ข่าวทั่วไป

ด่วน! เกาหลีใต้จับกุมภรรยาอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ข้อหาปั่นหุ้น

สถานการณ์การเมืองในเกาหลีใต้ร้อนระอุ เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า นางคิม คอนฮี ภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ถูกจับกุมในข้อหาปั่นหุ้นและข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สร้างความตกตะลึงให้กับประชาชนและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

เกาหลีใต้จับกุมภรรยาอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ข้อหาปั่นหุ้น

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า การจับกุมนางคิมมีขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 หลังจากที่อัยการยื่นขอหมายจับ โดยให้เหตุผลว่ามีความกังวลว่าผู้ต้องสงสัยอาจทำลายหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดี ทำให้เรื่องราวของ ยุน ซอกยอล และภรรยา กลายเป็นอดีตประธานาธิบดีและภรรยาคู่แรกของเกาหลีใต้ที่ถูกจับกุมทั้งคู่

ข้อกล่าวหาที่มีต่อนางคิมนั้นมีหลายประการ ได้แก่ การมีส่วนร่วมในแผนการปั่นหุ้นของบริษัท ดอยช์ มอเตอร์ส ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในเกาหลีใต้ ระหว่างปี 2552 ถึง 2555 การแทรกแซงการเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2565 และการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2567 นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการรับของขวัญหรูหราจากโบสถ์แห่งความสามัคคีผ่านร่างทรง เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ

รายละเอียดข้อกล่าวหาและสิ่งที่ต้องจับตาในคดี เกาหลีใต้จับกุมภรรยาอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ข้อหาปั่นหุ้น

ทีมอัยการพิเศษ มิน จุงกิ ได้ยื่นฟ้องร้องนางคิมในข้อหาละเมิดกฎหมายตลาดการเงิน, กฎหมายเงินทุนการเมือง และกฎหมายว่าด้วยการรับสินบน ซึ่งเป็นข้อหาที่มีความรุนแรงและอาจนำไปสู่บทลงโทษที่หนักหน่วง

นางคิมได้ให้ปากคำกับทีมอัยการพิเศษเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม โดยกล่าวขอโทษที่ทำให้ประชาชนเกิดความกังวล แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป และมีแนวโน้มที่จะมีการเปิดเผยข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มเติมในอนาคต

การสืบสวนของทีมอัยการพิเศษยังมุ่งเป้าไปที่ข้อกล่าวหาคดีอาญาอื่นๆ ที่นางคิมได้รับ รวมถึงข้อสงสัยที่ว่า มีการเปลี่ยนจุดสิ้นสุดของโครงการทางด่วนไปยังที่ดินที่ครอบครัวของเธอเป็นเจ้าของ และครอบครัวของเธอได้รับการปฏิบัติอย่างพิเศษในโครงการก่อสร้างอพาร์ตเมนต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจและต้องการคำตอบ

คดีนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของนางคิมและอดีตประธานาธิบดีเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมและความโปร่งใสทางการเมืองของเกาหลีใต้อีกด้วย

สถานการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ไม่ว่าจะมีตำแหน่งสูงส่งเพียงใดก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและน่าเชื่อถือ

สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือ ผลการสืบสวนของทีมอัยการพิเศษ และการพิจารณาคดีของศาล หากนางคิมถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เธออาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกและค่าปรับจำนวนมหาศาล แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คดีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและบุคคลสาธารณะทุกคนในเกาหลีใต้

ความคืบหน้าของคดี เกาหลีใต้จับกุมภรรยาอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ข้อหาปั่นหุ้น จะได้รับการรายงานอย่างต่อเนื่อง และเราจะนำเสนอข้อมูลล่าสุดให้คุณทราบทันทีที่มีการอัพเดท

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบความโปร่งใสของนักการเมืองและบุคคลสาธารณะ รวมถึงความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน

ที่มา – เกาหลีใต้จับกุมภรรยาอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ข้อหาปั่นหุ้น

อิสราเอลถล่มกาซาอย่างหนัก! ดับ 89 ศพใน 24 ชม.

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง เมื่ออิสราเอลได้ยกระดับการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากถึง 89 ราย การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากคณะรัฐมนตรีของอิสราเอลอนุมัติแผนการยึดครองพื้นที่กาซาอย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางเสียงประณามจากนานาชาติ

อิสราเอลถล่มกาซาอย่างหนัก ชาวปาเลสไตน์ดับ 89 ศพ ใน 24 ชั่วโมง

รายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่ฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 89 ราย ภายในเวลาเพียงหนึ่งวัน ในจำนวนนี้มีถึง 15 คนที่เสียชีวิตขณะเข้าแถวรอรับอาหาร ยิ่งไปกว่านั้น การโจมตีดังกล่าวยังเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่อิสราเอลทิ้งระเบิดสังหารนักข่าวในกาซา 6 คนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการกระทำที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

สำนักงานป้องกันพลเรือนในกาซาระบุว่า การโจมตีทางอากาศในเมืองกาซา ซิตี้ ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วง 3 วันล่าสุด หลังจากที่คณะรัฐมนตรีความมั่นคงของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้อนุมัติแผนการยึดครองกาซาโดยสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่าอิสราเอลจะเริ่มโจมตีในพื้นที่ที่ชาวกาซาอพยพไปรวมตัวกันอย่างหนาแน่น

สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายลง

นอกเหนือจากผู้เสียชีวิตจากการโจมตีแล้ว ยังมีรายงานว่าชาวกาซาอีก 5 ราย ซึ่งรวมถึง 2 รายที่เสียชีวิตจากความอดอยาก ในขณะเดียวกัน 24 ประเทศ ซึ่งรวมถึงสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส สเปน และญี่ปุ่น ได้ออกมาเตือนว่าความเจ็บปวดด้านมนุษยธรรมในกาซาได้เพิ่มขึ้นจนถึงระดับ “ไม่อาจจินตนาการได้” แล้ว

นายเนทันยาฮู ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้มากขึ้นที่ชาวปาเลสไตน์จะต้องออกจากฉนวนกาซา โดยกล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า “เราไม่ได้ผลักดันให้พวกเขาออกไป แต่เราอนุญาตให้พวกเขาออกไป ให้โอกาสพวกเขาออกไป อย่างแรกสุดคือ ออกจากเขตสู้รบ และจากนั้นคือออกจากดินแดนแห่งนี้ หากพวกเขาต้องการ”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณว่ากองกำลังภาคพื้นดินของอิสราเอลได้เคลื่อนตัวลึกเข้าไปในฉนวนกาซา ตามแผนการโจมตีใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

การโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ประชาคมระหว่างประเทศออกมาประณามอิสราเอลอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีทางอากาศสังหารนาย อานัส อัล-ชาริฟ นักข่าวชื่อดังของอัลจาซีรา และเพื่อนร่วมงานอีก 4 คน กองทัพอิสราเอลยอมรับว่าได้ทำการโจมตีจริง แต่อ้างว่านายชาริฟเป็นหัวหน้าหน่วยของฮามาสที่รับผิดชอบการยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอล อย่างไรก็ตาม อัลจาซีราได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

สถานการณ์อิสราเอลถล่มกาซาอย่างหนักยังคงเป็นที่จับตามองของทั่วโลก และยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงในเร็ววัน ความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนทั่วโลก และเรียกร้องให้มีการยุติความรุนแรงและการเจรจาเพื่อสันติภาพอย่างยั่งยืน

การที่อิสราเอลถล่มกาซาอย่างหนักส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การเข้าถึงอาหาร น้ำ และสิ่งจำเป็นอื่นๆ กลายเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในกาซา การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วน

การที่อิสราเอลถล่มกาซาอย่างหนักและการอนุมัติแผนการยึดครองกาซาโดยสมบูรณ์นั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของอิสราเอลที่จะควบคุมพื้นที่ดังกล่าวอย่างเบ็ดเสร็จ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวได้รับการต่อต้านจากนานาชาติ และเรียกร้องให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ

สถานการณ์ในกาซายังคงเป็นที่น่ากังวล และความหวังเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริง คือการเจรจาและการประนีประนอมระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – อิสราเอลถล่มกาซาอย่างหนัก ชาวปาเลสไตน์ดับ 89 ศพ ใน 24 ชั่วโมง

วิกฤต! ยุโรปใต้อ่วม คลื่นความร้อนถล่ม ไฟป่า

คลื่นความร้อนกำลังเล่นงานยุโรปตอนใต้อย่างหนัก และทำให้เกิดไฟป่าหลายสิบจุด พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ศพ หนึ่งในนั้นเป็นเด็กในอิตาลี สถานการณ์ ยุโรปใต้อ่วม คลื่นความร้อนถล่ม ไฟป่าลุกลามหลายสิบจุด นี้ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คลื่นความร้อนรุนแรงกำลังทำให้เกิดไฟป่าหลายจุดทั่วยุโรปตอนใต้ บีบให้ประชาชนนับพันคนต้องอพยพออกจากบ้านเพื่อหนีไฟป่า และทำให้อุณหภูมิในบางพื้นที่พุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส จนมีการประกาศเตือนภัยความร้อนขั้นสีแดงในหลายพื้นที่ของอิตาลี, ฝรั่งเศส, สเปน, โปรตุเกส และประเทศแถบบอลข่าน

ในวันอังคารที่ 12 ส.ค. 2568 สำนักงานบริการสภาพอากาศของสเปน หรือ “เอเมต” (Aemet) ระบุว่า อุณหภูมิในเมืองเซบียากับเมืองกอร์โดบา อาจพุ่งขึ้นไปถึง 44 องศาเซลเซียส ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาคใต้ของโปรตุเกสก็เตือนว่า อุณหภูมิท้องถิ่นอาจเพิ่มขึ้นจนแตะ 44 องศาเซลเซียสเช่นกัน

ส่วนที่อิตาลี มีเด็กคนหนึ่งเสียชีวิตจากอาการฮีทสโตรก (heatstroke) หรือ ลมแดด เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่ในเมืองเทรส กันโตส ทางเหนือของกรุงมาดริด ประเทศสเปน เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเนื่องจากบาดแผลไฟไหม้รุนแรง

ทั้งนี้ ชาวเมืองเทรส กันโตส หลายร้อยคนต้องอพยพออกจากบ้านท่ามกลางไฟป่า ขณะที่รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมส่วนภูมิภาคระบุว่า ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็วเพราะพายุฝนฟ้าคะนองแบบแห้ง ทำให้มีลมแรงมากกว่า 70 กม./ชม.

ด้านนาย เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปนโพสต์ผ่าน X ในวันอังคารว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังปฏิบัติการอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อดับไฟป่า พร้อมกับขอให้ประชาชนระมัดระวัง เนื่องจากพวกเขากำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากไฟป่าในระดับสูงมาก

ที่แคว้นกาสตีลและเลออน (Castile and Leon) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน มีรายงานว่าเกิดไฟป่ามากกว่า 30 จุด ประชาชนเกือบ 4,000 คนต้องอพยพ โดยไฟป่าจุดหนึ่งกำลังคุกคามเมือง ลาส เมดูลาส (Las Medulas) มรดกโลกของยูเนสโก ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเหมืองทองโบราณ

ประชาชนอีกราว 2,000 คน ต้องอพยพออกจากโรงแรมและบ้านเรือนใกล้เมืองตาริฟา สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในแคว้นอันดาลูเซีย ทางใต้ของสเปน ขณะที่ทหารเกือบ 1,000 นายถูกส่งไปช่วยรับมือไฟป่าทั่วประเทศ

ที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างโปรตุเกส นักดับเพลิงมากกว่า 1,300 นายกับเครื่องบินอีก 14 ลำกำลังรับมือไฟป่าขนาดใหญ่ 3 จุด โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมไฟป่าจุดวิกฤตที่สุดใกล้เมืองทรานโกโซ (Trancoso) ได้แล้วในวันอังคาร

ส่วนที่อิตาลี พยากรณ์อากาศคาดว่าหลายเมืองจะมีอุณหภูมิแตะ 40 องศาเซลเซียสในช่วงปลายสัปดาห์นี้ และประกาศเตือนภัยขั้นสีแดงใน 16 เมือง รวมถึงกรุงโรม, เมืองมิลาน และฟลอเรนซ์

อิตาลีพบเด็กเสียชีวิตเพราะโรคลมแดด 1 ราย โดยเป็นเด็กชายชาวโรมาเนียอายุ 4 ขวบ ถูกพบหมดสติอยู่ในรถที่แคว้นซาร์ดิเนีย ก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวทางอากาศไปโรงพยาบาลในกรุงโรม แต่สุดท้ายเด็กคนนี้ก็เสียชีวิตเนื่องจากสมองได้รับความเสียหายอย่างไม่อาจย้อนคืน

ขณะเดียวกัน พื้นที่เกือบ 3 ใน 4 ของฝรั่งเศสต้องอยู่ภายใต้การเตือนภัยคลื่นความร้อน โดยคาดว่าอุณหภูมิในปารีสจะพุ่งแตะ 36 องศาเซลเซียส และ 40 องศาเซลเซียสในเมืองแถบแม่น้ำโรน (Rhône)

ที่ประเทศกรีซ ลมแรงทำให้ไฟป่าบนเกาะซาคินทอส (Zakynthos) และเกาะเซฟาโลเนีย (Cephalonia) ลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนต้องอพยพจากหมู่บ้านและโรงแรมใกล้เคียง นอกจากนั้นยังมีไฟป่าอีกจุดใกล้เมืองโวนิตซา ทางตะวันตกของประเทศ บ้านหลายหลังมีความเสี่ยงถูกทำลาย

ที่จังหวัดชานักคาแล ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี กำลังเผชิญไฟป่าขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนหลายร้อยชีวิตต้องอพยพ เช่นเดียวกับที่อัลแบเนีย ขณะที่ไฟป่าขนาดใหญ่ในเมืองสปลิต ของโครเอเชีย ถูกควบคุมได้แล้วในวันอังคาร แต่ไฟป่าขนาดใหญ่ใกล้กรุงพอดโกริซา ของมอนเตเนโกร ทำลายบ้านเรือนไปแล้วหลายหลัง

ส่วนที่สหราชอาณาจักร กำลังเผชิญคลื่นความร้อนครั้งที่ 4 ของปีนี้แล้ว โดยทางการประกาศเตือนภัยสุขภาพขั้นสีเหลืองกับสีอำพันในทุกพื้นที่ของอังกฤษ และพยากรณ์ว่าอุณหภูมิอาจเพิ่มขึ้นเป็น 34 องศาเซลเซียส

ยุโรปใต้อ่วม คลื่นความร้อนถล่ม ไฟป่าลุกลามหลายสิบจุด

สถานการณ์ ยุโรปใต้อ่วม คลื่นความร้อนถล่ม ไฟป่าลุกลามหลายสิบจุด เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตผู้คน หากเราไม่ตระหนักและร่วมมือกันแก้ไข ปัญหาเหล่านี้อาจทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบจากสถานการณ์ ยุโรปใต้อ่วม คลื่นความร้อนถล่ม ไฟป่าลุกลามหลายสิบจุด

  • การเสียชีวิตและบาดเจ็บของผู้คน
  • การอพยพของผู้คนจำนวนมาก
  • ความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ

สถานการณ์ ยุโรปใต้อ่วม คลื่นความร้อนถล่ม ไฟป่าลุกลามหลายสิบจุด สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราทุกคนต้องร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อปกป้องโลกของเราและอนาคตของลูกหลาน

สถานการณ์ ยุโรปใต้อ่วม คลื่นความร้อนถล่ม ไฟป่าลุกลามหลายสิบจุด นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใกล้ตัวและส่งผลกระทบต่อทุกชีวิต เราต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – ยุโรปใต้อ่วม คลื่นความร้อนถล่ม ไฟป่าลุกลามหลายสิบจุด

ชาวบ้านอพยพ! เหตุไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก แม้จะยังไม่มีประกาศอพยพอย่างเป็นทางการ แต่ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” จึงตัดสินใจอพยพครอบครัวออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณถนนหมายเลข 221 กันทรลักษณ์-เขาพระวิหาร พบว่ามีรถของชาวบ้านทยอยเดินทางออกจากพื้นที่เป็นจำนวนมากผิดปกติ สืบเนื่องจากกระแสข่าวการแจ้งเตือนว่าอาจจะเกิดการปะทะกันขึ้นอีกครั้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ความกังวลใจนี้เอง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลเสาธงชัย ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง ได้ตัดสินใจอพยพออกจากบ้านเรือน พร้อมทั้งขนทรัพย์สินและสิ่งของจำเป็นติดตัวไปด้วย

จากการสอบถามชาวบ้านที่กำลังอพยพ พวกเขาให้เหตุผลว่า ตัดสินใจขนข้าวของและพาครอบครัวออกมาจากหมู่บ้าน เพราะไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” แม้ว่าผู้นำชุมชนจะยังไม่ได้ประกาศให้อพยพก็ตาม นอกจากนี้ ชาวบ้านยังแสดงความต้องการให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชายุติลงโดยเร็ว เพราะพวกเขาไม่อยากต้องอพยพหนีภัยอีกต่อไปแล้ว

ทำไมชาวบ้านถึงไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

เหตุผลหลักที่ทำให้ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” และตัดสินใจอพยพ คือ ประสบการณ์ในอดีตที่เคยเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบและการปะทะกันในพื้นที่ชายแดนมาแล้วหลายครั้ง ความทรงจำและความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เหล่านั้น ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของพวกเขา ทำให้เมื่อมีข่าวลือหรือสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่แน่นอน พวกเขาจึงเลือกที่จะป้องกันตนเองและครอบครัวไว้ก่อน โดยการอพยพไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า

ผู้นำท้องถิ่นในตำบลเสาธงชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งให้อพยพ แต่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนการที่ชาวบ้านตัดสินใจอพยพนั้น เป็นเพราะต้องการความสบายใจ เนื่องจากเคยมีประสบการณ์อพยพมาแล้วหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมายืนยันผ่านทางเฟซบุ๊กเมื่อเวลา 22.32 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ว่า “สถานการณ์ชายแดนตลอดแนว กองกำลังสุรนารียังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียดตามที่ปรากฏในสื่อโซเชียล ขอประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก”

ถึงแม้ว่ากองทัพจะออกมายืนยันถึงสถานการณ์ปกติ แต่ความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่ยังคงอยู่ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกและการอพยพโดยไม่จำเป็น

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และไม่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนอีกต่อไป

ที่มา – ชาวบ้านไม่ไว้ใจสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” พากันอพยพครอบครัวออกนอกพื้นที่

พระลูกวัดแจง! ปมเรียกหลวงพ่ออลงกตป๊ะป๋า ที่ดิน2000ไร่แค่ชื่อ

“พระลูกวัด” ชี้แจงประเด็นคนเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” พร้อมเผยเรื่องที่ดิน 2,000 ไร่ ที่แท้เป็นแค่ชื่อเรียกติดปากเท่านั้นเอง! วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงเรื่องนี้กันค่ะ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัดพระบาทน้ำพุ มีพื้นที่ประมาณ 800 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ที่ดินนี้ใช้ชื่อนายธนชัย อดีตไวยาวัจกร (ผู้เสียชีวิต) เป็นผู้ถือครองแทนวัด และกำลังดำเนินการเรียกคืนจากทายาทของนายธนชัย

บรรยากาศภายในโครงการค่อนข้างเงียบเหงา มีการแบ่งพื้นที่เป็นอาคารสำนักงาน, บ้านพักของผู้ติดเชื้อ HIV ที่แข็งแรง, พื้นที่เลี้ยงสุนัขและแมวจรจัดแบบปิด รวมถึงโครงการธรรมรักษ์นิเวศ 2 ซึ่งมีบ้านพักเด็กธรรมรักษ์ที่ดูแลเด็กและเยาวชนผู้ป่วย HIV และบ้านเด็กแกลด้าที่ช่วยเหลือเด็กกำพร้า

นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนประชานุเคราะห์ 33 จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของราชพัสดุมา 25 ปีแล้ว ยังมีอาคารที่เตรียมสร้างโรงพยาบาลธรรมรักษ์, พื้นที่เกษตรและเลี้ยงสัตว์, โรงงานแปรรูป และโรงงานไฟฟ้าของโครงการซึ่งปัจจุบันดูรกร้าง

จากการสำรวจพบว่าบ้านพักของผู้ป่วยถูกปล่อยทิ้งร้างจำนวนมาก แต่บางส่วนก็ยังมีผู้พักอาศัยอยู่ ผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ช่วยกันตัดหญ้าและทำเกษตรเชิงซ้อนเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ ส่วนใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อ HIV ที่ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว ก่อนที่จะย้ายมาจากวัดพระบาทน้ำพุ

พระเจษฎา จิรัฏฐิโก พระลูกวัดธรรมรักษ์นิเวศ เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นดำริของหลวงพ่ออลงกต สร้างมา 20 กว่าปีแล้ว เนื่องจากช่วงที่ก่อตั้งมีผู้ป่วยจำนวนมากจนล้นธรรมรักษ์นิเวศน์ 1 (วัดพระบาทน้ำพุ) จึงต้องขยายมายังโครงการนี้ ภายในโครงการมีบ้านพักผู้ป่วย, บ้านเด็กธรรมรักษ์, โรงเรียน, มูลนิธิสิทธิเด็ก และโรงพยาบาล โครงการนี้ให้ผู้ป่วย HIV ที่เป็นผู้ใหญ่และแข็งแรงมาอาศัยอยู่และมีอาชีพ โดยทำงานทำความสะอาด, ทำสวน, เกษตรอินทรีย์ และได้รับเงินเดือนจากมูลนิธิ ส่วนผลผลิตทางการเกษตรก็นำไปขายให้โครงการในลักษณะวิสาหกิจชุมชน ซึ่งยืนยันว่ามีรายได้จริง นอกจากนี้โครงการยังรับเด็กที่มีเชื้อ HIV และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากผู้ติดเชื้อมาดูแลด้วย

โครงการนี้เปิดทำการอย่างเต็มรูปแบบมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่เริ่มทรุดโทรมในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตัวยาพัฒนามากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยน้อยลง และการหาอาสาสมัครก็เป็นเรื่องยาก เพราะพื้นที่ห่างไกลและเงินเดือนของมูลนิธิน้อย

พื้นที่โครงการน่าจะอยู่ที่ประมาณ 800-900 ไร่ ส่วนที่เรียกกันว่า 2,000 ไร่นั้น เป็นเพียงชื่อที่คนที่ทำงานให้หลวงพ่ออลงกตใช้เรียกกันติดปากเท่านั้น จำนวนผู้ป่วยปัจจุบันมีประมาณหลักร้อยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่เป็นบ้าน แต่ในโรงเรียนมีปีละประมาณ 800 คน ซึ่งโรงเรียนเป็นโรงเรียนประจำและส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่ติดเชื้อ HIV ด้วย

ทำไมถึงเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า”?

สำหรับประเด็นที่ต้องมีการขยายพื้นที่ พระเจษฎาให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะมีผู้ป่วยบางส่วนที่มารักษาตัวตั้งแต่ยังเป็นเด็ก หากออกไปเรียนหรือใช้ชีวิตข้างนอกก็มักจะถูกรังเกียจ สุดท้ายก็จะกลับมาอยู่ที่นี่เพราะไม่มีที่ไป ญาติหลายคนก็ไม่สนใจรับไปเลี้ยง

โรงงานไฟฟ้าด้านหน้าทางเข้าโครงการ คาดว่าเป็นความคิดของหลวงพ่ออลงกตที่อยากให้ชาวบ้านนำไม้มาเผาผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่เคยลองผลิตแล้วเครื่องไม่สามารถใช้งานได้จึงต้องปิดตัวลง

สาเหตุที่โรงพยาบาลยังสร้างไม่เสร็จนั้น ไม่ทราบรายละเอียด แต่เมื่อก่อนเคยมีสถานีอนามัยภายใน มีพยาบาลอยู่ประจำประมาณ 15-16 ปี ก่อนที่จะมาสร้างเป็นโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่มียาต้านเอดส์ ทำให้ผู้ป่วยหลายคนเลือกที่จะทานยาเองและออกไปใช้ชีวิตในโลกภายนอก ปัจจุบันที่นี่จึงกลายเป็นที่สวดมนต์ทำวัตรของพระและผู้ป่วยที่อาศัยอยู่

พระเจษฎายังชี้แจงประเด็นที่มีผู้เรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” ว่า เด็กๆ ทุกคนที่นี่เรียกหลวงพ่ออลงกตว่าป๊ะป๋าหมด พอเด็กเรียก ผู้ใหญ่บางคนที่สนิทกับหลวงพ่อก็เรียกตาม

ส่วนกรณีที่ดินตรงนี้เป็นชื่อของมูลนิธิหรือนายธนชัย ทุกคนเข้าใจว่าเป็นของมูลนิธิที่ให้ผู้ป่วยอาศัยอยู่ ไม่ได้มีใครไปสืบค้นว่าเป็นของใคร ส่วนตัวก็ทราบว่าเป็นชื่อของนายธนชัยตั้งแต่ตอนซื้อ แต่ไม่ได้แม่นข้อกฎหมายและไม่ได้คิดอะไร เพราะนายธนชัยก็เป็นคนดี เป็นผู้จัดการดูแลที่แห่งนี้ และหลวงพ่ออลงกตน่าจะเลือกคนที่ไว้ใจด้วย ญาติของนายธนชัยไม่เคยมาที่นี่ และนายธนชัยไม่เคยมีญาติมาข้องเกี่ยว ที่เห็นก็มีแต่ทำงานอย่างเดียว

สำหรับนายธนชัย อดีตไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เคยเป็นผู้จัดการโครงการและถือเป็นปูชนียบุคคล ลองคิดดูว่าคนเราตายแล้วมีคนทำรูปปั้นให้ ต้องเป็นคนดีแค่ไหน ตอนที่นายธนชัยยังมีชีวิตอยู่ ก็มาทำงานแบบไม่เอาเงินแม้แต่บาทเดียว กินข้าวที่โรงครัวกับผู้ป่วย ทำแต่งาน ดูแลทั้งคนป่วยและสถานที่

ทำความเข้าใจประเด็นเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ป๊ะป๋า และที่ดิน 2,000 ไร่

ทั้งนี้ อยากให้ทุกคนลองพิจารณาว่าหลวงพ่ออลงกตกลับมานอนวัดเที่ยงคืน และตื่นตีสามออกไปบิณฑบาตรทุกวันเป็นเวลา 30 ปี คุณคิดว่าคนคนนั้นจะโกงเงินหรือยักยอกเงินไปทำอะไร? ลองคิดอย่างมีเหตุผลดูว่าคนแบบนั้นจะเป็นคนอย่างไร

จากข้อมูลที่ได้รับจาก “พระลูกวัด” เราได้เข้าใจถึงที่มาของการเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” และความจริงเกี่ยวกับที่ดิน 2,000 ไร่ กันแล้ว หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และคลายข้อสงสัยของทุกท่านนะคะ

ที่มา – “พระลูกวัด” แจงปมคนเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ป๊ะป๋า เผย 2,000 ไร่ เป็นเพียงชื่อเรียกติดปาก

กองทัพภาคที่ 2 ยันชายแดนปกติ! ประชาชนอย่าตระหนก

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์ชายแดนกับ กองทัพภาคที่ 2 กันหน่อยนะครับ หลังจากที่มีข่าวลือต่างๆ นาๆ ในโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจ ล่าสุดทางกองทัพได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันแล้วว่าสถานการณ์ยังคงปกติ ไม่ได้มีความตึงเครียดอย่างที่หลายคนคิดครับ

กองทัพภาคที่ 2 ย้ำสถานการณ์ชายแดนปกติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ทางเฟซบุ๊กของ กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยระบุว่า “สถานการณ์ชายแดนตลอดแนว กองกำลังสุรนารียังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียดตามที่ปรากฏในสื่อโซเชียล ขอประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก” ข้อความนี้เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปตามปกติ และไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่ากังวล

ทางกองทัพขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

ทำไมต้องติดตามข่าวสารจากกองทัพภาคที่ 2?

การติดตามข่าวสารจาก กองทัพภาคที่ 2 โดยตรงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นทางการที่สุด ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่ถูกต้องสามารถสร้างความสับสนและความหวาดกลัวในสังคมได้ ดังนั้น การรับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งจำเป็น

นอกจากนี้ ทางกองทัพยังมีการรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งจะช่วยลดความกังวลและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การที่กองทัพออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อประชาชน

สถานการณ์ชายแดนนั้นมีความอ่อนไหว การแพร่กระจายข่าวลืออาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดังนั้น การรับข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น เรามาดูกันว่า กองทัพภาคที่ 2 มีบทบาทหน้าที่อะไรบ้างในการดูแลชายแดน:

  • รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน
  • ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย
  • ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดน

จะเห็นได้ว่ากองทัพมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาความสงบและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน การที่ประชาชนให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของกองทัพ จะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หากใครที่มีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กองทัพภาคที่ 2 ได้โดยตรงผ่านช่องทางต่างๆ ที่ได้แจ้งไว้ เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารอย่างมีสติ อย่าหลงเชื่อข่าวลือ และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองนะครับ

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ย้ำสถานการณ์ชายแดนตลอดแนว ยังอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตึงเครียด

ชาวบ้านกังวล ทหารเหยียบกับระเบิด เตรียมอพยพ

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนเกิดความวิตกกังวลอย่างมาก หลังเกิดเหตุการณ์ “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิดบริเวณปราสาทตาเมือนธม ทำให้หลายครอบครัวเตรียมเก็บข้าวของพร้อมอพยพ หากเกิดเหตุปะทะรุนแรงขึ้น พวกเขาติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 หลังจากสถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลายลงจากการเจรจาหยุดยิง แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียด ทหารไทยนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาซ้ายขาด จากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะลาดตระเวนในพื้นที่ปกติ บริเวณปราสาทตาเมือนธม ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

ชาวบ้านกังวล ทหารเหยียบกับระเบิด เตรียมอพยพ

ความวิตกกังวลของชาวบ้านเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก พวกเขาหวาดระแวงว่าอาจเกิดการปะทะรอบใหม่ แม้เพิ่งจะกลับจากศูนย์พักพิงชั่วคราวได้ไม่นาน ชาวบ้านในตำบลตาเมียง ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ต่างติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน

ผู้สูงอายุหลายคนได้รับการช่วยเหลือจากลูกหลานในการเตรียมสัมภาระที่จำเป็นขึ้นรถยนต์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพ หากสถานการณ์เลวร้ายลง บางครอบครัวพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน จุดธูปเทียนขอพรให้คุ้มครองหมู่บ้านและชาวบ้าน รวมถึงปกป้องทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้าให้ปลอดภัย การติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและภาครัฐเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถทำได้ในขณะนี้ ชาวบ้านหลายคนกล่าวว่าสถานการณ์ไม่ปกติ ทำให้พวกเขาต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา นอนไม่หลับ และคอยฟังเสียงระเบิดและการสู้รบ

ชาวบ้านในพื้นที่โคกสูง ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก ซึ่งเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง เล่าว่า พวกเขาต้องอพยพไปตั้งแต่เริ่มมีการปะทะ เป็นเวลานานถึง 15-16 วัน ทำให้สูญเสียรายได้จากการค้าขาย แต่ก็ยังดีกว่าชาวบ้านที่มีสวนยางพาราในพื้นที่บ้านไทยสันติสุข-บ้านเฝ้าไร่ ที่สวนยางพาราถูกลูกปืนและระเบิดทำลายเสียหาย ตอนนี้พวกเขากำลังรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ หลังจากการสำรวจความเสียหายเสร็จสิ้น

ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบหวังว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือและเยียวยาตามความเสียหายที่เกิดขึ้น

ผลกระทบต่อการเปิดเรียนและทางออกในช่วงวิกฤต

เดิมที โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในพื้นที่ชายแดน (อำเภอพนมดงรัก, อำเภอกาบเชิง, อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด) มีกำหนดเปิดเรียนในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 แต่เนื่องจากสถานการณ์ไม่สงบ ทำให้โรงเรียนในอำเภอพนมดงรักหลายแห่งประกาศเลื่อนการเปิดเรียนอย่างไม่มีกำหนด และให้มีการเรียนออนไลน์แทน สำหรับอำเภออื่นๆ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่ง

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมาก พวกเขาต้องเผชิญกับความวิตกกังวล ความไม่แน่นอน และความเสียหายต่อทรัพย์สิน การสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งในด้านความปลอดภัย การเยียวยา และการฟื้นฟู จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

“ทหารไทย” ที่เสียสละตนเองเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติสมควรได้รับการยกย่องและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านและสร้างขวัญกำลังใจให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ชาวบ้านที่อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ยังคงมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา พวกเขาต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน

ที่มา – ชาวบ้านกังวล หลัง “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิด เก็บของพร้อมอพยพ หากเกิดเหตุปะทะ

กองทัพบก โต้กัมพูชา ยันหลักฐานเหตุเหยียบทุ่น

จากกรณีที่กัมพูชาออกมาปฏิเสธเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนล่าสุด “กองทัพบก” ได้ออกมาโต้แย้งและยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดจริง พร้อมทั้งระบุว่าเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ที่เพิ่งมีการลักลอบติดตั้งใหม่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 บริเวณปราสาทตาเมือนธม ซึ่งส่งผลให้กำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส โดย พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงปฏิเสธว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า ฝ่ายไทยมีหลักฐานที่ชัดเจนว่ากัมพูชายังคงมีทุ่นระเบิดในครอบครองเป็นจำนวนมาก และมีการลักลอบนำมาวางในพื้นที่ต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำร้ายกำลังพลของไทย

พลตรี วินธัย สุวารี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กัมพูชาเป็นภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และได้ให้สัตยาบันไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 แต่กลับมีการนำทุ่นระเบิดมาใช้อีกครั้งในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและขัดต่อหลักสากล

กองทัพบก ยืนยันหลักฐาน กัมพูชา วางทุ่นระเบิด

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของฝ่ายไทย พบว่าทุ่นระเบิดที่ใช้ในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เคยพบในหลายพื้นที่ที่กัมพูชาลักลอบติดตั้งเพื่อทำร้ายกำลังพลไทยมาโดยตลอด ทำให้เชื่อได้ว่าไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่ตกค้างมาจากสงครามในอดีต

ข้ออ้างของกัมพูชาที่ว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีตนั้น เป็นเพียงการปฏิเสธที่ไม่มีน้ำหนัก เนื่องจากหลักฐานในทุกจุดเกิดเหตุชี้ชัดว่า บริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุมีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 อีก 3-5 ลูก ในสภาพที่เพิ่งถูกติดตั้งใหม่อย่างชัดเจน หากเป็นทุ่นระเบิดเก่าจากสงครามในอดีต จะเป็นชนิดอื่น ไม่ใช่ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2

กองทัพบก เรียกร้อง กัมพูชา หยุดเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสาธารณะ ทั้งที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้รับฟังข่าวสาร และเพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ตามมติคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กัมพูชา-ไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ข้อ 9 ซึ่งกำหนดให้งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม

นอกจากนี้ ขอให้กัมพูชาปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และยุติการใช้อาวุธทุ่นระเบิดสังหารบุคคลต่อฝ่ายไทย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง แต่ยังเป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน

กองทัพบก ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และกติกาสากล พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนอย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขอย่างยั่งยืน การที่ กองทัพบก ออกมาตอบโต้และยืนยันข้อเท็จจริง ถือเป็นการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นการแสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

ที่มา – “กองทัพบก” โต้ “กัมพูชา” ปฏิเสธเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ย้ำมีหลักฐานยืนยัน

เลขาฯ โยนวัดตอบปมที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ”

“เลขาปู” โยนวัดตอบปมชื่อเจ้าของที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ” ลั่นไม่ใช่คนของวัด แค่กรรมการวัด คาดแถลงสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี บรรยากาศแม้เป็นวันหยุด แต่ก็มีผู้มาร่วมทำบุญไม่คึกคักเท่าที่ควร คณะที่จะมาประชุมเรื่องการจัดงานวัดพระบาทน้ำพุมีนายบรรเจต เทศพำนัก เลขาของหลวงพ่ออลงกต และนายสมพร โสเค็ง ไวยาวัจกรของวัดเข้าร่วม

จากการสอบถามนายบรรเจตถึงการประชุม ได้รับคำตอบสั้น ๆ ว่าเรื่องงานวัด หลวงพ่อได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน การประชุมเริ่มตั้งแต่ 10.45 น. โดยมีสื่อมวลชนรอสัมภาษณ์

ต่อมาเวลา 13.20 น. หลังเสร็จสิ้นการประชุม นายบรรเจต เทศพำนัก เลขาของหลวงพ่ออลงกต แจ้งว่าเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของวัด ซึ่งเป็นการประชุมประจำ ส่วนการแต่งตั้งทนายใหม่แทนทนายเกิดผล ขณะนี้คณะกรรมการกำลังพิจารณาอยู่

ส่วนเรื่องที่ดินที่มีการครอบครองโดยคนอื่นต้องรอทนาย ทนายเกิดผลห่วงหลวงพ่อเรื่องการพูดที่อาจผิดพลาด ตัวเองเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดก็ให้ออกมายอมรับเอง อย่าโยนมาให้หลวงพ่อ ส่วนเรื่องเงินที่หมอบีนำมาคืนหมดหรือยังก็ให้ไปถามหมอบีเอง

สำหรับทรัพย์สินของวัดที่มีประเด็นว่าอยู่ที่คนอื่นนั้น ตนไม่รู้เรื่อง ทรัพย์สินหรือสิ่งปลูกสร้างก็อยู่กับที่อยู่แล้ว ในส่วนที่บอกว่ามีผู้ถือครองนั้นไม่มี เพราะทรัพย์สมบัติทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของวัดและมูลนิธิอยู่แล้ว วันนี้ประชุมเรื่องผู้ป่วย ค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันค่าไฟฟ้าเท่านั้น เรื่องการรับบริจาคหรือผู้ที่มาร่วมทำบุญตอนนี้ก็ลดลง เป็นเรื่องปกติเพราะที่วัดมีแต่ผู้ป่วย

ส่วนที่มีคนกล่าวอ้างว่าตนมีทรัพย์สินผิดปกติ ให้กลับไปถามคนที่กล่าวอ้างเอง ในส่วนของรายชื่อผู้ที่ถือครองที่ดินที่มีชื่อเป็นคนใกล้ชิด เป็นคนของวัดนั้น ต้องไปถามวัด ผมเองไม่ใช่คนของวัด เป็นเพียงกรรมการวัด และเท่าที่ดูมันก็ถูกต้องอยู่แล้ว ถ้ามันไม่ถูกต้องก็คงอยู่ไม่ได้ ในส่วนของผู้ที่ได้รับให้ครอบครองพื้นที่นั้นมีมติของที่ประชุมอยู่แล้ว

ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่มีอะไร ต้องไปถามคนที่ตั้งข้อสังเกต ทางวัดก็อยู่อย่างปกติ การตั้งคำถามของแต่ละคนก็ต้องให้แต่ละคนนำคำถามมาด้วย ทางวัดเองก็ต้องชี้แจง ผมจะไปตอบแทนวัดไม่ได้ แต่จะเมื่อไหร่นั้นตนก็ไม่สามารถที่จะตอบได้ ส่วนของหลวงพ่อท่านก็ได้อธิบายไปหมดแล้ว

ในส่วนเรื่องของหมอบี เขาต้องมาชี้แจงกับวัดอยู่แล้ว แต่จะมาเมื่อไหร่นั้นก็ต้องไปถามเขาเอง ผมบังคับใครไม่ได้ และไม่เคยคุยกับหมอบี อาคารผู้ป่วยก็มีอยู่แล้ว ผู้ป่วยนอนรักษาตัวอยู่ ให้มาดูกันได้ ส่วนที่ไวยาวัจกรบอกว่ามีผู้ป่วย 130 กว่าคนนั้น ในส่วนของบริจาคมันจะบาลานซ์กับผู้ป่วยไหม เรื่องนี้มันต้องทีละประเด็น แต่ทุกอย่างในวัดในมูลนิธิมีการใช้จ่ายอยู่แล้ว ส่วนวันแถลงนั้นเป็นเรื่องของวัด และต้องรอผู้ที่เกี่ยวข้อง วัดเขามีกรรมการ และเขาต้องแถลงแน่นอนภายในอาทิตย์นี้

“วัดพระบาทน้ำพุ” กับประเด็นที่ดิน

จากกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่ดินของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ล่าสุด เลขาฯ ของหลวงพ่ออลงกตได้ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้น โดยโยนให้ไปสอบถามทางวัดโดยตรงถึงรายละเอียดทั้งหมด เนื่องจากตนเองเป็นเพียงกรรมการวัดเท่านั้น

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “วัดพระบาทน้ำพุ”

  • การชี้แจงเรื่องที่ดินที่มีชื่อผู้ถือครอง
  • การแต่งตั้งทนายความใหม่
  • การตรวจสอบทรัพย์สินของวัด

เรื่องราวของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความโปร่งใสในการจัดการทรัพย์สิน และการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของวัด การออกมาให้ข้อมูลของทางวัดในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่หลายคนรอคอย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และคลายข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การออกมาแถลงของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ภายในสัปดาห์นี้ น่าจะเป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม เราจะนำมาอัปเดตให้ทราบต่อไป

ที่มา – “เลขาปู” โยนวัดตอบปมชื่อเจ้าของที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ” คาดแถลงสัปดาห์นี้

Scroll to top