำไว้ คือการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรม ไม่รอช้า ซึ่งช่วยให้สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในช่วงที่ผ่านมา พรรคได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถนี้ผ่านโครงการต่างๆ ที่ช่วยฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤต

สำหรับประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 โดยนายอนุทินเรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. พรรคประชาชน ขึ้นเวที ซึ่งทำให้หัวหน้าพรรคประชาชนอย่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ออกมาตำหนิ นายอนุทินชี้แจงว่าไม่ใช่ดราม่า แต่เป็นการชื่นชมนายทวิวงศ์และสร้างกิมมิคเพื่อความสนุกบนเวทีเท่านั้น และยืนยันว่ายังสามารถคุยกับพรรคประชาชนได้ทุกเรื่อง การลงพื้นที่คือการทำงานที่แยกจากประเด็นการเมือง

  • การแถลงนโยบายจะช่วยกำหนดทิศทางรัฐบาลชุดใหม่
  • สไตล์ Quick Win จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เห็นผลเร็ว
  • ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลยังคงแน่นแฟ้น

โดยรวมแล้ว การแถลงนโยบายครั้งนี้ พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า ประชาชนสามารถติดตามการถ่ายทอดสดเพื่อรับทราบนโยบายที่ชัดเจนและคาดหวังผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ในมุมมองของผู้เขียน การทำงานแบบทำได้เร็วของพรรคภูมิใจไทยน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเรื้อรังของไทย หากสามารถรักษาความคล่องตัวนี้ไว้ได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมากยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายที่กำลังจะมา? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

“อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกกินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยข่าวสารลือกันไปมา บ่อยครั้งที่ภาพถ่ายธรรมดาๆ สามารถกลายเป็นประเด็นร้อนได้อย่างรวดเร็ว ล่าสุด “อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกแค่กินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่านี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงอะไรในกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ วันนี้เราจะมาพูดคุยถึงเหตุการณ์นี้แบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์เบื้องหลังที่อาจซ่อนอยู่

“อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกแค่กินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว

วันที่ 28 กันยายน 2568 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับภาพที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย ขณะที่ท่านกำลังรับประทานห่านพะโล้ที่ร้านฉั่ว คิม เฮง ร่วมกับนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปลัดป๊อป” ปลัดกระทรวงมหาดไทย

เมื่อถูกถามถึงภาพดังกล่าว นายอนุทินแสดงสีหน้าร้องหือพร้อมส่ายหัว ก่อนจะตอบแบบตรงไปตรงมาว่า “ก็แค่ภาพกินข้าว มันต้องกินข้าวหรือเปล่า พอกินข้าวเสร็จก็ไปทำงาน” คำตอบนี้สะท้อนถึงสไตล์ของท่านที่เรียบง่าย ไม่ชอบเรื่องยุ่งเหยิง และมุ่งเน้นไปที่การทำงานจริงๆ ไม่ใช่ข่าวลือ

เบื้องหลังการกินข้าวที่กลายเป็นข่าวใหญ่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการปรับโครงสร้างในกระทรวงมหาดไทยที่กำลังร้อนระอุ หลายคนคาดเดาว่าการที่นายอนุทินไปกินข้าวกับปลัดกระทรวงฯ อาจบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น หรือแม้กระทั่งการกลับมาของ “คู่หูคู่เดิม” ในอดีต แต่ตัวนายอนุทินเองกลับยืนยันชัดเจนว่า การทำงานของท่านยึดหลักประโยชน์ของประชาชนและบ้านเมืองเป็นสำคัญ

ท่านยังถามกลับสื่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า “คุณจะเอาอย่างไรกับที่คนก่อนหน้านี้โยกย้ายแทบจะหมดกระทรวง แล้วได้ประโยชน์อะไรหรือไม่ งานสำเร็จหรือไม่ ผลงานมีหรือไม่” คำถามเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการโยกย้ายข้าราชการที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้า ซึ่งมักถูกมองว่าไม่เป็นธรรมและขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้งานในกระทรวงไม่เดินหน้า

ในยุคของนายอนุทิน การบริหารกระทรวงมหาดไทยจะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ท่านย้ำว่า “การย้ายใครหรือไม่ย้ายใครไม่ใช่เรื่องหลัก ทุกคนต้องทำงานได้หมด” นี่คือหลักการที่แตกต่างจากอดีต ซึ่งพิสูจน์ได้จากผลงานที่เน้นความโปร่งใสและยุติธรรม

คืนความยุติธรรมให้ข้าราชการที่ถูกย้ายไม่เป็นธรรม

อีกประเด็นสำคัญที่นายอนุทินกล่าวถึงคือการคืนความยุติธรรมให้กับข้าราชการที่เคยถูกโยกย้ายไปอย่างไม่เป็นธรรม ท่านยืนยันว่า “คนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมก็จะได้รับความยุติธรรม” แต่เมื่อถูกถามย้ำว่าจะย้ายกลับมาทุกคนหรือไม่ ท่านก็ตอบแบบขบขันว่า “อย่าเอาอะไรมายัดปากผม” แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการตอบคำถามที่อาจถูกตีความเกินจริง

  • หลักการทำงาน: ยึดประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่การเมืองภายใน
  • ปัญหาเก่า: การโยกย้ายที่ไม่โปร่งใส ส่งผลเสียต่อการทำงาน
  • แนวทางใหม่: ส่งเสริมให้ทุกคนทำงานร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดี

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกแค่กินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของสื่อที่ชอบขยายเรื่องเล็กให้ใหญ่ แต่ในทางกลับกัน มันก็ช่วยให้ประชาชนได้เห็นภาพลักษณ์จริงๆ ของผู้นำที่เรียบง่ายและมุ่งมั่น นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงมหาดไทยที่กำลังมุ่งสู่ความโปร่งใสมากขึ้น หากคุณสนใจข่าวการเมืองแบบนี้ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยสีสัน แต่สิ่งที่สำคัญคือผลงานที่จับต้องได้ หากนายอนุทินสามารถคืนความยุติธรรมและขับเคลื่อนงานได้จริง ประชาชนอย่างเราก็คงได้ประโยชน์เต็มๆ

ที่มา – “อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกแค่กินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว

สลด พบศพเศรษฐีนี เจ้าของตลาดบ้านโป่งดับในแม่น้ำ

สลด พบศพเศรษฐีนี เจ้าของตลาด อ.บ้านโป่ง ลอยคว่ำหน้าดับในแม่น้ำแม่กลอง

เกิดเหตุเศร้าสร้างความสะเทือนใจให้กับชาวอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เมื่อพบศพของเศรษฐีนีวัย 64 ปี เจ้าของตลาดชื่อดังในพื้นที่ ลอยคว่ำหน้าติดกับกอสาหร่ายในแม่น้ำแม่กลอง คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 7 ชั่วโมง หลังจากญาติประกาศตามหาคนหายตัวไปตั้งแต่เช้ามืด

สลด พบศพเศรษฐีนี เจ้าของตลาด อ.บ้านโป่ง ลอยคว่ำหน้าดับในแม่น้ำแม่กลอง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 28 กันยายน 2568 โดย ร.ต.ท.ชวลิต ทับทิมทอง รอง สว.สอบสวน สภ.โพธาราม ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบศพลอยน้ำใกล้เคียงมังกรริมเขื่อนหาดทรายโพธาราม เขตเทศบาลโพธาราม จึงรีบนำกำลังพล ชุดสืบสวน แพทย์เวรโรงพยาบาลโพธาราม และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสว่างราชบุรี เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

สลด พบศพเศรษฐีนี เจ้าของตลาด อ.บ้านโป่ง ลอยคว่ำหน้าดับในแม่น้ำแม่กลอง

ที่จุดเกิดเหตุในแม่น้ำแม่กลอง เจ้าหน้าที่พบร่างผู้เสียชีวิตซึ่งยังไม่ทราบเพศลอยติดอยู่กับกอสาหร่าย ลักษณะคว่ำหน้าลงน้ำ สวมเสื้อสีเหลืองและกางเกงขาสั้นสามส่วนลายขาว-เขียว หลังจากกู้ภัยลงน้ำนำศพขึ้นมา ก็ทราบว่าเป็นผู้หญิง โดยในร่างกายไม่พบบาดแผลใดๆ คาดว่าเสียชีวิตมานานประมาณ 7 ชั่วโมงแล้ว

จากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบว่าลักษณะของศพตรงกับประกาศตามหาคนหายในพื้นที่อำเภอบ้านโป่ง ซึ่งเป็นหญิงสวมเสื้อสีเหลือง จึงประสานงานกับญาติทันที ญาติที่เดินทางมาดูศพต่างร่ำไห้โฮ ยืนยันว่าเป็น น.ส. ธัญญพร (สงวนนามสกุล) อายุ 64 ปี เศรษฐีนีเจ้าของตลาดแห่งหนึ่งในอำเภอบ้านโป่ง ซึ่งมีทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท

ประวัติและสาเหตุที่น่าเศร้าของเศรษฐีนี

ญาติให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้เสียชีวิตไม่มีครอบครัวส่วนตัว แต่พักอาศัยอยู่กับพี่น้องและหลานๆ ระยะหลังเธอป่วยเป็นโรคนอนไม่หลับ ญาติพาไปรักษากับแพทย์และรับประทานยารักษาโรคจิตเวช โดยเธอมักบ่นว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป คืนเกิดเหตุ เวลาประมาณ 04.00 น. หลานสาวได้ยินเสียงเปิดประตูเหล็กแต่ไม่ได้สนใจ จนกระทั่งเช้ามาไม่พบตัว จึงประกาศตามหาทั้งลงเฟซบุ๊กและเพจต่างๆ จนตำรวจสภ.โพธารามแจ้งว่าพบศพตรงตามลักษณะ

เหตุการณ์สลด พบศพเศรษฐีนี เจ้าของตลาด อ.บ้านโป่ง ลอยคว่ำหน้าดับในแม่น้ำแม่กลอง นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสุขภาพจิตที่หลายคนอาจกำลังเผชิญ โดยเฉพาะในวัยสูงอายุที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาด ชาวบ้านในพื้นที่ต่างแสดงความเสียใจกับครอบครัว และเรียกร้องให้มีบริการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้มากขึ้น

ปัจจุบัน พนักงานสอบสวนได้มอบศพให้กู้ภัยนำส่งนิติเวชโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี เพื่อผ่าชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดต่อไป ขณะที่ญาติกำลังเตรียมพิธีศพให้กับผู้ล่วงลับ

เรื่องราวนี้เตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีสัญญาณน่าเป็นห่วง อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้น หากสนใจติดตามข่าวสารท้องถิ่นและเคล็ดลับสุขภาพจิต สามารถสมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้

ที่มา – สลด พบศพเศรษฐีนี เจ้าของตลาด อ.บ้านโป่ง ลอยคว่ำหน้าดับในแม่น้ำแม่กลอง

เค็ตเทลเวลล์ กำลังเปลี่ยนใจที่คิลมาร์น็อก

สจวร์ต เค็ตเทลเวลล์ ไม่ใช่ตัวเลือกที่ได้รับความนิยมจากแฟนบอลคิลมาร์น็อกบางส่วนเมื่อเขาถูกแต่งตั้งในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม ‘น่าผิดหวัง’ เป็นคำพูดสุภาพที่สุด

แต่สี่เดือนต่อมา แฟนบอลบางคนที่เคยวิจารณ์นั้นกำลังร้องเพลงชื่อของเขาที่แทนนาดีซ หลังจากชัยชนะในลีกนัดแรกของฤดูกาล

บนกระดาษ สถิติเหล่านี้อาจดูน่าแปลกใจ

ใช้เวลา 6 นัดสำหรับเค็ตเทลเวลล์ในการหาชัยชนะแรกในสกอตติช พรีเมียร์ชิพ และทีมของเขาตกรอบรองชนะเลิศคาราบาวคัพ แต่เรื่องนี้ไม่ได้บอกทั้งหมด

แฟนบอลชื่นชอบสิ่งที่เห็นใน 12 นัดที่เขาคุมทีม มีสไตล์การเล่นที่ชัดเจน ผู้เล่นเยาวชนเปล่งประกาย และนักเตะใหม่ปรับตัวเข้ากับทีมได้เร็ว

มีสัญญาณดีๆ มากมาย – ด้วยสถิติในลีก 1 ชัยชนะ 1 แพ้ และ 4 เสมอ – และชัยชนะ 2-0 เหนือดันดี ยูไนเต็ด อาจเป็นจุดเริ่มต้น

‘การแต่งตั้งที่แย่’ หรือ ‘พอใจมาก’?

จะเป็นธรรมหากบอกว่าปฏิกิริยาแตกแยกเมื่ออดีตผู้จัดการทีมรอสส์ เคาน์ตี้ และมัธเธอร์เวลล์ อย่างเค็ตเทลเวลล์ ถูกประกาศ

แฟนบอลที่ติดต่อ BBC Sport Scotland พูดคุยกันอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่เสียงเดียวกันทั้งหมด

มาร์ติน: การแต่งตั้งที่แย่ ล้มเหลวที่เคาน์ตี้ และหนีออกจากมัธเธอร์เวลล์ก่อนถูกไล่ออก คณะกรรมการเพิกเฉยต่อการประท้วงจากแฟนบอล (โพล 90% ต่อต้าน) และหลงกลคำพูดลวงของเขา รอการลุ้นหนีตกชั้น รู้สึกเสียดายที่ต่ออายุตั๋วฤดูกาลล่วงหน้า

เดฟวี่: พอใจมาก รู้จักเกมสกอตติช มีชื่อเสียงในการพาผู้เล่นเยาวชนขึ้นมา ไม่สงสัยว่าหลายคนจะบ่น ไม่ว่าจะเป็นใครที่ได้งานนี้

ปีเตอร์: เค็ตเทลเวลล์ คือตัวเลือกถูกๆ

บางคนบอกว่านี่แสดงถึงความขาดแคลนความทะเยอทะยานจากคณะกรรมการ ในขณะที่คนอื่นโต้แย้งว่าแฟนบอลควรรวมตัวสนับสนุนเขาไม่ว่าจะอย่างไร

มาร์ติน ผู้แสดงความเห็นข้างต้น อาจจะรุนแรงเกินไป เค็ตเทลเวลล์ – ร่วมกับผู้จัดการร่วมสตีเวน เฟอร์กูสัน – ช่วยให้เคาน์ตี้ไต่ขึ้นตาราง ในขณะที่มัธเธอร์เวลล์อยู่อันดับ 5 เมื่อเขาออกไป

การจากไปที่เฟอร์พาร์คของเขาน่าเซอร์ไพรส์ และเป็นการตัดสินใจของเค็ตเทลเวลล์เอง โดยอ้างถึงการล่วงละเมิดส่วนตัวที่ได้รับจากแฟนบอลเวลล์

คิลมาร์น็อก ได้รับ ‘รางวัลที่สมควร’ ในที่สุด

หากความสงสัยเริ่มต้นนั้นกระทบเค็ตเทลเวลล์ เขาก็ไม่แสดงออก

ด้วยฤดูการเตรียมทีมเต็มรูปแบบ – เขาข้ามฮันนีมูนเพื่อเดินทางไปเนเธอร์แลนด์กับทีม – คิลมาร์น็อก เริ่มต้นได้ดีในลีกคัพ

ชัยชนะเหนือบรอร่า เรนเจอร์ส ตามด้วยชัยชนะเหนือลิฟวิ่งสตัน การแพ้จุดโทษต่อเคลตี้ ฮาร์ทส์ ดูเหมือนจุดสะดุด ในขณะที่ชัยชนะเหนืออีสต์ไฟฟ์ ช่วยให้ผ่านเข้าสู่รอบสอง

ในลีก มันไม่ราบรื่นเท่า

สี่นัดเสมอทำให้หงุดหงิด แต่ผู้จัดการพอใจกับสิ่งที่เห็น โดยบอกหลังชัยชนะรอบสองลีกคัพเหนือยูไนเต็ด ว่าเขาจะ ‘ยอมรับ’ กับการเริ่มต้นแบบนี้

การแพ้เพียงครั้งเดียวใน 90 นาที คือกับเซลติก – และนั้นเพราะจุดโทษข้อถกเถียงในนาที 96

หลังชัยชนะที่แทนนาดีซ เสาร์นี้ เค็ตเทลเวลล์ บอก BBC Scotland: “เราไม่ได้ห่างไกลจากที่ต้องการ [ในนัดก่อนๆ]

“เราดำเนินแผนเกมได้ดีกับเซนต์ มิร์เรน และเซลติก หรือไม่? ใช่ เราโดนสองจุดโทษรุนแรง และจุดโทษทำให้เราเสีย

“นั่นสามารถทำให้สถานการณ์เชิงลบ แต่ผลงานดี และวันนี้เราได้รับรางวัลที่สมควร นั่นให้ความมั่นใจเพิ่มแก่ผู้เล่น

“มันไม่ได้ห่างจากที่เรามีตลอดฤดูกาล ระดับความสม่ำเสมอดีเยี่ยม”

เค็ตเทลเวลล์ กำลังเปลี่ยนใจที่คิลมาร์น็อก

การเปลี่ยนแปลงที่เค็ตเทลเวลล์ นำมา

สไตล์การเล่นบุกแต่สมเหตุสมผลของเค็ตเทลเวลล์ ได้รับคำชม

เขาเลือกผู้เล่นสม่ำเสมอ โดยจอร์จ สแตนเจอร์ ลูอิส เมโย และร็อบบี้ ดีแอส สร้างแนวรับสามคนที่แข็งแกร่ง

เจมี่ แบรนดอน และเบน แบรนแนน นักเตะดาวรุ่ง เป็นตัวเลือกหลักฝั่งปีก และทำได้ดี แม้ทั้งคู่จะบาดเจ็บล่าสุด

กองหน้า มาร์คัส แดคเกอร์ส และเดจิไนโร่ แดเนียลส์ สร้างคู่หูที่แข็งแกร่งหลังย้ายมาในฤดูร้อน

ดาวเด่นจริงๆ คือเดวิด วัตสัน มิดฟิลด์ที่ถูก Derek McInnes อดีตผู้จัดการวางแผนยาวในครึ่งหลังฤดูกาลที่แล้ว แต่ได้รับโอกาสใหม่

เค็ตเทลเวลล์ มีประสบการณ์กับดาวรุ่ง – เลนนอน มิลเลอร์ เป็นลูกศิษย์ที่มัธเธอร์เวลล์ – และวัตสัน ชมเจ้านายใหม่

“เขาช่วยเหลือ ไม่ใช่แค่ผม แต่ผู้เล่นเยาวชนอื่นๆ” เด็กหนุ่มวัย 20 กล่าว “เขายอดเยี่ยม มีเด็กฝึกทุกวัน ดังนั้นเปิดโอกาสให้อะคาเดมี่”

แฟนบอลอยากเห็นทีมชนะ แต่ก็อยากเห็นเล่นดีและดาวรุ่งขึ้นมา

จนถึงตอนนี้ เค็ตเทลเวลล์ กำลังเปลี่ยนใจที่คิลมาร์น็อก ด้วยการทำเครื่องหมายเหล่านั้น เขาแม้แต่ปรับฟอร์มเยือน – คิลมาร์น็อก ชนะ 1 จาก 15 นัดเยือนในลีกก่อนชัยชนะที่แทนนาดีซ

ยังต้นๆ แต่สัญญาณดี รักษาผลงาน และผลลัพธ์จะมา

เค็ตเทลเวลล์ กำลังเปลี่ยนใจที่คิลมาร์น็อก ด้วยการนำสไตล์ใหม่และพัฒนาเยาวชน ทำให้แฟนบอลเริ่มมองโลกในแง่ดีมากขึ้น หากเขายังคงทำแบบนี้ ทีมอาจไต่ขึ้นตารางได้ในไม่ช้า

คุณคิดอย่างไรกับผลงานของเค็ตเทลเวลล์? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและติดตามอัปเดตข่าวฟุตบอลสกอตติชเพิ่มเติม!

ที่มา – How Kettlewell is changing minds at Kilmarnock