ข่าวทั่วไป

สั่งตรวจสอบทุกมิติ! อุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา

จากกรณีอุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งตรวจสอบทุกมิติ ย้ำปราบปรามแข่งรถในทางอย่างเข้มงวด หากพบความผิดดำเนินคดีทุกกรณี

สั่งตรวจสอบทุกมิติ อุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 00.30 น. โดยศูนย์วิทยุ สภ.ปากเกร็ด ได้รับแจ้งเหตุบนทางด่วนศรีรัช – อุดรรัถยา ขาออก มุ่งหน้าจังหวัดปทุมธานี

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เสียหายรวม 11 คัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย ซึ่งทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายผู้ขับขี่

อย่างไรก็ตาม สันนิษฐานว่าสาเหตุของอุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา เกิดจากการขับรถด้วยความประมาทและใช้ความเร็วสูง พนักงานสอบสวนกำลังเร่งสืบสวนและสอบสวนทุกมิติเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

การดำเนินการทางกฎหมายหลังอุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา

กองบังคับการตำรวจจราจรจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมพยานหลักฐานบนทางด่วน หากพบว่าไม่เข้าข่ายความผิดฐานแข่งรถในทาง จะดำเนินคดีในข้อหาขับรถโดยประมาท ไม่คำนึงถึงความปลอดภัย และข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.นิธิธร กล่าวเพิ่มเติมว่า พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้ทุกพื้นที่เข้มงวดกวดขันวินัยจราจร ป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางอย่างจริงจัง

พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ดำเนินการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกองบังคับการตำรวจจราจร, ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี, กองพิสูจน์หลักฐาน เร่งรวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนสอบสวนทุกมิติ

หากพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานใด จะดำเนินคดีในทุกฐานความผิดที่ตรวจพบ โดยมีบทลงโทษตามกฎหมายดังนี้:

  • แข่งรถในทาง: จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับ 5,000 – 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • เป็นผู้จัด สนับสนุน หรือส่งเสริมการแข่งรถ: จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับ 10,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • พยายามแข่งรถในทาง: ต้องระวางโทษ 2 ใน 3 ของความผิดฐานแข่งรถในทาง
  • ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ศาลยังมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ซึ่งรวมถึงรถที่ใช้ในการกระทำความผิด หากตรวจพบ

หากประชาชนพบเห็นอุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา หรือมีเบาะแสการแข่งรถในทางสาธารณะ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 191 หรือ 1599 ทั่วประเทศ, 1197 (กรุงเทพฯ), 1193 (ถนนหลวง)

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ขับขี่ทุกท่านเพิ่มความระมัดระวัง เคารพกฎจราจร และคำนึงถึงความปลอดภัยบนท้องถนน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – สั่งตรวจสอบทุกมิติ อุบัติเหตุรถ 11 คันชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา ย้ำเอาผิดทุกกรณี

ทรัมป์เร่งยูเครนทำข้อตกลง ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนทราบว่า ปูตินได้เสนอที่จะตรึงแนวรบส่วนใหญ่ไว้ หากยูเครนยอมยกภูมิภาคโดเนตสค์ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซียทั้งหมด

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า ยูเครนควรทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่า “รัสเซียเป็นมหาอำนาจใหญ่มาก แต่ยูเครนไม่ใช่” คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างเขากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งมีรายงานว่าปูตินเรียกร้องให้ยูเครนยกดินแดนบางส่วนเพิ่มเติมเพื่อแลกกับการยุติสงคราม

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเปิดเผยว่า หลังจากที่ผู้นำทั้งสองได้พบกันที่รัฐอะแลสกาเมื่อวันศุกร์ (15 ส.ค.) ทรัมป์ได้แจ้งให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนทราบว่า ปูตินได้เสนอที่จะตรึงแนวรบส่วนใหญ่ไว้ หากยูเครนยอมยกภูมิภาคโดเนตสค์ ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซียทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันรัสเซียเข้าควบคุมพื้นที่ 1 ใน 5 ของยูเครนแล้ว รวมถึงราว 3 ใน 4 ของจังหวัดโดเนตสค์ ซึ่งรัสเซียเริ่มเข้ายึดครองตั้งแต่ปี 2014

ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับปูตินว่า ควรมีการทำข้อตกลงสันติภาพโดยตรงโดยไม่ต้องมีข้อตกลงหยุดยิงล่วงหน้า ซึ่งแตกต่างจากจุดยืนก่อนการประชุมสุดยอดที่เขาระบุว่าจะไม่พอใจหากไม่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงก่อน ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลว่า “ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าวิธีที่ดีที่สุดในการยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนคือการมุ่งตรงไปที่ข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะยุติสงครามได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งมักจะไม่คงทนถาวร”

ทางด้านเซเลนสกีกล่าวว่า การที่รัสเซียไม่เต็มใจที่จะหยุดการสู้รบจะทำให้ความพยายามในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนมีความยุ่งยากมากขึ้น โดยเขากล่าวบน X ว่า “การหยุดยั้งการสังหารเป็นองค์ประกอบสำคัญของการหยุดยั้งสงคราม” อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีกล่าวว่าจะเดินทางไปพบทรัมป์ที่กรุงวอชิงตันดีซี ในวันจันทร์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้อาจย้อนให้เห็นภาพการพบกันที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ทรัมป์และรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ได้ต่อว่าเซเลนสกีต่อหน้าสาธารณชน ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า อาจมีการจัดการประชุมสามฝ่ายร่วมกับปูตินและเซเลนสกีตามมาในภายหลัง

พันธมิตรยุโรปของเคียฟต่างแสดงความยินดีกับความพยายามของทรัมป์ แต่ยังคงย้ำว่าจะสนับสนุนยูเครนและเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียต่อไป โยฮันน์ วาเดพุล รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนีกล่าวว่า ผู้นำยุโรปอาจเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวในวันจันทร์นี้ด้วย ทั้งนี้ รัสเซียได้เปิดฉากรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และได้รุกคืบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน สงครามครั้งนี้ถือเป็นสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในยุโรปในรอบ 80 ปี โดยมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากทั้งสองฝ่ายรวมกันกว่าหนึ่งล้านคน รวมถึงพลเรือนชาวยูเครนหลายพันคน

คำกล่าวต่างๆ ของทรัมป์เกี่ยวกับการประชุมสามชั่วโมงกับปูตินส่วนใหญ่ สอดคล้องกับจุดยืนของรัสเซีย ซึ่งระบุว่าการแก้ไขปัญหาอย่างสมบูรณ์จะเป็นเรื่องซับซ้อนเนื่องจากจุดยืนของทั้งสองฝ่าย “แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง” ปูตินไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะยอมถอยจากข้อเรียกร้องของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงการคัดค้านการที่เคียฟต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) โดยเขาไม่ได้กล่าวถึงการพบกับเซเลนสกีต่อสาธารณะ

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการของฟ็อกซ์นิวส์ ทรัมป์ระบุว่าเขาและปูตินได้หารือเกี่ยวกับการถ่ายโอนดินแดนและการรับประกันความมั่นคงสำหรับยูเครน และ “ส่วนใหญ่เห็นด้วย” เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าเราค่อนข้างใกล้จะได้ข้อตกลงแล้ว” พร้อมเสริมว่า “ยูเครนต้องเห็นด้วยกับมัน บางทีพวกเขาอาจจะปฏิเสธ” เมื่อถูกถามว่าจะแนะนำอะไรเซเลนสกี ทรัมป์ตอบว่า “ต้องทำข้อตกลง” และเสริมว่า “ดูสิ รัสเซียเป็นมหาอำนาจใหญ่มาก และยูเครนไม่ใช่”

เซเลนสกีระบุมาโดยตลอดว่าเขาไม่สามารถยอมยกดินแดนได้หากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของยูเครน และยูเครนมองว่า “เมืองป้อมปราการ” ในโดเนตสค์ เช่น สโลเวียนสก์และครามาตอร์สก์ เป็นปราการสำคัญที่จะยับยั้งการรุกคืบของรัสเซีย นอกจากนี้ เซเลนสกียังยืนยันที่จะขอการรับประกันความมั่นคงเพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียบุกอีกครั้ง ในทางกลับกัน ปูตินซึ่งคัดค้านการมีส่วนร่วมของกองกำลังภาคพื้นดินจากต่างชาติกล่าวว่าเขาเห็นด้วยกับทรัมป์ว่าความมั่นคงของยูเครนต้องได้รับการ “รับรอง” สำหรับปูติน การได้นั่งคุยกับทรัมป์เพียงลำพังก็ถือเป็นชัยชนะแล้ว เนื่องจากเขาถูกโดดเดี่ยวจากผู้นำตะวันตกมาตั้งแต่สงครามเริ่มต้น.

ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง

สถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่าทีของทรัมป์ที่เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำไปสู่การเจรจาและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในอนาคต

ทำไมทรัมป์ถึงเร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง และปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม?

คำถามนี้ยังคงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต้องการคำตอบที่ชัดเจน การทำความเข้าใจบริบทและเหตุผลเบื้องหลังท่าทีของแต่ละฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ถูกต้อง

  • ผลกระทบต่อยูเครน: หากยูเครนยอมยกดินแดน จะส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างไร?
  • ผลกระทบต่อรัสเซีย: การได้ดินแดนเพิ่มจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจของรัสเซียอย่างไร?
  • ผลกระทบต่อประชาคมโลก: ข้อตกลงใดๆ จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเสถียรภาพของโลกอย่างไร?

การพิจารณาประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

แน่นอนว่า การตัดสินใจของยูเครนจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตของประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวทีโลก การเจรจาและการแสวงหาหนทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง

รวบ 29 นักพนัน! เปิดบ้านเล่นพนัน ไทรม้า นนทบุรี

ตำรวจบุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี พร้อมของกลางเพียบ อ้างไม่ได้เบิดบ่อน ชักชวนกันเล่นหลังจากกลับมาจากทำบุญ

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 16 ส.ค. 68 พ.ต.อ.สมชาย แจ้งธรรมา ผกก.สภ.บางศรีเมือง จ.นนทบุรี พ.ต.ท.ธนอรรถ ขันติคเชนชาติ รอง ป.พ.ต.ท.สมพร โพธิ์ศรี สว.สส. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนและสายตรวจ กว่า 20 นาย บุกจับลักลอบเล่นการพนัน ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พื้นที่ ต.ไทรม้า อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี

ที่เกิดเหตุ พบเป็นบ้านเดี่ยวเนื้อที่ 100 ตารางวา กำลังตำรวจได้ซุ่มดูเพื่อรอจังหวะ ก่อนจะมีคนในบ้านเปิดประตูออกมา ตำรวจได้วิ่งสวนเข้าไปจับกุม พบนักพนันกำลังสุมหัวเล่นไพ่เก้าเก สามารถรวบนักพนันได้ 29 คน ชาย 10 หญิง 19 คน ของกลาง ไพ่ 6 สำรับ ไม้เขี่ยไพ่ 14 อัน เงิน 4,900 บาท เก้าอี้พลาสติก 15 ตัว กล้องวงจรปิด 1 ตัว ได้ยึดไว้เป็นของกลาง ก่อนนำตัวมาดำเนินคดี มีนายตรีเทพ จิระอัษฎางค์ อายุ 47 ปี รับเป็นเจ้าของบ้าน 

รวบ 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี

พ.ต.อ.สมชาย แจ้งธรรมา ผกก.กล่าวว่า เมื่อช่วงประมาณ 21.00 น. ตำรวจสืบทราบว่าที่บ้านหลังดังกล่าว ได้มีการรวมตัวแอบลักลอบเล่นการพนัน จึงได้นำกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ไปดักซุ่มดูพบมีคนเข้าออกจำนวนมาก พอได้จังหวะมีคนออกจากในบ้านมา ตำรวจได้เข้าไปพบนักพนันกำลังเล่นพนันไพ่เก้าเก จากการสอบถามทราบว่า นักพนันเป็นคนรู้จักกันได้ชักชวนกันมาจากหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพ นนทบุรี นครปฐม 

จากการสอบถามนักพนันอ้างว่า เมื่อช่วงเช้าพวกตนได้ไปทำบุญ หลังจากทำบุญเสร็จได้มากินข้าวที่บ้าน และชวนกันเล่นพนัน ไม่ได้เป็นบ่อนแต่อย่างใด 

หลังจับกุมนำตัวนักพนันพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางศรีเมือง ดำเนินคดีข้อหา ร่วมกันลักลอบเล่นการพนันไพ่เก้าเก พนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนนายตรีเทพ จิระอัษฎางค์ อายุ 47 ปี เจ้าของบ้าน ถูกดำเนินคดี เป็นเจ้าบ้านจัดให้มีการเล่นการพนัน

บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ตำรวจได้บุกเข้าจับกุมนักพนันจำนวน 29 ราย ที่กำลังลักลอบเล่นการพนันภายในบ้านหลังหนึ่งในตำบลไทรม้า อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการที่สำคัญในการปราบปรามการพนันในพื้นที่

รายละเอียดการจับกุมนักพนันในไทรม้า

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการลักลอบเล่นการพนันในพื้นที่ดังกล่าว โดย พ.ต.อ.สมชาย แจ้งธรรมา ผกก.สภ.บางศรีเมือง ได้นำทีมตำรวจเข้าตรวจสอบและจับกุมนักพนันได้ทั้งหมด 29 คน พร้อมของกลางจำนวนมาก

ของกลางที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย ไพ่ 6 สำรับ, ไม้เขี่ยไพ่ 14 อัน, เงินสด 4,900 บาท, เก้าอี้พลาสติก 15 ตัว และกล้องวงจรปิด 1 ตัว ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

ข้อหาและการดำเนินคดี

นักพนันทั้งหมดถูกตั้งข้อหาร่วมกันลักลอบเล่นการพนันไพ่เก้าเก พนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนเจ้าของบ้านคือ นายตรีเทพ จิระอัษฎางค์ ถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นเจ้าบ้านจัดให้มีการเล่นการพนัน ซึ่งมีโทษทางกฎหมายที่แตกต่างกันไป

การจับกุมครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามการพนันในทุกรูปแบบ และเป็นการเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของการพนันที่อาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ในสังคม การ บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของตำรวจและข้อมูลที่ได้รับจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม การอ้างว่าเป็นการเล่นพนันหลังจากการทำบุญนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการกระทำดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมายและขัดต่อศีลธรรมอันดี การ บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี ครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

การที่นักพนันอ้างว่าไม่ได้เล่นการพนันเพื่อแสวงหาผลกำไร แต่เป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนานหลังจากการทำบุญนั้น ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดได้ เพราะกฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิด

จากเหตุการณ์ บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการรักษากฎหมายและศีลธรรมในสังคม การพนันไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับผู้เล่นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมโดยรวมด้วย ดังนั้น การร่วมมือกันในการสอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – บุกรวบกลางดึก 29 นักพนัน เปิดบ้านเล่นพนัน ย่าน ต.ไทรม้า จ.นนทบุรี

AOT เร่งกู้เพจ ยันไม่กระทบการให้บริการท่าอากาศยาน

จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก AOT Official ถูกแฮก ล่าสุด ทอท. แจ้งความคืบหน้าว่าอยู่ระหว่างประสาน Meta เพื่อกู้คืนเพจ พร้อมยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่กระทบต่อระบบ IT และการให้บริการของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง

AOT เร่งกู้คืนเพจ ยันไม่กระทบการให้บริการท่าอากาศยาน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก AOT Official ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ถูกผู้ไม่ประสงค์ดีทำการแฮก เปลี่ยนชื่อเพจ พร้อมโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสม สร้างความกังวลให้กับผู้ติดตามข่าวสาร

ทางบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 16.20 น. ของวันที่ 16 สิงหาคม 2566 ตรวจพบว่าเพจ Facebook : AOT Official ถูกผู้ไม่หวังดี (Hacker) เข้าควบคุมและเปลี่ยนชื่อเป็น “Everyday Yum Recipes” พร้อมโพสต์ข้อความว่า “Hacked”

ภายหลังเกิดเหตุ AOT ได้เร่งประสานงานกับผู้ให้บริการ Facebook บริษัท Meta Platforms เพื่อเข้าสู่กระบวนการกู้คืนเพจ โดยทาง Meta Platforms ได้รับเรื่องและอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานเพจได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

สิ่งที่สำคัญคือ AOT ยืนยันว่าเหตุการณ์เพจเฟซบุ๊ก AOT Official ถูกแฮกนี้ ไม่มีผลกระทบต่อระบบสารสนเทศและการให้บริการของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT แต่อย่างใด ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการยังคงสามารถใช้บริการได้ตามปกติในทุกท่าอากาศยาน ไม่ต้องกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

AOT ขออภัยในความไม่สะดวก

AOT ขออภัยในความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและติดตามข้อมูลข่าวสารจาก AOT ด้วยดีเสมอมา ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลการให้บริการได้ที่ AOT Contact Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกองค์กรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของบัญชีโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเพจที่เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับประชาชน การมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดและการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันการถูกแฮกและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การรักษาความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่ AOT สามารถควบคุมสถานการณ์และยืนยันว่าการให้บริการไม่ได้รับผลกระทบ แสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการให้ความสำคัญกับการให้บริการประชาชนเป็นอันดับแรก

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารจาก AOT ผ่านช่องทางอื่นๆ ที่เป็นทางการ เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลที่สำคัญ และขอให้มั่นใจในการให้บริการของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ที่ยังคงดำเนินงานตามปกติ

ที่มา – AOT แจ้งอยู่ระหว่างกู้คืนเพจ ยันไม่กระทบระบบ IT และการให้บริการท่าอากาศยาน 6 แห่ง

สลด! หญิงกาซาขาดสารอาหารรุนแรง เสียชีวิตที่อิตาลี

ข่าวเศร้าสะเทือนใจจากต่างประเทศ เมื่อหญิงชาวกาซาที่ถูกส่งตัวไปรักษาอาการขาดสารอาหารรุนแรงถึงประเทศอิตาลี ได้เสียชีวิตลงแล้วหลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้เพียงไม่กี่วัน

สลด! หญิงกาซาขาดสารอาหารรุนแรง เสียชีวิตที่อิตาลี

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ หญิงชาวกาซาวัย 20 ปี ผู้เคราะห์ร้ายนามว่า มาราห์ อาบู ซูห์รี ถูกส่งตัวไปยังเมืองปิซา ประเทศอิตาลี พร้อมกับมารดาของเธอในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของรัฐบาลอิตาลี เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในฉนวนกาซา

อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายก็มาถึง เมื่อโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งเมืองปิซาได้ออกแถลงการณ์ว่า มาราห์ได้เสียชีวิตลงด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้นในวันศุกร์ ซึ่งเป็นเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากการเดินทางมาถึงอิตาลีของเธอ

ทางโรงพยาบาลยังระบุเพิ่มเติมว่า สภาพร่างกายของมาราห์ทรุดโทรมอย่างหนัก เธอสูญเสียน้ำหนักตัวและมวลกล้ามเนื้อไปเป็นจำนวนมาก สื่อหลายสำนักในอิตาลีรายงานว่าเธอต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะขาดสารอาหารรุนแรงมาเป็นเวลานาน

สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาเตือนว่า ภาวะอดอยากกำลังแผ่ขยายเป็นวงกว้างในพื้นที่ดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการสนับสนุนจาก UN ยังได้เตือนในรายงานที่เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนที่แล้วว่า สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของภาวะอดอยากกำลังปรากฏให้เห็นในฉนวนกาซา

ในขณะเดียวกัน อิสราเอล ซึ่งกำลังดำเนินปฏิบัติการทางทหารอย่างหนักในฉนวนกาซา ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ากำลังเกิดภาวะอดอยากในพื้นที่ดังกล่าว และกล่าวโทษหน่วยงานของ UN ว่าไม่ยอมเข้ามารับสิ่งของช่วยเหลือที่บริเวณชายแดนเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน

เป็นที่ทราบกันดีว่า นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2566 มีเด็กและผู้ใหญ่ชาวกาซามากกว่า 180 คนได้รับการส่งตัวไปรักษาที่ประเทศอิตาลี โดยมีผู้ป่วย 31 คนที่เดินทางมาถึงกรุงโรม, เมืองมิลาน และเมืองปิซา ในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งผู้ป่วยทั้งหมดมีโรคประจำตัว, ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม หรือจำเป็นต้องได้รับการตัดอวัยวะ

เหตุการณ์สลดสะท้อนวิกฤตขาดสารอาหารรุนแรงในกาซา

สถานการณ์อันน่าเศร้าของหญิงชาวกาซาที่เสียชีวิตจากการขาดสารอาหารรุนแรงนี้ เป็นเครื่องตอกย้ำถึงวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในฉนวนกาซา การขาดแคลนอาหารและเวชภัณฑ์ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กและผู้สูงอายุที่เปราะบางเป็นพิเศษ

นานาชาติต่างเรียกร้องให้มีการยุติความขัดแย้งและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนในฉนวนกาซา การเข้าถึงอาหาร น้ำสะอาด และบริการทางการแพทย์ที่จำเป็น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยชีวิตผู้คนและป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ซ้ำอีก

วิกฤตในฉนวนกาซาไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเมืองและความขัดแย้ง แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรมที่เราทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไข การเพิกเฉยต่อความทุกข์ทรมานของผู้คนในกาซาไม่ใช่ทางออก เราต้องให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและสนับสนุนให้พวกเขาสามารถกลับมามีชีวิตที่ดีขึ้นได้

ที่มา – สลด หญิงกาซาขาดสารอาหารรุนแรง ถูกส่งไปรักษาที่อิตาลี แต่ไม่รอด

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างไทยจัดฉาก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อกัมพูชาออกมากัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด โดยอ้างว่าเป็นวิดีโอที่จัดทำขึ้นโดยฝ่ายไทยเพื่อใส่ร้ายป้ายสี ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสังคม

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉาก

สำนักข่าว Khmer Times รายงานว่า สำนักงานปฏิบัติการและช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดแห่งประเทศกัมพูชา (CMAA) ออกมาโต้แย้งว่า คลิปวิดีโอที่กองทัพไทยเผยแพร่ ซึ่งแสดงภาพทหารที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชาวกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิด เป็นการจัดฉากเพื่อจงใจใส่ร้ายกัมพูชา

นายลอง โกสล โฆษกของ CMAA กล่าวอย่างหนักแน่นว่า กัมพูชาไม่มีนโยบายที่จะวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน และจะไม่กระทำการดังกล่าวอย่างแน่นอน เนื่องจากกัมพูชาเป็นภาคีของอนุสัญญาออตตาวา หรือสนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล “เราขอปฏิเสธวิดีโอปลอมนี้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งมีความพยายามที่จะใส่ร้ายกัมพูชา” เขากล่าว

สื่อกัมพูชาหลายสำนักรายงานตรงกันว่า วิดีโอดังกล่าวถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถืออย่างกว้างขวาง และเชื่อกันว่าเป็นวิดีโอที่จัดทำขึ้น ไม่ใช่เหตุการณ์จริง

อะไรที่ทำให้กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด

ผู้สังเกตการณ์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายได้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมเหตุสมผลหลายประการในวิดีโอ ซึ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของวิดีโอลดลงอย่างมาก ประการแรก สภาพแวดล้อมในการถ่ายทำดูไม่สมจริง ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ชายแดนจริง ประการที่สอง พฤติกรรมของบุคคลในวิดีโอขาดความระมัดระวังอย่างที่ควรจะเป็นในปฏิบัติการทางทหารจริง และประการสุดท้าย การจัดการกับอุปกรณ์ที่ปรากฏในวิดีโอแสดงให้เห็นถึงความไม่ชำนาญของผู้ที่ทำการวางทุ่นระเบิด

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยอ้างว่า ทุ่นระเบิดที่เห็นในคลิปคือทุ่นระเบิด PMN-2 แต่ภาพที่ปรากฏกลับดูเหมือนเป็นระเบิดรุ่นอื่น ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลที่นำเสนอ ยิ่งไปกว่านั้น เสียงที่ได้ยินในฉากหลังซึ่งคอยกำกับให้บุคคลในวิดีโอ “ทำให้ดูสมจริง” ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือการแสดงที่จัดฉากขึ้นอย่างชัดเจน มากกว่าที่จะเป็นปฏิบัติการจริง

Khmer Times ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า กองทัพไทยเผยแพร่วิดีโอดังกล่าวโดยไม่ระบุแหล่งที่มาที่ชัดเจน แต่วิดีโอดังกล่าวกลับถูกสื่อไทยนำไปขยายผล เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่า ทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน ซึ่ง CMAA ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างแข็งขัน โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง

เมื่อพิจารณาจากความไม่สอดคล้องและความผิดปกติที่ปรากฏในวิดีโอ ทำให้เชื่อได้ว่าวิดีโอดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยมีเจตนาที่จะโยนความผิดให้กับกองทัพกัมพูชา

Khmer Times ยังอ้างว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกล่าวหาในลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานว่า ชาวกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์ถูกว่าจ้างให้สวมเครื่องแบบทหารกัมพูชา ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดในประเทศไทย เช่นที่สงขลา และจัดฉากการยิงหนังสติ๊ก หรือฝึกซ้อมปลอมๆ ก่อนที่จะนำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ โดยอ้างว่าเป็นหลักฐานของกิจกรรมทางทหารของกัมพูชา

นอกจากนี้ สื่อกัมพูชายังอ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตวิดีโอและเทคนิคการจัดฉากที่ไม่เปิดเผยชื่อ ซึ่งระบุว่า วิดีโอล่าสุดนี้มีร่องรอยของการจัดฉากอย่างชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะด่วนสรุปหรือเชื่อถือข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อต่างๆ การที่กัมพูชาออกมากัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิดอย่างแข็งขัน สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปราศจากอคติ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉากหมายใส่ร้าย

เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 กระทบแอตแลนติก

เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 แล้ว โดยพยากรณ์อากาศคาดว่า มันจะทำให้เกิดฝนตกหนักที่หมู่เกาะในมหาสมุทรแอตแลนติก สถานการณ์ล่าสุดนี้สร้างความกังวลให้กับหลายพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันเสาร์ที่ 16 ส.ค. 2568 เฮอริเคน “เอริน” กลายเป็นเฮอริเคนลูกแรกในฤดูพายุฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกประจำปี 2568 ที่ทวีกำลังขึ้นสู่ระดับ 5 โดยปัจจุบันมันเคลื่อนตัวอยู่ห่างจากเกาะแองกีลา ไปทางเหนือราว 170 กม. โดยมีความเร็วลมสูงสุดเกือบ 255 กม./ชม.

ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHC) คาดการณ์ว่า พายุเอรินจะทวีกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่มันเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกในน่านน้ำทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติกตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้ จนเข้าสู่สัปดาห์หน้า การเปลี่ยนแปลงความรุนแรงนี้ทำให้ต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

คลื่นทะเลที่เกิดจากอิทธิพลของพายุเอรินจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่บางส่วนทางตอนเหนือของหมู่เกาะลีเวิร์ด, หมู่เกาะเวอร์จิน, เกาะเปอร์โตริโก, เกาะฮิสปันโยลา และหมู่เกาะเติร์กแอนด์เคคอส ตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้ ก่อนที่คลื่นจะกระจายไปถึงหมู่เกาะบาฮามาส, เบอร์มิวดา และชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า ผลกระทบนี้แสดงให้เห็นถึงขอบเขตที่กว้างขวางของเฮอริเคน “เอริน”

NHC คาดด้วยว่า พายุเอรินจะทำให้เกิดฝนตกหนักทั่วพื้นที่ทางเหนือของหมู่เกาะลีเวิร์ด, หมู่เกาะเวอร์จิน และเปอร์โตริโก ตลอดวันอาทิตย์นี้ ปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มได้

เอรินยังทำให้เกิดความกังวลเรื่องไฟป่า โดยนายแอนดรูว์ ซิฟเฟิร์ต นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโสขององค์กร บีเอ็มเอส กรุ๊ป (BMS Group) ระบุว่า หากเอรินขยายตัวกลายเป็นไซโคลนเขตร้อนขนาดใหญ่และรุนแรงนอกชายฝั่ง มันอาจส่งลมแล้งรุนแรงไปทั่วภูมิภาค เสี่ยงทำให้ไฟป่ารุนแรงขึ้น ความเสี่ยงจากไฟป่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญในการประเมินผลกระทบ

ด้านบริษัทผู้จัดการหลักทรัพย์ “ทเวลฟ์ ซีเคียวริส” (Twelve Securis) คาดการณ์ว่า เฮอริเคน “เอริน” จะอยู่ห่างจากชายฝั่งมากพอ ทำให้ฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ รอดพ้นจากความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ และสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้

พยากรณ์อากาศคาดด้วยว่า พายุลูกนี้จะเคลื่อนตัวผ่านทางเหนือของหมู่เกาะลีเวิร์ด ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางขึ้นเหนือ ระหว่างชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ กับเกาะเบอร์มิวดาในช่วงประมาณวันจันทร์ (18 ส.ค.) การเปลี่ยนแปลงทิศทางของพายุจะส่งผลต่อพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 กระทบหมู่เกาะในแอตแลนติก

การเตรียมพร้อมรับมือ เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5

จากสถานการณ์เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด การเตรียมพร้อมอาจรวมถึงการจัดเตรียมสิ่งของจำเป็น การอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยหากจำเป็น และการระมัดระวังภัยจากน้ำท่วมและดินถล่ม

  • ตรวจสอบสภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ
  • เตรียมพร้อมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน
  • วางแผนการอพยพหากจำเป็น
  • ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์พายุนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น การตระหนักถึงความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ทุกคนปลอดภัย

ที่มา – เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 กระทบหมู่เกาะในแอตแลนติก

สลด! เหยื่อน้ำท่วมดินถล่มปากีสถานทะลุ 300 ศพ

ข่าวเศร้าจากปากีสถาน! ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมดินถล่มในปากีสถานพุ่งสูงเกิน 300 รายแล้ว ท่ามกลางการเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า มรสุมยังคงกระหน่ำและฝนจะตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงกลางสัปดาห์หน้า สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง และการช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก

สลด! เหยื่อน้ำท่วมดินถล่มในปากีสถานทะลุ 300 ศพ

รายงานข่าวล่าสุดระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมดินถล่มในปากีสถานและแคชเมียร์ที่ปากีสถานควบคุม เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ 307 ราย สร้างความเสียหายและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชน

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ จังหวัดไคเบอร์ ปักห์ตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน บ้านเรือนจำนวนมากได้รับความเสียหาย มีรายงานเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย M-17 ประสบอุบัติเหตุตกขณะปฏิบัติภารกิจในเขตบาจอร์ ส่งผลให้ลูกเรือทั้ง 5 คนเสียชีวิตทั้งหมด ซ้ำเติมความโศกเศร้าในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังพบผู้เสียชีวิต 9 รายในแคชเมียร์ที่ปากีสถานควบคุม และอีก 5 รายในภูมิภาคกิลกิตบัลติสถาน สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียด และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่

กรมอุตุนิยมวิทยาของปากีสถานได้ออกประกาศเตือนว่า ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งถูกประกาศให้เป็นเขตภัยพิบัติ จะเผชิญกับฝนตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม ทำให้ความกังวลเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอาจเกิดน้ำท่วมดินถล่มในปากีสถานซ้ำเติมสถานการณ์เดิม

สถานการณ์น่าเป็นห่วง ผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมดินถล่มในปากีสถานพุ่งสูง

ในส่วนของแคชเมียร์ที่อินเดียควบคุม ทีมกู้ภัยยังคงค้นหาร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมจากซากปรักหักพังของหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วม ยอดผู้เสียชีวิตในฝั่งอินเดียอยู่ที่ 60 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยพิบัติในครั้งนี้

เป็นที่ทราบกันดีว่า เอเชียใต้เผชิญกับพายุมรสุมในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนของทุกปี ซึ่งมักจะนำมาซึ่งน้ำท่วมและดินถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ภัยธรรมชาติมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างเช่นในจังหวัดปัญจาบของปากีสถาน มีปริมาณฝนในเดือนกรกฎาคมมากกว่าปีที่แล้วถึง 73%

นอกจากนี้ ภาคเหนือของปากีสถาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของธารน้ำแข็งจำนวนมาก กำลังเผชิญกับปัญหาธารน้ำแข็งที่ละลายอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์โดยรวมจึงน่าเป็นห่วง และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปากีสถานครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การวางแผนป้องกัน และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ

ที่มา – สลด เหยื่อน้ำท่วม-ดินถล่มในปากีสถานพุ่งทะลุ 300 ศพแล้ว

ทรัมป์พลิก! ยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซียเลย ไม่ต้องทำข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่เซเลนสกีเตรียมเข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาวอีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พลิกจุดยืนครั้งใหญ่ โดยระบุว่ายูเครนควรเห็นชอบข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย เพราะ “รัสเซียมีอำนาจมากแต่พวกเขาไม่ใช่” หลังจากที่เขาประชุมสุดยอดร่วมกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และล้มเหลวในการทำข้อตกลงหยุดยิง

ในการพลิกจุดยืนครั้งใหญ่นี้ นายทรัมป์กล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับนายปูตินว่า ทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามคือ การมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ โดยไม่ต้องมีการหยุดยิงก่อน อย่างที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรปเรียกร้อง และเป็นจุดยืนที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุน จนกระทั่งนายทรัมป์คุยกับผู้นำรัสเซีย

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เขาจะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือก้าวต่อไป ขณะที่ชาติพันธมิตรยุโรปขอบคุณความพยายามของนายทรัมป์ แต่ประกาศว่าพวกเขาจะสนับสนุนยูเครนต่อไป และจะเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ รับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

ทั้งนี้ นายทรัมป์พบปะพูดคุยกับนายปูตินเป็นเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ที่ฐานทัพในเมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา โดยนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ กับยูเครนพบปะกันโดยตรง นับตั้งแต่สงครามในยูเครนอุบัติขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

“ทุกฝ่ายลงความเห็นว่า หนทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันโหดร้ายระหว่างรัสเซียกับยูเครนคือการมุ่งตรงไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะเป็นการยุติสงคราม ไม่ใช่แค่การทำข้อตกลงหยุดยิงธรรมดา ซึ่งบ่อยครั้งที่ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

คาดว่าถ้อยแถลงดังกล่าวของนายทรัมป์จะได้รับการต้อนรับจากฝ่ายรัสเซีย ซึ่งระบุว่าพวกเขาต้องการการยุติสงครามอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่แค่การ “หยุด” ในข้อที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรป ต้องการให้มีการหยุดยิงก่อน เพื่อพูดคุยแก้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ก่อน รวมถึงเรื่องดินแดนของยูเครนที่รัสเซียยึดไปเป็นของตัวเอง

ก่อนที่จะเกิดการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุด นายทรัมป์เพิ่งกล่าวว่าเขาคงไม่พอใจจนกว่าจะมีการตกลงหยุดยิง แต่หลังจากนั้นเขากลับเปลี่ยนจุดยืน และกล่าวหลังคุยโทรศัพท์กับนายเซเลนสกีว่า “หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราจะกำหนดเวลาประชุมกับประธานาธิบดีปูตินอีกครั้ง”

การพบระหว่างนายทรัมป์กับนายเซเลนสกีจะเกิดขึ้นที่ห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว ที่ทั้งสองฝ่ายเคยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงออกสื่อมาแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ โดยฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหายูเครนว่าไม่สำนึกบุญคุณ และหลังจากนั้นนายทรัมป์ก็มีสั่งระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนชั่วระยะเวลาหนึ่ง

นายเซเลนสกีกล่าวว่า หลังจากพูดคุยกับนายทรัมป์เป็นเวลานานหลังการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา เขาสนับสนุนความคิดเรื่องการพบปะ 3 ฝ่าย และ “ยูเครนขอยืนยันว่าพวกเขาพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อบรรลุสันติภาพ”

แต่ฝ่ายนายปูตินไม่ได้พูดถึงการพบปะกับนายเซเลนสกีแต่อย่างใด ในตอนที่เขาพูดกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมกับนายทรัมป์ ขณะที่นาย ยูริ ยูชาคอฟ ที่ปรึกษาของนายปูตินก็บอกกับสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า ไม่มีการหารือกันเรื่องการประชุม 3 ฝ่าย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน การที่นายทรัมป์เปลี่ยนท่าทีอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาและการตัดสินใจของนานาชาติ

ทำไมทรัมป์ถึงบอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย?

การที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย อาจเป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ใหม่ หรือการได้รับข้อมูลเชิงลึกบางอย่างจากการพูดคุยกับปูติน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมายถึงอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผลจากการที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย จะเป็นอย่างไรต่อไป? การเปลี่ยนแปลงจุดยืนนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อยูเครนและรัสเซียหรือไม่? และชาติพันธมิตรยุโรปจะมีท่าทีอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงนี้?

การตัดสินใจของนายทรัมป์ที่แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย ยังคงเป็นที่จับตามองของทั่วโลก และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

Scroll to top