ข่าวทั่วไป

ตำรวจปากเกร็ดเร่งสอบ! รถชนบนทางด่วนอุดรรัถยา 10 คัน

ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด กำลังเร่งสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา ซึ่งมีรถยนต์ได้รับความเสียหายถึง 10 คัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้กับทางขึ้นด่วนเมืองทองธานี ทำให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบต่อการจราจรในบริเวณนั้น

ตำรวจปากเกร็ดเร่งหาข้อเท็จจริง อุบัติเหตุรถชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา เสียหายรวม 10 คัน

เมื่อเวลา 01.30 น. ของวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ร.ต.ท.สุรชัย สายชลนิรันดร รอง สว. (สอบสวน) สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันหลายคันบนทางด่วนอุดรรัถยา ใกล้ทางขึ้นด่วนเมืองทองธานี ฝั่งขาออกมุ่งหน้าบางปะอิน พร้อมด้วย พ.ต.ต. ฐาปนพงษ์ พึ่งมี สว.จร. สภ.ปากเกร็ด ได้รุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบสถานการณ์

ในที่เกิดเหตุ พบรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุจอดกีดขวางถนน และมีเศษชิ้นส่วนรถยนต์แตกกระจายเกลื่อนพื้นถนน จากการตรวจสอบพบว่ามีรถยนต์ได้รับความเสียหายรวม 10 คัน ได้แก่ รถเบนซ์ สีเทา หมายเลขทะเบียน ศช 6633 กรุงเทพฯ, รถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู สีเทา 112 ไอ หมายเลขทะเบียน ธล 757 กรุงเทพฯ, รถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และรถตู้โตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ หมายเลขทะเบียน 7 กง 7878 กรุงเทพฯ แต่ละคันมีสภาพด้านหน้าและท้ายรถได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยการทางพิเศษจึงเร่งเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่เสียหายออกจากผิวการจราจร

รายละเอียดความเสียหายจากอุบัติเหตุบนทางด่วนอุดรรัถยา

อุบัติเหตุครั้งนี้ส่งผลให้รถยนต์หลายคันได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยรถแต่ละคันมีร่องรอยการชนที่แตกต่างกัน บางคันมีรอยเฉี่ยวชนที่ด้านข้าง บางคันมีรอยชนที่ด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาในการประเมินความเสียหายและเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายอชิตพล บ้านใหม่ อายุ 29 ปี คนขับรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู สีเทา ให้การว่า ขณะเกิดเหตุตนขับรถมาในเลนขวา มีรถเก๋งฮอนด้าไม่ทราบหมายเลขทะเบียนขับตามมาด้วยความเร็ว ตนพยายามหักหลบไปเลนซ้ายแต่ไม่พ้น ก่อนถูกพุ่งชนท้าย ทำให้รถที่ขับตามมาเบรกไม่ทันและเกิดการชนต่อเนื่องกัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงต้องทำการสอบสวนพยานและผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์อุบัติเหตุรถชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยาครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน โดยเฉพาะการขับรถในเวลากลางคืนหรือในสภาพถนนที่มีการจราจรหนาแน่น ควรเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ และรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าให้เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

ตำรวจปากเกร็ดเร่งหาข้อเท็จจริงเพื่อสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุรถชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยาครั้งนี้ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างปลอดภัยและการรักษาระยะห่างที่เหมาะสม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ การสอบสวนเพิ่มเติมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อระบุผู้กระทำผิดและพิจารณาข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง สภ.ปากเกร็ดมุ่งมั่นที่จะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การเกิดอุบัติเหตุหมู่ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนตระหนักถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างปลอดภัย และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งอาจนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – ตำรวจปากเกร็ดเร่งหาข้อเท็จจริง อุบัติเหตุรถชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา เสียหายรวม 10 คัน

วิจารณ์สนั่น! แก๊งรถหรูแต่งซิ่งชนทางด่วนอุดรรัถยา

วิจารณ์สนั่น! ขับแข่งกันมาหรือเปล่า? แก๊งรถหรูแต่งซิ่งชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด) พังเสียหายนับ 10 คัน! กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ ตำรวจเร่งสอบปากคำและตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง งานนี้มีโทษหนักถึงขั้นถูกศาลสั่งริบรถเลยทีเดียว!

เมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันที่ (วันที่ถูกลบออก) สิงหาคม 2568 มีรายงานว่า ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถหรูแต่งซิ่งชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา ฝั่งขาออก มุ่งหน้าบางปะอิน ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยการทางพิเศษ เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

จุดเกิดเหตุอยู่บนทางด่วน บริเวณเหนือเมืองทองธานี เป็นถนน 2 ช่องจราจร พบรถยนต์จำนวนมากถูกชนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ชิ้นส่วนรถยนต์กระจัดกระจายเต็มพื้นผิวถนนทั้ง 2 ช่องจราจร นอกจากนี้ ยังพบคราบน้ำมันรั่วไหลออกมาจากรถที่เฉี่ยวชนกันเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรปากเกร็ดและเจ้าหน้าที่กู้ภัยการทางพิเศษได้ประสานรถยกจำนวนหลายคัน เร่งดำเนินการเคลื่อนย้ายรถที่เสียหายออกจากผิวจราจร เพื่อเปิดการจราจรให้เร็วที่สุด

โดยมีรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายทั้งหมดประมาณ 10 คัน อาทิ บีเอ็มดับบลิว สีขาว ทะเบียน กทม. ท้ายและด้านหน้ายุบ บีเอ็มดับบลิวสีเทา 112 ไอ ทะเบียน กทม. ท้ายยุบกันชนท้ายหลุด ฮอนด้า ซีวิค สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน กระจกหน้าแตก ด้านข้างขวายุบ ท้ายยุบ โตโยต้า จีอาร์ ซูปรา (Toyota GR Supra) สีส้ม ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ด้านหน้าเละล้อหน้าซ้ายหลุด แต่ละคันสภาพยับเยินชนิดที่เรียกว่า “ซ่อมไม่คุ้ม” เลยทีเดียว

มีรายงานเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องหน้ารถยนต์คันหนึ่งที่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ได้ เมื่อช่วงเวลา 00.59 น. บริเวณช่วงโค้งเมืองทองธานี ซึ่งเป็นช่วงที่ถนนบีบจาก 3 ช่องจราจรเหลือ 2 ช่องจราจร พบรถยนต์สีขาวจำนวน 3 คัน ขับขี่มาด้วยความเร็ว โดยมี 1 คันขับในเลนขวา และอีก 2 คันตามกันมาในเลนซ้าย ในขณะเดียวกัน ที่ด้านหน้าสุดมีรถยนต์บีเอ็มดับบลิว สีเทาขับอยู่ในช่องจราจรด้านขวา ได้พยายามหลบโดยกำลังจะเปลี่ยนเลนไปทางซ้าย จึงถูกรถยนต์สีขาวในเลนขวาชนท้ายอย่างแรง จนทำให้รถเสียหลักไปขวางอยู่ในเลนซ้ายจึงถูกชนซ้ำ แล้วทำให้รถคันหลังที่ตามท้ายกันพุ่งชนกันจนได้รับความเสียหายอีกหลายคัน

วิจารณ์สนั่น! แก๊งรถหรูแต่งซิ่งชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้ขับขี่รถยนต์ทั้ง 10 คัน เพื่อหาสาเหตุของการชนกันในครั้งนี้ และรอตรวจสอบกล้องวงจรปิดอย่างละเอียดอีกครั้ง หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง เช่น การแข่งขันรถบนทางด่วน จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ จะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ซึ่งมีโทษถึงขั้นถูกศาลสั่งริบรถได้เลย

เหตุการณ์รถหรูแต่งซิ่งชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา ครั้งนี้ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพจ “เฮียขับรถ” ที่ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “เหตุตีสองที่ผ่านมา #กูรู้พวกมึงคิดอะไร” ซึ่งโพสต์นี้มีคนกดไลก์กว่า 1.6 หมื่นครั้ง พร้อมแชร์และเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย

หลายคนมองว่าเป็นกลุ่มรถหรูแต่งซิ่งชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา ที่ขับแข่งกันมา ทำให้เดือดร้อนผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ และมีคอมเมนต์หนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ บอกว่า “ซูปร้าแดงขับมาคันเดียว 90 กิโลเมตรกำลังกลับบ้านไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยต้องเดือดร้อนไปด้วยกุคิดอย่างนี้จริงๆ…” สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง

บทลงโทษสำหรับผู้ที่ขับรถโดยประมาทบนทางด่วน

การขับรถโดยประมาทบนทางด่วนจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายจราจร มีโทษทั้งจำและปรับ รวมถึงอาจถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ นอกจากนี้ หากพบว่ามีการแข่งขันรถบนทางด่วนจริง ผู้กระทำผิดอาจถูกยึดรถได้อีกด้วย ดังนั้น การขับรถด้วยความระมัดระวัง เคารพกฎจราจร และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับแก๊งรถหรูแต่งซิ่งชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างปลอดภัย การใช้ความเร็วเกินกำหนด การประมาท และการขาดความรับผิดชอบ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่คาดฝันได้เสมอ.

ที่มา – วิจารณ์สนั่น แก๊งรถหรูแต่งซิ่งชนกันบนทางด่วนอุดรรัถยา เสียหายนับ 10 คัน

สลด! รถไฟเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว

เกิดเหตุสลด รถไฟโดยสารเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว บริเวณจุดข้ามทางรถไฟในเมืองทางตอนใต้ของเดนมาร์ก ส่งผลให้รถไฟตกรางอย่างน้อย 2 ตู้ มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บเกือบ 20 ราย ผู้โดยสารกว่า 90 คน ต้องหนีตายอลหม่าน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ได้เกิดอุบัติเหตุสะเทือนขวัญ รถไฟโดยสารเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว บริเวณจุดตัดทางรถไฟใกล้เมืองทิงเลฟ ระหว่างเมืองทิงเลฟและเมืองคลิปลิฟ ในเขตจัตแลนด์ตอนใต้ของประเทศเดนมาร์ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 20 ราย โดยในจำนวนผู้บาดเจ็บบางรายนั้นถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนด้วยเฮลิคอปเตอร์

เจ้าหน้าที่ตำรวจเดนมาร์กได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในขณะที่เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดนี้ มีผู้โดยสารทั้งหมด 95 คนอยู่บนขบวนรถไฟโดยสาร รวมถึงนักเรียนจากโรงเรียนชื่อดังในเมืองเซอนเนอร์บอร์ก ซึ่งทางบริษัทผู้ให้บริการเดินรถไฟ ได้ออกประกาศหยุดให้บริการในเส้นทางระหว่างทิงเลฟ-เซอนเนอร์บอร์ก ซึ่งเป็นเส้นทางที่อยู่ใกล้กับชายแดนประเทศเยอรมนี

ภาพถ่ายจากสถานที่เกิดเหตุเผยให้เห็นภาพที่น่าสลดใจ โดยมีตู้โดยสารหนึ่งตู้พลิกตะแคงอยู่ข้างรางรถไฟ ผู้โดยสารจำนวนมากรวมตัวกันอยู่บนแนวรางรถไฟ ในขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ได้มีการส่งเฮลิคอปเตอร์ กองกำลังค้นหา และสุนัขดมกลิ่นเข้าให้ความช่วยเหลือในพื้นที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งมีการใช้โดรนเพื่อสำรวจสถานการณ์โดยรวม

หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลโครงสร้างพื้นฐานรางรถไฟแห่งชาติ ได้ออกมายืนยันว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นที่จุดตัดทางรถไฟ และจากรายงานของสื่อท้องถิ่น ได้ระบุว่ามีตู้โดยสารอย่างน้อย 2 ตู้ที่ตกราง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการชนในครั้งนี้อย่างละเอียด

รถไฟโดยสารเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว

สถานการณ์ ณ จุดเกิดเหตุยังคงตึงเครียด เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ภายในรถไฟ และเร่งเคลียร์พื้นที่เพื่อให้การสอบสวนสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น การสูญเสียชีวิตและอาการบาดเจ็บของผู้โดยสารจำนวนมากเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ผลกระทบจากเหตุการณ์ รถไฟโดยสารเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว

อุบัติเหตุครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการเดินทางและการขนส่งในพื้นที่โดยรอบ การหยุดให้บริการในเส้นทางทิงเลฟ-เซอนเนอร์บอร์ก ทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากได้รับผลกระทบ และอาจต้องหาเส้นทางอื่นในการเดินทาง นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบขนส่งทางราง และอาจนำไปสู่การทบทวนมาตรการความปลอดภัยในการเดินรถไฟ

ความปลอดภัยของการขนส่งทางรางเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและบำรุงรักษารางรถไฟและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ การบังคับใช้กฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการขนส่งทางรางอย่างเคร่งครัดก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

เหตุการณ์ รถไฟโดยสารเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการขนส่งทางราง และร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การลงทุนในเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน เป็นสิ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และทำให้การเดินทางด้วยรถไฟเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับทุกคน

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพบริเวณจุดตัดทางรถไฟ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ขับขี่รถยนต์ปฏิบัติตามกฎจราจรและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุและรักษาชีวิตของผู้คน

ที่มา – รถไฟโดยสารเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว ทำให้รถไฟตกราง มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ เจ็บเกือบ 20 ราย

ทรัมป์-ปูติน พบหารือ ยุติสงครามยูเครน ที่อะแลสกา

“ทรัมป์–ปูติน” พบปะกันที่รัฐอะแลสกา เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามยูเครน ลุ้นจบได้ข้อสรุปในวันนี้

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดฉากการเจรจาแบบทวิภาคีที่รัฐอะแลสกา ว่าด้วยการยุติสงครามยูเครน ที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปี การหารือ ทรัมป์-ปูติน ในครั้งนี้จึงเป็นที่จับตาของคนทั่วโลก

โดยทั้งสองผู้นำพบกันด้วยการจับมือกันอย่างอบอุ่นถึง 2 ครั้ง หลังเดินทางถึงฐานทัพเอลเมนดอร์ฟ–ริชาร์ดสัน ในเมืองแองเคอเรจ ก่อนจะโดยสารรถลีมูซีนของทรัมป์ไปยังสถานที่จัดประชุม ซึ่งถือเป็นการพบหารือทวิภาคีครั้งแรกระหว่างสองผู้นำ นับจากการพบหารือที่กรุงเฮลซิงกิ ของฟินแลนด์ เมื่อปี 2561 ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุว่า จะไม่พอใจอย่างมากหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ในวันนี้

ทางด้านนายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ซึ่งไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมซัมมิตครั้งนี้ กล่าวโจมตีว่า แม้ในวันเจรจา รัสเซียก็ยังเข่นฆ่าประชาชน โดยย้ำว่าควรมีการประชุมร่วมระหว่างผู้นำยูเครน–สหรัฐฯ–รัสเซีย เพื่อหาทางออกอย่างแท้จริง พร้อมเรียกร้องให้ชาติตะวันตกออก “มาตรการคว่ำบาตรใหม่ทันที” หากรัสเซียไม่ยอมรับ “การหยุดยิงโดยพลัน”

ทางด้านนายดมิทรี เพสคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยผ่านสถานีทีวีรัสเซียว่า การเจรจาจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6–7 ชั่วโมง ขณะที่ทรัมป์เผยว่าอยากเห็น การพบกันรอบสองในอะแลสกาโดยเร็ว ระหว่างปูตินกับประธานาธิดียูเครน พร้อมเรียกร้องให้ชาติตะวันตกออก “มาตรการคว่ำบาตรใหม่ทันที” หากรัสเซียไม่ยอมรับการหยุดยิงโดยพลัน.

ทรัมป์-ปูติน พบหารือกันอย่างอบอุ่น ที่รัฐอะแลสกา

การพบปะหารือกันระหว่าง ทรัมป์-ปูติน ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครน แม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ออกมาในทันที แต่การที่สองผู้นำได้มานั่งโต๊ะเจรจากันโดยตรง ย่อมดีกว่าการที่ต่างฝ่ายต่างใช้กำลังและความรุนแรงเข้าตอบโต้กัน

สถานการณ์สงครามในยูเครนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านพลังงาน อาหาร และห่วงโซ่อุปทาน การที่สงครามยืดเยื้อจึงสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนทั่วโลก หากการเจรจา ทรัมป์-ปูติน สามารถนำไปสู่การหยุดยิงได้จริง ก็จะเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน

ประเด็นสำคัญในการหารือ ทรัมป์-ปูติน

  • การหยุดยิงโดยทันทีในยูเครน
  • การเปิดทางให้มีการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซีย
  • การรับประกันความปลอดภัยให้กับประชาชนในยูเครน
  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจของยูเครน

อย่างไรก็ตาม การเจรจาให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ต้องพิจารณา ทั้งผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ความต้องการของประชาชน และสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ การที่นายเซเลนสกีออกมาโจมตีการหารือในครั้งนี้ ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีอุปสรรคอีกมากที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาช่องทางการเจรจาเอาไว้ และให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกร่วมกัน การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก และมีแต่จะนำไปสู่ความสูญเสียที่มากขึ้น การเจรจาอาจต้องใช้เวลาและความอดทน แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

การพบกันของ ทรัมป์-ปูติน ครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามยูเครนหรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่แน่นอนว่าทุกสายตาทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่รัฐอะแลสกาแห่งนี้

ที่มา – “ทรัมป์-ปูติน” พบหารือกันอย่างอบอุ่น ที่รัฐอะแลสกา เพื่อเจรจาแนวทางยุติสงครามยูเครน

ทวิวงศ์ อัดงบฯ ต้านโกง ทุ่มสัมมนา เสี่ยงกินหัวคิว

“ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์” สส.อยุธยา ชำแหรกร่างงบประมาณ 2569 ชี้ งบประมาณ“ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง กลับมีงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ทุ่มไปกับโครงการอบรมสัมมนา ที่เสี่ยงกลายเป็น งบสำหรับ “กินหัวคิว”

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 วาระที่ 2 และ 3 นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส.อยุธยา พรรคประชาชน ได้กล่าวอภิปรายในมาตรา 37 งบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนงานบูรณาการ ว่าหลายคนอาจสงสัยหรืออาจจะไม่ทราบว่าจริงๆ ประเทศไทย มีการตั้งงบประมาณเพื่อ “การต่อต้านทุจริต” ในชื่อว่า แผนบูรณาการการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เป็นเจ้าภาพในการจัดสรรงบประมาณและยังมีหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เข้ามาเสนอของบประมาณกับแผนบูรณาการนี้

แต่ทำไมเรายังคงเห็นข่าวทุจริตอยู่ทุกวัน จากทั้งสื่อออนไลน์และโทรทัศน์ คำตอบนั้นคือ เพราะแผนการใช้งบประมาณที่ เป้าไม่ถึง เป้าไม่ตรง และเป้าดีมีไม่พอ

นายทวิวงศ์ กล่าวต่อว่า เป้าไม่ถึง คือ เป้าหมายหรือตัวชี้วัดที่ แผนบูรณาการต้านทุจริตนี้ได้ตั้งเอาไว้ โดยตั้ง corruption perception index หรือดัชนีการรับรู้การทุจริต เรียกง่ายๆ ว่า CPI ซึ่งเป็นดัชนีหรือตัวชี้วัดที่ทั่วโลกยอมรับกัน

แต่ ป.ป.ช. ตั้งเป้าหมายไว้สูงตลอดแต่ไม่เคยทำให้ดัชนีการรับรู้ทุจริตของไทยนั้นถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เลย อย่างปีล่าสุดที่มีการประเมิน ปี 2567 ตั้งเป้าหมาย ไว้ว่าต้องได้อันดับหนึ่งใน 51 แต่สุดท้ายกลับรั้งอันดับ 107 และหวังจะได้คะแนน 53 คะแนน แต่ทำได้จริงแค่ 34 คะแนน และหลายปีที่ผ่านมา ไทยกลับได้คะแนนเพียงครึ่งเดียวของเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยตลอด

ข้อสังเกตที่สำคัญอีกอย่างคือ ป.ป.ช. ยังใช้ตัวชี้วัดของไทยเราเองอย่าง การประเมิน ITA หรือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ แต่ที่น่าสนใจคือ มีค่าเฉลี่ยดีขึ้นทุกปี สวนทางกันกับการประเมินที่ต่างประเทศยอมรับ และนั่นเป็นเพราะเป้าไม่ตรง ที่เป้าหมายของเราไม่ตรงกับการแก้ปัญหาทุจริตที่ควรจะเป็น เพราะในรายละเอียด งบในแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตฯ นั้น มีทั้งหมดกว่า 961 ล้านบาท แต่งบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับการอบรมสัมมนา กว่า 52% หรือกว่า 500 ล้านบาท และยังเป็นงบที่เพิ่มขึ้นทุกปี

ตัวอย่างน่าสนใจ คือ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คอยสนับสนุน อบจ. เทศบาล อบต. ต่างๆ แต่งบประมาณที่ขอมาในแผนบูรณาการการต้านทุจริตฯ กลับมีแต่ “งบอบรมสัมมนาล้วนๆ” กว่า 26 ล้านบาท แค่ค่าอาหารในโครงการอบรมสัมมนา ก็มีมากกว่า 9 ล้านบาท ค่าที่พักอีก 7.5 ล้านบาท

คำถามคือ การอบรมแบบนี้จะช่วยให้ กรณีอย่าง “เสาไฟกินรี” หายไปจากการจัดซื้อจัดจ้างของท้องถิ่นหรือไม่

นายทวิวงศ์ จึงกล่าวว่า ตนเองขอเสนอ ให้ควรจัดทำเป็น “งบอุดหนุน” ให้ท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้ทำ “ระบบถ่ายทอดสดการประชุมสภาท้องถิ่น” เพื่อเปิดเผยข้อมูลในสภาท้องถิ่นว่า นำภาษีของประชาชนไปใช้อะไรบ้าง และยังส่งผลให้ท้องถิ่นไม่ต้องกังวลว่า งบประมาณการเปิดถ่ายทอดสด จะเบียดบังงบประมาณของท้องถิ่นเอง

ส่วนประเด็นต้องสงสัยมากที่สุด คือ “งบอบรมสัมมนา” ที่เสี่ยงมาก ที่จะเป็น “งบกินหัวคิว” แต่กลับมี งบอบรมกว่า 500 ล้านบาท อยู่ใน งบแผนบูรณาการฯ ต่อต้านการทุจริต ซึ่งมันกลับหัวกลับหาง ไม่ใช่ว่างบอบรมปลูกฝังจิตสำนึกไม่ควรมี แต่ถ้ามันมากเกินจน อาจส่งผลให้เป้าที่ดีมีไม่พอ

เพราะเป้าหมายที่ดี ที่ควรจะมี คือ ระบบเปิดเผยข้อมูล และงบทำระบบตรวจสอบ จึงเป็นเหตุผลที่ตนเองต้องขอเสนอ ปรับลดงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ในส่วนที่เป็นงบฯ อบรมสัมมนา ออกจาก งบประมาณแผนบูรณาการต้านทุจริต

ทวิวงศ์ อัดงบฯ ต้านโกง

ทำไมงบประมาณต้านโกงถึงกลายเป็นประเด็น “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง

การที่ สส.ทวิวงศ์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณต้านโกงนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่ตรงจุด และอาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง การจัดสรรงบประมาณจำนวนมากให้กับการอบรมสัมมนา ในขณะที่ระบบตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลยังไม่แข็งแกร่ง อาจเป็นช่องทางให้เกิดการใช้งบประมาณที่ไม่โปร่งใสได้

การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการต่อต้านการทุจริต การพิจารณาและปรับปรุงงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่แท้จริงของการต่อต้านการทุจริต จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้การแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นไปอย่างยั่งยืน

เราควรสนับสนุนให้มีการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวด และส่งเสริมให้มีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้ “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง เป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใส นอกจากนี้ การลงทุนในระบบตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูล จะช่วยลดโอกาสในการทุจริตและสร้างสังคมที่โปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่“ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อให้งบประมาณที่ใช้ไป เกิดประโยชน์สูงสุดในการต่อต้านการทุจริตอย่างแท้จริง และสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง ทุ่ม 500 ล้าน ไปกับโครงการสัมมนา ที่เสี่ยงเป็นงบกินหัวคิว

น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม ปากีฯ-อินเดีย ตายพุ่ง

ปากีสถานและอินเดีย เผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 260 ราย สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับบ้านเรือน และทำให้หลายพื้นที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เหตุการณ์เลวร้ายนี้เกิดขึ้นจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันและแผ่นดินถล่ม ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม: โศกนาฏกรรมที่ปากีสถานและอินเดีย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 หน่วยบรรเทาสาธารณภัยของปากีสถานได้รายงานว่า ฝนมรสุมที่โหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่องได้ทำให้เกิด น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 200 ราย ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง โดยในจำนวนนี้ มีผู้เสียชีวิต 180 รายในจังหวัดคีเบอร์ ปัคตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ นอกจากนี้ ในพื้นที่แคชเมียร์ของปากีสถาน มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 9 ราย และในภูมิภาคกิลกิต-บัลติสถาน มีผู้เสียชีวิต 5 ราย

สถานการณ์ในปากีสถานยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากบ้านเรือนของประชาชนถูกกระแสน้ำพัดพาไปอย่างน้อย 30 หลังคาเรือน นอกจากนี้ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย M-17 ยังประสบอุบัติเหตุตกในระหว่างปฏิบัติภารกิจที่เมืองบาจอร์ เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้ลูกเรือทั้ง 5 คนเสียชีวิตทั้งหมด ความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำเติมความยากลำบากของประชาชนที่กำลังเผชิญกับ น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม

ความเสียหายในอินเดียจาก น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม

ในส่วนของอินเดียเองก็ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้เช่นกัน โดยในฝั่งอินเดียของแคชเมียร์ เกิดเหตุน้ำป่าซัดหมู่บ้านกลางหิมาลัย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 60 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาเตือนว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักจะยังคงถล่มภาคตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานต่อไปในสัปดาห์หน้า ซึ่งหมายความว่า สถานการณ์ น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม อาจจะยังคงเกิดขึ้นต่อไป และอาจจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวมากยิ่งขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

เหตุการณ์ น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม ที่เกิดขึ้นในปากีสถานและอินเดียเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ การวางแผนผังเมืองและการก่อสร้างที่คำนึงถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม ปากีฯ-อินเดีย ยอดตายพุ่งเกือบ 260 ศพ

สภาฯ โหวตผ่าน! ร่างงบประมาณ 2569 ฉลุย

ตามคาด สภาฯ โหวตผ่านฉลุย ร่างงบประมาณ 2569 เสียงปริ่มน้ำไม่เป็นอุปสรรค

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบร่างงบประมาณ 2569 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 257 เสียง และไม่เห็นด้วย 230 เสียง รองนายกรัฐมนตรี นายพิชัย ชุณหวชิร ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในวาระที่ 2 และ 3 โดยมีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานในการประชุม หลังจากที่ประชุมได้พิจารณาร่างงบประมาณปี 2569 ครบทั้ง 41 มาตรา และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากและข้างน้อยได้ชี้แจงเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 3 วันตามที่ได้ตกลงกันไว้

ต่อมาในเวลา 22.49 น. นายไชยาได้เรียกที่ประชุมเพื่อแสดงตนและลงมติในวาระที่ 3 โดยถามที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 หรือไม่ ที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 257 เสียง ไม่เห็นด้วย 230 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง และไม่มีผู้ใดไม่ลงคะแนน

นอกจากนี้ นายไชยาได้สอบถามที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ปรากฏว่ามีผู้เห็นด้วย 398 เสียง ไม่เห็นด้วย 29 เสียง งดออกเสียง 9 เสียง และไม่ลงคะแนน 17 เสียง

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ได้กล่าวขอบคุณประธานสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ปี 2569 ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยรับงบประมาณต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ และแผนพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของประชาชน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณและบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการ

รัฐบาลขอขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็น คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ และความห่วงใยต่างๆ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอมา และจะนำไปพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้งบประมาณมากที่สุด รัฐบาลขอขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้เสียสละเวลาร่วมมือกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ปี 2569 อย่างเต็มที่จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการ และรัฐบาลจะนำไปพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ร่างงบประมาณ 2569 ที่ผ่านการพิจารณาในครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลและความมุ่งมั่นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน

การอนุมัติ ร่างงบประมาณ 2569 มีความสำคัญอย่างไร?

การอนุมัติร่างงบประมาณมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม และความมั่นคงของชาติ การที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบร่างงบประมาณ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม

การที่สภาผู้แทนราษฎรโหวตผ่านร่างงบประมาณ 2569 ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการบริหารประเทศ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

จากนั้น นายไชยาได้สั่งปิดประชุมในเวลา 22.57 น.

การผลักดัน ร่างงบประมาณ 2569 ถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกที่สำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในการที่จะนำนโยบายที่ได้หาเสียงไว้มาปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และต้องติดตามกันต่อไปว่างบประมาณที่ได้รับการอนุมัติไปนั้น จะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติได้จริงหรือไม่

ที่มา – ตามคาด สภาฯ โหวตผ่านฉลุย ร่างงบประมาณ 2569 เสียงปริ่มน้ำไม่เป็นอุปสรรค

พริษฐ์ขอลดงบ บยส. หวั่นกระทบอิสระศาล

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” ส.ส. พรรคก้าวไกล อภิปรายขอหั่นงบประมาณหลักสูตร บยส. ของศาลยุติธรรมกว่า 16 ล้านบาท ชี้อาจสร้างระบบอุปถัมภ์และกระทบความเป็นอิสระของศาล

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้อภิปรายขอปรับลดงบประมาณในส่วนของโครงการหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.)

นายพริษฐ์กล่าวว่า หลักสูตรการฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐมักถูกวิจารณ์ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างระบบอุปถัมภ์ เพราะมักมีผู้เข้าร่วมจากองค์กรที่ควรตรวจสอบกันเอง หรือองค์กรที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กันได้ หนึ่งในหลักสูตรที่ถูกวิจารณ์คือหลักสูตร บยส. ของศาลยุติธรรม ซึ่งปีนี้ขอรับงบประมาณถึง 16 ล้านบาท

พริษฐ์ ขอลดงบหลักสูตร บยส.

เขากล่าวว่าสถาบันตุลาการควรทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง เป็นอิสระ และปราศจากอคติ การที่ผู้พิพากษาพัฒนาความสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก อาจเกิดความเสี่ยงหากบุคคลเหล่านั้นกลายเป็นคู่ความในคดีที่ผู้พิพากษาเป็นผู้พิจารณา

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังเน้นย้ำว่า สถาบันตุลาการต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ในสายตาสังคม ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าประชาชนเชื่อมั่นว่าผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมด้วยหรือไม่ หากหลักสูตร บยส. กระทบต่อภาพลักษณ์นี้ ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

“หากประโยชน์ที่ได้รับจากหลักสูตรเหล่านี้วัดผลได้ยากหรือไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระและภาพลักษณ์ของความเป็นอิสระของผู้พิพากษา การเดินหน้าหลักสูตรเช่นนี้อาจเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย” นายพริษฐ์กล่าว

ความกังวลจากภายในศาลยุติธรรมต่อหลักสูตร บยส.

นายพริษฐ์กล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ได้ถูกตั้งคำถามจากคนนอกเท่านั้น แต่ผู้พิพากษาบางส่วนก็กังวลเช่นกัน โดยเมื่อเดือนมกราคม 2568 มีผู้พิพากษาศาลฎีกา 2 ท่านเรียกร้องให้ยกเลิกหลักสูตร บยส. และไม่อนุญาตให้ผู้พิพากษาเข้าร่วมอบรมหลักสูตรอื่นที่คล้ายกัน นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นผู้พิพากษาจำนวน 1,455 คน พบว่า 87% เห็นว่าหลักสูตร บยส. กระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้พิพากษา และ 82% เห็นว่าสมควรยกเลิกหลักสูตร

เขาเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ โดยอาจตัดลดงบประมาณทั้งหมด 16 ล้านบาท หรือปรับลดบางส่วนเพื่อปรับรูปแบบหลักสูตรให้ใช้งบประมาณน้อยลง และลดความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของผู้พิพากษา เช่น ปรับการเรียนการสอนเป็นออนไลน์มากขึ้น หรือเปลี่ยนจากการรับผู้เข้าเรียนเป็นรุ่นมาเป็นการจัดกิจกรรมตามหัวข้อ

นอกจากนี้ อาจพิจารณาปรับองค์ประกอบของผู้เรียน โดยแยกกิจกรรมระหว่างผู้พิพากษาและบุคคลภายนอก หรือเพิ่มความโปร่งใสเกี่ยวกับประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ เช่น เผยแพร่คลิปการสอน หรือจัดเก็บฐานข้อมูลผู้เรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่เคยเรียนร่วมกัน

เขากล่าวว่าเข้าใจดีว่ามีอีกหลายหลักสูตรของหน่วยงานอื่นที่มีปัญหาคล้ายกัน แต่เมื่อหลักสูตร บยส. เป็นหลักสูตรที่เคยหารือกับผู้บริหารหลักสูตรโดยตรง และมีการเรียกร้องจากภายในองค์กรให้มีการยกเลิกหรือทบทวนอย่างชัดเจน

“ตนจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากศาลยุติธรรมจะลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเรื่องของระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทย โดยการยกเลิกหรือทบทวนหลักสูตรดังกล่าว ตนเชื่อว่าความกล้าหาญของผู้บริหารศาลยุติธรรมนั้นจะได้รับความชื่นชมจากหลายภาคส่วนในสังคม และจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริหารของหน่วยงานอื่นที่มีการจัดหลักสูตรในลักษณะคล้ายๆ กัน เดินตามความกล้าหาญของศาลยุติธรรมเช่นกัน” นายพริษฐ์กล่าว

การอภิปรายของนายพริษฐ์ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของภาครัฐและความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรต่างๆ การพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรต่างๆ เหล่านี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – “พริษฐ์” ขอลดงบหลักสูตร บยส. หวั่นสร้างระบบอุปถัมภ์ กระทบความเป็นอิสระศาล

พบร่างแล้ว! หนุ่มกระโดดสะพานสารสินดับ

พบร่างแล้ว หนุ่มพนักงานร้านขายมือถือ วัย 26 ปี กระโดดสะพานสารสินสูญหาย

เจ้าหน้าที่พบร่างของหนุ่มวัย 26 ปี พนักงานร้านขายมือถือที่กระโดดสะพานสารสิน จังหวัดภูเก็ตแล้ว หลังจมหายไปหลายวัน โดยร่างถูกนำส่งโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เพื่อชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ชายอายุ 26 ปี ซึ่งทำงานเป็นพนักงานร้านขายโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่งในศูนย์การค้า ในตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต ได้ตัดสินใจกระโดดลงจากสะพานสารสิน ซึ่งเป็นสะพานคู่ขนานกับสะพานท้าวศรีสุนทรและสะพานท้าวเทพกระษัตรี ซึ่งเป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดพังงาและจังหวัดภูเก็ต

หลังจากการแจ้งเหตุ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต พร้อมด้วยชุดประดาน้ำ หน่วยกู้ชีพ และจิตอาสาจาก อบต.ไม้ขาว ได้ระดมกำลังค้นหาอย่างต่อเนื่อง ญาติของผู้สูญหายได้เดินทางมาเฝ้าติดตามการค้นหาอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจุดธูปเพื่อบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยค้นหาร่างให้พบเจอโดยเร็ว

การค้นหาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเย็นของวันที่ 14 สิงหาคม 2568 แต่เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้การค้นหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจยุติการค้นหาชั่วคราว

เช้าวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ทีมประดาน้ำจากมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต และเจ้าหน้าที่กู้ชีพจาก อบต.เชิงทะเล ได้เริ่มปฏิบัติการค้นหาอีกครั้งเป็นวันที่สาม

ความคืบหน้าล่าสุดการค้นหาหนุ่มกระโดดสะพานสารสิน

ในที่สุด เมื่อเวลา 18.20 น. ของวันนี้ มีประชาชนที่เดินเล่นอยู่บริเวณหาดทรายแก้ว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พบร่างของชายดังกล่าวลอยมาเกยหาด เจ้าหน้าที่จากหน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตจึงนำร่างส่งโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เพื่อให้แพทย์ชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนที่จะส่งมอบร่างให้กับญาติเพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป นับเป็นการสิ้นสุดการค้นหาหนุ่มพนักงานร้านขายมือถือ วัย 26 ปี ที่กระโดดสะพานสารสินสูญหาย

เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องน่าเศร้าใจและสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับบุคคลที่ต้องเผชิญกับความเครียดหรือความกดดันในชีวิต การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตใจของตนเองและคนรอบข้างจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง หากคุณหรือใครที่คุณรู้จักกำลังรู้สึกสิ้นหวังหรือต้องการความช่วยเหลือ อย่าลังเลที่จะติดต่อหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต หรือพูดคุยกับคนที่คุณไว้ใจ

การรับฟังและให้กำลังใจซึ่งกันและกันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหา และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีก

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวและเพื่อนของผู้เสียชีวิต

ที่มา – พบร่างแล้ว หนุ่มพนักงานร้านขายมือถือ วัย 26 ปี กระโดดสะพานสารสินสูญหาย

Scroll to top