ข่าวทั่วไป

ภูมิใจในตัวลูก: แม่จ่าสิบเอกธีระยุทธ เข้มแข็งเพื่อชาติ

เปิดใจคุณแม่ของ “จ่าสิบเอกธีระยุทธ” เผยความรู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายที่เสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างหาที่สุดมิได้ คุณแม่กล่าวว่าจะอยู่ให้ได้ แม้จะคิดถึงลูกชายมากเพียงใดก็ตาม เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และความภาคภูมิใจที่ชาวไทยทุกคนสัมผัสได้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ ไปทรงเปิดงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2568 จัดโดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

ภายในงานดังกล่าว มีการมอบรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติแก่แม่ของทหารผู้กล้าทั้ง 15 นาย ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย รวมถึงยังมีแม่ของผู้ได้รับบาดเจ็บเข้ารับมอบรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติด้วยเช่นกัน แต่ละท่านคือตัวอย่างของความรักและความเสียสละที่ยิ่งใหญ่

นางประคอง มาลา แม่ของ ส.อ.ธนศักดิ์ มาลา ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ เผยว่า “ลูกชายของแม่เป็นทหารแนวหน้าอยู่ที่เขาพระวิหาร ไปปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยไทย โดยแม่ได้รับแจ้งว่าลูกชายถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่กล่องเสียงและศีรษะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนั้นแม่ตกใจเข่าทรุด ใจหายกลัวจะเสียลูกชายไป”

แม่ยอมรับว่า ในช่วงที่ลูกชายไปปฏิบัติหน้าที่ แม่เป็นห่วงลูกชายมาก แต่ก็ภูมิใจในตัวลูกชายที่ได้ไปรับใช้ชาติ อย่างในวันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ถึงแม้ลูกชายจะได้รับบาดเจ็บนอนรักษาตัวอยู่ แต่แม่ก็ยังได้เห็นหน้าลูก แต่ถ้าหากลูกชายเป็นอะไรไปหรือจากแม่ไป แม่คงทำใจไม่ได้ เพราะลูกชายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของแม่ ถ้าไม่มีลูกแม่คงอยู่ไม่ได้ ทุกวันนี้แม่ได้แต่ภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ลูกชายปลอดภัย และขอให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนปลอดภัย สำหรับรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติที่ได้รับในวันนี้นั้น แม่รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจมาก ไม่คิดว่าจะมีวันนี้

ขณะที่ นางหนูกัน สีจุ้ยจ้าย แม่ของ จ.ส.อ.ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย ทหารกองพันราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 ทหารที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา เดินทางมารับมอบรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติ ซึ่งแม่บอกว่า “ลูกชายไปปฏิบัติหน้าที่ที่ช่องเขาตะโก โดยช่วง 5 ทุ่มของวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะถึงเวลาหยุดยิง แม่ได้รับสายจากลูกชายคนโต บอกว่าน้องชายไม่อยู่แล้วนะ แม่ก็ร้องไห้เสียใจ ทำใจไม่ได้กับการจากไปของลูกชายคนเล็ก เพราะในวันนั้นตัวแม่เองก็กำลังภาวนาขอให้ทุกอย่างสิ้นสุดโดยเร็ว ลูกชายจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่แล้วก็ไม่ทัน ในช่วงแรกแม่ร้องไห้ทุกวัน เพราะไม่คิดว่าลูกชายจะจากไปกระทันหันแบบนี้

กระทั่งได้กำลังใจจากครอบครัว และคนไทยทุกคนที่ส่งกำลังใจให้แม่ จึงพอได้คลายความโศกเศร้าเสียใจไปได้บ้าง วันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ซึ่งแม่ไม่มีลูกชายอยู่แล้ว แต่แม่ก็รู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ วันนี้แม่เดินทางมารับรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติด้วยความปราบปลื้มใจ และอยากบอกกับดวงวิญญาณลูกชายว่า ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ แม่จะพยายามเข้มแข็ง”

ทั้งนี้ แม่ยังบอกอีกว่า “แม่จะอยู่ให้ได้ ถึงแม้จะคิดถึงลูกชายมากก็ตาม แม่คิดว่าลูกชายมีบุญที่ได้ทำหน้าที่นี้ ได้เสียสละเพื่อประเทศชาติ”.

ภูมิใจในตัวลูก: ความรู้สึกของแม่ผู้เสียสละ

เรื่องราวของแม่ๆ ทหารกล้า สะท้อนถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และความเสียสละที่หาใดเปรียบมิได้ พวกเธอเลี้ยงดูลูกชายให้เติบโตและพร้อมที่จะปกป้องประเทศชาติ แม้จะต้องเผชิญกับความสูญเสียที่เจ็บปวดที่สุด

อะไรทำให้แม่ภูมิใจในตัวลูก?

ความภูมิใจของแม่ไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จทางโลก แต่อยู่ที่การที่ลูกชายได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และเสียสละเพื่อส่วนรวม แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต ภูมิใจในตัวลูกคือความรู้สึกที่อธิบายถึงความรักและความเคารพที่แม่มีต่อลูกชายอย่างแท้จริง การเสียสละเพื่อชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และแม่ทุกคนที่ลูกชายได้ทำหน้าที่นี้สมควรได้รับความยกย่องอย่างสูงสุด

การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเป็นสิ่งที่ยากจะทำใจ แต่กำลังใจจากคนรอบข้างและความภาคภูมิใจในสิ่งที่ลูกชายได้ทำ ช่วยให้พวกเธอเข้มแข็งและก้าวต่อไปได้ เรื่องราวเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของความเสียสละและความรักชาติ

ความเข้มแข็งและความรักชาติของแม่ๆ ทหารกล้าเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องและจดจำตลอดไป

ที่มา – ภูมิใจในตัวลูก “แม่จ่าสิบเอกธีระยุทธ” เผยจะอยู่ให้ได้ แม้คิดถึงลูกชายมากก็ตาม

แม่สุดห่วง! ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

ใจหาย! แม่สุดห่วงหลังทราบข่าว ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวนที่ปราสาทตาเมือนธม เผยเพิ่งดีใจเมื่อวาน ลูกชายโทรมาบอกว่า “สบายดี เขาหยุดรบแล้ว”

วันที่ 12 ส.ค. 68 กองทัพบกรายงานว่า หน่วยทหารพราน ร้อย.ทพ.2610 มีกำลังพลบาดเจ็บ คือ สิบเอก ธีรพล หรือ แกละ เพียขันที อายุ 48 ปี ตำแหน่ง ผบ.ชุดปฏิบัติการ ชป.ร้อย ทพ.กรม ทหารพราน 26 ถูกทุ่นระเบิด PMN 2 ขณะลาดตระเวนพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม เหตุเกิดเวลา 09.10 น. คาดว่าเป็นการนำระเบิดมาวางใหม่ ขณะนี้ ส.อ.ธีรพล ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์แล้ว

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านนางสาคร เพียขันที อายุ 78 ปี แม่ของสิบเอก ธีรพล ที่ ต.สำโรงใหม่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ พบว่ามีชาวบ้านมาให้กำลังใจจำนวนมาก รวมถึงหน่วยกู้ภัยฮุก 31 ที่นำข้าวของมาช่วยเหลือ

นางสาครดูคลิปภาพขณะรถพยาบาลนำร่างลูกชายส่งโรงพยาบาลด้วยความเป็นห่วง ทราบว่าลูกชายขาซ้ายขาดเพราะเหยียบทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชา

แม่เล่าว่าลูกชายเป็นทหารพรานมา 23 ปี ทุกครั้งที่ไปทำงานชายแดน หรือกลับจากชายแดน จะมากราบเท้าแม่และเอาเท้าแม่เหยียบที่หัว นอกจากนี้ยังฉีกชายผ้าถุงของแม่ติดตัวไปด้วยเสมอ

หลังจากได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมก่อนรบ ลูกชายเก็บของและเดินทางไปเมื่อวันที่ 23 ก.ค. โทรศัพท์คุยกับแม่และครอบครัวทุกวัน แม้จะมีการหยุดยิงแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ลูกชายโทรมาบอกว่าสบายดี ไม่เป็นอะไรแล้ว เพราะหยุดรบแล้ว แม่ก็ดีใจ แต่ข้ามคืนเดียวก็ได้รับข่าวร้ายว่าลูกชายขาขาด เพราะ ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

นางสาครเล่าทั้งน้ำตายอมรับว่าเสียใจ แต่ก็ดีใจที่ลูกชายได้รับใช้ชาติอย่างสมบูรณ์ หลังจากนี้จะดูแลลูกชายต่อไป

นายธนาศักดิ์ เพียขันที อายุ 21 ปี ลูกชายสิบเอกธีรพล เล่าว่าภูมิใจในตัวพ่อที่เป็นทหารและเป็นไอดอล ปีนี้อายุครบ 21 ปี จะสมัครเป็นทหารผลัด 2 ในเดือนพฤศจิกายน 68

แม่สุดห่วง ทราบข่าว ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

ความเสียสละของ ส.อ.ธีรพล

เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน แม้จะมีความเสี่ยงภัยรอบด้าน แต่ก็ยังคงทำหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ส.อ.ธีรพล แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่

ความเข้มแข็งของนางสาครผู้เป็นแม่ และความภาคภูมิใจของลูกชายที่มีต่อผู้เป็นพ่อ แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็งของครอบครัวทหาร ขอเป็นกำลังใจให้ ส.อ.ธีรพล หายจากอาการบาดเจ็บโดยไว และขอขอบคุณในความเสียสละที่ยิ่งใหญ่

ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย.

ที่มา – แม่สุดห่วง ทราบข่าว “ส.อ.ธีรพล” เหยียบกับระเบิด เผยเพิ่งโทรบอกเมื่อวานว่าสบายดี

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนคดีคืนอำนาจ “อิ๊งค์”

“หมอเชิดชัย” สส.เพื่อไทย หวังศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด หากเป็นลบยังมี “ชัยเกษม” เป็นแผนสำรอง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการประชุมศาลรัฐธรรมนูญประจำสัปดาห์ในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่อาจจะพิจารณานัดฟังคำวินิจฉัยคดีถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กรณีคลิปสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญชะลอการพิจารณาคดีดังกล่าวไว้ก่อน พร้อมทั้งให้ยกเลิกคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อให้กลับมามีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินในช่วงภาวะวิกฤติทั้งปัญหาสงครามชายแดน กรณีภาษีการค้าสหรัฐอเมริกา และแก้ปัญหาภายในประเทศต่างๆ ทั้งการปราบยาเสพติด คดีเขากระโดง ควรหยุดคดีนายกรัฐมนตรีไว้สัก 6 เดือน เมื่อแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านไปแล้วค่อยนัดตัดสินคดีอีกครั้ง

นพ.เชิดชัย เผยต่อไปว่า การมีนายกรัฐมนตรีตัวจริงบริหารประเทศในภาวะวิกฤติ ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศมากกว่านายกรัฐมนตรีรักษาการแน่นอน ที่การบริหารงานไม่ราบรื่น อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคดีนายกรัฐมนตรี และคำวินิจฉัยออกมาในทางลบต่อพรรคเพื่อไทย ก็มีแผนสำรองคือผลักดัน นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

แต่ถ้ายังมีการต่อต้านนายชัยเกษมอย่างหนัก จนยื้อต่อไม่ไหวจริงๆ คงต้องยุบสภา จึงอยากให้การเมืองนิ่งที่สุดเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ แต่เชื่อว่าสถานการณ์คงไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้น ยังมั่นใจศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนายกรัฐมนตรีไม่มีความผิด เช่นเดียวกับกระแสข่าวที่นายกรัฐมนตรีจะลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสิน ก็ไม่เป็นความจริง เป็นข่าวลือ ในพรรคไม่เคยคุยกันเรื่องนี้

ขณะเดียวกัน นพ.เชิดชัย ยังกล่าวถึงการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 นั้น เชื่อว่าจะผ่านไปด้วยดี ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยกำชับ สส. และรัฐมนตรีให้อยู่ร่วมการประชุมตลอดเวลา และทุกพรรคอยากให้กฎหมายผ่าน พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมรักษาองค์ประชุมอย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องยืมจมูกพรรคฝ่ายค้านหายใจ ขอให้ฝ่ายค้านอภิปรายอยู่ในหลักเกณฑ์ข้อบังคับการประชุม.

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังร้อนแรง พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงความหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเลื่อนการตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีออกไปก่อน เพื่อให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทำไมเพื่อไทยถึงหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ?

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยแสดงความหวังดังกล่าว คือ สถานการณ์วิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสงครามชายแดน ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่ยังต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การมีนายกรัฐมนตรีที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และการที่ศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดีออกไป จะช่วยให้นายกฯ “อิ๊งค์” สามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมั่นใจว่า น.ส.แพทองธาร ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ และหากผลการตัดสินออกมาเป็นลบ ก็ยังมี “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นตัวเลือกสำรองในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม พรรคยังคงหวังว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายถึงขั้นต้องยุบสภา และทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ โดยเชื่อว่าจะได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาด้วยดี และทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือในการรักษาองค์ประชุมเพื่อให้กฎหมายผ่านไปได้ด้วยดี

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความหวังเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันและความต้องการที่จะให้ประเทศสามารถก้าวผ่านวิกฤตไปได้ด้วยดี

แม้สถานการณ์จะมีความซับซ้อน แต่พรรคเพื่อไทยยังคงมีความหวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี และประเทศจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ที่มา – เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด

3 เหล่าทัพ ยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

3 เหล่าทัพ ยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 12 ส.ค. 2568 ณ ท้องสนามหลวง กองทัพบก โดยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ยิงสลุตหลวงจำนวน 21 นัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 โดยกองร้อยปืนใหญ่ยิงสลุต ใช้ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีราบ แบบ 80 ขนาด 75 มิลลิเมตร จำนวน 4 กระบอก ทำการยิงตามจังหวะของเพลงสรรเสริญพระบารมี จำนวน 21 นัด จังหวะ 5 วินาที ทีละกระบอก นับรอบจากขวาไปซ้าย ใช้เวลายิงทั้งหมด 1 นาที 40 วินาที ส่วนกองทัพเรือ โดย กองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ภายในกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ขณะที่กองทัพอากาศ โดย กรมทหารต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ทำการยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ 21 นัด ถวายเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 ณ อุทยานการบินกองทัพอากาศ เมื่อวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568

ยิงสลุตหลวง

การยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณเพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ ธงประจำชาติ หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ

ประวัติการยิงสลุต

คำว่า “สลุต” มาจากรากศัพท์ของคำว่า “Salutio” ในภาษาลาติน โดยในประเทศไทย การยิงสลุตครั้งแรกเกิดขึ้นที่ป้อมวิไชยเยนทร์ หรือป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งในขณะนั้นตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สำหรับประเทศไทยธรรมเนียมการยิงสลุตถูกรื้อฟื้นขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวที่ต้อนรับ เซอร์ จอห์น เบาว์ริง ราชทูตอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2398 ต่อมาในปี พ.ศ.2448 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการตราข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ.125 แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือการยิงสลุตหลวง และการยิงสลุตเป็นเกียรติแก่ข้าราชการ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชกำหนดการยิงสลุตขึ้นใหม่ คือการยิงสลุต ร.ศ.131 (พ.ศ.2455) กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า 4 กระบอก แบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ 3 ประเภท คือ

ประเภทยิงสลุต

1. สลุตหลวง แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ สลุตหลวงธรรมดา มีจำนวน 21 นัด และสลุตหลวงพิเศษ มีจำนวน 101 นัด

2. สลุตข้าราชการ

3. สลุตนานาชาติ พระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.131 ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.2483

จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ทางราชการจึงรื้อฟื้นประเพณียิงสลุตขึ้นมาใหม่ เริ่มเป็นครั้งแรกในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2491 เนื่องในพระราชพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยหลักเกณฑ์การยิงสลุตในปัจจุบัน หากเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษางานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินี หรือสมเด็จพระยุพราช รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์ หรือประมุขแห่งรัฐ จะยิงสลุตจำนวน 21 นัด

การยิงสลุตในปัจจุบัน

หากเป็นระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นทหาร) ผู้บัญชาการทหารเรือ จอมพลเรือ และเอกอัครราชทูต จะยิงสลุต 19 นัด ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นพลเรือน) พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก และเอกอัครราชทูตพิเศษ จะยิงสลุต 17 นัด พลโท พลเรือโท พลอากาศโท และอัครราชทูต จะยิงสลุต 15 นัด พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรีและราชทูต จะยิงสลุต 13 นัด อุปทูต จะยิงสลุต 11 นัด กงสุลใหญ่ จะยิงสลุต

การยิงสลุต
การยิงสลุต
การยิงสลุต
การยิงสลุต
การยิงสลุต
การยิงสลุต

3 เหล่าทัพ ยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ความสำคัญของการยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ

การยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ธรรมเนียมปฏิบัติ แต่เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งของประเทศชาติ

การยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เป็นประเพณีที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน และยังคงมีความสำคัญในสังคมไทยปัจจุบัน การได้เห็นภาพการยิงสลุตพร้อมกันของ 3 เหล่าทัพ ถือเป็นภาพที่น่าประทับใจและแสดงถึงความสามัคคีของคนในชาติ

การยิงสลุตนั้นมีรายละเอียดและขั้นตอนที่ซับซ้อน สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความพิถีพิถันในการประกอบพระราชพิธีต่างๆ ของไทย

ที่มา – 3 เหล่าทัพ ยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ทักษิณ บริจาค 2.6 ล้าน สร้างบ้านผู้ประสบภัย

ทักษิณ” ร่วมสมทบ 2.6 ล้านบาท สร้างบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยชายแดน ขณะที่กรมราชทัณฑ์ส่งผู้ต้องขังไปช่วยซ่อมแซมบ้านที่เสียหาย

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินจำนวน 2,600,000 บาท (สองล้านหกแสนบาท) ให้กับรัฐบาลเพื่อจัดสร้างบ้านน็อกดาวน์สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งจะนำไปใช้เป็นที่พักชั่วคราวระหว่างรอการก่อสร้างบ้านใหม่ให้แล้วเสร็จ โครงการทักษิณ สร้างบ้าน นับเป็นความช่วยเหลือที่สำคัญต่อผู้ประสบภัย

การบริจาคในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อส่งมอบบ้านน็อกดาวน์สำเร็จรูป 11 หลังแรก ให้กับประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยล็อตแรกมีผู้ประสบภัย 4 ครอบครัวได้รับมอบบ้านไปแล้ว ทำให้พวกเขามีที่พักอาศัยชั่วคราวที่ปลอดภัยและมั่นคง

นอกจากนี้ กรมราชทัณฑ์ยังได้ระดมผู้ต้องขังชั้นดีจากเรือนจำกลางอุบลราชธานี เข้าไปช่วยซ่อมแซมและรื้อถอนบ้านเรือนที่เสียหาย เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด การช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

ทักษิณ ร่วมสมทบ 2.6 ล้านบาท สร้างบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยชายแดน

เหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินทำให้พวกเขากลายเป็นผู้พลัดถิ่นและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การสร้างบ้านน็อกดาวน์จึงเป็นทางออกที่ช่วยให้พวกเขามีที่พักอาศัยชั่วคราวที่มั่นคงและปลอดภัย

ความสำคัญของบ้านน็อกดาวน์ต่อผู้ประสบภัย

บ้านน็อกดาวน์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประสบภัยเนื่องจาก:

  • เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวที่รวดเร็วและง่ายต่อการก่อสร้าง
  • มีความแข็งแรงและทนทาน สามารถป้องกันสภาพอากาศเลวร้ายได้
  • มีความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว ช่วยให้ผู้ประสบภัยรู้สึกอุ่นใจและมีกำลังใจ
  • สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ทำให้สะดวกต่อการปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัยในอนาคต

การที่นายทักษิณ ชินวัตร และหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก เราหวังว่าความช่วยเหลือนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นและกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม เราสามารถร่วมกันช่วยเหลือได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือแรงกายแรงใจ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ที่มา – “ทักษิณ” ร่วมสมทบ 2.6 ล้านบาท สร้างบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยชายแดน

“สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออก ยันเพื่อไทยกำลังใจดี

“สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” จ่อลาออก ยันเพื่อไทยไม่กังวล กำลังใจยังดี

จากกระแสข่าวลือเรื่องการลาออกจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร หลังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 เสร็จสิ้น นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลใดๆ และกำลังใจของทุกคนยังดีเยี่ยม

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ท้องสนามหลวง โดยกล่าวถึงกระแสข่าวที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เตรียมที่จะลาออกจากตำแหน่ง หากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร ว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อพรรคเพื่อไทย โดยนายสรวงศ์กล่าวว่า “ไม่มี วันนี้นายกรัฐมนตรีเองก็ยังมาร่วมทำบุญตักบาตร” ซึ่งเป็นการยืนยันว่านายกรัฐมนตรียังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

นายสรวงศ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า ทางพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลเกี่ยวกับข่าวลือดังกล่าว และไม่ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้เป็นการภายในแต่อย่างใด ทั้งยังยืนยันอย่างหนักแน่นว่าข่าวลือเรื่อง “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออกไม่ได้ทำให้พรรคเพื่อไทยเสียกำลังใจแต่อย่างใด และกำลังใจของสมาชิกพรรคยังคงดีเยี่ยม โดยนายสรวงศ์ได้แสดงท่าทีให้เห็นถึงความมั่นใจด้วยการยกนิ้วโป้งขึ้นทั้งสองข้าง

ความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยต่อข่าวลือ “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออก

การออกมาปฏิเสธข่าวลือของนายสรวงศ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยในการบริหารประเทศ และความเชื่อมั่นในตัวของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร แม้ว่าจะมีกระแสข่าวลือต่างๆ เกิดขึ้น แต่พรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

  • ความสำคัญของเสถียรภาพทางการเมือง: เสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การปล่อยข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน
  • การทำงานเป็นทีม: การที่พรรคเพื่อไทยออกมาสนับสนุนและให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายในพรรค
  • การมุ่งเน้นไปที่การทำงาน: พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

ข่าวลือเรื่อง “นายกฯ อิ๊งค์”​ แพทองธาร ชินวัตร ลาออก จึงถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบความแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย และเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าพรรคยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

โดยสรุปแล้ว พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ “นายกฯ อิ๊งค์” ยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่ แม้จะต้องเผชิญกับข่าวลือและการโจมตีต่างๆ นานา การออกมาแสดงความมั่นใจและปฏิเสธข่าวลือของนายสรวงศ์ เทียนทอง จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ และจะยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศต่อไป

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ ข่าวลือและการปล่อยข่าวที่ไม่เป็นความจริง อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นขององค์กรหรือบุคคลได้ ดังนั้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อหรือเผยแพร่ข่าวสารใดๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การมีความสามัคคีและการทำงานเป็นทีม ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรหรือบุคคลสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น

ที่มา – “สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” จ่อลาออก ยันเพื่อไทยไม่กังวล กำลังใจยังดี

“จุลพันธ์” ยัน งบฯ พอเยียวยาเหตุปะทะชายแดน

“จุลพันธ์” ยืนยัน รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้ไม่จำเป็นต้องแปรงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ ขอเวลาทำให้ครบถ้วนกระบวนการก่อนชง ครม.อนุมัติ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ที่ท้องสนามหลวง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง กล่าวถึงการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือ ซึ่งได้พูดคุยกับนายภูมิธรรมแล้วเห็นว่าต้องทำกระบวนการให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการผ่านกระบวนการทางงบประมาณและแหล่งเงิน รวมไปถึงกองทุนเงินเยียวยาและกรมบัญชีกลาง ที่จะต้องยกเว้นระเบียบบางข้อก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยอมรับอาจจะไม่ได้เร็วทันใจ แต่จะพยายามทำให้ทันสัปดาห์ต่อไป

เมื่อถามว่าในเบื้องต้นจะเป็นการเยียวยาในส่วนของข้าราชการหรือประชาชน นายจุลพันธ์กล่าวว่า ตอนนี้เราพูดถึงประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ส่วนที่ถามว่าจะสามารถใช้งบประมาณที่เหลือจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจมาช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ ตอบว่า หากจะทำก็สามารถทำได้ แต่ส่วนตัวแล้วอาจยังไม่จำเป็นต้องใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลยังมีกลไกงบประมาณและแหล่งเงินที่เพียงพอที่จะนำมาเป็นงบเยียวยา ยืนยันว่าเงินที่จะนำไปช่วยเหลือประชาชนมีเพียงพออยู่แล้ว แต่จะใช้จากแหล่งใด เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการ

เมื่อถามว่า เงินค่าเบี้ยเลี้ยงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่จะเข้าสู่ที่ประชุมครม. ในวันที่ 19 ส.ค. 2568 จะให้ทั้งประเทศหรือเฉพาะพื้นที่ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา นายจุลพันธ์กล่าวว่า ขอรอให้ออกก่อนดีกว่า ซึ่งอยู่ที่รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทยกำลังดูอยู่ ตนไม่กล้าตอบ

“จุลพันธ์”ลั่นมีงบประมาณเพียงพอใช้เยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลพร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเยียวยาอย่างเต็มที่ การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง

การที่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการเยียวยาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนอีกด้วย

การเยียวยาไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลด้านสุขภาพจิต การให้คำปรึกษา และการสนับสนุนด้านอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จะช่วยให้การเยียวยามีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกด้าน

การดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการเยียวยา

ความสำคัญของการเยียวยา

  • บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
  • ฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่
  • สร้างขวัญและกำลังใจ
  • ส่งเสริมความสามัคคี
  • เสริมสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาล

“จุลพันธ์”ย้ำ!รัฐบาลมีเงินเยียวยาเพียงพอ

จากคำยืนยันของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลมีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและการดำเนินการตามกระบวนการที่ถูกต้องจะช่วยให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง

การแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการเจรจาและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีก

การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการดูแลประชาชน การดำเนินการอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้การเยียวยามีประสิทธิภาพและเป็นไปอย่างราบรื่น

การลงทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้ง การส่งเสริมการศึกษา การสร้างงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสร้างโอกาสและความหวังให้กับประชาชน

การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและการส่งเสริมความสามัคคีจะช่วยสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่

ที่มา – “จุลพันธ์”ลั่นมีงบประมาณเพียงพอใช้เยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

สว. ปัดข่าวลือคว่ำงบประมาณ 2569 ย้ำไม่จริง!



สว.ปัดข่าวลือจ้องล้มโต๊ะคว่ำงบประมาณ 2569 ยืนยันไม่มีเหตุผลรั้งร่างพระราชบัญญัติ ยิ่งยื้อยิ่งเป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ ที่ควรให้เงินหมุนเข้าระบบโดยเร็วที่สุด

วันที่ 12 ส.ค. 2568 นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 วุฒิสภา กล่าวถึงการติดตามการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ที่สภาผู้แทนราษฎร เตรียมพิจารณาวาระ 2-3 ในวันที่ 13-15 ส.ค. นี้ว่า ในส่วนวุฒิสภาได้พิจารณาเนื้อหาและรายละเอียด เชิญหัวหน้าส่วนราชการมาชี้แจงรายละเอียด แต่การพิจารณาของสว. ไม่สามารถตัดหรือเปลี่ยนแปลงได้ มีหน้าที่เพียงตั้งข้อสังเกต หากพบว่า งบบางตัวมีความผิดปกติ เช่น งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการที่ตั้งงบไว้สูง เพื่อใช้ทวงหนี้ผู้ผิดนัดชำระเงินกู้กยศ. หรืองบประมาณบางหมวดเป็นเบี้ยหัวแตก งบแก้ปัญหาทุจริตที่มีกระจายอยู่ในหน่วยงานต่างๆ

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวสว. อาจไม่เห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบรายจ่ายปี 2569 นายอลงกตตอบว่า ไม่มีไม่เห็นชอบแน่นอน หากสว.ไม่เห็นชอบ จะใช้มูลเหตุอะไรไม่เห็นชอบ หากสว.ไม่เห็นชอบกระบวนการต้องย้อนไปสส.อีก อยากถามกลับเหมือนกันว่า สว.จะยื้อทำไม ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สามารถนำเงินเข้าระบบได้เร็วเท่าไรยิ่งดี จึงไม่มีเหตุยับยั้ง แต่มีข้อสังเกตได้ ไม่ควรชะลอการผ่านงบในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

สว. ยัน! ไม่คว่ำงบประมาณ 2569 แน่นอน

จากกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดว่า สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมที่จะคว่ำร่างงบประมาณ 2569 นั้น ล่าสุด นายอลงกต วรกี ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าไม่มีเหตุผลใดที่ สว. จะทำการยับยั้งร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าว เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันต้องการการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว การอนุมัติงบประมาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมการอนุมัติงบประมาณ 2569 จึงสำคัญ?

การอนุมัติงบประมาณ 2569 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากงบประมาณดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และการจ้างงาน หากงบประมาณถูกชะลอออกไป จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทำให้โครงการต่างๆ ต้องหยุดชะงัก และส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

นอกจากนี้ การอนุมัติงบประมาณที่ล่าช้ายังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งอาจชะลอการลงทุนและส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น การเร่งอนุมัติงบประมาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

  • กระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
  • สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณ 2569

แม้ว่า สว. จะยืนยันว่าจะไม่คว่ำงบประมาณ 2569 แต่ก็ยังคงมีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับรายละเอียดของงบประมาณที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม เช่น ความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณ การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ และประสิทธิภาพของโครงการต่างๆ ที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณ

การพิจารณาข้อสังเกตเหล่านี้อย่างรอบคอบจะช่วยให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น แม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะต้องการการอนุมัติงบประมาณอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ควรละเลยการตรวจสอบและพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้งบประมาณถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – สว.ปัดข่าวลือจ้องล้มโต๊ะคว่ำงบประมาณ 2569 ย้ำยิ่งยื้อ ยิ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ

สุชาติ จี้ พศ.สอบ ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ ผิดจริงฟัน!

สุชาติ จี้ พศ.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ

จากกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นภายในวัดพระบาทน้ำพุ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยสั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งย้ำว่าหากพบความผิดจริง จะดำเนินการตามระเบียบอย่างเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นภายในวัดพระบาทน้ำพุว่า ขณะนี้ได้มีคำสั่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบสำนักพุทธศาสนาประจำจังหวัดที่ตั้งของวัดพระบาทน้ำพุแล้ว โดยยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น และก่อนหน้านี้ตนได้เคยมอบนโยบายให้ พศ. ทำงานเชิงรุก ไม่ใช่ตั้งรับเพียงอย่างเดียว

พศ. ต้องทำงานเชิงรุก แก้ไข ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ

นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้กำชับให้สำนักงานพระพุทธศาสนา เข้าไปติดตามการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด ว่าปฏิบัติหน้าที่หย่อนยานหรือไม่ เพราะสังเกตว่าปัญหาที่เกิดขึ้น มักจะรู้ปัญหาหลังจากที่เกิดเหตุเสมอ ทั้งกรณีที่เกิดขึ้นภายในวัดพระบาทน้ำพุ และกรณีอื่นๆ ด้วย

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับปัญหาภายในวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นวัดที่ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์และเด็กกำพร้าจำนวนมาก การสั่งการให้ตรวจสอบอย่างเร่งด่วนนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด

“อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นในวัดพระบาทน้ำพุ เราจะดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงให้กระจ่าง โดยเร็วที่สุด และหากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าเข้าข่ายกระทำความผิด จะดำเนินการตามระเบียบ และกรอบอำนาจที่ทำได้ ผมในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่กำกับดูแล พศ.จะเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการพระสงฆ์ให้เกิดความกระจ่าง เพื่อเรียกความศรัทธาคืนให้กับประชาชน” นายสุชาติ กล่าวย้ำนโยบาย

การออกมาเน้นย้ำถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการดำเนินการตามระเบียบหากพบความผิด ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยปละละเลยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และจะพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนกลับคืนมา

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายสุชาติได้กล่าวถึงการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด ที่มักจะรู้ปัญหาหลังจากเกิดเหตุเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความกังวลของรัฐบาลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอาจนำไปสู่การปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานเหล่านี้ในอนาคต

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวัดพระบาทน้ำพุ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า รัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการศาสนา และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์และความน่าเชื่อถือของศาสนาต่อไป

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาสนาและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ประชาชนต่างจับตาดูการดำเนินการของ พศ. ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาวัดพระบาทน้ำพุอย่างใกล้ชิด และหวังว่าการตรวจสอบนี้จะเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ ยังคงเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ และติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

การที่นายสุชาติ ตันเจริญ ออกมาแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อสังคม และความตั้งใจที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในวงการศาสนา อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การดำเนินการอย่างรวดเร็วและโปร่งใสในกรณีปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ จะเป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – “สุชาติ” จี้ พศ.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ปัญหาวัดพระบาทน้ำพุ ลั่น หากผิดจริงดำเนินการตามระเบียบ

Scroll to top