ข่าวทั่วไป

กพท. คลายล็อกบินโดรนทั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ได้ประกาศคลายล็อกการบินโดรนทั่วประเทศแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคมนี้ ภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่ห้ามบินที่กำหนดไว้ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ขอความร่วมมือให้งดบินโดรนในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ

ประกาศฉบับที่ 4 นี้ อนุญาตให้ทำการบินหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ทุกประเภทได้ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่ห้ามบิน ตั้งแต่วันที่ 16 – 31 สิงหาคม 2568 หลังจากได้ขอความร่วมมืองดบินในช่วงวันที่ 30 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ตามที่หน่วยงานด้านความมั่นคงขอความร่วมมือเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ต่าง ๆ

กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้

เงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตให้บินโดรนครั้งนี้:

  • โดรนทุกประเภทสามารถทำการบินได้ ยกเว้นพื้นที่ที่กำหนดตามประกาศ, จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึก หรือมีกองกำลังปฏิบัติการภาคพื้น (สระแก้ว ตราด บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จันทบุรี สุรินทร์ และอุบลราชธานี) อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี, อำเภอเมือง จ.ระยอง, รัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบินและจุดขึ้นลงอากาศยานทุกแห่ง และพื้นที่ที่หน่วยงานความมั่นคงประกาศเป็นการเฉพาะเพิ่มเติม ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบพื้นที่อนุญาตได้ที่แอปพลิเคชัน UAS Portal
  • โดรนทุกประเภทต้องแจ้งข้อมูลพื้นที่ที่ปฏิบัติการบิน วันและเวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบินล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง โดยสามารถแจ้งที่ CAAT ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และแจ้งต่อศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศบตอ.น.) อีเมล [email protected] 
  • ทำการบินได้เฉพาะเวลา 06.00-18.00 น. เท่านั้น (งดบินในเวลากลางคืนทุกกรณี)
  • ในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่พื้นที่ห้ามบินตามประกาศสามารถขอปฏิบัติแตกต่างจากเงื่อนไขได้ ตามประกาศกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558 และ 2567 โดยจะต้องขออนุญาตจาก CAAT ผ่านช่องทาง UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า สถานการณ์โดยรวมมีแนวโน้มคลี่คลายลงในระดับที่สามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมการใช้โดรนของพลเรือนได้บางส่วน โดยยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของการปฏิบัติการด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน และเพื่อให้การดำเนินชีวิตของประชาชนและการประกอบกิจการต่าง ๆ สามารถกลับมาดำเนินได้ใกล้เคียงภาวะปกติ ฝ่ายความมั่นคงจึงประสานให้ปลดล็อกการบินโดรนทุกประเภทภายใต้เงื่อนไข

เตรียมพร้อม! กพท. คลายล็อกบินโดรนแล้ว

CAAT ขอขอบคุณผู้ใช้งานโดรนทุกท่านที่ปฏิบัติตามคำขอความร่วมมือของหน่วยงานความมั่นคงในช่วงที่ผ่านมา และย้ำว่าพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน นำไปพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนและการขออนุญาตบิน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายโดรน โดยเฉพาะโดรนเพื่อการเกษตรในอนาคตมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานมากขึ้น พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้ใช้งานโดรนเกษตรทุกรายขึ้นทะเบียนตัวโดรนและผู้บังคับในระบบ UAS Portal ให้เรียบร้อย เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านระเบียบกฎหมายในอนาคต

สำหรับโดรนของราชการทหาร ตำรวจ ศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ และสำนักข่าวกรองฯ สามารถปฏิบัติการได้ตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้เฉพาะโดรนของศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรฯ หากมีการบินในพื้นที่ห้ามบิน ขอความร่วมมือแจ้งข้อมูลล่วงหน้าผ่าน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และ ศตอ.น. [email protected] และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เกี่ยวข้อง

หากพบเห็นการใช้งานโดรนที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคง ที่ฝ่าฝืนประกาศนี้ ให้แจ้งข้อมูล ได้แก่ วัน เวลา สถานที่ที่พบเห็น ลักษณะของโดรน และภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ (ถ้ามี) ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเร็วผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่ง

การที่ กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้งานโดรน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกคนเเละความมั่นคงของชาติ หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรน อย่าลืมตรวจสอบพื้นที่ที่สามารถบินได้ และแจ้งข้อมูลการบินล่วงหน้าตามที่กำหนด เพื่อให้การใช้งานโดรนเป็นไปอย่างราบรื่นเเละถูกต้องตามกฎหมายนะครับ

ที่มา – กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่ห้ามบิน

“รัชนก” ร้อง ป.ป.ช. การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย

“รัชนก” เสนอตัดงบเคหะ 300 ล้านบาท เหตุประเคนให้เอกชนฟันกำไร เตรียมร้อง ป.ป.ช. ทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อนักการเมืองทำประโยชน์จากสมบัติชาติ

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระที่ 2 มาตรา 29 นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายถึงกรณีการบริหารโครงการอาคารเช่าของการเคหะแห่งชาติ ทั้ง 52 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งอาคารเช่าเหล่านี้ เดิมมีวัตถุประสงค์สร้างเพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้เช่าอยู่อาศัยในราคายุติธรรม

“รัชนก” เตรียมร้อง ป.ป.ช. การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย

น.ส.รัชนก เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวแทนที่จะถูกบริหารโดยรัฐเพื่อดูแลประชาชน กลับมีการทำ TOR เปิดให้เอกชนเช่าเหมาบริหารทั้งหมด ซึ่งใน 52 โครงการนี้ มีบริษัทเอกชนเพียง 11 ราย ที่คว้างานไปได้ โดยแต่ละโครงการชนะการประมูลกันในราคาเพียง 5 บาท 10 บาทเท่านั้น พร้อมเปิดเอกสารประกอบระหว่างการอภิปราย

แฉกลโกง: การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย

โดยระบุว่า เอกชนที่ได้สิทธิ ไม่ต้องลงทุนก่อสร้างหรือซ่อมแซมอาคาร แต่เก็บค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง จากประชาชนเต็มเม็ดเต็มหน่วย “เรียกได้ว่า รับไปเก็บตังค์อย่างเดียว สบ๊าย สบาย” โดยหนึ่งในบริษัทที่ได้สิทธิ คือ “บริษัท เอ็ม แอสเสท จำกัด” ซึ่งชาวบ้านร้องเรียนว่าค่าบริการต่าง ๆ แพงเกินควร และยังพบว่าบริษัทดังกล่าวกลับเป็นครอบครัวอดีตนักการเมืองชื่อดัง นามสกุล “สุวรรณบุตร”

“ถึงเวลาจัดงานในพื้นที่ ทั้งรองผู้ว่า ผู้ช่วยผู้ว่า เดินตามกันจนงงว่า ยังกินเงินเดือนจากภาษีพี่น้องประชาชนรึเปล่า ซึ่งก็ได้ถ่ายคลิป อัดเสียงไว้หมดแล้ว เดี๋ยวจะส่งให้ผู้ว่าการเคหะแห่งชาติและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมพิจารณาแล้วกัน ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ไม่อยากเอามาเปิดให้เสียเวลาพิจารณางบประมาณ แต่เรื่องนี้การเคหะแห่งชาติเสียหาย รัฐเสียหาย พี่น้องประชาชนเสียผลประโยชน์” น.ส.รักชนก กล่าวและว่า

สิ่งที่รับไม่ได้มากที่สุด คือ เมื่ออาคารเช่าเสื่อมสภาพ การเคหะแห่งชาติก็ใช้งบประมาณแผ่นดินไปซ่อมแทนเอกชนทุกปี เช่น

  • ปี 2567 ของบไปซ่อม 76 ล้านบาท
  • ปี 2568 ของบไปซ่อม 153 ล้าน
  • ปี 2569 ของบไปซ่อมอีก 303 ล้าน

“นี่คืองบอุ้มเอกชนเต็ม ๆ รับงานไปขูดรีดประชาชน แถมให้รัฐซ่อมให้แบบพร้อมเสิร์ฟ เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้จะยอมให้ผ่านงบประมาณแบบนี้ไปจริง ๆ หรือ” น.ส.รัชนกกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ตัดงบซ่อมแซมอาคารเช่าในส่วนนี้ทั้งหมดออก เนื่องจากเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างบิดเบือนและซ้ำเติมภาษีของประชาชน

น.ส.รักชนก ยังระบุด้วยว่า จะรวบรวมข้อมูล เอกสาร และหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำ TOR และการให้สิทธิบริหารโครงการอาคารเช่าของการเคหะแห่งชาติแก่เอกชน เพื่อนำไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบในประเด็น “ทุจริตเชิงนโยบาย” เนื่องจากเห็นว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนักการเมืองและเครือข่ายธุรกิจครอบครัวอย่างชัดเจน อันเป็นการนำทรัพย์สินและงบประมาณของรัฐ ซึ่งควรเป็นสมบัติของประชาชน ไปใช้สร้างกำไรแก่กลุ่มบุคคลบางกลุ่ม

น.ส.รักชนก ยังกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการบริหารงานผิดพลาด แต่เป็นโครงสร้างการจัดการที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของโครงการและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ พร้อมยืนยันว่าจะติดตามผลการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดพลาดหรือพิรุธเพิ่มเติม จะดำเนินการทางกฎหมายและใช้เวทีสภาเพื่อตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนเพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน คดีนี้ “รัชนก” เตรียมร้อง ป.ป.ช. กรณีการเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย

“รัชนก” กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อให้ความเป็นธรรมกลับคืนสู่ประชาชน การเปิดโปงการเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบายครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องร่วมกันจับตาและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “รัชนก” เตรียมร้อง ป.ป.ช. การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย ประเคนเอกชนฟันกำไร

“ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ ไทยรัฐทีวีรับประกาศนียบัตร

“ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ ปี 2025 โดยไทยรัฐทีวีได้รับประกาศนียบัตรอันทรงเกียรติ! ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้มอบรางวัล “BMA MASS Award 2025” ให้แก่สื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ที่ช่วยสื่อสารนโยบายของกรุงเทพมหานครให้เข้าถึงประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไทยรัฐทีวีได้รับประกาศนียบัตร “BMA MASS Inside 2025” ในฐานะสื่อที่เกาะติดการทำงานและนโยบายของกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมรอยัล ซิตี้ กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ “BMA MASS Award 2025” งานนี้จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติและยกย่องสื่อมวลชนที่มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข่าวสารของกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างการรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองของเราให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ในปีนี้ มีผลงานข่าวจากสื่อมวลชนหลากหลายแขนงส่งเข้าร่วมประกวดมากถึง 231 ผลงาน แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นของสื่อในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม คณะกรรมการได้ทำการคัดเลือกอย่างเข้มข้น จนได้ผู้ได้รับรางวัลรวม 20 รางวัล แบ่งออกเป็น 6 ประเภท 2 สาขา ครอบคลุมทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์

“ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ

นายชัชชาติได้กล่าวถึงความสำคัญของสื่อมวลชนในการพัฒนาเมืองว่า “งานนี้เป็นงานที่กรุงเทพมหานครจัดขึ้นเพื่อขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยกันเผยแพร่ข่าวสารของกรุงเทพมหานครสู่พี่น้องประชาชน เพราะหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองคือการที่ประชาชนมาร่วมมือร่วมใจกัน เพราะเมืองคือคน ปัจจุบันการสื่อสารกับประชาชนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีสื่อหลากหลายรูปแบบ หากกรุงเทพมหานครทำเพียงฝ่ายเดียว คงไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง การมีสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาช่วย จะทำให้ข่าวสารเข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น และเมื่อประชาชนร่วมเดินไปกับเรา การพัฒนาเมืองก็จะเต็มไปด้วยศักยภาพ”

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สื่อที่ได้รับรางวัลในวันนี้ ล้วนผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาแล้วทั้งสิ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสื่อเหล่านี้จะช่วยกันสื่อสาร ช่วยกันรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน หากกรุงเทพมหานครมีเรื่องใดที่ยังขาดตกบกพร่อง ก็พร้อมที่จะรับข้อมูลมาพิจารณาและดำเนินการแก้ไข

ไทยรัฐทีวี รับประกาศนียบัตร “BMA MASS Inside 2025”

สำหรับรางวัลสำคัญในปีนี้ สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวีได้รับประกาศนียบัตร “BMA MASS Inside 2025” ในฐานะสุดยอดสำนักข่าวที่เกาะติดการทำงานและนโยบายของกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยรัฐทีวีในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การที่ “ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคสื่อสารมวลชน เพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน การที่ไทยรัฐทีวีได้รับรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพและความมุ่งมั่นในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น การมีสื่อที่น่าเชื่อถือและนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หวังว่ารางวัลที่ “ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ จะเป็นกำลังใจให้สื่อมวลชนทุกแขนง มุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับทุกความท้าทาย

ที่มา – “ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ ไทยรัฐทีวี ได้รับประกาศนียบัตร

ปชน. ส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

พรรคประชาชนเตรียมส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ลงสนามเลือกตั้งซ่อมเชียงราย! งานนี้ต้องมาดูกันว่า “สุทัศน์ ยาละ” จะสามารถคว้าชัยชนะเหนือ “สง่า พรมเมือง” จากพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่

ปชน. ส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 พรรคประชาชนประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะส่ง นายสุทัศน์ ยาละ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แม้ว” ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในนามพรรคประชาชน ในการเลือกตั้งซ่อมเขต 7 จังหวัดเชียงรายที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคู่แข่งคนสำคัญคือ นายสง่า พรมเมือง อดีต ส.อบจ.เขตเชียงแสน จากพรรคเพื่อไทย

วันพรุ่งนี้ (เสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568) เวลา 09.00 น. นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน จะเดินทางไปพร้อมกับนายสุทัศน์ ยาละ เพื่อทำการสมัครรับเลือกตั้ง ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย การปรากฏตัวของเลขาธิการพรรคเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสำคัญที่พรรคประชาชนให้กับการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้

ในขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยก็ได้เปิดตัวนายสง่า พรมเมือง ไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้การแข่งขันในเขต 7 จังหวัดเชียงรายทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองของนักวิเคราะห์การเมืองและประชาชนทั่วไป

ประวัติการศึกษาและประสบการณ์ของ “สุทัศน์ ยาละ” ผู้สมัคร ปชน. ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

เพื่อทำความรู้จักกับผู้สมัครคนสำคัญจากพรรคประชาชน มาดูประวัติการศึกษาและประสบการณ์ทำงานของนายสุทัศน์ ยาละ กัน:

  • การศึกษา:
    • ปี 2563: ปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
    • ปี 2568: (อยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติ) ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • การทำงาน:
    • ผู้ประกอบการร้านคราฟต์เบียร์ ร้านเหนือสุด แทปรูม จังหวัดเชียงราย
    • เจ้าของกิจการโรงแรมเดซี่ จังหวัดเชียงราย
  • การทำงานการเมือง:
    • ปี 2568: คณะกรรมการภาคประชาชน สำนักงานอัยการจังหวัดเทิง จังหวัดเชียงราย
    • ปี 2567: คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธร อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
    • ปี 2567: ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร
    • ปี 2564-2567: ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลหล่ายงาว จังหวัดเชียงราย

จากประวัติข้างต้น จะเห็นได้ว่านายสุทัศน์ ยาละ มีประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งในด้านธุรกิจและการเมืองท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบในการลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย เนื่องจากผลการเลือกตั้งจะส่งผลต่อคะแนนนิยมและฐานเสียงของแต่ละพรรคในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นการพิสูจน์ความนิยมของนักการเมืองรุ่นใหม่ อย่าง “สุทัศน์ ยาละ” ว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้หรือไม่

การแข่งขันระหว่าง “สุทัศน์ ยาละ” และ “สง่า พรมเมือง” จึงเป็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด และประชาชนในเขต 7 จังหวัดเชียงรายจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครคือผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นตัวแทนของพวกเขาในสภาผู้แทนราษฎร การตัดสินใจของประชาชนจะเป็นตัวกำหนดทิศทางทางการเมืองของพื้นที่และอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางการเมืองของประเทศในอนาคต

ดังนั้น การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันระหว่างสองพรรคการเมือง แต่เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของประชาชนที่จะกำหนดอนาคตของพวกเขาเอง การมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

การส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจของพรรคประชาชน ต้องรอดูกันต่อไปว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร และจะมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของเชียงรายมากน้อยแค่ไหน

ที่มา – ปชน. ส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย เลขาธิการพรรคพาไปสมัครพรุ่งนี้

บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต ด้วย Design Your L.I.F.E.

บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต ยุคใหม่ ผ่านแนวคิด Design Your L.I.F.E. มุ่งเน้นการออกแบบชีวิตด้วยตนเอง และสร้างบัณฑิตที่สามารถ “เรียนแล้วทำได้จริง” ตอบโจทย์โลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในยุคที่ธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับมือกับความผันผวน (Disruption) จึงเป็นสิ่งสำคัญ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยบัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต ที่มีความพร้อมทั้งด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ ผ่านแนวคิด GS Purpose: Design Your L.I.F.E. ซึ่งเป็นการออกแบบชีวิตด้วยตนเอง ผสานกับการเรียนรู้แบบ Practice-Based Learning และการใช้ AI เพื่อสร้างบัณฑิตที่ “เรียนแล้วทำได้จริง”

ดร.อารดา มหามิตร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงแค่สถานที่เรียน แต่เป็นพื้นที่ที่ทุกคน ทั้งนักศึกษา อาจารย์ และภาคธุรกิจ ได้ร่วมกันออกแบบชีวิต เรียนรู้ เติบโต และสร้างสังคมแห่งความไว้วางใจ” แนวคิด L.I.F.E. ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

ดร.อารดา กล่าวเสริมว่า บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต ที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง โดยมีความร่วมมือกับภาคธุรกิจที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์มากมาย อาทิ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย Entrepreneurs’ Organization Association, Thailand Chapter และ Toyota Motor (Thailand) และ Impact Exhibition รวมถึงองค์กรอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากโจทย์จริงขององค์กร ได้เข้าร่วมโครงการที่ช่วยต่อยอดอาชีพและธุรกิจ และได้สร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง

ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้อธิบายถึงจุดแข็งของการเรียนการสอนว่า “เราใช้รูปแบบ Practice-Based Learning นักศึกษามีโอกาสลงมือทำจริง ไม่ได้เรียนแค่ในห้องเรียน แต่ได้ทำโครงการจริง แก้ปัญหาจริง และใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมในการวิเคราะห์ วางกลยุทธ์ และตัดสินใจ”

การผสานรวม AI เข้าไปในหลักสูตร ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มความทันสมัย แต่เป็นการสอนให้นักศึกษาได้เรียนรู้วิธีการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรในยุคดิจิทัล

บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต

ก้าวต่อไปของบัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต คือการผลิตบัณฑิตที่ “พร้อมใช้งาน” ในโลกธุรกิจจริงในอนาคต โดยมุ่งเน้นการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ ทักษะปฏิบัติ และทัศนคติที่พร้อมเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เพื่อให้คำว่า “เรียนแล้วรู้จริง ทำได้จริง” ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่เป็นมาตรฐานของบัณฑิตทุกคนที่จบจากที่นี่

หลักสูตรที่น่าสนใจจาก บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย

  • หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA)
  • หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (MPA)
  • หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (Ph.D.)

หากคุณกำลังมองหาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และช่วยให้คุณพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย คือตัวเลือกที่น่าสนใจ

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดหลักสูตรปริญญาโท–ปริญญาเอก ของบัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย ได้ที่เว็บไซต์: https://gs.utcc.ac.th

การสร้างบัณฑิตที่มีความสามารถรอบด้าน และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นพันธกิจที่สำคัญของสถาบันการศึกษาในยุคปัจจุบัน บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และสร้างบัณฑิตที่สามารถสร้างความแตกต่างในโลกธุรกิจได้

ที่มา – บัณฑิตวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย สร้างบัณฑิต ผ่านแนวคิด Design Your L.I.F.E.

สภาฯ ห่วงใย สุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน

ประธานอนุกรรมาธิการสุขภาพจิต สภาฯ เรียกร้องกองทัพใส่ใจภาวะจิตใจของกำลังพลในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ ชี้กองทัพไม่ควรชี้แจงแค่ทหารส่วนน้อย เพราะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตกำลังพลในระยะยาว

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา น.ส.สิริภัส กองตระการ สส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการปรับปรุงระบบบริการสุขภาพจิตของประชาชนในทุกช่วงวัย สภาผู้แทนราษฎร แสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บจากกรณีพลทหารก่อเหตุยิง 2 พลเรือนจนได้รับบาดเจ็บและยิงตัวเองเสียชีวิต โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มทหารชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน หรือพื้นที่มีความตึงเครียดสูง ทำให้เกิดภาวะเครียดสะสมในกำลังพล การสูญเสียชีวิต ทั้งของพลทหารและพลเรือนบาดเจ็บเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการดูแลสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ แม้ปัจจุบันจะมีทีมแพทย์และทีมสนับสนุน เช่น ทีม MCAT (Mental Health Crisis Assessment and Treatment) ลงพื้นที่ดูแลกลุ่มเสี่ยงทั้งทหารและประชาชน แต่เมื่อเทียบกับความต้องการและจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในพื้นที่จริงแล้ว ยังไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุมเพียงพอที่จะรองรับความต้องการทั้งหมด

สภาฯ ห่วงใย สุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน

ย้ำผลกระทบทหารระยะยาว

“อีกปัจจัยสำคัญคือ ทหารที่อยู่ในภาวะเครียดสูงอาจไม่เลือกที่จะปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล แม้จะมีบุคลากรทางการแพทย์ประจำอยู่ในพื้นที่ เพราะขาดความไว้วางใจ หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยในการเปิดเผยความรู้สึกของตน ซึ่งการประเมินสุขภาพจิตไม่สามารถดูได้จากภายนอก แต่ต้องอาศัยการพูดคุย การติดตามจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานอย่างใกล้ชิด แม้ว่ากองทัพจะออกมาชี้แจงว่า มีทหารเพียง “ส่วนน้อย” แต่ตนเห็นว่าปัญหานี้ไม่ควรถูกลดทอนความสำคัญลง และไม่ควรแก้ไขเพียงชั่วคราวเฉพาะหน้าหลังเกิดเหตุเท่านั้น เพราะมีผลกระทบส่งผลระยะยาวต่อคุณภาพชีวิตของกำลังพล

ทั้งนี้อนุกรรมาธิการฯ จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อยกระดับมาตรการด้านสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย

ทำไมต้องใส่ใจ สุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน?

การที่กำลังพลต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความเครียดสูงในพื้นที่ชายแดน ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้มากกว่าคนทั่วไป ปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ประสิทธิภาพในการทำงาน และคุณภาพชีวิตส่วนตัว ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การดูแลสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน: สิ่งที่กองทัพควรทำ

  • เพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์และทีมสนับสนุน: จัดสรรบุคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการในพื้นที่ เพื่อให้ครอบคลุมการดูแลอย่างทั่วถึง
  • สร้างความไว้วางใจและความปลอดภัย: ส่งเสริมให้กำลังพลกล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกและเข้ารับการปรึกษา โดยสร้างบรรยากาศที่เข้าใจและไม่ตัดสิน
  • การฝึกอบรมและให้ความรู้: จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตแก่ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้สามารถสังเกตอาการและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นได้
  • การประเมินสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ: จัดให้มีการประเมินสุขภาพจิตเป็นประจำ เพื่อตรวจจับปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ และให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที

การดูแลสุขภาพจิตของกำลังพลไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างกองทัพที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ การใส่ใจสุขภาพจิตของกำลังพลทุกคนจะช่วยลดความเสี่ยงของเหตุการณ์tragic และสร้างขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

ที่มา – ประธานอนุกมธ.สุขภาพจิต สภาฯ เรียกร้องกองทัพอย่าปล่อยผ่านสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน

“ทักษิณ” ห่วงใย! มอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิด EOD

“ทักษิณ” ห่วงทหาร – หน่วย EOD ลาดตระเวนชายแดนไทย-กัมพูชา มอบ “รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด” มาตรฐานเยอรมัน ปฏิบัติภารกิจ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 15 ก.ค. 2568 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.ต. สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 เปิดเผยว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยทหารชุดลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และหน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า EOD (Explosive Ordnance Disposal) ที่ต้องเผชิญกับการเหยียบทุ่นระเบิดจนได้รับบาดเจ็บและสูญเสียขา จึงมีความประสงค์ที่จะมอบ “รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด” ซึ่งมีนวัตกรรมสำคัญในการเพิ่มความปลอดภัยและรักษาอวัยวะสำคัญให้กับทหารที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงภัย และหน่วย EOD ที่ต้องเผชิญกับทุ่นระเบิด โดยมอบผ่าน พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทน รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) นำไปมอบให้กับทหารชายแดน จำนวน 100 คู่ เป็นเงิน 2,500,000 บาท และมอบให้หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) จำนวน 20 คู่ เป็นเงิน 500,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท เพื่อใช้ลาดตระเวน โดยจะเป็นการสั่งผลิตพิเศษจากโรงงานตามมาตรฐานเยอรมันที่กองทัพใช้ โดยจะทยอยส่งมอบให้ครบภายใน 30 วัน

“ทักษิณ” ห่วงทหาร – หน่วย EOD มอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดใช้ลาดตระเวน

การมอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้ ถือเป็นความช่วยเหลือที่สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเสี่ยงชีวิตในพื้นที่อันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารที่ลาดตระเวนตามแนวชายแดนและหน่วย EOD ที่ต้องเผชิญหน้ากับวัตถุระเบิดอยู่เสมอ การมีอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้อย่างมาก

ความสำคัญของรองเท้ากันสะเก็ดระเบิด

รองเท้ากันสะเก็ดระเบิดที่นายทักษิณมอบให้ในครั้งนี้ เป็นรองเท้าที่ผลิตตามมาตรฐานเยอรมัน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการป้องกันสะเก็ดระเบิด วัสดุที่ใช้ในการผลิตมีความทนทานสูง สามารถลดแรงกระแทกและป้องกันการทะลุทะลวงจากสะเก็ดระเบิดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ รองเท้ายังมีน้ำหนักเบา ทำให้ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องแคล่วและปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่นายทักษิณให้ความสำคัญกับการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้กับทหารและหน่วย EOD แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจต่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

นอกจากรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดแล้ว ยังมีอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น เสื้อเกราะกันกระสุน หมวกกันน็อค และแว่นตากันสะเก็ด ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานและช่วยให้พวกเขาสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านอุปกรณ์ป้องกันมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีการนำวัสดุและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการผลิตอุปกรณ์ป้องกันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและมีน้ำหนักเบาลง ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น การลงทุนในอุปกรณ์ป้องกันที่ทันสมัยจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง

การสนับสนุนและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทหารและหน่วย EOD ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของภาครัฐเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมสามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน การสนับสนุนอุปกรณ์ หรือการให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญและเป็นกำลังใจให้พวกเขาเหล่านั้น

การมอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐานในการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น

การที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เล็งเห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และหวังว่าการสนับสนุนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต่อไป

ที่มา – “ทักษิณ” ห่วงทหาร – หน่วย EOD มอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดใช้ลาดตระเวน

รวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงิน

ตำรวจ ปส. ขยายผลจับแก๊งยาเสพติด รวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัดปทุมธานี ยศ “ร.ต.ท.” และ “ส.ต.อ.” เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับ-ถอนเงิน โดนข้อหาร่วมกันฟอกเงิน คดีนี้มีความเชื่อมโยงกับการขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงิน

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 68 ที่ผ่านมา ตำรวจ บก.ปส.2 และ บก.ขส. บช.ปส. ร่วมกันจับกุมนายกตกร สวนทอง และนางสาวสุพัตรา อาวุธนอก (กลุ่มพักยาเสพติด) เครือข่ายของ นายธีรยุทธ หรือ เบียร์ เผื่อนพงษ์ หลังซุกซ่อนยาบ้า 3,000,000 เม็ด ภายในรถยนต์ ยี่ห้อ ISUZU รุ่น MU-X สีขาว ทะเบียน ขจ 6798 อุดรธานี ได้ที่บ้านหลังหนึ่ง ที่ จ.นครปฐม โดยลักลอบลำเลียงยาเสพติดมาจาก อ.ปากชม จ.เลย พร้อมยึดรถยนต์ไว้ตรวจสอบ 2 คัน

ก่อนจะทำการสืบสวนขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 5 หมายจับ คือ นายธีรยุทธ หรือ เบียร์ เผื่อนพงษ์ ผู้สั่งการ ยังหลบหนี, นายวงศกร ขันมณี ผู้จัดหายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าประเทศไทย ยังหลบหนี, นายปัญญา หัตถิยา (ถูกจับกุมแล้ว), น.ส.อัญมณี โพธิ์อ่อน (ถูกจับกุมแล้ว) และ นายภัทรพงศ์ พวงศรี (ถูกจับกุมแล้ว)

จากการสืบสวนยังพบว่า กลุ่มที่ทำหน้าที่ทางด้านการเงินของเครือข่ายดังกล่าวประกอบไปด้วยผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย โดยสามารถออกหมายจับและจับกุมตัวได้แล้ว 2 ราย คือ นายกฤษดา ทรัพย์หมอน และนายสุรศักดิ์ พัฒนชนชาติคีรี นอกจากนี้ยังพบว่า มีตำรวจนอกแถวเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ ในการรับเงินยาเสพติด และถอนเงินยาเสพติดจากบัญชีนายกฤษดา

ต่อมา ชุดสืบสวนตำรวจ บก.ปส.2 ได้สืบสวนสอบสวนขยายผลจนสามารถรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขอศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง 2 ราย ในข้อหา “ร่วมกันฟอกเงินโดยโอน หรือรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อนขณะหรือหลังการกระทำความผิดมูลฐาน”

ล่าสุดวันนี้ (15 ส.ค. 68) พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. ได้ประสานงานกับ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา คือ ร.ต.ท.วีรกานต์ บัวหลวง รอง สว.(สส.) กก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี และ ส.ต.อ.ยุรนันท์ พันธุ์สุ ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่ทำหน้าที่รับเงิน ถอนเงิน และโอนเงินค่ายาเสพติดของเครือข่ายนี้อีกหลายราย

ทั้งนี้ สามารถยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายนี้ครั้งที่ 1 มูลค่า 11,420,000 บาท, ยึดทรัพย์ครั้งที่ 2 มูลค่า 23,789,000 บาท รวมมูลค่า 35,209,000 บาท

จากนโยบายรัฐบาล NO Drugs NO Dealers  ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้ให้ความสำคัญโดยสั่งการตำรวจทุกพื้นที่ต้องสร้างให้ชุมชนเกิดความปลอดภัยจากยาเสพติด และย้ำว่า “ตำรวจทำดีย่อมมีรางวัล  ตำรวจทำไม่ดีต้องได้รับโทษ”

ขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงิน

คดีขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงินนี้ แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเอง หากกระทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ความคืบหน้าคดี ขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงิน

หลังจากที่มีการจับกุม ร.ต.ท.วีรกานต์ บัวหลวง และ ส.ต.อ.ยุรนันท์ พันธุ์สุ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ และดำเนินการยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดต่อไป การขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงิน ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง

การจับกุมตำรวจที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจริงจังกับการปราบปรามยาเสพติด และพร้อมที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม การที่ตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติดนั้น ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นอย่างมาก การขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงินในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นบทเรียนให้แก่ตำรวจนายอื่นๆ ที่คิดจะกระทำผิด

การปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติด สำหรับประชาชนทั่วไป ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อให้การปราบปรามยาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงิน

“วรวัจน์” ฉะ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด

กมธ.งบประมาณ ฉะของบจังหวัดซ้ำซ้อนงบสร้างถนน กระทรวงคมนาคม “วรวัจน์” ลั่นงบประมาณ 2570 อย่าใส่เข้ามาอีก ควรเปิดโอกาสให้นำเงินไปพัฒนาจังหวัด ไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

เมื่อเวลา 15.26 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 11 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี 2569 วาระ 2-3 ในมาตรา 28 งบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า คนต่างจังหวัดหวังกับงบก้อนนี้ แต่ทำไมไม่ให้งบประมาณก้อนนี้ใช้พัฒนาจังหวัดจริงๆ ทำไมถึงมีงบกระทรวงคมนาคม อย่างงบสร้างถนนทางหลวง ทางหลวงชนบทมาอยู่ในงบฟังก์ชัน (งบในส่วนอำเภอที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด) แฝงในงบประมาณของจังหวัด กรรมาธิการหลายคนไม่เห็นด้วย และบอกกับจังหวัดว่า อย่าใส่มาอีก ในงบฯ ปี 2570 โดยกรรมาธิการระบุว่าต่อไปนี้ตั้งแต่งบฯ ปี 2570 หากตั้งงบประมาณขอตัดถนนเข้ามาอีก จะตัดออกจริงหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้เงินก้อนนี้ไปพัฒนาจังหวัดได้จริง นี่คือความเห็นด้วยของ สส. เกือบทั้งสภา ไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

“วรวัจน์” ฉะ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด

จากนั้น นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ลุกขึ้นชี้แจงว่า งบประมาณรายจ่ายจังหวัดและกลุ่มจังหวัดปี 2569 ตั้งไว้ 26,525 ล้านบาท มีหน่วยงาน 94 หน่วย ขอปรับลดลง 40% หรือ 10,000 ล้านบาท การตั้งงบฯ จังหวัดและกลุ่มจังหวัด ปี 67-69 ยังกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างพื้นฐาน ปี 69 ลดลงเป็นโครงการก่อสร้างบำรุง ปรับปรุง ถนน 10,600 ล้านบาท หรือ 39% ไปกระจุกที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อยู่ในงบฯ ผู้ว่าฯ ซีอีโอ การจัดสรรงบฯ จึงยังไม่ตอบโจทย์ ตามที่ประชาชนต้องการจริง เช่น ไม่มีงบฯ เรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ อยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณให้ตอบโจทย์ที่ชาวบ้านต้องการ

ทำไมถึงต้องตรวจสอบงบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด?

ขณะที่นายพงศกร อรรณนพพร กรรมาธิการเสียงข้างมาก อภิปรายว่า กรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตทุกปีเกี่ยวกับงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ผู้ว่าจังหวัดไหนตั้งงบซ้ำกับงบหลักของกระทรวงหลัก หรืองบฟังก์ชัน พวกเราจะตัดออก พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สิ่งที่ทำกลับมาก็ยังของบฯ ซ้ำซ้อน งบ 26,000 ล้านบาท คูณ 4 ปี ตก 100,000 ล้านบาทเศษ ไปซ้ำกับงบทางหลวง-ทางหลวงชนบท ที่มีงบประจำทุกปี บางจังหวัดซอยแบ่งซื้อแบ่งจ้างเป็นชุดละ 50 ล้านบาท ต้องฝาก ป.ป.ช. ไปดูเรื่องนี้ว่า งบแบ่งซื้อแบ่งจ้างในส่วนของตำบลและ อปท. คืนสู่รัฐบาลกลางเท่าไหร่ 

ขอฝากถึงคณะกรรมการนโยบายบริหารเชิงพื้นฐานแบบบูรณาการ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ดูงบฯ ซ้ำซ้อนแต่ละกระทรวงด้วย ให้ตัดออก ตนขอยืนยันถ้าอยู่ในกรรมาธิการงบประมาณปีหน้า มีงบตัวนี้จะต้องตัดจริง มีบางจังหวัดให้ความใส่ใจ อาทิ งบฯ ปี 2567 จังหวัดที่ผู้ว่าราชการ ใส่ใจ ได้คืนมา 3,900 ล้านบาท งบฯ ปี 2568 ได้คืน 5,200 ล้านบาท มาปี 2569 ตัดมาได้ 6,586 ล้านบาท วิธีแก้ปัญหางบจังหวัดที่ดีที่สุด ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ คือผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมาจากการเลือกตั้ง ก่อนที่จะโหวตผ่านตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก

การตรวจสอบ งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด เป็นเรื่องสำคัญที่ สส. หลายท่านให้ความสนใจ เพราะเงินที่ถูกนำไปใช้ควรถูกจัดสรรให้ตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในแต่ละจังหวัด การที่งบประมาณไปซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น ๆ ทำให้โอกาสในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ของจังหวัดลดลง

ในท้ายที่สุดแล้ว การมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง อาจเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะผู้ที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมีความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่มากกว่า

ดังนั้นการพิจารณา งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศชาติ

ประเด็นเรื่อง งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด นี้ยังคงเป็นที่จับตา และมีการหารือกันอย่างต่อเนื่องในวงการการเมืองไทย

ที่มา – “วรวัจน์” ฉุนใส่งบสร้างถนนแฝงงบจังหวัด ลั่นควรนำเงินไปพัฒนาจังหวัดไม่ใช่ปล่อยให้ทำแต่ถนน

Scroll to top