ข่าวทั่วไป

ทบ. กต. นำ ICRC สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศต้อนรับคณะ ICRC ลงพื้นที่รับทราบผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 68 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11-14 ส.ค.ที่ผ่านมา กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ในภารกิจลงพื้นที่เพื่อรับทราบข้อมูลความเสียหายของพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีจากกัมพูชา โดยมีส่วนราชการจังหวัดเป็นผู้ให้ข้อมูล และประสานงานในการลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย รวมถึงการเข้าสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงของคณะฯ ในพื้นที่ อ.พนมดงรัก และ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

ทบ. กต. นำ ICRC สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

พ.อ.ริชฌา กล่าวว่า สำหรับวิธีการปฏิบัติของ ICRC จะมีขั้นตอนตามหลักสากล ซึ่งดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง ไม่ได้ตัดสินถึงความถูก-ผิด ในการสู้รบของแต่ละฝ่าย โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จะเข้ารวบรวมข้อมูลในพื้นที่โดยตรง และสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แบบส่วนตัว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ว่าด้วยการคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้เจ็บป่วย บุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข และผู้นำทางศาสนา จากนั้นจะนำข้อมูลดังกล่าวรายงานให้หัวหน้าส่วนราชการของทั้งสองประเทศโดยตรง เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่เกิดขึ้น โดยจะไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ

ICRC มีบทบาทสำคัญในการสำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างไร?

ICRC มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลางและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดน ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะถูกนำไปรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการช่วยเหลือต่อไป ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติเสมอมา การที่ ทบ. และ กต. ให้ความร่วมมือกับ ICRC แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ เป็นขั้นตอนตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติเสมอมา สำหรับบรรยากาศโดยรวมตลอดการดำเนินการ เห็นภาพของความร่วมมือระหว่างกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และคณะ ICRC ในการขับเคลื่อนกลไกด้านมนุษยธรรมสากล ซึ่งทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าต้องมีการปฏิบัติตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด

การดำเนินการของ ICRC ที่เน้นความเป็นกลางและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายไว้วางใจและให้ความร่วมมือ การที่กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศให้การสนับสนุนการทำงานของ ICRC ในการสำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

การที่ ICRC ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะแสดงให้เห็นว่ามีองค์กรระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนตามแนวชายแดน การที่ ICRC เข้ามาช่วยเหลือและรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การดำเนินการของ ICRC ยังเป็นการยืนยันถึงหลักการด้านมนุษยธรรมสากลที่ควรได้รับการยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ดังนั้น การสนับสนุนการทำงานของ ICRC และการให้ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมีมนุษยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมโลก

การที่ ทบ. และ กต. ร่วมกันนำคณะ ICRC ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบในครั้งนี้ นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านมนุษยธรรมอย่างจริงจัง

ที่มา – ทบ.-กต. นำคณะ ICRC ลงพื้นที่ชายแดน สำรวจผลกระทบโดนโจมตีจากกัมพูชา

รวบ 2 หนุ่มไทย **ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม.**

ตำรวจไซเบอร์แถลงผลปฏิบัติการ “OPERATION KHAO SAN” รวบ 2 หนุ่มไทยเครือข่ายจีนเทา รับจ้างขับรถซ่อนเครื่องส่ง SMS ปลอม ส่งข้อความหลอกประชาชนกดลิงก์ “คะแนนใกล้หมดอายุ รีบแลกของขวัญเลย” เลือกเป้าหมายตระเวนไปย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านทั่วกรุงเทพฯ เช่น แยกท่าพระ โรงพยาบาลศิริราช ถนนข้าวสาร ถนนเยาวราช ซอยนานา ทองหล่อ ห้วยขวาง ดินแดง ปิ่นเกล้า ปากคลองตลาด เป็นต้น

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.3 พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 นายวิสิษฐศักดิ์ เจริญไชย ผู้จัดการงานองค์กรสัมพันธ์ AIS ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ “OPERATION KHAO SAN” รวบ 2 เครือข่ายจีนเทา รับจ้างขับรถซ่อนเครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) ตระเวนส่ง SMS ปลอมทั่วกทม. แนบลิงก์ดูดเงินกลางกรุง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ส.ค.68 ตำรวจไซเบอร์ได้ทำการจับกุมนายนิรันดร์ อินสนธิ์ อายุ 20 ปี ชาวกรุงเทพฯ และนายกิตติวรา ซาภักดี อายุ 22 ปี ชาวกรุงเทพฯ เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งให้การว่าได้รับการว่าจ้างจากชาวจีนที่ขับรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) ตระเวนส่งสัญญาณ SMS ปลอมแนบลิงก์ดูดเงิน เพื่อหลอกประชาชนที่หลงเชื่อให้สูญเสียทรัพย์สิน ภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่านบางพลัด กรุงเทพฯ โดยตำรวจทำการสืบสวนขยายผลต่อเนื่องยังพบว่ามีกลุ่มขบวนการผู้ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวอีกในพื้นที่กรุงเทพฯ

ต่อมา พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชนทัช วุฒิภัทรโสภณ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3, พ.ต.ท.อโนทัย ดียิ่ง รอง ผกก.2 บก.สอท.3 พ.ต.ท.ณัฐพล เสียมไหม, พ.ต.ท.วินัย ชมพุฒ พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ พระศรี, พ.ต.ธวัช ทุเครือ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ, พ.ต.ต.ชัยเมศร์ เนติวิมลศิลป์ สว.กก.2 บก.3, และ พ.ต.ท.ยศวรรธก์ วงษ์จันทร์ สว.กลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ บก.ตอท. จึงนำกำลังตำรวจไซเบอร์ ร่วมกับทีมวิศวกรจาก AIS กระจายกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยกระจายกำลังค้นหาคนร้ายที่ก่อเหตุรอบพื้นที่ กทม. โดยเฉพาะถนนเส้นหลักและย่านชุมชนขนาดใหญ่ที่มีผู้คนอยู่หนาแน่น

ด้าน พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 กล่าวว่า กระทั่งช่วงเวลา 23.00 น. ของวันที่ 14 ส.ค.68 ตำรวจพบรถเก๋ง ยี่ห้อ SUZUKI รุ่น ERTIGA GX สีขาว หมายเลขทะเบียน 3ขค 9604 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นรถต้องสงสัยขับอยู่ภายในซอยสุขุมวิท 3 จึงสะกดรอยติดตาม ปรากฏว่ามีข้อความ SMS แนบลิงก์ดูดเงินเข้าสู่เว็บไซต์ปลอมส่งเข้าโทรศัพท์มือถือของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายอย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์คันดังกล่าวได้ขับผ่านย่านชุมชนแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนหนาแน่น อาทิ ถนนสุขุมวิท เพลินจิต ราชประสงค์ ปทุมวัน พญาไท ราชเทวี ยมราช ถนนหลานหลวง เทเวศร์ และสามเสน โดยมุ่งหน้าเข้าพื้นที่ สน.ชนะสงคราม

จึงแจ้งไปยัง พ.ต.ต.อ.นิพนธ์ นิธิการุณย์เลิศ ผกก.สน.ชนะสงคราม ขอกำลังสกัดจับเพื่อทำการตรวจสอบ โดยสามารถสกัดจับไว้ได้บริเวณลานจอดรถกองสลากเก่า ถนนราชดำเนิน จากการตรวจค้นพบชายนั่งอยู่ภายในรถ 2 ราย ทราบชื่อคือนายนพรัตน์ เวชกามา อายุ 25 ปี ชาวกรุงเทพฯ เป็นคนขับ และนายมังกร ฟูกู อายุ 23 ปี ชาว จ.สระแก้ว นั่งอยู่เบาะหน้าคู่กับคนขับ ตรวจสอบภายในรถบนเบาะหลังและห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย พบกล่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังทำงานอยู่และมีการเชื่อมต่อกับเครื่องจ่ายไฟเคลื่อนที่ (Power Station)

ก่อนประสานไปยังเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทีมวิศวกรรมจาก AIS ให้มาร่วมตรวจสอบพบว่าเป็นเครื่องจำลองสถานีฐาน (False base station) เป็นอุปกรณ์เครื่องวิทยุโทรคมนาคมที่ดัดแปลงการส่งสัญญาณในคลื่นความถี่ต่างๆ เข้าอุปกรณ์มือถือที่อยู่ได้ภายในรัศมี 3-5 กิโลเมตร ซึ่งเครื่องกำลังทำงานอยู่และมีการเชื่อมต่อกับเครื่องจ่ายไฟเคลื่อนที่ (Power Station) พร้อมอุปกรณ์กระจายสัญญาณที่ติดตั้งอยู่บนหลังคารถ โดยดัดแปลงเสาส่งสัญญาณเป็นรูปครีบฉลามเหมือนอุปกรณ์ตกแต่งรถทั่วไป เพื่ออำพรางไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย

เบื้องต้นสอบสวน นายนพรัตน์ให้การว่าเมื่อช่วงเดือน ก.พ.68 ได้รับการติดต่อจากชายชาวกัมพูชารายหนึ่ง ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านเหล้าย่านถนนข้าวสาร แนะนำให้มาทำงานเป็นคนขับรถพาบอสชาวจีนและแฟนสาวเที่ยวสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ จึงรับทำงานขับรถ กระทั่งช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บอสชาวจีนคนดังกล่าวได้ติดต่อมาหาตนอีก โดยส่งพัสดุมาให้จากประเทศจีน อ้างว่าเป็นแบตเตอรี่สำรอง เมื่อพัสดุมาถึง พบว่าภายในกล่องมีแบตเตอรี่ เครื่องส่งสัญญาณ False Base Station, เราเตอร์ไวไฟ, เสาอากาศ จำนวน 1 ชุด พร้อมกับโอนเงินมาให้อีก 2,000 บาท เป็นค่าฝากเครื่อง และได้สอนวิธีติดตั้งและใช้งานผ่านแอปพลิเคชันส่ง SMS รวมทั้งสอนการติดตั้งอุปกรณ์ภายในรถยนต์ เพื่อให้ขับรถตระเวนส่ง SMS ปลอมทั่วกทม. อาทิ “พอยท์ 10,880 ใกล้หมดแล้ว! แลกของรางวัลที่ https://lihi.cc/Bv09H” หรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับสถาบันธนาคารต่างๆ เฉลี่ยวันละ 5,000-10,000 ข้อความ

โดยตนได้ตัดสินใจร่วมทำงานในช่วงแรกได้ใช้รถเก๋งของแฟนสาวได้ค่าจ้างวันละ 3,300 บาท ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการเช่ารถเพื่อนำไปก่อเหตุ โดยบอสชาวจีนเป็นผู้จ่ายค่าเช่ารถ พร้อมให้ค่าตอบแทนวันละ 1,350 บาท โดยทำงานวันละ 2 ช่วงเวลา คือ 09.00-12.00 น. และ 18.00-01.00 น. นานกว่า 5 เดือน โดยขับรถตระเวนไปย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านทั่วกรุงเทพฯ เช่น แยกท่าพระ โรงพยาบาลศิริราช ถนนข้าวสาร ถนนเยาวราช ซอยนานา ทองหล่อ ห้วยขวาง ดินแดง ปิ่นเกล้า ปากคลองตลาด เป็นต้น

โดยตำรวจได้ดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามมาตรา 11 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตอันมีลักษณะที่เป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม ตามมาตรา 67(3) ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม, ร่วมกันพยายามฉ้อโกงประชาชนฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 343, ร่วมกันกระทำโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2560 มาตรา 14(1), ร่วมกันดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งข่าววิทยุคมนาคมที่มีได้มุ่งหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือประชาชน ตามมาตรา 17 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม, ร่วมกันกระทำความผิดฐาน อั้งยี่ ตาม ป.อาญา มาตรา 209”

โดยตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังบอสชาวจีนรายดังกล่าว อีกทั้งหาความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้ก่อเหตุที่เคยจับได้ก่อนหน้านี้ ว่าเป็นขบวนการเดียวกันหรือไม่ เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐานในการติดตามผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

จับ 2 หนุ่มไทย ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม.

ตำรวจเจอเองกับตัว! ขณะสะกดรอย **ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม.**

การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของมิจฉาชีพที่ใช้วิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้นในการหลอกลวงประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะคลิกลิงก์ใดๆ ที่ได้รับทาง SMS

ที่มา – จับ 2 หนุ่มไทย ส่ง SMS ปลอมทั่วกทม. ตำรวจเจอเองกับตัว ขณะสะกดรอย ข้อความเข้าถี่ยิบ

แอร์แคนาดา ยกเลิก 620 เที่ยวบินทั่วโลก เหตุประท้วง?

เกิดอะไรขึ้นกับสายการบิน แอร์แคนาดา? ทำไมถึงมีข่าวว่า แอร์แคนาดายกเลิกเที่ยวบินกว่า 620 เที่ยวทั่วโลก? มาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดที่กำลังเกิดขึ้นกับสายการบินชื่อดังกัน

จากข่าวล่าสุด แอร์แคนาดาได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากถึง 620 เที่ยวบิน ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ สร้างความปั่นป่วนให้กับนักเดินทางจำนวนมาก สาเหตุหลักของการยกเลิกเที่ยวบินครั้งใหญ่นี้ มาจากความกังวลว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจำนวนมาก อาจตัดสินใจนัดหยุดงานประท้วง ซึ่งอาจเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินงานของสายการบิน

แอร์แคนาดายกเลิกเที่ยวบินกว่า 620 เที่ยวทั่วโลก

การตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบินนี้ ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารกว่า 100,000 คนทั่วโลก และหากการประท้วงเกิดขึ้นจริง คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารมากถึง 130,000 คนต่อวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูท่องเที่ยวที่ผู้คนมีความต้องการเดินทางสูง

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและความกังวลอย่างมากสำหรับผู้ที่วางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้า หลายคนอาจต้องเผชิญกับความล่าช้า การยกเลิกเที่ยวบิน หรือแม้กระทั่งการติดค้างอยู่ในต่างประเทศ

ทำไมพนักงานถึงประท้วง?

สาเหตุของการประท้วงที่อาจเกิดขึ้น มาจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างแอร์แคนาดาและสหภาพแรงงาน CUPE (Canadian Union of Public Employees) มานานกว่า 8 เดือน ประเด็นหลักอยู่ที่ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับค่าแรงที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และปัญหาการทำงานนอกเวลาที่ไม่ได้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

แม้ว่าแอร์แคนาดาจะเสนอการปรับเพิ่มค่าตอบแทนรวม 38% ภายใน 4 ปี ซึ่งทางสายการบินอ้างว่าจะทำให้พนักงานต้อนรับมีรายได้สูงที่สุดในประเทศ แต่สหภาพแรงงานยังคงมองว่า การปรับขึ้นเพียง 8% ในปีแรกนั้นยังไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเจรจาต่อรองระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ววัน ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับการหยุดงานประท้วงยังคงอยู่

ผลกระทบต่อผู้โดยสาร

ผู้โดยสารจำนวนมากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ บางรายต้องยกเลิกแผนการเดินทางที่วางไว้ บางรายต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน หรือบางรายอาจติดค้างอยู่ในต่างประเทศโดยไม่รู้ว่าจะได้เดินทางกลับเมื่อไหร่

แอร์แคนาดาได้แจ้งว่า ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบสามารถขอคืนเงินเต็มจำนวนผ่านทางเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน และจะพยายามจัดหาทางเลือกในการเดินทางผ่านสายการบินอื่น แต่ก็ยอมรับว่าอาจไม่สามารถหาที่นั่งได้ทันที เนื่องจากเที่ยวบินในช่วงฤดูท่องเที่ยวเต็มเกือบทั้งหมด

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ แอร์แคนาดายกเลิกเที่ยวบินกว่า 620 เที่ยวทั่วโลก สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจากสายการบินอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น

  • ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินของคุณอย่างสม่ำเสมอ
  • ติดต่อสายการบินเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินหรือการขอคืนเงิน
  • เตรียมแผนสำรองสำหรับการเดินทางของคุณ
  • ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์การประท้วง

สถานการณ์ แอร์แคนาดายกเลิกเที่ยวบินกว่า 620 เที่ยวทั่วโลก ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสิทธิและความเป็นอยู่ของพนักงาน เพราะความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการแก้ไข อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินงานขององค์กรและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ที่มา – แอร์แคนาดายกเลิกเที่ยวบินกว่า 620 เที่ยวทั่วโลก หวั่นพนักงานหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่

“มาริษ” นำทูต 33 ประเทศ ดูเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะทูตจาก 33 ประเทศ เยี่ยมชมการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน คณะทูตได้สังเกตการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด และรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ทุ่นระเบิดในพื้นที่

“มาริษ” นำคณะทูต 33 ประเทศ ดูเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อชี้แจงข้อมูลและเหตุผลเกี่ยวกับการดำเนินการของประเทศไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ โดยมีคณะทูตและผู้แทนจำนวน 36 คน แบ่งเป็น 33 ประเทศ 1 องค์กร 2 องค์การระหว่างประเทศ สื่อมวลชนไทยและสื่อต่างประเทศเข้าร่วม

ก่อนออกเดินทาง กระทรวงการต่างประเทศได้บรรยายข้อมูลให้แก่คณะ โดยนายมาริษกล่าวขอบคุณที่คณะทูตให้ความสนใจและเดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ และหวังว่าทุกท่านจะได้รับข้อมูลโดยตรงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ก่อนที่จะเดินทางไปยังจังหวัดศรีสะเกษ คณะได้แวะที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา อำเภอกันทรลักษ์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปจากกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย

จากนั้น คณะทูตและสื่อมวลชนได้เดินทางขึ้นไปยังภูมะเขือและฐานปฏิบัติการ เพื่อสำรวจภูมิประเทศและเยี่ยมชมการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ของหน่วยปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ คณะทูตได้เห็นถึงความยากลำบากและความเสี่ยงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงความสำคัญของการสนับสนุนด้านการเงินและเทคนิคเพื่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

การเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน การกำจัดทุ่นระเบิดทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างเต็มที่ สนับสนุนการเกษตร การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ นอกจากนี้ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบของประเทศไทยต่อประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาสงครามและความขัดแย้ง

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนำคณะทูตมาเยี่ยมชมการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้กับการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะทำให้พื้นที่ชายแดนปลอดภัยจากทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน การสนับสนุนและความร่วมมือจากนานาชาติเป็นสิ่งสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้

ที่มา – “มาริษ” นำคณะทูต 33 ประเทศ ดูเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

อดีตเจ้าอาวาสสึกเงียบ! หลังพัวพันคลิปฉันบวบ

เรื่องราวสุดช็อก! อดีตเจ้าอาวาสวัดดังที่เชียงรายตัดสินใจสึกเงียบกลางพรรษา หลังตกเป็นประเด็นร้อนแรงจากคลิป อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ ที่ถูกเผยแพร่ออกไป โดยหลังจากเสร็จสิ้นพิธีสึก อดีตเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวได้เดินทางออกจากวัดทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่ถูกอ้างว่าเป็นภาพของพระสงฆ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย กำลังมีพฤติกรรมทางเพศกับชายหนุ่ม เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกตะลึงและไม่พอใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงรายได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เพื่อดำเนินการตามพระธรรมวินัยและคลายความกังวลของประชาชน

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 07.00 น. พระครูประจักษ์วรวัฒน์ อดีตเจ้าอาวาสวัดโล๊ะป่าห้า และอดีตเจ้าคณะตำบลแม่ข้าวต้ม เขต 2 พร้อมด้วยญาติโยม ได้เดินทางไปยังวัดศรีบุญเรือง ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย เพื่อทำการลาสิกขาด้วยความสมัครใจ สืบเนื่องจากกรณีคลิปฉาว “พระฉันบวบ” ที่เป็นข่าวดังและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม โดยชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่รู้สึกเสื่อมศรัทธาและไม่อยากเข้าวัดทำบุญอีกต่อไป

พิธีลาสิกขาครั้งนี้มี พระครูสิริธรรมนิวิฐ เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงราย และเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยพระครูประจักษ์วรวัฒน์ ได้กล่าวคำลาสิกขาต่อหน้าพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นฆราวาส ถือเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

ในการลาสิกขาครั้งนี้ มีญาติโยมคนสนิทเดินทางมาร่วมส่งและร่วมในพิธีประมาณ 5-6 คน ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายโสไกร ใจหมั้น ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาในวันที่ 15 สิงหาคม ได้มีการประชุมพิจารณาพฤติกรรมของพระสงฆ์ โดยมีพระครูสิริธรรมนิวิฐ เจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงราย เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง เป็นประธาน พร้อมคณะกรรมการสงฆ์ 7 รูป เพื่อสอบสวนกรณีดังกล่าวอย่างละเอียด

เจ้าอาวาสยอมรับในคลิป ขอสึกเพื่อรักษาพระธรรมวินัย

อดีตเจ้าอาวาสที่ถูกกล่าวหาได้ยอมรับว่าเป็นบุคคลที่ปรากฏอยู่ในคลิปจริง และแสดงความรับผิดชอบด้วยการยื่นความจำนงขอลาสิกขา เพื่อเป็นการรักษาพระธรรมวินัยให้คงอยู่สืบไป ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีลาสิกขา อดีตพระรูปดังกล่าวได้เดินทางกลับทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ แก่สื่อมวลชน

เหตุการณ์ อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ผู้ที่อยู่ในสมณเพศพึงระลึกถึงศีลและวัตรปฏิบัติของสงฆ์ การกระทำใดๆ ที่มิชอบด้วยพระธรรมวินัย ย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ตนเองและศาสนาพุทธโดยรวม อีกทั้งยังเป็นการทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระสงฆ์องค์เจ้าอีกด้วย

การตัดสินใจลาสิกขาของอดีตเจ้าอาวาสในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาไว้ในอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่เกิดขึ้นยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายควรนำไปพิจารณา

อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการสงฆ์ แม้ว่าอดีตเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวจะตัดสินใจลาสิกขาเพื่อแสดงความรับผิดชอบแล้วก็ตาม แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ยังคงอยู่ และเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อเรียกคืนความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนากลับคืนมา

ที่มา – อดีตเจ้าอาวาส ย่องสึกเงียบกลางพรรษา หลังพัวพันคลิปฉันบวบ

บุกตรวจผับจีนห้วยขวาง มั่วสุมยา!


ตำรวจบุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวาง! ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดและสถานบันเทิงผิดกฎหมายย่านห้วยขวาง นำไปสู่การบุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวางชื่อดัง พบนักท่องเที่ยวกว่า 300 ชีวิต ผลตรวจฉี่ม่วงถึง 6 ราย งานนี้มีสิทธิ์โดนสั่งปิดยาว 5 ปี!

เมื่อกลางดึกของวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ทีมสนธิกำลังนำโดย พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.ห้วยขวาง พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุกเข้าตรวจผับจีนย่านห้วยขวาง ในซอยประชาอุทิศ 11 แหล่งรวมตัวยอดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีน

สถานบันเทิงดังกล่าวเต็มไปด้วยนักเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 328 คน กำลังสนุกสุดเหวี่ยง เจ้าหน้าที่จึงสั่งยุติกิจกรรมทั้งหมดเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ จากการตรวจสอบเบื้องต้นในโถงใหญ่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่กลับไปเจอสารเสพติดในตัวนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม ชายชาวจีน และหญิงชาวเวียดนาม

บุกตรวจผับจีน ห้วยขวาง

บุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวาง

ทีเด็ดอยู่ที่ชั้นลอย! ที่นี่ถูกแบ่งซอยเป็นห้องวีไอพีถึง 4 ห้องด้วยกัน ในห้องวีไอพี วี888 พบนักท่องเที่ยวชายชาวจีน 8 คน ส่วนห้องวีไอพี วี999 พบนักท่องเที่ยว 17 คน (ชายชาวจีน 10 คน, หญิงชาวจีน 6 คน, ชาวเวียดนาม 1 คน) ที่น่าตกใจคือ พบสารเสพติด (เมทแอมเฟตามีน 2 คน, เคตามีน 2 คน) แถมยังเจอ “แฮปปี้วอเตอร์” อีก 4 ซอง ตกอยู่ใกล้ตู้เก็บแก้ว งานนี้ไม่มีใครปริปากว่าเป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่เลยต้องเก็บดีเอ็นเอไปตรวจพิสูจน์หาตัวเจ้าของที่แท้จริง

รายละเอียดการบุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวาง

พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.ห้วยขวาง เผยว่า การบุกเข้าตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีสถานประกอบการลักลอบเปิดให้บริการ จึงได้ทำการสืบสวนจนพบว่าสถานบันเทิงแห่งนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน และจากการหาข้อมูลเชื่อว่าอาจมีการมั่วสุมเสพยาเสพติด ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ให้กวดขันตรวจสอบสถานบันเทิงในพื้นที่อย่างเข้มงวด

ตรวจผับจีน ย่านห้วยขวาง

ผลการตรวจค้นพบนักเที่ยวและพนักงานรวม 328 คน (คนไทย 122 คน, ต่างชาติ 206 คน) และผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดในร่างกาย 6 คน (นักท่องเที่ยวชาวจีนและเวียดนาม) นอกจากนี้ยังเจอแฮปปี้วอเตอร์อีก 4 ซอง ผู้ที่พบสารเสพติดถูกนำตัวส่ง รพ.นพรัตน์ราชธานี เพื่อยืนยันผลตรวจอีกครั้ง ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนทางร้านถูกดำเนินคดีในข้อหาไม่มีใบอนุญาตเปิดสถานบริการและไม่มีใบอนุญาตจำหน่ายสุรา พร้อมเสนอสั่งปิด 5 ปี ตามคำสั่ง คสช. ที่ 22/2558

หากประชาชนพบเห็นสถานที่ใดที่มีชาวต่างชาติรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก สามารถแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้ทันที เพื่อป้องกันการก่อเหตุอาชญากรรม

การบุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวางครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติด และสถานบันเทิงที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อสร้างความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสังคม

ที่มา – บุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวาง ไม่มีใบอนุญาต แบ่งห้องวีไอพี ปล่อยนักท่องเที่ยวมั่วยา

อุกอาจ! แก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชร กวาด 72 ล้าน

สะเทือนขวัญกลางวันแสกๆ! เกิดเหตุแก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชรในสหรัฐอเมริกาอย่างอุกอาจ กวาดทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลกว่า 72 ล้านบาท สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนในบริเวณใกล้เคียงและสังคมออนไลน์

แก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชร กลางเมืองซีแอตเทิล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ร้านอัญมณีแห่งหนึ่งในย่านเวสต์ซีแอตเทิล กลุ่มคนร้าย 4 คน สวมเสื้อฮู้ดและหน้ากากเพื่อปิดบังใบหน้า บุกเข้าไปในร้านอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพเหตุการณ์ขณะที่คนร้ายใช้ค้อนทุบกระจกประตูหน้าร้านที่ล็อกไว้อย่างแน่นหนา จากนั้นจึงเข้าไปปฏิบัติการปล้นอย่างรวดเร็ว

ภายในร้านขณะเกิดเหตุมีพนักงานชายอยู่เพียงคนเดียว แต่เคราะห์ร้ายที่คนร้ายได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยใช้สเปรย์พริกไทยและเครื่องช็อตไฟฟ้าข่มขู่พนักงาน ก่อนที่จะลงมือทุบตู้โชว์จำนวน 6 ตู้ และกวาดทรัพย์สินมีค่าไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาในการก่อเหตุเพียง 90 วินาทีเท่านั้น

หลังจากการปล้นเสร็จสิ้น คนร้ายได้หลบหนีไปอย่างลอยนวล ทิ้งไว้เพียงความเสียหายและความหวาดกลัวให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์อุกอาจครั้งนี้

ทรัพย์สินที่แก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชร ได้ไป

จากการตรวจสอบพบว่า ทรัพย์สินที่คนร้ายได้ไปมีมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 72 ล้านบาทไทย ซึ่งประกอบไปด้วยนาฬิกาหรู Rolex มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ดอลลาร์ (ราว 27 ล้านบาท) และสร้อยคอประดับมรกตมูลค่า 125,000 ดอลลาร์ (ราว 4.5 ล้านบาท) นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับอื่นๆ อีกจำนวนมากที่ถูกกวาดไป

ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงเพื่อหาร่องรอยของคนร้าย และติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย หรือยานพาหนะที่ใช้ในการหลบหนี

การรักษาความปลอดภัยของร้านเพชร: บทเรียนจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์ แก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชร ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญสำหรับเจ้าของร้านอัญมณีและธุรกิจอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

มาตรการที่ควรพิจารณา ได้แก่:

  • การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่
  • การเสริมความแข็งแรงของประตูและหน้าต่าง
  • การติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัย
  • การจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย
  • การทำประกันภัยสำหรับทรัพย์สิน
  • การฝึกอบรมพนักงานให้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

นอกจากนี้ การร่วมมือกับตำรวจและหน่วยงานรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและรับคำแนะนำในการป้องกันอาชญากรรม

เหตุการณ์ แก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชร ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอุกอาจของอาชญากรและความจำเป็นในการเพิ่มความระมัดระวังในการป้องกันทรัพย์สิน การลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพื่อปกป้องธุรกิจและชีวิตของผู้คน

ที่มา – แก๊งโจรบุกปล้นร้านเพชรสหรัฐฯกลางวันแสกๆ กวาดทรัพย์สินกว่า 72 ล้านบาท

เตรียมร่มได้เลย! ทั่วไทยฝนเพิ่มขึ้น ตกหนักบางแห่ง

เตรียมร่มให้พร้อม! กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศวันนี้ ทั่วไทยฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังน้ำท่วมฉับพลันในบางพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีฝนร้อยละ 70

เตรียมร่มได้เลย ทั่วไทยฝนเพิ่มขึ้น ตกหนักบางแห่ง

วันนี้ (16 ส.ค. 68) กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์กระจายถึงเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนโดยเฉพาะบริเวณจังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ จันทบุรี ตราด ระนอง และพังงา ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม เนื่องจากมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น

ในขณะที่มีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณภาคเหนือตอนล่างสำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 17 ส.ค. นี้ไว้ด้วย

พยากรณ์อากาศวันนี้: เตรียมร่มให้พร้อมเพราะทั่วไทยฝนเพิ่มขึ้น

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06.00 น. วันนี้ ถึง 06.00 น. วันพรุ่งนี้

  • ภาคเหนือ: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-15 กม./ชม.
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.
  • ภาคกลาง: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.
  • ภาคตะวันออก: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก): มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก): มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
  • กรุงเทพและปริมณฑล: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

จากรายงานสภาพอากาศ เตรียมร่มได้เลย ทั่วไทยฝนเพิ่มขึ้น อย่างแน่นอน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยที่กล่าวมาข้างต้น ควรติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว อย่าลืมตรวจสอบสภาพรถและเส้นทางก่อนออกเดินทางด้วยนะครับ

ที่มา – ​เตรียมร่มได้เลย ทั่วไทยฝนเพิ่มขึ้น ตกหนักบางแห่ง

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ”อิ๊งค์” คว่ำงบฯ 69

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนแรง เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลแสดงออกถึงความสามัคคี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นำ สส.ประชาชาติ (ปช.) เข้าให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปี 2569 ที่กำลังถูกพิจารณาอย่างเข้มข้น

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตคว่ำงบฯ 69

น.ส.แพทองธาร หรือ “อิ๊งค์” ได้โพสต์ข้อความที่น่าสนใจในอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นคำคมภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ทุกสิ่งที่คุณทำจะย้อนกลับมาหาคุณ จงทำดี จงเป็นคนดี” และ “ความเมตตาไม่มีค่าใช้จ่าย” ซึ่งถูกตีความไปต่างๆ นานา ในขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันหนักแน่นว่า พรรคมีมติให้โหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นวันที่สาม บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมี สส.จากพรรคฝ่ายค้านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทำไมพรรคประชาชาติถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้?

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวภายหลังการเข้าพบ น.ส.แพทองธาร ว่าได้ไปให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านมีกำลังใจดี และยังฝากความคิดถึงและความห่วงใยไปยังประชาชน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พูดคุยกับ สส.พรรคประชาชาติ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานสภาเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ อีกด้วย

ในส่วนของการพิจารณางบประมาณนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ให้เหตุผลว่า แม้ สส.พรรคประชาชนจะให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้นำข้อเสนอแนะเหล่านั้นไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทำให้พรรคตัดสินใจที่จะโหวตคว่ำร่างงบประมาณในวาระสาม

ประเด็นที่น่าสนใจคือการอภิปรายของนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. ที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมองว่าเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา และขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรค ปชน. ยังได้อภิปรายถึงความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการบ้านพักข้าราชการตำรวจที่ใช้งบประมาณในการตกแต่งภายในสูงถึง 23.9 ล้านบาท

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ยังมีประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ที่น่าจับตามอง เช่น การสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนตำแหน่งที่ว่างลง และความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมที่จะออกหมายเรียกผู้สมัคร สว. อีก 1,200 คน เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแสดงออกถึงความสามัคคีของพรรคร่วมรัฐบาล และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้นจากภาคส่วนต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ท่าทีของพรรคประชาชาติในการให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. ทุกคนในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า พวกเขาจะสามารถทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนได้อย่างสมศักดิ์ศรีหรือไม่ เพราะงบประมาณปี 2569 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – ประชาชาติตบเท้า ให้กําลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตควํ่างบฯ 69

Scroll to top