ข่าวทั่วไป

จิรายุ เบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

“จิรายุ” ยืนยันรัฐบาลเตรียมนำสื่อระดับโลกลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร์ เบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย หลังโป๊ะแตกเป็นแค่ล็อบบี้ยิสต์รับจ๊อบอวยกัมพูชา

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 17 ส.ค. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ยืนยันว่า รัฐบาลเตรียมนำสื่อมวลชนระดับโลกลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ สัปดาห์หน้านี้ ในจุดที่ไทยถูกอาวุธหนักของกัมพูชาถล่ม อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียนและพื้นที่พลเรือน จากนั้น จะเชิญสื่อมวลชนระดับโลกไปยังพื้นที่ที่รวบรวมกับระเบิดที่เจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้โดย TMAC ก่อนจะให้ชมการปฏิบัติการทำลายวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากการรุกล้ำอธิปไตยไทย

ส่วนกรณีสำนักข่าวของกัมพูชารายงานข่าวของนายไมเคิล อัลฟาโร ชาวสหรัฐฯ ที่ไลฟ์สดชายแดนกัมพูชา-ไทย ด้วยการเซ็ตฉากและกล่าวอ้างว่าตนเองเป็นสื่อมวลชนประจำทำเนียบขาวของประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี(14 ส.ค. 2568)ที่ผ่านมา และกล่าวหาประเทศไทยด้วยถ้อยคำรุนแรงและใส่ร้ายป้ายสีไทยด้านเดียว

จิรายุสั่งเบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

เบรก “ไมเคิล”เหยียบไทย

“สัปดาห์ที่แล้วอยากเชิญนายไมเคิลฯ ที่กล่าวอ้างว่าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวอยากให้มาเห็นของจริงในฝั่งไทยที่โดนเขมรถล่มหนักแค่ไหน เพราะนายไมเคิลฯ ได้ไลฟ์สดพูดโกหกใส่ร้ายป้ายสีไทยไปทั่วโลก และบอกว่าตนเองเป็นสื่อรัฐบาลสหรัฐฯ จะฟ้องประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งผมเห็นว่าหากมาเห็นอีกมุมที่ประเทศไทยโดนกัมพูชาโจมตีทั้งโรงเรียน พื้นที่พลเรือนและโรงพยาบาล ก็เป็นประโยชน์หากเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวจริง แต่ขณะนี้พบว่านายไมเคิลฯ ไม่ได้เป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวจริง แถมยังแอบอ้างถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ วันนี้ตนจึงขอบอกว่า “จบข่าว” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทยต่อไป” นายจิรายุกล่าว

ทำไมจิรายุถึงเบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

จากกรณีข่าวดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมนายจิรายุถึงออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้ สาเหตุหลักคือการที่นายไมเคิล อัลฟาโร ได้ทำการบิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคมโลกเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่เข้าใจระหว่างประเทศได้

ด้วยเหตุนี้ การที่นายจิรายุออกมาเบรกไม่ให้นายไมเคิล ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย จึงเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์และความต้องการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล และแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของภาครัฐในการจัดการกับข้อมูลที่บิดเบือนและเป็นเท็จ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลเตรียมนำสื่อมวลชนระดับโลกลงพื้นที่จริง ยังเป็นการเปิดโอกาสให้สื่อต่างชาติได้เห็นความจริงและนำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางและถูกต้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

การดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจและสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “จิรายุ”เบรก “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย หลังโป๊ะแตกเป็นแค่ล็อบบี้ยิสต์รับจ๊อบอวยกัมพูชา

สวัสดิ์ โชติพานิช ถึงแก่อสัญกรรม วัย 93 ปี

วงการกฎหมายไทยต้องสูญเสียบุคคลสำคัญ เมื่อนายสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบในวัย 93 ปี ที่บ้านพักของท่าน โดยจะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพในช่วงเย็นวันนี้

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ได้รับรายงานข่าวเศร้าว่า นายสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ สิริอายุ 93 ปี ณ บ้านพักของท่าน ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 00.11 น. ของวันนี้

นายสวัสดิ์ โชติพานิช เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2474 ท่านเป็นบุคคลสำคัญที่ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมายในแวดวงกฎหมายและการปกครองของประเทศไทย อาทิ ประธานศาลฎีกา, ประธานกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) (กฎหมายสาธารณสุข) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, กรรมการการเลือกตั้งด้านสืบสวนสอบสวน, สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550, อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์, ปลัดกระทรวงยุติธรรม, อธิบดีกรมบังคับคดี, สมาชิกวุฒิสภา และกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นอกจากนี้ ท่านยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการกฤษฎีกา ตั้งแต่ พ.ศ. 2531 จนวาระสุดท้ายของชีวิต

ในวันนี้ จะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ สวัสดิ์ โชติพานิช ในเวลา 16.30 น. ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ (ห้องประชุม โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์) พระอารามหลวง ถนนติวานนท์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

สวัสดิ์ โชติพานิช ถึงแก่อสัญกรรม

กำหนดการพิธีบำเพ็ญกุศล สวัสดิ์ โชติพานิช

สำหรับกำหนดการพิธีบำเพ็ญกุศลมีดังนี้

  • วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568
    • เวลา 16.30 น. พิธีรดน้ำศพ
    • เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่กองพระราชพิธี สำนักพระราชวังเชิญน้ำหลวงอาบศพพระราชทานมาถึง
    • เวลา 17.30 น. ประกอบพิธีรดน้ำหลวงอาบศพพระราชทาน
    • เวลา 19.00 น. พระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมศพ
  • วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม 2568
    • เวลา 19.00 น. พระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมศพ
  • วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568
    • เวลา 19.00 น. พระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมศพ
  • วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568
    • เวลา 19.00 น. พระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมศพ
  • วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568
    • เวลา 19.00 น. พระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมศพ

ส่วนกำหนดการพระราชทานเพลิงศพทางเจ้าภาพจะแจ้งให้ทราบต่อไป ทั้งนี้เจ้าภาพของดรับพวงหรีด ผู้ประสงค์ร่วมทำบุญ สามารถร่วมทำบุญในการบูรณะพระมหาธาตุเจดีย์ พระพุทธธรรมประกาศ วัดพุทธาธิวาส (พระอารามหลวง) อ.เบตง จ.ยะลา

การจากไปของนายสวัสดิ์ โชติพานิช นับเป็นการสูญเสียบุคลากรสำคัญของวงการกฎหมายไทย ท่านได้สร้างคุณูปการต่อประเทศชาติและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ข้าราชการรุ่นหลัง ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของท่าน

ที่มา – “สวัสดิ์ โชติพานิช”ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบในวัย 93 ปี มีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพเย็นนี้

สลด! **อ้างโมโหถูกเรียกใช้งาน** หลานฆ่าน้า

เกิดเหตุสลด หนุ่มวัย 25 ปี **อ้างโมโหถูกเรียกใช้งาน** คว้าขวานฟันน้าสาวเสียชีวิตคาบ้านพัก ตำรวจรวบตัวดำเนินคดี สามีผู้ตายเผย พบอุปกรณ์เสพกัญชาในห้องหลาน คาดว่าเกิดอาการหลอนจนก่อเหตุ

**อ้างโมโหถูกเรียกใช้งาน** หนุ่มวัย 25 ปี คว้าขวานฟันน้าสาวดับคาบ้าน

เมื่อเวลา 09.24 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2568 หน่วยกู้ภัยสุรินทร์ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์นเรนทรว่ามีชายคลุ้มคลั่งใช้อาวุธขวานทำร้ายหญิงเสียชีวิต ที่บ้านพักในพื้นที่ หมู่ 7 บ้านทนง ต.ตระแสง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ร.ต.อ.วสันต์ แซ่ตั้ง รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์ พร้อมด้วยแพทย์นิติเวช โรงพยาบาลสุรินทร์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ จึงรุดไปยังที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว พบศพ นางใย ชมชื่น อายุ 58 ปี นอนเสียชีวิตในท่านั่งคว่ำหน้า มีบาดแผลถูกฟันที่บริเวณต้นคอขวา 3 แผล และขมับขวา 1 แผลฉกรรจ์ ผู้ก่อเหตุคือนายนรากรณ์ โชคเกิด อายุ 25 ปี เป็นหลานของผู้เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้ที่บริเวณวัดป่าจิตราวัลย์ โดยมีกำนันตำบลตระแสงช่วยเกลี้ยกล่อม นายนรากรณ์ให้มอบตัว จากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ก่อเหตุอ้างว่า **อ้างโมโหถูกเรียกใช้งาน** และถูกดุด่าขณะที่ตนเองกำลังพักผ่อน

จากการตรวจสอบภายในห้องพักของผู้ก่อเหตุ พบอุปกรณ์การเสพกัญชา ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ผู้ก่อเหตุมีอาการฉุนเฉียว หยิบขวานที่เตรียมไว้ตัดหญ้าและกิ่งไม้มาทำร้ายน้าสาว เนื่องจากยังถูกด่าทออยู่ ทำให้บันดาลโทสะใช้ขวานจามที่ขมับและต้นคอของน้าสาวจนเสียชีวิต ก่อนจะทิ้งขวาน แล้วหลบหนีไปที่วัด

เจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์เวรได้เก็บหลักฐานที่เกิดเหตุ รวมถึงขวานที่ใช้ก่อเหตุ แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และควบคุมตัวนายนรากรณ์เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผู้ใหญ่บ้านทนงหมู่ 7 เปิดเผยว่า ผู้ตายมักจะบ่นด่าผู้ก่อเหตุเป็นประจำ ทำให้ผู้ก่อเหตุเกิดความเครียด ผู้ก่อเหตุเพิ่งมาอาศัยอยู่ที่บ้านของผู้เสียชีวิตได้ไม่ถึง 1 ปี และสร้างห้องอยู่ข้างบ้าน ปกติผู้ก่อเหตุไม่ค่อยสุงสิงกับใคร พูดคุยรู้เรื่องแต่บางครั้งก็ตอบไม่ตรงคำถามเหมือนจะมีอาการทางสมอง

นายเรียง ชมชื่น สามีผู้เสียชีวิต เล่าว่า ในช่วงเช้าเห็นผู้ก่อเหตุทำความสะอาดบ้าน และยังได้พูดคุยกันตามปกติ ก่อนที่ตนจะออกไปที่นา และทราบข่าวร้ายว่าภรรยาถูกหลานชายใช้ขวานทำร้ายจนเสียชีวิต ตนสงสัยว่าผู้ก่อเหตุอาจจะเสพกัญชาจนมีอาการหลอนและก่อเหตุสลด

กัญชากับเหตุรุนแรง: ข้อควรระวัง

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคมถึงผลกระทบของการใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะกัญชา ถึงแม้ว่ากัญชาจะถูกกฎหมายในบางประเทศ แต่การใช้กัญชาในทางที่ผิดก็อาจนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพจิตและปัญหาทางสังคมได้ การใช้กัญชาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และควรระมัดระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตนเองและผู้อื่น หากมีปัญหาสุขภาพจิต ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความช่วยเหลือ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าสลดใจ และเราหวังว่าจะเป็นบทเรียนให้กับสังคม เพื่อให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต และการป้องกันปัญหายาเสพติด

ที่มา – อ้างโมโหถูกเรียกใช้งาน หนุ่มวัย 25 ปี คว้าขวานฟันน้าสาวดับคาบ้าน

หลวงพ่ออลงกต เลื่อนแถลงข่าววัดพระบาทน้ำพุ


เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ “หลวงพ่ออลงกต” เลื่อนการแถลงข่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทำให้หลายฝ่ายที่รอฟังข้อมูลเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุต้องผิดหวัง การเลื่อนครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีการแต่งตั้ง “ทนายชุดใหม่” และทีมทนายความยังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่วัดพระบาทน้ำพุ ต.เขาสามยอด อ.เมืองลพบุรี ค่อนข้างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมนิทรรศการที่จัดแสดงภายในวัดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หลวงพ่ออลงกตไม่ได้ปรากฏตัวเหมือนเช่นเคยในวันอาทิตย์ ทำให้ผู้สื่อข่าวหลายสำนักที่มารอทำข่าวต้องผิดหวัง เนื่องจากมีกระแสข่าวว่าวันนี้จะมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ

หลวงพ่ออลงกต เลื่อนแถลงข่าววัดพระบาทน้ำพุ

นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรของวัดพระบาทน้ำพุ เปิดเผยว่า พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ได้งดการแถลงข่าวเนื่องจากมีการแต่งตั้งทนายความชุดใหม่ของวัด และทนายความยังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จ นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลของวัด ทำให้ยังต้องรอความชัดเจนก่อนที่จะสามารถให้ข้อมูลได้อย่างครบถ้วน จึงขอเลื่อนการแถลงข่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ด้านนายบรรเจต เทพพำนัก เลขานุการกองกิจกรรมพิเศษของวัดพระบาทน้ำพุ กล่าวว่า สาเหตุของการเลื่อนการแถลงข่าวเป็นเพราะปัจจุบันมีกระแสข่าวในเชิงลบเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุออกมาอย่างต่อเนื่อง และยังไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ ทางวัดจึงไม่สามารถตอบคำถามของสื่อมวลชนได้ในแต่ละวัน เพราะหากตอบวันนี้ ก็อาจมีประเด็นใหม่เกิดขึ้นอีก ทำให้ต้องเลื่อนการแถลงข่าวออกไปก่อน

ทำไมหลวงพ่ออลงกตถึงเลื่อนแถลงข่าว?

การเลื่อนแถลงข่าวของหลวงพ่ออลงกตในครั้งนี้สร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่ายถึงสาเหตุที่แท้จริง แม้ว่าทางวัดจะให้เหตุผลเรื่องการรวบรวมหลักฐานและรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็มีกระแสข่าวลือต่างๆ ที่อาจเป็นสาเหตุให้ต้องเลื่อนการแถลงข่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการที่ทุกฝ่ายรอคอยความชัดเจนและความโปร่งใสจากวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และจะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยและความกังวลต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การเลื่อนแถลงข่าวของหลวงพ่ออลงกต อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อวัดพระบาทน้ำพุ ดังนั้น ทางวัดควรเร่งดำเนินการรวบรวมหลักฐานและให้ข้อมูลที่ชัดเจนโดยเร็ว เพื่อรักษาความศรัทธาและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อวัดต่อไป

ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีกำหนดการแถลงข่าวที่แน่นอน แต่เรายังคงหวังว่าความจริงจะปรากฏในเร็ววัน และทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เลื่อนแถลงข่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด

สหรัฐฯ หวังไทย-กัมพูชา ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในไทย ยืนยันรัฐบาลสหรัฐฯ คาดหวังรัฐบาลไทย-กัมพูชา ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง เพื่อยุติความขัดแย้ง ไม่มีความเห็นกรณีบุคคลหรือเอกชนของสหรัฐถูกว่าจ้าง

วันที่ 17 ส.ค. 2568 นายคริส ดี. เฮลม์แคมป์ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น กรณีที่ทางการกัมพูชาจ้างว่านายไมเคิล อัลฟาโร ล็อบบี้ยิสต์ ทำข่าวโจมตีประเทศไทยว่า สหรัฐฯ ไม่มีความเห็นต่อการดำเนินการของบุคคลภาคเอกชนใด ๆ รัฐบาลสหรัฐอเมริกายังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในเจตจำนงที่จะให้การหยุดยิงครั้งนี้ดำรงอยู่ และพัฒนาไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร ประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรูบิโอ มีความคาดหวังว่ารัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทยจะปฏิบัติตามพันธกรณีของตนอย่างครบถ้วน เพื่อยุติความขัดแย้งนี้ นายคริสกล่าวด้วยว่า เรายังคงสนับสนุนรัฐบาลมาเลเซียในการทำงานร่วมอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทย เพื่อจัดทำกรอบข้อตกลงการหยุดยิง และดำเนินการตามกลไกการสังเกตการณ์ภายใต้การนำของอาเซียนในทั้งสองฝั่งของพรมแดน

สหรัฐฯ หวังไทย-กัมพูชา ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อนมายาวนาน การที่สหรัฐอเมริกาออกมาแสดงความคาดหวังให้ทั้งสองประเทศปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น แสดงให้เห็นถึงความกังวลของนานาชาติต่อสถานการณ์ที่อาจบานปลายกลายเป็นความรุนแรงได้

ความคาดหวังของสหรัฐฯ ต่อการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างไทยและกัมพูชา การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้ จะเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

ผลกระทบของการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง อาจนำไปสู่:

  • การปะทะกันที่รุนแรงขึ้น
  • ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน
  • ความสัมพันธ์ที่แย่ลงระหว่างประเทศ
  • ความไม่มั่นคงในภูมิภาค

ทำไมการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงจึงสำคัญ

การปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงไม่ใช่แค่การหยุดยิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี การที่ทั้งสองฝ่ายนั่งลงพูดคุยกันด้วยเหตุผลและเคารพซึ่งกันและกัน จะนำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืนกว่าการใช้กำลัง

นอกจากนี้ การปฏิบัติตามข้อตกลงยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ ที่ต้องการเห็นความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรือง การที่ผู้นำให้ความสำคัญกับความต้องการของประชาชน จะสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาในรัฐบาล

การที่สหรัฐฯ ยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐฯ หวังไทยและกัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่านานาชาติให้ความสำคัญกับสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การที่ทั้งสองประเทศร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพ จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคและทั่วโลก

ประเทศไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีจะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและนำไปสู่ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การที่รัฐบาลไทยและกัมพูชาปฏิบัติตามพันธกรณีของตนอย่างครบถ้วน เพื่อยุติความขัดแย้งนี้นั้น เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ เพื่อความสงบสุขและสันติภาพที่ยั่งยืน

รัฐบาลสหรัฐฯ หวังไทยและกัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง เพื่อความมั่นคงในภูมิภาคอย่างแท้จริง

ที่มา – โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในไทย ยืนยันรัฐบาลสหรัฐฯหวังไทย-กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

ช่วงล่างรถเนี๊ยบ ต้องเฮียเกี๊ยก สุทธิสารการช่าง!


ช่วงล่างรถเนี๊ยบ ต้องยกให้ “เฮียเกี๊ยก สุทธิสารการช่าง” ปรมาจารย์ช่วงล่างรถตัวจริง ที่หลายๆ คนถึงกับยกนิ้วโป้งให้! ใครว่าช่วงล่างรถสำคัญ ลองมาฟังเรื่องราวของเฮียเกี๊ยกกัน!

ช่วงล่างรถเนี๊ยบ ต้องยกให้ “เฮียเกี๊ยก สุทธิสารการช่าง”

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้คุยกับปรมาจารย์ช่วงล่างรถ “เฮียเกี๊ยก สุทธิสารการช่าง” ที่ร้านไม่ได้อยู่สุทธิสาร แต่จริงๆ อยู่ปทุมธานี ในวงการรถยนต์รุ่นใหญ่ๆ เคยได้ยินชื่อเสียงของเฮีย เพราะใครทำไม่ได้แต่เฮียเกี๊ยกทำได้ แถมเฮียยังเป็นคนอารมณ์ดี และพูดตรงๆ ทำเอาคนสัมภาษณ์อย่างเราหัวเราะตลอดเวลา โดยเฉพาะตอนตั้งคำถามแบบซีเรียสๆ แต่เฮียกลับบอกกับเราว่า รถที่มาทำช่วงล่างก็จบบ้างไม่จบบ้าง และมั่วดิฟรายตามสูตรของเฮีย

ไทยรัฐออนไลน์ : ครูคนแรกของเฮียคือใคร

เฮียเกี๊ยก : ย้อนกลับไปเมื่อสมัยตอนเป็นเด็กชาย พ่อซื้อรถยนต์เยอรมัน Opel Rekord ให้ คนอื่นก็ขับได้ปกติแต่เราขับเวลาเข้าโค้งอยากให้รถมันจิกๆ แล้วเราก็เลยมาศึกษาว่าจะขับประมาณนี้ต้องใช้อะไร ก็เลยเป็นสูตรมั่วดิฟราย ซึ่งรถเราเป็นหนูทดลอง

ไทยรัฐออนไลน์ : ความสำคัญของช่วงล่างรถมีอะไรบ้าง

เฮียเกี๊ยก : มันก็สำคัญทุกอย่าง บูช ลูกหมาก สารพัดตัวยึด ทำงานร่วมกันหมด ถ้ามีอะไรที่บกพร่องสึกหรอ ก็ใช้งานได้ด้อยลงก็ขึ้นอยู่กับลูกค้า รถใหม่ๆ ไม่มีปัญหา แต่ใช้ไป 4-5 หมื่นกิโลฯ ก็จะมีความสึกหรอ ถ้ารถปกติขับไม่มีเสียงอะไรก็สมบูรณ์ดี แต่ถ้าขับแล้วมีเสียงดังมากๆ ก็ต้องรีบไปเข้าอู่ เข้าศูนย์ เพื่อเช็กว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่รีบทำไม่รีบเช็กนานๆ ไปก็อาจจะเสียหายต่อเนื่อง แทนที่จะเสียเงินน้อยก็กลายเป็นเสียเงินเยอะ

ไทยรัฐออนไลน์ :  ถนนเมืองไทยส่งผลกระทบอะไรกับช่วงล่างบ้างไหม

เฮียเกี๊ยก : ผมว่าถนนไม่เกี่ยวเพราะช่วงล่างสามารถซึมซับแรงกระแทกต่างๆ ยืดหยุ่นได้ คนขับสำคัญมาก บางคนเพิ่งทำช่วงล่าง Bilstein มาขับได้ 10 วันก็พังแล้ว ไม่รู้ขับแบบไหน บางคนใช้ 2-3 ปีใช้ไม่พัง พวกที่ขี่ไม่บันยะบันยัง เจอคอสะพานก็เหิน ทำยังกับในหนังขับมาเร็วๆ ขึ้นสะพานไม่เบรก ล้อลอยจากพื้น พอลงมาช่วงล่างรองรับก็จริง แต่มันทำงานหนัก ของก็พังได้ รถจะพังหรือไม่อยู่ที่นิสัยด้วย

ไทยรัฐออนไลน์ :  ช่วงล่างรถแข่งกับช่วงล่างรถธรรมดาทั่วไปแตกต่างกันอย่างไร

เฮียเกี๊ยก : รถแข่งชิ้นส่วนค่อนข้างดี จุดยึดต่างๆ ก็ต้องปรับให้สมดุลมุมที่กำหนดมาตาม DATA ของสนามแข่งนั้นๆ เมื่อตั้งเสร็จก็ทดสอบ

ไทยรัฐออนไลน์  : ด้วยความที่เฮียทำคนเดียวทั้งร้าน อยากให้เฮียส่งไม้ต่อ

เฮียเกี๊ยก : จริงๆ ช่างทุกคนเป็นคนเก่งนะ ช่างทุกคนตั้งใจทำ บางครั้งก็ต้องใช้ประสบการณ์และความใส่ใจ ลูกค้าบางรายขับรู้นะ แค่รายละเอียดนิดเดียว บางครั้งตั้งศูนย์เพี้ยนไป 1 มิลลิเมตร ลูกค้าก็บอกว่าไม่ใช่แล้ว ซึ่งเครื่องมือใหม่ๆ ต้องคอยคาริเบรทตามชั่วโมงการใช้งาน บางร้านใช้ไปเรื่อย พอลูกค้าบอกไม่ตรง ก็ไปเถียงกับลูกค้าว่าตรง เครื่องคุณมันบอกว่าตรง แต่จริงๆ เครื่องอาจจะเพี้ยน เพราะไม่ได้คาริเบรทตามการใช้งาน

ทำไมต้อง “เฮียเกี๊ยก สุทธิสารการช่าง”?

จากบทสัมภาษณ์ จะเห็นได้ว่าเฮียเกี๊ยกไม่ใช่แค่ช่าง แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจถึงปัญหาของช่วงล่างรถยนต์อย่างแท้จริง ด้วยประสบการณ์และความใส่ใจ ทำให้ลูกค้าหลายคนมั่นใจในบริการของเฮีย หากคุณกำลังมองหาช่างช่วงล่างที่ไว้ใจได้ “เฮียเกี๊ยก สุทธิสารการช่าง” อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหา

สำหรับใครที่กำลังมีปัญหาเรื่องช่วงล่างรถยนต์ ลองปรึกษาเฮียเกี๊ยกดูสิครับ!

ที่มา – ช่วงล่างรถเนี๊ยบ ต้องยกให้ “เฮียเกี๊ยก สุทธิสารการช่าง” ที่ร้านจริงๆ อยู่ปทุมธานี

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 รัฐบาลลุยต่อ

รองโฆษกเพื่อไทย ขอบคุณสภาฯ ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 เตรียมเข้าสู่วุฒิสภา ยัน รัฐบาลลุยนโยบายสำคัญทันที หวังกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ย้ำ รัฐบาลยึดชีวิตประชาชนและอธิปไตยต้องมาก่อน

วันที่ 17 สิงหาคม 2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนต้องขอขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จาก สส.จากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ที่ร่วมกันผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 เพราะนี่คือการมองเห็นร่วมกันว่าร่างกฎหมายนี้คือหัวใจในการขับเคลื่อนนโยบายที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นไว้กับประชาชน และขอขอบคุณพรรคฝ่ายค้านที่ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ตลอดทั้ง 3 วันที่มีการอภิปรายในสภาฯ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่างบประมาณไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทั้งประเทศ

“ดิฉันยืนยันว่างบประมาณปี 2569 ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร ไม่ใช่ตัวเลขที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่คือพลังที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และวางรากฐานอนาคตของประเทศภายใต้ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนจริงๆ”

ทั้งนี้ หลังจากงบประมาณผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาของวุฒิสภา ตนเชื่อมั่นว่า วุฒิสภาจะเร่งรัดพิจารณา เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลนำงบประมาณไปขับเคลื่อนนโยบายโดยเร็วที่สุด โดยโครงการและนโยบายสำคัญๆ ที่จะใช้งบประมาณปี 2569 ในการขับเคลื่อน ได้แก่

  • นโยบาย 20 บาทตลอดสาย เพื่อทำให้การเดินทางสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงได้ง่าย ลดค่าใช้จ่ายประชาชน ทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋า
  • โครงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2569 ราว 2.8 ล้านล้านบาท โดยดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 36 ล้านคน เพื่อสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ SMEs และภาคบริการ ผ่านการโปรโมท การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการจัดอีเวนต์ตลอดทั้งปี
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข เพื่อรองรับสังคมสูงวัย เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ และสร้างระบบการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
  • งบจัดการภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ท้องถิ่นมีความพร้อมบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งเรื้อรัง ที่เป็นปัญหามายาวนาน และส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เริ่มมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

  • โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าว ปีการผลิต 2568/69 จ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด 10 ไร่ ครอบคลุมทั้งนาปีและนาปรัง เริ่มจ่ายงวดแรกตั้งแต่กันยายนนี้ โดยเงินทั้งหมดจะโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกร ลดความล่าช้าและต้นทุนธุรกรรม
  • การพยุงราคาลำไย รัฐบาลร่วมกับสมาคมโรงอบลำไยอบแห้งภาคเหนือ ตั้งจุดรับซื้อลำไยเกรด AA กิโลกรัมละ 13 บาท จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม พร้อมเสนอ ครม. ออกมาตรการช่วยเหลือเสริม จ่ายไร่ละ 1,400 บาท เพื่อทดแทนรายได้

ทั้ง 2 มาตรการนี้มีเป้าหมายเดียวคือ ให้รายได้ถึงมือเกษตรกรอย่างรวดเร็ว และพรรคเพื่อไทยได้กำชับ สส.ของพรรคให้ติดตามสถานการณ์ จุดรับซื้อ และปริมาณการรับซื้ออย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลสะท้อนกลับสู่รัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

“ดิฉันขอย้ำว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต สำหรับพรรคเพื่อไทย งบประมาณทุกบาทคือความหวัง และต้องถูกใช้เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของประชาชน”

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ขณะเดียวกัน น.ส.ขัตติยา ยังกล่าวถึงหลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนคลี่คลาย รัฐบาลได้ดำเนินการควบคู่ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการทูต และการเยียวยาประชาชน โดยยึดหลักสูงสุดว่า ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด และทุกการดำเนินการจะยึดตามหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

ในการประชุม RBC ภาคตะวันออก ฝั่งจันทบุรี-ตราด เมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ยืนยันกรอบปฏิบัติ 13 ข้อ ตามที่ตกลงกันในเวที GBC เมื่อ 7 สิงหาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยประเทศไทยย้ำชัดว่าเราจะแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ในกรอบทวิภาคี ภายใต้กติกาสากล พร้อมผลักดันวาระเพิ่มเติม 2 เรื่องสำคัญ คือ

1. การเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อคืนความปลอดภัยให้ชุมชนชายแดน

2. การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเรายังได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาน้อยกว่าที่คาดหวัง

“พรรคเพื่อไทยหวังว่ากัมพูชาจะพิสูจน์ความจริงใจในการหารือรอบถัดไป ด้วยการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม และการเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ให้เห็นผลชัดเจน”

สำหรับกรณีที่ทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลภายหลังข้อตกลงหยุดยิง รัฐบาลได้ดำเนินการประท้วงทางการทูตอย่างเป็นทางการ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำบันทึกหลักฐาน ส่งไปยังคณะกลไกภายใต้อนุสัญญาออตตาวาแล้วหลายฉบับ พร้อมทั้งนัดหมายพาคณะทูตประเทศภาคีลงพื้นที่

ส่วนด้านการเยียวยา รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการต่อเนื่อง ทั้งการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งคลินิกเคลื่อนที่และทีม MCATT ฟื้นฟูจิตใจประชาชน และเปิดสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือค่าน้ำ-ค่าไฟสำหรับครัวเรือนและศูนย์พักพิงในพื้นที่ ที่ได้รับการงดเว้นช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อในส่วนความเสียหาย กระทรวงมหาดไทย โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคารใน 7 จังหวัดชายแดน เพื่อออกแบบมาตรฐานซ่อมเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้ตรวจพบความเสียหายกว่า 300 หลังใน 4 จังหวัดหลัก คือ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยมีการทยอยส่งมอบบ้านพักชั่วคราว (Prefab) ให้ครอบครัวที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังแล้ว 11 หลัง และจะทยอยส่งมอบเพิ่มเติมตามผลการสำรวจและความพร้อมของพื้นที่.

การที่สภาฯ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หวังว่าการพิจารณาในวุฒิสภาจะเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว เพื่อให้งบประมาณถูกนำไปใช้ประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

การที่ สส. ทุกท่านร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไปข้างหน้า งบประมาณนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลได้สัญญาไว้กับประชาชน

ที่มา – ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จ่อเข้าสู่วุฒิสภา รัฐบาลพร้อมลุยนโยบายสำคัญทันที

ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ เดินหน้าตรวจสอบ

“จิรายุ” เผยชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ ย้ำ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัดเหตุการณ์ปกติ กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ และวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา

นายจิรายุ ย้ำว่า แม้ในขณะนี้กัมพูชายังคงมีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงในรูปแบบต่างๆ เช่น การสร้างข่าวปลอม จ้างอินฟลูเอนเซอร์ การจัดฉาก สร้างสถานการณ์ใส่ร้ายประเทศไทย การจ้างวานบุคคลสมมติ จึงขอฝากความห่วงใยไปถึงประชาชนและสื่อมวลชนที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ใช้วิจารณญาณ และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนราชการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อไป

ส่วนกรณี นายไมเคิล อัลฟาโร ล็อบบี้ยิสต์อเมริกัน ที่อ้างตนว่าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาว ที่ไปรายงานทางโซเชียลมีเดียที่ชายแดนกัมพูชานั้น หากตอบรับมาไทย ยืนยันพร้อมรับรองค่าใช้จ่ายและพาไปไลฟ์สดจุดแรกที่บริเวณทุ่งกับระเบิดทันทีหากนายไมเคิล มาจริง

ต่อมาเวลา 09.00 น. นายจิรายุ เปิดเผยว่า วานนี้ (16 สิงหาคม 2568) รัฐบาลประสบความสำเร็จในการนำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยได้เห็นข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่เพิ่งถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชา และได้พูดคุยกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เชื่อว่าคณะทูตและผู้แทนจะได้นำข้อมูลที่ได้รับไปรายงานต่อรัฐบาลของตน พร้อมถ่ายทอดความจริงต่อสาธารณชนต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11-14 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดยกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ร่วมให้การอำนวยความสะดวกแก่คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross: ICRC) ในการลงพื้นที่รับทราบผลกระทบของพลเรือนจากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยส่วนราชการจังหวัดร่วมให้ข้อมูลและประสานงาน พร้อมอำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก และอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยให้ความสำคัญต่อความร่วมมือกับคณะ ICRC ในการขับเคลื่อนกลไกด้านมนุษยธรรมสากล โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าควรปฏิบัติตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับการปฏิบัติของ ICRC เป็นไปตามหลักสากล ยึดมั่นในความเป็นกลาง มิได้ตัดสินความถูก-ผิดของคู่ขัดแย้ง แต่เน้นการดำเนินงานด้านมนุษยธรรม โดยเข้ารวบรวมข้อมูลในพื้นที่จริง พร้อมสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แบบส่วนตัวเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ว่าด้วยการคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้เจ็บป่วย บุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข และผู้นำทางศาสนา จากนั้นจะนำข้อมูลดังกล่าวรายงานให้กับหัวหน้าส่วนราชการของทั้งสองประเทศโดยตรง เพื่อให้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริง โดยจะไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นกระบวนการตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง

นายจิรายุ เปิดเผยอีกว่า ในวันที่ 18-20 สิงหาคม 2568 กองทัพไทยจะนำคณะสังเกตการณ์ชั่วคราว (The Interim Observer Team – IOT) ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยเช่นกัน เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงไว้ในการประชุม GBC ที่ผ่านมา

“ที่ผ่านมาไทยได้เชิญหลายคณะและหลายองค์กรมาลงพื้นที่จริง เพื่อร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาคมโลกถึงความจริงใจของไทยในการทำงานด้านมนุษยธรรม ยืนหยัดปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลกว่าประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคน”

ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง

สถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามในการบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง การที่รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้คณะทูตานุทูต องค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน เข้ามาสังเกตการณ์และตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ ถือเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ทำไมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจึงสำคัญ?

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้:

  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง: เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
  • ลดความตึงเครียด: การมีข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยลดความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: การที่ทั้งสองฝ่ายเปิดใจและร่วมมือกันในการตรวจสอบข้อเท็จจริง จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
  • รักษาสันติภาพ: การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่รัฐบาลไทยยังคงยืนยันในหลักการของการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ

อนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ขึ้นอยู่กับการที่ทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจและมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย การเคารพซึ่งกันและกัน และการยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศ

ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง

เพื่อไทยโต้คลิป “10 กิโลฯ” ไม่มีเหตุผลต้องซื้อเสียง

เพื่อไทยโต้คลิป “10 กิโลฯ” ไม่มีเหตุผลต้องซื้อเสียง ท้าพรรคประชาชนเปิดข้อมูล

จากกรณีที่ ส.ส. พรรคประชาชนออกมาอ้างว่ามีบุคคลปริศนาติดต่อเพื่อแลกคะแนนเสียงโหวต ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ล่าสุด น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาโต้ตอบถึงกรณีดังกล่าว โดยยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยโต้คลิป “10 กิโลฯ” ไม่มีเหตุผลต้องซื้อเสียง พร้อมท้าให้พรรคประชาชนเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

น.ส.ขัตติยา กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคประชาชน อ้างว่ามีบุคคลปริศนาโทรศัพท์มาติดต่อเพื่อแลกคะแนนเสียงโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ ร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) พร้อมเผยแพร่คลิปเสียงยาวกว่า 13 นาที โดยสื่อความหมายถึงการมอบเงิน 10 กิโลกรัม และโยงว่าเป็นผู้ใหญ่เหนือรัฐบาล โดยไม่ปฏิเสธว่ามีความเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย

น.ส.ขัตติยา ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง และเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อพรรคเพื่อไทย รวมทั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการติดต่อดังกล่าว เรายินดีให้มีการตรวจสอบทุกมิติ และขอเรียกร้องให้ทาง สส.พรรคประชาชน รีบออกมาเปิดเผยชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ หรือข้อมูลอื่นๆ ที่จะทำให้สามารถสืบไปถึงต้นตอของบุคคลปริศนาดังกล่าวตามที่มีการกล่าวอ้าง เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าได้จริง ไม่ปล่อยให้คลุมเครือทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง อีกทั้งในปัจจุบัน ประเทศเรามีกลไกมากมายที่จะสามารถทำให้ความจริงในเรื่องนี้กระจ่างชัดได้ สิ่งนี้จึงถือเป็นเรื่องน่าสงสัยว่าเพราะเหตุใดพรรคประชาชนจึงไม่เร่งรีบทำให้ความจริงปรากฏ และปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ในความคลุมเครือ

พรรคเพื่อไทยยืนยันความบริสุทธิ์ใจ

รองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวอย่างหนักแน่นว่า พรรคพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเชื่อมั่นว่าจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ นอกจากนี้ น.ส.ขัตติยายังตั้งคำถามถึงพฤติกรรมของพรรคประชาชนว่าเหตุใดจึงไม่เปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อให้สังคมได้รับรู้ความจริง

“เรื่องนี้ถือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยโดยตรง แต่ขณะเดียวกันหากยังไม่มีการทำให้ความจริงปรากฏ ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อพรรคประชาชนเองด้วย เพราะตอนนี้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามสำคัญว่าตกลงแล้วนี่คือการเมืองใหม่ของพรรคคนรุ่นใหม่ หรือเป็นการเมืองแบบเก่าๆ ของพรรคที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่กันแน่ สถานการณ์ฝั่งรัฐบาลเวลานี้ มีการทำงานกับพรรคร่วมอย่างเป็นเอกภาพตามแนวนโยบาย ไม่มีเหตุผลใดต้องซื้อเสียงโหวตเพื่อผ่านร่างกฎหมายแต่อย่างใดค่ะ” น.ส.ขัตติยา กล่าว

ประเด็นสำคัญที่ น.ส.ขัตติยา เน้นย้ำคือ การทำงานของรัฐบาลในปัจจุบันเป็นไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใช้วิธีการซื้อเสียงเพื่อให้ร่างกฎหมายต่างๆ ผ่านสภาไปได้ พรรคเพื่อไทยมั่นใจในเสียงสนับสนุนที่มีอยู่ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

นอกจากนี้ น.ส.ขัตติยายังกล่าวเสริมว่า การออกมากล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ และอาจส่งผลเสียต่อบรรยากาศทางการเมืองโดยรวม พรรคเพื่อไทยโต้คลิป “10 กิโลฯ” ไม่มีเหตุผลต้องซื้อเสียง เพราะมั่นใจในการทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

โดยสรุปแล้ว พรรคเพื่อไทยได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียงอย่างแข็งขัน และพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกวิถีทาง เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง พร้อมกันนี้ ก็ได้ท้าทายให้พรรคประชาชนเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สังคมได้รับทราบความจริง และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคต เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป และสังคมก็คาดหวังว่าจะมีการเปิดเผยความจริงในเร็ววัน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม

การออกมาตอบโต้ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของพรรค และเป็นการส่งสัญญาณไปยังทุกฝ่ายว่า พรรคพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกข้อกล่าวหา และพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏต่อสาธารณชน พรรคเพื่อไทยโต้คลิป “10 กิโลฯ” ไม่มีเหตุผลต้องซื้อเสียง แต่การที่พรรคประชาชนออกมากล่าวหาเช่นนี้ ก็ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในวงกว้าง ซึ่งจะต้องมีการพิสูจน์และชี้แจงให้ชัดเจนต่อไป

ที่มา – เพื่อไทยโต้คลิป “10 กิโลฯ” ไม่มีเหตุผลต้องซื้อเสียง ท้าพรรคประชาชนเปิดข้อมูล

Scroll to top