วัน: 28 กันยายน 2025

Iheanacho กลาง & Maeda ขวา – ได้ผลสำหรับ Celtic หรือไม่?

การเลือกตัวรุกสามคนตัวจริงของเซลติกดูเหมือนจะทำให้ผู้จัดการทีมเบรนแดน ร็อดเจอร์สปวดหัวไม่น้อยในช่วงหลังนี้

นั่นเป็นความแตกต่างโดยตรงจากฤดูกาลล่าสุด เมื่อพวกเขามีบทบาทที่เหมาะสมสำหรับนักเตะอย่างโจต้า, คีโงะ ฟูรุฮาชิ และลีเอล อบาด้า

ตอนนี้ แชมป์ยังคงค้นหาสมดุลที่เหมาะสมในทีมที่พวกเขามีอยู่ในปัจจุบัน

ด้วยเคเลชี่ อิเฮนาชโก้ที่สร้างผลกระทบใหญ่ในนัดแรกๆ หลังจากมาถึงอย่างเงียบๆ หลังหน้าต่างโอนย้าย จึงไม่แปลกใจที่เขาจะได้ลงตัวจริงเป็นกองหน้าตัวกลางในเกมเสมอ 0-0 กับฮิเบอร์เนียนเมื่อวันเสาร์

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไดเซน มาเอะดะเล่นตรงกลางในเกมเสมอ 1-1 กับเรดสตาร์เบลเกรดในยูโรปาลีกกลางสัปดาห์

แต่หลังจากฟอร์มที่ไม่น่าประทับใจ นักเตะทีมชาติญี่ปุ่นถูกถอดออกตอนพักครึ่ง โดยอิเฮนาชโก้ที่ลงมาแทนทำประตูและเป็นจุดศูนย์กลางที่ดี

ด้วยความฟิตและความมั่นใจที่กำลังดีขึ้น คำถามคือจะจัดตำแหน่งปีกทั้งสองข้างรอบตัวเขาอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไรในการเจอกับฮิเบอร์เนียนที่ตั้งรับแน่นหนา

คำตอบของร็อดเจอร์สคือการส่งมาเอะดะ – ที่มีประสิทธิภาพมากเมื่อฤดูกาลที่แล้วทางซ้าย – ไปทางขวา ขณะที่เซบาสเตียน ทูนเน็คติยังคงยึดปีกซ้าย

สถานะของมาเอะดะหลังการย้ายทีมฤดูร้อน

หลังจากคีโงะย้ายออกในเดือนมกราคม มาเอะดะรับบทกองหน้าตัวหลักได้อย่างยอดเยี่ยม

จำนวนประตู 33 ลูกในฤดูกาลที่แล้วเป็นผลงานที่ไม่น่าเชื่อ และทำให้เขาสมควรได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมทุกอัน

นักเตะวัย 27 ปีทำให้อดัม ไอดาห์ที่นั่งสำรองส่วนใหญ่ แต่ฤดูกาลนี้เขาไม่ถึงฟอร์มเดิม นั่นส่วนหนึ่งเพราะเขาเชื่อว่าจะย้ายไปทีมอื่น

มันกระทบเขาและการเสริมทัพของเซลติก การมาของคู่อิลุ้มซ้ายอย่างทูนเน็คติและมิเชล-แองจ์ บาลิกวิชา บ่งชี้ว่าพวกเขาวางแผนให้เขาย้าย

ทูนเน็คติเริ่มต้นได้ดีและยึดปีกซ้าย – ตำแหน่งที่มาเอะดะทำผลงานดีที่สุด – ไว้ได้ตอนนี้

บาลิกวิชายังไม่มีผลกระทบและไร้ประสิทธิภาพเมื่อลองทางขวากับคิลมาร์น็อค

แต่ฝั่งขวาดูโล่งมาก มีแค่ยาง ฮยอน-จุนและเจมส์ ฟอร์เรสต์ผู้มากประสบการณ์ที่เล่นตำแหน่งนั้น และด้วยการมาของอิเฮนาชโก้ที่ลดความจำเป็นให้มาเอะดะเล่นกองหน้า ตำแหน่งนั้นจึงตกเป็นของชาวญี่ปุ่นในวันเสาร์

ก่อนเกม ร็อดเจอร์สบอกบีบีซีสกอตแลนด์ว่าการไม่อยู่ของยางกับฮิเบอร์เนียนไม่ใช่เพราะบาดเจ็บ แต่เขาต้องการกองหน้าที่สอง – จอห์นนี่ เคนนี่ – บนม้านั่ง โดยรู้ว่าอิเฮนาชโก้คงอยู่ไม่ครบ 90 นาที

ด้วยมาเอะดะตัวจริงและฟอร์เรสต์สำรองทางขวา โครงสร้างที่ร็อดเจอร์สชอบหมายความว่าทูนเน็คติจะเริ่มทางซ้าย จนกว่าจะโจต้าจากบาดเจ็บกลับมาแข่ง

ยางอาจลำบากในการได้ลง บาลิกวิชาด้วย

ดังนั้นมาเอะดะก้าวขึ้นมาอีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาในแนวรุกของเซลติก ความหลากหลายของเขาไม่ต้องสงสัย

Iheanacho กลาง & Maeda ขวา – ได้ผลสำหรับ Celtic หรือไม่?

คำตอบชัดเจนคือไม่ เนื่องจากเซลติกยิงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม พวกเขาขู่อีกทีมพอที่จะชนะเกมส่วนใหญ่ และร็อดเจอร์สดูพอใจกับฟอร์ม โดยยกย่องการตั้งรับยอดเยี่ยมของฮิเบอร์เนียน

“ผมคิดว่าทุกเมตริกในเกมเราครองได้” เขากล่าว “ฟุตบอลของเราดีมาก เราผ่านบอลได้ดี แต่ขาดสัญชาตญาณนักฆ่าในกรอบเขตโทษ”

เซลติกโชคร้ายบ้าง โดยอิเฮนาชโก้และมาร์เซโล่ ซารัชชี่ถูกคานขวางในครึ่งแรก มาเอะดะสร้างโอกาสหนึ่งด้วยความเร็วและการครอสที่ยอดเยี่ยม

ในวันอื่น พวกเขาคงยิงได้อย่างน้อยหนึ่งลูก ตาม xG ที่ 3

มุมมองจากอดีตนักเตะเซลติก

อดีตมิดฟิลด์เซลติก จอห์น คอลลินส์ เชื่อว่ามาเอะดะยังไม่ถึงจุดสูงสุดตั้งแต่เปิดเผยว่าอยากย้ายเมื่อเดือนที่แล้ว

“ผมไม่คิดว่าควรเปิดเผยต่อสาธารณะ” คอลลินส์กล่าวใน Sportsound “มันอันตราย”

“ความจริงคือเขาเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม ซื้อมาดีสำหรับเซลติก ฤดูกาลที่แล้วน่าเหลือเชื่อ แต่ในฟุตบอล มันเกี่ยวกับวันนี้ สิ่งที่ทำเมื่อสัปดาห์ก่อนไม่สำคัญ และแฟนเซลติกต้องการความทุ่มเท 100% ในสนาม”

“อย่างยุติธรรม เขาให้มาตั้งแต่วันแรก แต่เขาดูเหนื่อย”

เซลติกยิง 26 ครั้งกับฮิเบอร์เนียน สะท้อนความครองเกม – แต่แค่ 6 ลูกตรงกรอบ อิเฮนาชโก้ยิงได้แต่ล้ำหน้า

ที่น่ากังวลคือ แม้จะโดนคานแล้ว แต่ต้องรอถึงนาที 39 ถึงจะยิงตรงกรอบครั้งแรก

พวกเขาไม่คมในช่วงต้น – จาก 8 ประตูในพรีเมียร์ชิพ แค่ลูกเดียวมาจากครึ่งแรกใน 6 นัด – และร็อดเจอร์สรู้ว่าต้องการคุณภาพที่ดีกว่าในแนวรุก

เขามีส่วนหนึ่งจากอิเฮนาชโก้ แต่ดูเหมือนมาเอะดะจะอยู่ทางขวาหลังรู้สึกถูกทำร้ายที่ไม่ได้ย้าย

โดยรวมแล้ว Iheanacho กลาง & Maeda ขวา ยังไม่ลงตัวสมบูรณ์สำหรับ Celtic แต่เป็นการทดลองที่น่าสนใจ ร็อดเจอร์สควรปรับแต่งต่อไปเพื่อปลดล็อกศักยภาพทีม

คุณคิดอย่างไรกับการจัดทีมนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – Iheanacho central & Maeda on right – did it work for Celtic?

ธนกรสั่งรับมือน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม

ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบจากพายุโซนร้อน “บัวลอย” ที่ทำให้ฝนตกหนักทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกคำสั่งเร่งด่วนให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมทุกแห่ง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและชุมชนรอบข้าง “ธนกร” สั่งรับมือน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรม เรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุน จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการปกป้องภาคอุตสาหกรรมจากภัยธรรมชาติ

“ธนกร” สั่งรับมือน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรม เรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

วันที่ 28 กันยายน 2568 นายธนกร ได้กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดจากพายุ “บัวลอย” ซึ่งส่งผลให้มีฝนตกหนักมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เขาได้กำชับให้ กนอ. สำรวจและติดตามสถานการณ์ในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยในภาคเหนือ การสั่งการนี้ครอบคลุมหลายด้าน เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำท่วมจะไม่กระทบต่อการดำเนินงานของโรงงานและความปลอดภัยของประชาชน

จากรายงานเบื้องต้น สถานการณ์ในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือยังคงปกติ ระดับน้ำภายนอกต่ำกว่าเขื่อนดินประมาณ 3 เมตร และระบบระบายน้ำฝนภายในนิคมทำงานได้ดี สำหรับนิคมเวิลด์ ระดับน้ำต่ำกว่าเขื่อนดิน 2 เมตร โดยมีการเสริมคันดินป้องกันน้ำ เตรียมกระสอบทราย 300 กระสอบสำหรับปิดจุดเสี่ยง และจัดเครื่องสูบน้ำสำรองไว้พร้อมใช้งาน นิคมบางปะอิน บ้านหว้า และนครหลวง ก็ไม่มีสัญญาณความเสี่ยงเช่นกัน แต่ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

มาตรการรับมือน้ำท่วมที่นายธนกรกำชับ

เพื่อป้องกันผลกระทบรุนแรง นายธนกรได้สั่งการให้ กนอ. ดำเนินการดังนี้

  • ติดตามระดับน้ำทั้งภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์ และรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
  • วางแผนรับมือกรณีน้ำท่วมสูง โดยประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือชุมชนรอบนิคม
  • เร่งระบายน้ำฝนภายในนิคมให้มีประสิทธิภาพ และจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ
  • จัดระเบียบการจราจรในพื้นที่น้ำท่วม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แรงงานและนักลงทุน
  • บำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อมใช้งาน 24 ชั่วโมง

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่มองว่านิคมอุตสาหกรรมไทยมีระบบรับมือภัยพิบัติที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในยุคที่การลงทุนต้องการความมั่นคงและยั่งยืน

“ธนกร” สั่งรับมือน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรม เรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาบรรยากาศการลงทุนของไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง การเตรียมพร้อมเช่นนี้จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด และปกป้องชีวิตทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำให้บุคลากรในนิคมทุกแห่งเฝ้าระวังฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะช่วยให้การรับมือมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในขณะที่ชุมชนรอบนิคมก็ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความกังวลและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสังคม

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การจัดการน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังรวมถึงการสื่อสารที่โปร่งใส ซึ่งนายธนกรได้ทำได้ดี โดยการอัปเดตสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยคลายความกังวลของนักลงทุน ทำให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายที่น่าลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สุดท้ายนี้ หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม แนะนำให้ติดตามประกาศจาก กนอ. อย่างใกล้ชิด และเตรียมแผนสำรองของตัวเองเพื่อความปลอดภัยสูงสุด การเตรียมพร้อมร่วมกันจะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

ที่มา – “ธนกร” สั่งรับมือน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรม เรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

สมคิด จี้ภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี

สมคิด จี้ภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมุมมองของนายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยชี้แจงแผนการอย่างชัดเจน เรื่อง “สมคิด จี้ภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี” นี้ สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับความจริงใจของรัฐบาลในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

สมคิด จี้ภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี: พื้นหลังของประเด็น

วันที่ 28 กันยายน 2568 นายสมคิด ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ซึ่งทั้งสามพรรคนี้ได้ส่งร่างเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแล้ว ตอนนี้ขึ้นอยู่กับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ว่าจะบรรจุเข้าสู่วาระประชุมเมื่อใด หากต้องการเร่งรัด ก็สามารถเลื่อนวาระขึ้นมาได้ทันที นี่คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าทางการเมืองไทย

นายสมคิด มองว่าการพิจารณาในรัฐสภาน่าจะเริ่มต้นประมาณกลางเดือนตุลาคม ก่อนที่สมัยประชุมจะปิดลง หากพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจ พวกเขาสามารถผ่านวาระแรกพร้อมตั้งกรรมาธิการเพื่อพิจารณาประเด็นคำถามประชามติได้ จากนั้นเมื่อเปิดสมัยประชุมใหม่ในเดือนธันวาคม ก็สามารถดำเนินการวาระสองและสามได้โดยไม่ล่าช้า

ความจริงใจของรัฐบาล: จุดตัดสินชะตา

อย่างไรก็ตาม นายสมคิด ชี้ให้เห็นว่าหลังจากการแถลงนโยบายของรัฐบาล ทุกอย่างต้องชัดเจน โดยเฉพาะกำหนดการประชุมร่วมรัฐสภา หากมีการดึงเกมให้ช้า ก็อาจตีความได้ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่จริงใจกับการแก้รัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ การอ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะเสร็จภายใน 1 ปีนั้น ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับอายุรัฐบาลที่เหลือเพียง 120 วัน เว้นแต่จะมีเจตนาอื่นซ่อนอยู่ เช่น การยืดเยื้ออายุรัฐบาลให้ยาวนานกว่าเดิม

ประเด็น “สมคิด จี้ภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี” นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยของไทย การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสมดุลอำนาจ ลดช่องว่างทางสังคม และเสริมสร้างสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน หากรัฐบาลล้มเหลวในการแสดงความมุ่งมั่น อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจจากประชาชนและฝ่ายค้าน

จากข้อมูลล่าสุด การประชุมวิปสามฝ่ายได้กำหนดการอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่จะเห็นความคืบหน้า นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนมองว่าปีนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการริเริ่มการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากกระแสเรียกร้องจากประชาชนที่เพิ่มขึ้นหลังเหตุการณ์ทางการเมืองล่าสุด

  • จุดแข็งของการแก้ไข: ช่วยปรับปรุงโครงสร้างให้ทันสมัย ลดอำนาจที่ไม่สมดุล
  • อุปสรรคที่คาดการณ์: ความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
  • ผลกระทบต่อประชาชน: เพิ่มโอกาสในการมีส่วนร่วมผ่านประชามติ

นอกจากนี้ การดำเนินการต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน หากพรรคภูมิใจไทยตอบสนองต่อคำจี้ของสมคิดได้ดี การแก้รัฐธรรมนูญอาจกลายเป็นมรดกสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ แต่หากไม่ ก็อาจถูกมองว่าเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยต้องการความโปร่งใสและความรวดเร็วในการแก้ปัญหาโครงสร้าง หาก “สมคิด จี้ภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี” นำไปสู่การอภิปรายที่เข้มข้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะยาว ประชาชนควรติดตามและแสดงเสียงเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

สุดท้ายนี้ เชื่อว่านี่คือโอกาสทองสำหรับการปฏิรูป หากรัฐบาลแสดงความจริงใจ ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ที่มา – “สมคิด” จี้ภูมิใจไทยพูดให้ชัดวางเกมแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี หวังอยู่ยาวหรือไม่

กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ

กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดและสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ

วันที่ 28 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยณ เวลา 14.00 น. พบว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงมีความเคลื่อนไหวของกองทัพกัมพูชาในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือการตรวจพบสัญญาณการบินของโดรนตรวจการณ์จำนวน 2 ครั้ง ในพื้นที่ช่องอานม้า 2 ลำ และพื้นที่ภูมะเขือ 1 ลำ ซึ่งช่องอานม้าและภูมะเขือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์

การตรวจพบโดรนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสอดแนมของฝ่ายตรงข้าม กองทัพไทยจึงได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง โดยกองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ความสำคัญของการตรวจพบโดรนตรวจการณ์จากกัมพูชา

โดรนตรวจการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะสามารถใช้เก็บข้อมูลทางทหาร สภาพภูมิประเทศ และการเคลื่อนไหวของกำลังพลได้อย่างมีประสิทธิภาพ กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ จึงเป็นสัญญาณที่ต้องได้รับการติดตามอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ การใช้เทคโนโลยีโดรนในสงครามสมัยใหม่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก และไทยเองก็ต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีเหล่านี้

นอกจากนี้ ในด้านการช่วยเหลือประชาชน ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดสุรินทร์ โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน อำเภอเมืองสุรินทร์ ได้ดูแลประชาชนผู้ที่ต้องอพยพจากพื้นที่เสี่ยง รวมถึงองค์การบริหารส่วนตำบลด่าน ส่วนราชการในพื้นที่ ผู้นำชุมชน และประชาชนจิตอาสา ได้รับความอนุเคราะห์จากหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดศรีรัตนาราม พระครูศรีสุนทรสรกิจ ในการดูแลเรื่องที่พักพิงและอาหารของประชาชนผู้ลี้ภัย ณ วัดศรีรัตนาราม บ้านตะตึงไถง หมู่ที่ 5 ตำบลนอกเมือง จังหวัดสุรินทร์

การดำเนินงานเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับวิกฤตชายแดน ไม่เพียงแต่ด้านทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนด้วย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา: ประวัติศาสตร์และปัจจุบัน

ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ แต่มีรากฐานมาจากข้อพิพาทด้านเขตแดนมานาน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง ในอดีตเคยมีการปะทะกันหลายครั้ง ทำให้ประชาชนในพื้นที่อย่างจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ปัจจุบัน แม้จะมีการเจรจาผ่านกลไกอาเซียน แต่ความตึงเครียดยังคงอยู่ โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์อย่าง กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ ซึ่งอาจจุดชนวนให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

กองทัพไทยได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาสันติภาพ แต่พร้อมปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดขาด ขณะที่ประชาชนควรหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงและติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

  • เพิ่มการเฝ้าระวังด้วยเทคโนโลยี เช่น เรดาร์ตรวจจับโดรน
  • เสริมสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการแจ้งเบาะแส
  • ประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันข่าวลือ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การใช้โดรนในพื้นที่ชายแดนเป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น และไทยควรลงทุนในระบบป้องกันทางอากาศที่ทันสมัยมากขึ้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้

สุดท้ายนี้ กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และขอให้ติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดหรือการคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง

ในฐานะประชาชน เราควรสนับสนุนกองทัพในการรักษาความมั่นคง และเรียกร้องให้มีการเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือข้อกังวล โปรดแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนตรวจการณ์ของ “กัมพูชา” ที่ช่องอานม้า-ภูมะเขือ

โรม สวน ดนุพร ถามทักษิณ ตั๋วช้าง หยุดแกว่งปาก

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการโต้ตอบร้อนแรง ล่าสุดมีประเด็นน่าสนใจเกิดขึ้นระหว่าง ส.ส. รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน กับ ส.ส. ดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่กำลังกลายเป็นหัวข้อสนทนาบนโซเชียลมีเดีย

โรม สวน ดนุพร ไล่ถามทักษิณเรื่องตั๋วช้าง

วันที่ 28 กันยายน 2567 นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพื่อตอบโต้คำกล่าวอ้างของนายดนุพร ที่ระบุว่าพรรคสีน้ำเงินได้รับการชุบชีวิตจาก ‘ตั๋วช้าง’ สีส้ม โรมได้ย้อนกลับไปบอกว่าถ้าอยากรู้เรื่องตั๋วช้างจริงๆ ก็ให้ไปถามนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนนั้นรู้ดีที่สุด นอกจากนี้ โรมยังแนะนำให้ดนุพรหัดโทษตัวเองบ้าง อย่ามัวแต่โทษคนอื่น เพราะรัฐบาลที่เป็นอยู่มานานสองปีแล้ว แต่กลับไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม สร้างแต่ปัญหาใหม่ๆ ให้ประชาชน

คำพูดของโรมนี้ชัดเจนและตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “เวลาที่เหลืออยู่ หยุดแกว่งปากหาเสี้ยนได้แล้ว ทำงานบ้างอะไรบ้าง” ซึ่งสะท้อนถึงความคับข้องใจต่อฝ่ายรัฐบาลที่มัวแต่เล่นเกมการเมืองแทนการแก้ปัญหาให้ประชาชน

บริบทของประเด็นตั๋วช้างในพรรคการเมือง

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ‘ตั๋วช้าง’ ในที่นี้หมายถึงอิทธิพลหรือการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญที่มีน้ำหนักในวงการการเมือง โดยเฉพาะนายทักษิณที่ถูกมองว่าเป็นผู้มีบทบาทเบื้องหลังพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหลายครั้งในอดีต โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้เกิดการถกเถียงว่าอิทธิพลดังกล่าวช่วย ‘ชุบชีวิต’ พรรคการเมืองที่เคยอ่อนแอได้จริงหรือไม่

โรมในฐานะ ส.ส. จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้านที่เน้นการตรวจสอบรัฐบาล มองว่าการโจมตีแบบนี้จากฝ่ายรัฐบาลเป็นเพียงการเบี่ยงเบนประเด็น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเพื่อไทยซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก บริหารงานมาเกือบสองปี แต่ผลงานที่จับต้องได้ยังไม่ชัดเจน เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และการปฏิรูปที่เคยสัญญาไว้

  • ผลงานรัฐบาลสองปี: ยังไม่มีนโยบายเด่นที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริง
  • ปัญหาที่เกิดใหม่: การเมืองภายในพรรคและการทุจริตที่ถูกตั้งคำถาม
  • คำแนะนำจากโรม: หยุดการโต้เถียงไร้สาระ เริ่มทำงานเพื่อประชาชน

การโต้ตอบครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสวนกันไปมา แต่สะท้อนถึงความแตกแยกในสภาไทยที่ยังคงรุนแรง โดยเฉพาะระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับรัฐบาล นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าประเด็นตั๋วช้างอาจถูกขุดขึ้นมาอีกในอนาคต หากมีการเลือกตั้งใหญ่หรือการปรับคณะรัฐมนตรี

นอกจากนี้ โรมยังใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้ ส.ส. ทุกคนหันมาโฟกัสที่การทำงานจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด-19 ที่ทิ้งร่องรอยไว้มากมาย การแกว่งปากหรือหาเสี้ยนในเนื้อของคนอื่นอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเมืองเข้าไปอีก

จากมุมมองของผู้เขียน คำพูดของโรมนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีให้กับนักการเมืองทุกฝ่ายว่า การตรวจสอบซึ่งกันและกันเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องมาพร้อมกับผลงานที่พิสูจน์ตัวเองได้ หากรัฐบาลอยากให้ฝ่ายค้านเงียบ ก็ควรแสดงผลงานให้เห็นชัดเจน

สุดท้ายนี้ ชวนผู้อ่านติดตามข่าวการเมืองไทยต่อไป เพราะทุกการโต้ตอบอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในอนาคต คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – “โรม” สวน “ดนุพร” ไล่ไปถาม “ทักษิณ” รู้ดีเรื่องตั๋วช้าง แนะหยุดแกว่งปากหาเสี้ยนได้แล้ว

รถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้าล้ม 12 ต้น คนขับบาดเจ็บเล็กน้อย

อุบัติเหตุรถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้าล้ม 12 ต้น ทำให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ในพื้นที่ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ยังทำให้ไฟดับเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวบ้านจำนวนมาก

รถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้าล้ม 12 ต้น คนขับบาดเจ็บเล็กน้อย

เมื่อเวลา 09.00 น. พ.ต.ท.จอมพจน์ คงศิลป์ สารวัตรเวรสอบสวน สภ.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถชนเสาไฟฟ้าแรงสูงล้มจำนวนหลายต้น จึงรีบนำกำลังพลและหน่วยกู้ภัยเพี้ยวเยี่ยงไท้ศรีราชา รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

ที่เกิดเหตุบนถนนสุขาภิบาล 8 หมู่ 3 ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา พบรถยนต์ที่เสียหายรวม 3 คัน โดยรถกระบะมาสด้าสีดำ หมายเลขทะเบียนระยอง เป็นต้นเหตุหลักที่พุ่งชนเสาไฟฟ้าแรงสูงจนล้มลงทั้งหมด 12 ต้น ผู้ขับขี่คือ นายสิทธิพงษ์ อายุ 42 ปี โชคดีที่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แค่ปวดขาทั้งสองข้าง หน่วยกู้ภัยได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลพญาไทบ่อวินทันที

รถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังพบรถกระบะมิตซูบิชิ ไทรทัน ทะเบียนชลบุรี จอดค้างกลางถนน โดยมีเสาไฟฟ้าพาดทับ ทำให้ผู้โดยสาร 4 รายติดอยู่ในรถเพราะกระแสไฟฟ้ายังไหลอยู่ เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาบึงรีบตัดไฟและช่วยเหลือให้ปลอดภัยทั้งหมด ส่วนรถบัสคันหนึ่งก็โดนสายไฟพาดเช่นกัน แต่โชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บ

ผลกระทบจากการรถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้าล้ม

เจ้าหน้าที่ต้องตัดกระแสไฟฟ้าทันทีและปิดการจราจรเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ เคลื่อนย้ายยานพาหนะ และป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ชาวบ้านในพื้นที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวชั่วคราว

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาบึงแจ้งว่า เหตุเกิดในซอยเชื่อมไมตรี ทำให้ไฟดับกว้างขวาง ระบบไฟฟ้าที่เสียหายรุนแรง เสาไฟ 115 kV ล้ม 6 ต้น และเสา 22 kV ล้ม 6 ต้น ทีมงานกำลังเร่งซ่อมแซม คาดว่าจ่ายไฟได้ปกติภายใน 19.00 น. ของวันเดียวกัน

เสาไฟฟ้าล้มจากอุบัติเหตุ

เหตุการณ์รถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้าล้ม 12 ต้น ครั้งนี้ สร้างบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับขี่ โดยเฉพาะในถนนสายหลักใกล้โรงงานอุตสาหกรรมที่จราจรหนาแน่น สาเหตุเบื้องต้นอาจมาจากการเสียหลัก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาความจริง ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในฐานะที่เราอยู่ใกล้ชิดกับอุบัติเหตุบนท้องถนนแบบนี้ บทเรียนที่ได้คือควรตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทางเสมอ และขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแบบนี้ซ้ำ

หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือติดตามข่าวสารอุบัติเหตุเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ต่อไป

การกู้ภัยหลังอุบัติเหตุ

สุดท้ายนี้ การขับขี่ปลอดภัยคือกุญแจสำคัญในการลดอุบัติเหตุ ลองเช็ครถของคุณวันนี้ แล้วช่วยกันสร้างถนนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ทีมซ่อมแซมไฟฟ้า

ที่มา – รถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้าล้ม 12 ต้น คนขับบาดเจ็บเล็กน้อย

CEO สนับสนุน Hearts ชนะลีกในสักวัน

CEO สนับสนุน Hearts ชนะลีกในสักวัน: ข่าวลือฟุตบอลสกอตติชล่าสุด

ในวงการฟุตบอลสกอตติชที่กำลังดุเดือด Hearts กำลังเป็นทีมที่หลายคนจับตามอง โดยเฉพาะคำพูดล่าสุดจาก CEO แห่ง Hearts นาย Andrew McKinlay ที่เชื่อมั่นว่าทีมของเขาจะสามารถคว้าแชมป์ Scottish Premiership ได้ “ในสักวันหนึ่ง” คำกล่าวนี้สร้างความฮือฮาให้กับแฟนบอล โดย McKinlay ยืนยันถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของสโมสร แม้ Hearts จะเพิ่งเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างน่าประทับใจ แต่ CEO สนับสนุน Hearts ชนะลีกในสักวัน นี้ยังคงเป็นเป้าหมายหลักที่ทีมกำลังมุ่งสู่

CEO สนับสนุน Hearts ชนะลีกในสักวัน

Andrew McKinlay CEO ของ Hearts ได้ให้สัมภาษณ์กับ Herald Scotland โดยระบุว่าสโมสรมีศักยภาพเพียงพอที่จะท้าชิงแชมป์ลีกในอนาคต แม้ปัจจุบันจะยังไม่ใช่ผู้ท้าชิงหลัก แต่ด้วยการบริหารจัดการที่มั่นคงและการลงทุนในนักเตะ Hearts กำลังก้าวไปข้างหน้า คำพูดนี้มาพร้อมกับการสนับสนุนจากเจ้าของสโมสรอย่าง Ann Budge ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทีมให้ยั่งยืน นี่คือสัญญาณบวกสำหรับแฟน Jambos ที่รอคอยวันที่ทีมจะได้สัมผัสโทรฟี่ Premiership อีกครั้ง

ปฏิกิริยาจาก Celtic และการเริ่มต้นฤดูกาลที่ร้อนแรงของ Hearts

ในขณะที่ Hearts เริ่มต้นฤดูกาลได้ดี โดยก้าวขึ้นนำตารางเหนือ Celtic สองคะแนน กัปตัน Celtic อย่าง Callum McGregor ไม่ได้ตื่นตระหนกมากนัก เขากล่าวว่า “ใครๆ ก็เริ่มต้นได้ดี Aberdeen ทำแบบนั้นเมื่อปีที่แล้ว” McGregor ชี้ว่าสถานะจริงจะปรากฏหลังจากแข่ง 36 นัด ไม่ใช่แค่ 6 นัดแรก คำพูดนี้สะท้อนถึงความมั่นใจของ Celtic ในฐานะแชมป์เก่า แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า CEO สนับสนุน Hearts ชนะลีกในสักวัน นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว

สำหรับ Roma ในเวที Europa League พวกเขาอาจต้องเผชิญหน้ากับ Celtic และ Rangers ในเกมที่ Glasgow โดยไม่มีแฟนบอลตามมา หลังจากเกิดเหตุวุ่นวายในเกมชนะ Nice ล่าสุด UEFA ลงโทษห้ามแฟนเยือน ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศการแข่งขัน นอกจากนี้ Rangers ยังขาดทุนราว 1 ล้านปอนด์จากการแพ้ Genk ในบ้านกลางสัปดาห์ ทำให้สถานการณ์ของโค้ช Russell Martin อยู่ในจุดที่กดดัน สโมสรกำลังประเมินตำแหน่งของเขา หลังจากผลงานที่ไม่น่าพอใจ

ข่าวนักเตะยืมตัวและความเคลื่อนไหวในทีม Rangers

Tottenham กำลังพิจารณาคืนตัว Mikey Moore ปีกดาวรุ่งวัย 18 ปี จากการยืมตัวที่ Rangers ในเดือนมกราคม หากเขากลับมา อาจเป็นโอกาสใหญ่สำหรับ Spurs ในขณะที่ Ross McCausland ปีก Rangers ที่ยืมตัวอยู่กับ Aris Limassol กำลังโชว์ฟอร์มร้อนแรง โดยยิงประตูได้ 3 นัดติดต่อกันในลีกยุโรป นี่คือตัวอย่างของการพัฒนานักเตะเยาวชนที่ Rangers กำลังทำได้ดี แม้ทีมหลักจะมีปัญหา

CEO สนับสนุน Hearts ชนะลีกในสักวัน นี้ชี้ให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของสโมสรที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง ในฤดูกาลนี้ Hearts แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้วยการเอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่าง Hibs และก้าวขึ้นนำตาราง แฟนบอลเริ่มฝันถึงวันที่จะได้ฉลองแชมป์ที่ Tynecastle อย่างไรก็ตาม Celtic ยังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่ง โดย Brendan Rodgers กำลังปรับแท็คติกเพื่อไล่ตาม Hearts ในส่วนของ Rangers การสูญเสียรายได้จาก Europa League เป็นบทเรียนราคาแพงที่ต้องแก้ไข หาก Martin ถูกปลด ทีมอาจต้องหาโค้ชคนใหม่เพื่อพลิกเกม

ข่าวลือเหล่านี้ทำให้วงการฟุตบอลสกอตติชตื่นเต้นยิ่งขึ้น Hearts กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งตัวจริง ขณะที่ Celtic และ Rangers ต้องระวังตัว นักเตะยืมตัวอย่าง McCausland ก็เป็นจุดสว่างที่แสดงถึงอนาคตสดใส หากคุณเป็นแฟนฟุตบอลสกอตติช อย่าลืมติดตามการแข่งขันต่อไป เพราะฤดูกาลนี้ยังมีเซอร์ไพรส์อีกมาก

ในมุมมองของผม Hearts มีโอกาสจริงๆ ที่จะท้าชิงแชมป์ในอนาคต หาก CEO McKinlay ดำเนินแผนตามที่วางไว้ แฟนๆ ควรสนับสนุนทีมให้มากขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น

ที่มา – CEO backs Hearts to win league ‘at some point’ – gossip

ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ถนนทรุด เตรียมรับมือฝน

ในช่วงฤดูฝนที่กำลังมาเยือน กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมและถนนทรุดตัว ซึ่งเป็นภัยที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก ล่าสุด ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่จุด “ถนนทรุด” เตรียมเครื่องปั๊มน้ำ – ปิดกั้นท่อ 4 จุด รับมือฝน โดยเฉพาะบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ที่ถนนสามเสนทรุดตัวลง สร้างความตื่นตัวให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่จุด “ถนนทรุด” เตรียมเครื่องปั๊มน้ำ – ปิดกั้นท่อ 4 จุด รับมือฝน

วันที่ 28 กันยายน 2566 เวลาประมาณ 12:00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ถนนทรุดบริเวณถนนสามเสน หน้าวชิรพยาบาล โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันสำรวจและวางแผนรับมือ การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่ประมาทของผู้บริหารเมืองหลวง ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนัก

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า ได้มีการปิดกั้นท่อระบายน้ำรอบจุดถนนทรุดแล้วทั้ง 4 จุด เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลลงหลุมเพิ่ม หากฝนตกหนักเกิน 100 มิลลิเมตร ระดับน้ำในหลุมอาจสูงขึ้นประมาณ 10 เซนติเมตร แต่ไม่น่ากังวลเพราะมีเครื่องปั๊มน้ำพร้อมใช้งานทันที นอกจากนี้ ยังกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของประชาชน

มาตรการเตรียมความพร้อมหลังสถานการณ์คลี่คลาย

เมื่อสถานการณ์ถนนทรุดเริ่มดีขึ้น เจ้าหน้าที่จะคืนพื้นผิวถนนให้ใช้งานได้ตามปกติ โดยมีการสำรวจท่อระบายน้ำทั้งหมดที่ปิดกั้น เพื่อนำสิ่งกีดขวางออกและตรวจสอบโครงสร้าง นอกจากนี้ ยังวางแผนติดตั้งท่อประปาใหม่ในอนาคต เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอย ซึ่งถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว

สำหรับวันจันทร์ที่กำลังจะมาถึง คาดว่ามีประชาชนและผู้ป่วยเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลกว่า 3,000 คน เจ้าหน้าที่ได้เตรียมแผนรับมือจราจร โดยประชาสัมพันธ์เส้นทางเลี่ยงและแนะนำให้ใช้รถสาธารณะ อย่างไรก็ตาม อาจมีผู้ป่วยเดินทางมาลดลงเนื่องจากปัญหาการจราจร

  • ปิดกั้นท่อระบายน้ำ 4 จุด เพื่อควบคุมน้ำฝน
  • เตรียมเครื่องปั๊มน้ำสูบน้ำออกจากหลุมทันที
  • สำรวจและกำจัดสิ่งกีดขวางในท่อระบายน้ำ
  • วางแผนซ่อมแซมถาวร รวมถึงท่อประปาใหม่

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ยังขออภัยล่วงหน้าต่อประชาชน หากในวันพรุ่งนี้และวันถัดไป จะมีรถบรรทุกขนวัสดุ เช่น ทรายและซีเมนต์ เข้ามากว่า 400 คัน เพื่อเร่งรัดการซ่อมแซม ซึ่งอาจทำให้จราจรติดขัดในบางช่วง แต่เป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด

ปัญหาถนนทรุดในกรุงเทพฯ มักเกิดจากดินทรุดตัวและระบบระบายน้ำที่ล้าสมัย การที่ ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่จุด “ถนนทรุด” เตรียมเครื่องปั๊มน้ำ – ปิดกั้นท่อ 4 จุด รับมือฝน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ ประชาชนควรติดตามประกาศจากทางการและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงฝนตกหนัก

ในฐานะที่เป็นปัญหาครั้งใหญ่ของเมืองใหญ่ การรับมือกับถนนทรุดไม่ใช่แค่ซ่อมแซมชั่วคราว แต่ต้องมีการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว เช่น การปรับปรุงระบบระบายน้ำและตรวจสอบดินใต้ดินอย่างสม่ำเสมอ ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้เน้นย้ำถึงการทำงานแบบไม่ประมาท ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับหน่วยงานท้องถิ่นอื่น ๆ ทั่วประเทศ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหานี้จะลดลงได้อย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และเตรียมตัวรับมือฤดูฝนด้วยการตรวจสอบเส้นทางและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หากคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาถนนทรุด แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันนะครับ

ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ถนนทรุด

มาตรการรับมือฝนถนนทรุด

ที่มา – ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่จุด “ถนนทรุด” เตรียมเครื่องปั๊มน้ำ – ปิดกั้นท่อ 4 จุด รับมือฝน

ปิยรัฐ จี้สอบกระสอบทรายน้ำท่วมสุขุมวิท

ปิยรัฐ จี้สอบกระสอบทรายน้ำท่วมสุขุมวิท

ในค่ำคืนวันที่ 27 กันยายน 2568 กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับฝนตกหนักที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะถนนสุขุมวิทและถนนอุดมสุขในเขตพระโขนงและบางนา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก นี่คือเหตุการณ์ที่ “ปิยรัฐ จี้สอบข้อเท็จจริงหลังพบกระสอบทรายทำน้ำท่วมถนนสุขุมวิทหนักเมื่อคืนนี้” ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ สส.ปิยรัฐ จงเทพ ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

“ปิยรัฐ จี้สอบข้อเท็จจริงหลังพบกระสอบทรายทำน้ำท่วมถนนสุขุมวิทหนักเมื่อคืนนี้”

เหตุการณ์ “ปิยรัฐ จี้สอบข้อเท็จจริงหลังพบกระสอบทรายทำน้ำท่วมถนนสุขุมวิทหนักเมื่อคืนนี้” เกิดขึ้นหลังจากฝนตกหนักต่อเนื่องประมาณ 1 ชั่วโมง ทำให้ระบบระบายน้ำไม่สามารถรับมือได้ทัน แม้ว่าจะมีการพร่องน้ำและเปิดเครื่องสูบน้ำล่วงหน้าแล้วก็ตาม น้ำท่วมขังสูงถึงระดับที่รถยนต์ต้องจมน้ำ และประชาชนไม่สามารถสัญจรได้ สส.ปิยรัฐ จงเทพ ซึ่งเป็น สส.กรุงเทพฯ เขต 23 (พระโขนง-บางนา) จากพรรคประชาชน ร่วมกับนายฉัตรชัย หมอดี ส.ก.เขตบางนา ได้ยื่นหนังสือด่วนต่อนายสราวุธ อนันต์ชล ประธานคณะกรรมการการระบายน้ำ กทม. เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 เวลา 11.00 น.

สาเหตุหลักที่ “ปิยรัฐ จี้สอบข้อเท็จจริงหลังพบกระสอบทรายทำน้ำท่วมถนนสุขุมวิทหนักเมื่อคืนนี้” มาจากการตรวจสอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และรองผู้ว่าราชการ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล ที่พบว่าผู้รับเหมาจากสำนักการระบายน้ำได้นำกระสอบทรายมาปิดกั้นทางน้ำขณะกำลังล้างท่อไซฟอน แต่ลืมรื้อถอนออกหลังเสร็จสิ้น สิ่งนี้ทำให้ทางเดินน้ำติดขัด ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในพื้นที่เขตบางนาและพระโขนง

รายละเอียดการจี้สอบข้อเท็จจริงจากปิยรัฐ

ในการยื่นหนังสือ สส.ปิยรัฐได้เสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อแก้ไขปัญหานี้ อย่างแรกคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบของผู้รับเหมาให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอย ต่อมาคือการวางมาตรฐานป้องกันเหตุการณ์น้ำท่วมแบบนี้ในอนาคต เช่น การกำหนดขั้นตอนการทำงานที่เข้มงวดมากขึ้น และการตรวจสอบหลังการทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ สุดท้ายคือการกำหนดแนวทางการกำกับดูแลที่รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อให้ระบบการระบายน้ำของ กทม. มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้ “ปิยรัฐ จี้สอบข้อเท็จจริงหลังพบกระสอบทรายทำน้ำท่วมถนนสุขุมวิทหนักเมื่อคืนนี้” ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะจากความประมาทของผู้รับเหมา ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการจราจรติดขัด การเดินทางลำบาก หรือแม้กระทั่งความเสียหายต่อทรัพย์สิน รถยนต์หลายคันถูกน้ำท่วมเสียหาย ขณะที่ร้านค้าบริเวณนั้นต้องปิดกิจการชั่วคราว นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อสุขภาพจากน้ำขังที่อาจก่อให้เกิดโรคระบาดได้

เพื่อให้เข้าใจปัญหาลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราสามารถมองย้อนไปถึงโครงสร้างระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ ที่มีมานานหลายสิบปี แต่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยพอ โดยเฉพาะในย่านสุขุมวิทที่เป็นย่านการค้าสำคัญ การที่กระสอบทรายถูกทิ้งไว้กีดขวางทางน้ำ สะท้อนถึงการขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ผู้รับเหมาควรมีหน้าที่รับผิดชอบเต็มที่ และ กทม. ควรมีบทลงโทษที่ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

  • ผลกระทบต่อประชาชน: น้ำท่วมทำให้การเดินทางหยุดชะงัก รถติดนานหลายชั่วโมง
  • สาเหตุหลัก: กระสอบทรายจากผู้รับเหมากีดขวางท่อระบายน้ำ
  • แนวทางแก้ไข: ตรวจสอบผู้รับเหมา วางมาตรการป้องกัน และกำกับดูแลเข้มงวด

นอกจากนี้ สส.ปิยรัฐยังเน้นย้ำว่าปัญหานี้ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นกับประชาชนอีก การจัดการน้ำท่วมต้องเป็นวาระเร่งด่วนของ กทม. โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ฝนตกหนักบ่อยครั้ง หากไม่แก้ไขให้ดี อาจส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต

ภาพน้ำท่วมถนนสุขุมวิท
ภาพกระสอบทรายกีดขวาง
ภาพการตรวจสอบ

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการบริหารเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมทุกปี การที่ สส.ปิยรัฐ ออกมาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองท้องถิ่น หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าปล่อยให้ประชาชนต้องเดือดร้อนอีก หากคุณอาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือเคยประสบปัญหาน้ำท่วม ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางแก้ไข

ที่มา – “ปิยรัฐ“ จี้สอบข้อเท็จจริงหลังพบกระสอบทรายทำน้ำท่วมถนนสุขุมวิทหนักเมื่อคืนนี้