ข่าวทั่วไป

ทบ. แจงเหตุ ขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง

กองทัพบก (ทบ.) ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชน เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานในพื้นที่เร่งด่วนเฉพาะหน้าได้ทันที โดยเน้นย้ำว่าการจัดซื้อตามกระบวนการปกติอาจต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือน

ทบ.แจงเหตุขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอให้กองทัพภาคที่ 2 ยุติการรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชน และให้ดำเนินการขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยตรง โดย พล.ต.วินธัย ยืนยันว่าทั้งรัฐบาลและกองทัพมีงบประมาณเพียงพอสำหรับการจัดซื้อ แต่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการจัดซื้อตามกฎหมายซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน และอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้หากไม่ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด

ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีความจำเป็นเร่งด่วนในการใชลวดหนามหีบเพลง โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ จึงจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนจากประชาชน การจัดซื้อตามระเบียบราชการยังคงดำเนินต่อไป แต่การจัดหาด้วยวิธีพิเศษก็ยังต้องใช้เวลาเป็นเดือน ที่สำคัญคือ ลวดหนามหีบเพลงที่มีคุณสมบัติตามที่กองทัพต้องการนั้นไม่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด ต้องสั่งผลิตซึ่งต้องใช้เวลามากขึ้นไปอีก พล.ต.วินธัย ยืนยันว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของระยะเวลาในการจัดหา

ทำไมต้องลวดหนามหีบเพลง?

ลวดหนามหีบเพลงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องกีดขวางในบางจุดเพื่อความปลอดภัยของกำลังพล และเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าออกของบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะในพื้นที่โล่งหรือพื้นที่ราบ ก่อนหน้านี้ กองทัพบกเคยขอความร่วมมือประชาชนในการชะลอการบริจาคสิ่งของ แต่ในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนและไม่สามารถจัดหาได้ทันเวลา กองทัพบกจะแจ้งให้ทราบ

“ในส่วนของอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตนั้นมีเพียงพอแล้ว กองทัพบกจึงเน้นการขอรับบริจาคเฉพาะอุปกรณ์เสริมงานทางยุทธวิธีเป็นหลัก” พล.ต.วินธัย กล่าวเพิ่มเติม การขอรับบริจาคมีข้อได้เปรียบในด้านความรวดเร็ว เนื่องจากไม่ต้องรอการผลิตและกระบวนการจัดซื้อตามระเบียบราชการ

ถึงแม้ว่าจะมีการขอรับบริจาค แต่กระบวนการจัดซื้อตามระบบราชการก็ยังคงดำเนินการควบคู่กันไป พล.ต.วินธัย ย้ำว่าไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ เพราะระบบราชการสามารถสนับสนุนได้ แต่ต้องใช้เวลา ดังนั้น ลวดหนามหีบเพลงแบบปกติที่ประชาชนทั่วไปใช้ จึงสามารถนำมาใช้ทดแทนได้ในช่วงเวลาเร่งด่วนเฉพาะหน้า

สถานการณ์ที่ต้องการลวดหนามหีบเพลงอย่างเร่งด่วนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการทรัพยากรของกองทัพ ที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การพึ่งพาความช่วยเหลือจากประชาชนเป็นทางเลือกหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติ

ที่มา – ทบ.แจงเหตุขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง เพื่อให้ทันใช้เร่งด่วนเฉพาะหน้า

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569: ฝ่ายค้านจวกยับ!

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา งบประมาณ 2569 วาระ 2 เป็นไปอย่างเข้มข้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดสรร งบประมาณ 2569 ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยมองว่าโครงการต่างๆ มีความซ้ำซ้อนและไม่ตรงจุด

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ซึ่งมีวงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาท โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในการประชุม

ก่อนเริ่มการอภิปราย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้แจ้งให้ทราบถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 จากนั้นจึงเริ่มการอภิปรายงบประมาณ 2569

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ได้ชี้แจงว่า กรรมาธิการฯ ได้ปรับลดงบประมาณลง 8,920 ล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ความคุ้มค่า และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ จากนั้นได้นำงบประมาณส่วนนี้ไปปรับเพิ่มให้กับหน่วยงานต่างๆ อาทิ งบกลาง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการปรับลดและเพิ่มงบประมาณนั้น กรรมาธิการฯ ได้ให้ความสำคัญกับความพร้อม ศักยภาพของหน่วยงาน และภารกิจในการสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชน โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในมาตรา 4 เกี่ยวกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเสนอให้ตัดลดงบประมาณปี 2569 เพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากคาดการณ์ว่า GDP ในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.9% เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ลดลง โดยคาดว่าจะมีการจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปเกือบ 6.4 หมื่นล้านบาท ทั้งจากภาษีสรรพสามิตและภาษีสรรพากร นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก แต่การจัดทำงบประมาณกลับไม่ได้เตรียมการรองรับ ทำให้ไม่มีงบประมาณสำหรับการพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่ใกล้จะชนเพดาน โดยคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้สาธารณะจะสูงถึง 66% และในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 69% ซึ่งใกล้เคียงกับเพดานที่ 70% ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประหยัดงบประมาณรายจ่ายในปี 2569 แต่การที่กรรมาธิการฯ ปรับลดงบประมาณได้เพียง 8.9 พันล้านบาทนั้น เหมือนกับว่าไม่ได้ตระหนักถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังรออยู่ข้างหน้า การจัดทำงบประมาณในลักษณะนี้ไม่สามารถตอบโจทย์สงครามการค้าได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณลงเพื่อประหยัดไว้ใช้ในยามที่เกิดวิกฤติจริงๆ

ความซ้ำซ้อนของงบประมาณ 2569

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงความซ้ำซ้อนในการจัดทำงบประมาณ 2569 ใน 3 ด้าน ได้แก่:

  1. แยกกันทำ: มีโครงการที่คาบเกี่ยวกับภารกิจของหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานต่างๆ เลือกที่จะต่างคนต่างทำมากกว่าที่จะร่วมมือกัน
  2. แย่งกันทำ: มีความซ้ำซ้อนในภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน
  3. ย้ายออกไปทำ: หลายหน่วยงานถูกตั้งขึ้นมาด้วยภารกิจที่เสี่ยงต่อการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว หากมีการศึกษาและพิจารณาควบรวมหน่วยงานอย่างจริงจัง จะทำให้โครงการมีความสะเปะสะปะน้อยลง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากยังไม่สามารถลดความซับซ้อนในการจัดทำงบประมาณที่แทรกซึมอยู่ในทุกหน่วยราชการได้ ก็จะไม่เหลืองบประมาณเพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาของประชาชน

น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณสำหรับอาสาสมัครของแต่ละกระทรวง ซึ่งหลายพรรคการเมืองพยายามที่จะใช้เครือข่ายอาสาสมัครต่างๆ เพื่อหวังผลทางการเมือง โดยกล่าวว่าประชาชนไม่ได้โง่และสามารถมองออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำอะไร การที่ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) สามารถปฏิบัติภารกิจบางอย่างจนสำเร็จลุล่วงได้ ทำให้กระทรวงอื่นๆ ทำตาม เช่น อาสาสมัครของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ อาสาสมัครของกระทรวงดิจิทัล อาสาสมัครของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาสาสมัครของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่เกือบทุกกรม

น.ส.รักชนก เสนอว่า รัฐบาลควรรวบรวมอาสาสมัครทั้งหมดมาไว้ด้วยกันและจัดสรรงบประมาณให้เพียงกระทรวงเดียว หากทุกกระทรวงมีอาสาสมัครทั้งหมด จะเป็นภาระงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากในหลายพื้นที่ อสม. ทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครในทุกด้าน เช่น อาสาสมัครพัฒนาสังคม อาสาสมัครดิจิทัล อาสาสมัครเกษตร ซึ่งคนๆ เดียวดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่ง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อนและถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในการปฏิบัติการบางอย่าง น.ส.รักชนก ไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงนั้นๆ และมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การพิจารณางบประมาณ 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – สภาฯ ถกงบประมาณ 2569 วาระ 2 สส.พรรคประชาชนอัดจัดงบฯ ไม่รองรับวิกฤติเศรษฐกิจ

ศาลสั่งคุก “ลุงพล” 26 ปี คดีน้องชมพู่

มหากาพย์ทวงคืนความยุติธรรม “น้องชมพู่” สิ้นสุด! ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก “ลุงพล” 26 ปี ใน 3 ข้อหาสำคัญ คดีน้องชมพู่ สร้างความสะเทือนใจไปทั่วประเทศ ยกฟ้อง “ป้าแต๋น” ขณะที่ตำรวจชุดทำงานขอบคุณศาลที่ตัดสินตามพยานหลักฐานอย่างเป็นธรรม

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2566 ศาลจังหวัดมุกดาหารได้สั่งจำคุก ไชย์พล วิภา หรือ “ลุงพล” ใน 2 ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ “น้องชมพู่” ได้แก่ ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา โดยปราศจากเหตุอันสมควร อย่างไรก็ตาม ศาลได้ยกฟ้อง นางสมพร หลาบโพธิ์ หรือ “ป้าแต๋น” พร้อมทั้งให้ประกันตัวชั่วคราว “ลุงพล” โดยใช้หลักทรัพย์เป็นที่ดินในจังหวัดอำนาจเจริญ มูลค่า 780,000 บาท

และแล้ววันนี้ (13 สิงหาคม 2568) ศาลมุกดาหารได้นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยมีคำพิพากษาว่า นายไชย์พล วิภา จำเลยที่ 1 มีความผิดทั้งหมด 3 ข้อหา ได้แก่ ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเล็งเห็นผล จำคุก 15 ปี, พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดา จำคุก 10 ปี, และกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น จำคุก 1 ปี สรุปคือ จำคุกทั้งหมด 26 ปี ในคดีน้องชมพู่ ส่วน น.ส.สมพร หลาบโพธิ์ จำเลยที่ 2 ศาลพิพากษายกฟ้อง

พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานชุดคลี่คลายคดีน้องชมพู่ ได้เปิดเผยความรู้สึกว่า ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา ชุดทำงานได้มุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ วันนี้ศาลได้วินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ตำรวจและพนักงานสอบสวนได้ใช้เวลาเก็บรวบรวมอย่างรอบคอบเป็นเวลาหลายปี ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ พยานบุคคล และข้อมูลเชิงลึกที่ผ่านการวิเคราะห์ในทุกมิติ คณะทำงานยังคงยืนยันว่าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งว่าเป็นผู้กระทำความผิด แต่ยึดจากพยานหลักฐานที่พบเป็นสำคัญ จนนำไปสู่การพบตัวผู้กระทำผิดในคดีน้องชมพู่

นอกจากนี้ พล.ต.ต.นพศิลป์ ยังได้กล่าวขอบคุณคณะทำงานทุกท่าน นำโดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข อดีต ผบ.ตร. ที่ได้ให้ความสนใจและลงมาติดตามคดีด้วยตนเอง พร้อมทั้งระดมกำลังชุดสืบสวนจากทั่วประเทศที่มีฝีมือมาอยู่ที่บ้านกกกอก ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุม รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผบก.พฐ., พล.ต.ต.ชัชชัย วงค์สุนะ ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร, พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม รอง ผบก.ป. บช.ก., พ.ต.ท.พูนสุข เตชะประเสริฐพร รอง ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.1 รวมถึงทีมงานนักสืบทุกคน สถาบันนิติเวชโรงพยาบาล, กองพิสูจน์หลักฐาน และทุก ๆ ท่านที่ได้ทำงานกันอย่างเต็มความสามารถ

พล.ต.ต.นพศิลป์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอยืนยันว่าเราทำคดีน้องชมพู่ด้วยความยุติธรรมในทุกมิติ เพื่อให้ความจริงปรากฏ และวันนี้ศาลได้ตัดสินบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักฐาน คำตัดสินนี้ไม่ใช่แค่ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามสมควรเท่านั้น แต่มันคือการคืนศักดิ์ศรีให้ครอบครัว คืนความจริงให้กับน้องชมพู่ แม้เรารู้ว่าน้องจะไม่มีวันกลับมา แต่จากวันนี้ไป ทุกคนจะจดจำน้องในฐานะเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ได้รับความยุติธรรม”

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณคณะทำงานของอัยการด้วยที่ได้ดำเนินการตามหน้าที่ด้วยความยุติธรรมในคดีน้องชมพู่

ศาลสั่งคุก “ลุงพล” 26 ปี คดีน้องชมพู่

ผลการตัดสินในคดีน้องชมพู่ครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังคงทำงานอย่างเที่ยงตรง แม้ว่าคดีจะมีความซับซ้อนและยืดเยื้อยาวนานเพียงใดก็ตาม การที่ศาลตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กฎหมายสามารถนำมาซึ่งความยุติธรรม และปกป้องผู้บริสุทธิ์ได้

ข้อคิดจากคดีน้องชมพู่

คดีน้องชมพู่ เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลเอาใจใส่บุตรหลานอย่างใกล้ชิด การตระหนักถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก และการให้ความรู้แก่เด็กเกี่ยวกับวิธีการป้องกันตนเองจากบุคคลแปลกหน้า นอกจากนี้ คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคลี่คลายคดี และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

การตัดสินคดีนี้ อาจไม่ได้นำน้องชมพู่กลับมา แต่ได้คืนความยุติธรรมให้เธอ

ที่มา – ศาลสั่งคุก “ลุงพล” 26 ปี คดีน้องชมพู่ ฆ่าผู้อื่น-พรากผู้เยาว์-อำพรางศพ

เปิดประวัติ วัดเครือวัลย์ วรวิหาร เขตบางกอกใหญ่

จากกรณีกระแสข่าว เจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์ วรวิหาร ได้ส่งตัวแทนแจ้งความตำรวจกองปราบ กรณีถูกปลอมลายเซ็น เบิกถอนเงินออกจากบัญชีวัดไปกว่า 65 ล้านบาท จนปัจจุบันยอดเงินในแต่ละบัญชีเหลือไม่เกิน 500 บาท เป็นผลทำให้ประชาชนหลายคนต่างให้ความสนใจกับ “วัดเครือวัลย์ วรวิหาร” เป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งในวัดเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน ในย่านบางกอกใหญ่

เปิดประวัติ “วัดเครือวัลย์ วรวิหาร” วัดเก่าแก่ เขตบางกอกใหญ่

สำหรับวัดเครือวัลย์วรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ในแขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แน่ชัดเกี่ยวกับพุทธศักราชในการก่อสร้าง แต่ปรากฏข้อมูลในหนังสือตำนานพระอารามหลวงและทำเนียบสมณศักดิ์ ของเจ้าพระยาวิชิตวงษ์วุฒิไกรว่า ก่อสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทั้งนี้ จากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ยังปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างวัดแห่งนี้ว่า ในช่วงเริ่มแรกนั้น วัดเครือวัลย์ ก่อสร้างโดยเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) หากแต่ยังไม่ทันสร้างแล้วเสร็จ เจ้าพระยาอภัยภูธรก็ถึงแก่อสัญกรรม เจ้าจอมเครือวัลย์ ผู้เป็นบุตรีจึงดำเนินการก่อสร้างวัดต่อ แล้วถวายเป็นพระอารามหลวง จนได้รับพระราชทานนามว่า “วัดเครือวัลย์ วรวิหาร” มาจนปัจจุบัน จึงคาดการณ์กันว่า คำว่า “เครือวัลย์” ในชื่อวัด น่าจะมีที่มามาจากชื่อของเจ้าจอมเครือวัลย์ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างวัดต่อจนแล้วเสร็จ

“วัดเครือวัลย์ วรวิหาร” หนึ่งในพระอารามหลวงที่สำคัญของกรุงเทพฯ

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน วัดเครือวัลย์ วรวิหาร นับว่าเป็นหนึ่งในพระอารามหลวงที่มีความสำคัญในกรุงเทพฯ ดังในตำนานพระอารามหลวง และทำเนียบสมณศักดิ์ ว่าได้รับพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการปฏิสังขรณ์พระอารามจากพระมหากษัตริย์ในหลายรัชกาล ทั้งในสมัยรัชกาลที่ 3, 4 และรัชกาลที่ 5 โดยปรากฏว่าในอดีต ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ปฏิสังขรณ์เป็นครั้งคราวและได้เสด็จพระราชดำเนินทรงทอดผ้าพระกฐิน เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2393

ต่อมาเจ้าพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธุ์) ได้ปฏิสังขรณ์วัด และสร้างเจดีย์ 2 องค์ สำหรับบรรจุอัฐิคนในตระกูลบุณยรัตพันธุ์ หรือผู้เกี่ยวเนื่องทางตระกูล และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปฏิสังขรณ์และทรงสร้างพระเจดีย์องค์เดี่ยว

และมีหลักฐานที่ปรากฏว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร นำผ้าพระกฐินหลวงมาทอด ณ วัดเครือวัลย์วรวิหาร เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2442

ศาสนสถานที่สำคัญในวัดเครือวัลย์ วรวิหาร

1. พระอุโบสถทรงไทย ที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถาน เนื่องจากผนังภายในพระอุโบสถมีภาพเขียนสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นภาพชาดกเรื่องพระเจ้า 500 ชาติที่งดงามมาก ซึ่งไม่มีที่อื่นอีก โดยมีขนาด กว้าง 7.70 เมตร ยาว 16.25 เมตร หลังคาลด 2 ชั้น ประดับช่อฟ้าใบระกา หน้าบันตกแต่งด้วยปูนปั้นเป็นลายดอกไม้ ระเบียงและมุขปูด้วยหินอ่อน ซุ้มประตู หน้าต่างทำด้วยปูนปั้นเป็นลายดอกไม้ลงรักปิดทอง บานประตูด้านนอกสลักรูปต้นไม้ ดอกไม้ และรูปนก ลงรักปิดทอง ด้านในเป็นรูปฉัตร 7 ชั้น สอดสีมีทหารแบก ส่วนบานหน้าต่างด้านนอก ลวดลายเช่นเดียวกับบานประตูแต่ทำด้วยปูนปั้น

2. พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ หล่อด้วยโลหะลงรักปิดทอง สูงประมาณ 4 วา ประดิษฐานบนฐานชุกชีรูปบัวหงายนูนเด่น มีพระอัครสาวก คือ พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ ยืนอยู่ด้านขวาและซ้าย

ภาพจากเฟซบุ๊ก : วัดเครือวัลย์ วรวิหาร
ภาพจากเฟซบุ๊ก : วัดเครือวัลย์ วรวิหาร

3. ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถทั้ง 4 ด้าน เป็นภาพชาดก เรื่อง พระเจ้า 500 ชาติ ใช้ลายกั้นเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 83-84 เซนติเมตร กรอบเขียนลายเนื่องเป็นลายก้านต่อดอกใบเทศ แต่ละช่องเขียนเรื่องพระชาติของพระพุทธเจ้าไว้ 1 พระชาติ ภาพเขียนเหล่านี้ เป็นฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 มีความวิจิตรงดงาม เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของวัดนี้ และกรมวิชาการยังได้จัดทำขึ้นเป็นหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและกลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัย ระดับประถมศึกษา และกลุ่มวิชาสังคมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา

4. พระวิหาร มีรูปทรงและขนาดเดียวกับพระอุโบสถ ตั้งอยู่ด้านขวาพระอุโบสถ ภายในไม่มีภาพเขียนใด ๆ พระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้างประมาณ 2 วา

วัดเครือวัลย์ วรวิหาร เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม หากมีโอกาสอย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมความงดงามของวัดแห่งนี้

ที่มา – เปิดประวัติ “วัดเครือวัลย์ วรวิหาร” วัดดังเก่าแก่ ในเขตบางกอกใหญ่

คิม จองอึน หนุนรัสเซียเต็มที่ ก่อนคุยทรัมป์-ปูติน

“คิม จองอึน” ประกาศหนุนรัสเซียเต็มที่ โทรคุยปูตินก่อนซัมมิต “ทรัมป์-ปูติน” ที่จะมีขึ้นในรัฐอะแลสกา ในวันศุกร์นี้

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้แสดงการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อรัสเซีย ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เมื่อวันอังคาร (12 ส.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สื่อเกาหลีเหนือรายงานข่าวการโทรพูดคุยระหว่างผู้นำกับผู้นำต่างชาติ

รายงานข่าวระบุว่า ผู้นำเกาหลีเหนือย้ำจุดยืนการซื่อสัตย์ต่อสนธิสัญญาป้องกันร่วมกับรัสเซีย พร้อมสนับสนุนทุกมาตรการของรัสเซีย ด้านประธานาธิบดีปูตินชื่นชมทหารเกาหลีเหนือที่ร่วมปลดปล่อยเมืองคูร์สก์ ก่อนพบผู้นำสหรัฐฯ 15 ส.ค.นี้

ด้านปูติน ได้กล่าวชื่นชมความกล้าหาญ วีรกรรม และจิตวิญญาณเสียสละ ของทหารกองทัพเกาหลีเหนือที่มีส่วนร่วมในการปลดปล่อยเมืองคูร์สก์ ซึ่งถือเป็นดินแดนของรัสเซีย

ทั้งนี้ การสนทนาระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือกับรัสเซีย มีขึ้นก่อนการประชุมซัมมิตระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับปูติน ที่จะจัดขึ้นในรัฐอะแลาสกา วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครน.

คิม จองอึน หนุนรัสเซียเต็มที่ ก่อนคุยทรัมป์-ปูติน

การแสดงออกถึงการสนับสนุนรัสเซียอย่างเต็มที่ของ คิม จองอึน ในครั้งนี้ สร้างความสนใจให้กับนานาชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่มีกำหนดจัดขึ้นในรัฐอะแลสกา

การที่ผู้นำเกาหลีเหนือออกมาให้การสนับสนุนรัสเซียอย่างชัดเจนเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ และอาจมีผลต่อการเจรจาใดๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุมสุดยอดที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ทำไม คิม จองอึน ถึงหนุนรัสเซียเต็มที่?

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียนั้นมีความซับซ้อนและมีมายาวนาน ทั้งสองประเทศเคยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันในช่วงสงครามเย็น และแม้ว่าความสัมพันธ์จะมีความผันผวนไปบ้างในบางช่วง แต่ทั้งสองประเทศก็ยังคงมีความร่วมมือกันในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการค้าและการทหาร

การที่ คิม จองอึน ออกมาสนับสนุนรัสเซียอย่างเต็มที่ในครั้งนี้ อาจเป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่จะแสดงออกถึงความเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย ความต้องการที่จะถ่วงดุลอำนาจกับสหรัฐอเมริกา และความต้องการที่จะได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารจากรัสเซีย

นอกจากนี้ การสนับสนุนรัสเซียของเกาหลีเหนือ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐอเมริกาว่า เกาหลีเหนือจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ และพร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ การตัดสินใจของผู้นำแต่ละประเทศล้วนมีผลกระทบต่อสถานการณ์โลก และการทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่ คิม จองอึน แสดงความเห็นเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อท่าทีของชาติตะวันตกที่มีต่อ รัสเซีย และ เกาหลีเหนือ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสมดุลอำนาจระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ในอนาคต

การที่ผู้นำเกาหลีเหนือออกมาเคลื่อนไหวเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – “คิม จองอึน” หนุนรัสเซียเต็มที่ โทรคุยปูตินก่อนซัมมิต “ทรัมป์–ปูติน” ที่อะแลาสกา วันศุกร์นี้

“มาริษ” ใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา

“มาริษ” สายตรงเลขาธิการ UN – รมว.กต.ญี่ปุ่น ขอให้ใช้กลไกออตตาวาสอบสวนกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา พร้อมขอมาเลเซีย-สิงคโปร์กดดันให้ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมินฟ้อง UNSC อีกรอบ ชี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการดำเนินการภายหลัง กำลังพลกองร้อยทหารพรานที่ 2610 รวม 7 นาย ซึ่งทำการลาดตระเวนในพื้นที่ช่องจุบตะโมก จังหวัดสุรินทร์ บริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธม ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเมื่อวานนี้ (12 สิงหาคม 2568) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตใจของฝ่ายกัมพูชา ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ว่า เมื่อวานนี้ตนได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นจะเป็นประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อขอให้ใช้กลไกในกรอบอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ไต่สวนการกระทำของกัมพูชา ซึ่งฝ่ายเลขาธิการของอนุสัญญาออตตาวา ได้มีหนังสือตอบกลับมาด้วยแล้ว

นายมาริษ ระบุต่อไปว่า ในวันศุกร์นี้ (15 สิงหาคม 2568) จะมีการพูดคุยกับประเทศผู้บริจาคในกรอบอนุสัญญาออตตาวา เพื่อให้เห็นการดำเนินการของกัมพูชา โดยเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee : GBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแต่กัมพูชากลับปฏิเสธ พร้อมทั้งได้โทรศัพท์พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อขอให้ใช้กลไกอาเซียนกดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการวางทุ่นระเบิดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ การดำเนินการทางการทูตของนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการขอความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อกดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

“มาริษ” ใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา

การที่นายมาริษได้หารือกับเลขาธิการ UN และรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเพื่อขอให้ใช้กลไกออตตาวาสอบสวนกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง กลไกออตตาวาเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบและกดดันให้ประเทศต่างๆ ปฏิบัติตามพันธกรณีในการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การที่ไทยผลักดันให้มีการใช้กลไกนี้จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยจะไม่ยอมให้การละเมิดอนุสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของกลไกออตตาวาในการสอบสวนกัมพูชา

การใช้กลไกออตตาวาในการสอบสวนกัมพูชา จะช่วยให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การที่นานาชาติให้ความสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะช่วยเพิ่มแรงกดดันต่อกัมพูชาให้ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ การพูดคุยกับมาเลเซียและสิงคโปร์เพื่อขอให้ใช้กลไกอาเซียนกดดันกัมพูชา เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ เนื่องจากอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความใกล้ชิดกับทั้งไทยและกัมพูชา การที่อาเซียนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การที่กัมพูชายังคงปฏิเสธที่จะร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ไทยก็ไม่ควรย่อท้อและควรเดินหน้าผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ทุกช่องทางที่มีอยู่ ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศ

การดำเนินการของนายมาริษในการผลักดันให้มีการใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนและสร้างสันติภาพและความมั่นคงให้กับภูมิภาคได้ในที่สุด

การที่นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการอย่างแข็งขันในการขอความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา ถือเป็นความพยายามที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน แม้ว่าความสำเร็จจะยังไม่แน่นอน แต่การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สิ่งสำคัญคือการที่ไทยต้องยังคงเดินหน้าผลักดันประเด็นนี้ในทุกเวที และสร้างความเข้าใจกับนานาชาติให้เห็นถึงผลกระทบของการวางทุ่นระเบิดต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ การได้รับความสนับสนุนจากนานาชาติจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้กัมพูชาหันมาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

สุดท้ายนี้ หวังว่าความพยายามของรัฐบาลไทยในการใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนได้อย่างยั่งยืน และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “มาริษ” คุยเลขาฯ UN-กต.ญี่ปุ่นใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา เมินฟ้อง UNSC ชี้ไม่มีหลักฐาน

ศ.ดร.กันตธีร์ แจง UN ท่าทีไทยต่อกัมพูชา

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต “ศ.ดร.กันตธีร์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN-OHCHR) เกี่ยวกับปฏิกิริยาของประเทศไทยต่อการรุกรานโดยกัมพูชา การดำเนินการนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมโลก

ศ.ดร.กันตธีร์ แจง UN ท่าทีไทยต่อกัมพูชา

ศ.ดร.กันตธีร์ ศุภมงคล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ใช้โอกาสในการพบปะและทานอาหารกลางวันที่นครเจนีวา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 กับ Mr. Volker Turk ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN-OHCHR) เพื่อชี้แจงรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้ทราบอย่างละเอียด

การดำเนินการนี้เกิดขึ้นก่อนที่ฝ่ายกัมพูชาจะยื่นฟ้องต่อ UN-OHCHR ในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีผลให้ UN-OHCHR ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับปฏิกิริยาของประเทศไทยต่อการรุกรานโดยกัมพูชาล่วงหน้าแล้ว

การชี้แจงของ ศ.ดร.กันตธีร์ เน้นย้ำว่าการตอบสนองของประเทศไทยต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงของชาติ

ทำไมการชี้แจงของ ศ.ดร.กันตธีร์ จึงมีความสำคัญ

การชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ UN-OHCHR ล่วงหน้ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือคลาดเคลื่อนส่งผลกระทบต่อการพิจารณาของ UN-OHCHR และประชาคมโลก การดำเนินการเชิงรุกของ ศ.ดร.กันตธีร์ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความโปร่งใสของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ

  • ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ: การชี้แจงข้อเท็จจริงทำให้ UN-OHCHR เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงและป้องกันการตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรมต่อประเทศไทย
  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง: การสื่อสารโดยตรงกับ UN-OHCHR ช่วยลดความเข้าใจผิดและความคลางแคลงใจที่อาจเกิดขึ้น
  • ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การแสดงความโปร่งใสและความจริงใจในการแก้ไขปัญหาช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ UN-OHCHR และประเทศสมาชิกอื่นๆ

แม้ว่าปัจจุบัน ศ.ดร. กันตธีร์ จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลแล้ว แต่ท่านยังคงให้ความสำคัญกับการปกป้องประเทศไทยและผลประโยชน์ของชาติอย่างต่อเนื่อง การดำเนินการในอดีตเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและความเสียสละของท่านที่มีต่อประเทศชาติ

สถานการณ์ชายแดนและการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่ง การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การที่ ศ.ดร.กันตธีร์ ได้แสดงบทบาทในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อองค์กรระหว่างประเทศ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อปกป้องประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วยสันติวิธีและการเคารพซึ่งกันและกันเป็นแนวทางที่ยั่งยืน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

จากกรณีศึกษา ศ.ดร.กันตธีร์ แจง UN ท่าทีไทยต่อกัมพูชา แสดงให้เห็นว่าการมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และมีความเข้าใจในกฎหมายระหว่างประเทศ มีความสำคัญต่อการปกป้องผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก

ที่มา – “ศ.ดร.กันตธีร์” อดีต รมว.กต. แจง UN-OHCHR ท่าทีไทยต่อการรุกรานของกัมพูชา

ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

“ภูมิธรรม” แสดงความเสียใจทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชาไม่มีเจตนาให้เกิดสันติภาพ เตรียมยกหูคุย แม่ทัพภาค 2 หลังเพจกองทัพภาค 2 โพสต์รับบริจาคงบฯ ซื้อลวดหนาม ยืนยันรัฐบาลมีงบให้ ขอให้บอกมา

วันที่ 13 ส.ค. 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการนายกรัฐมนตรีแสดงความเสียใจกับทหารที่ได้รับบาดเจ็บในการทำหน้าที่ และเห็นใจ ส่วนที่ทหารมีความเห็นว่าจะต้องตอบโต้เพราะจะต้องปกป้องตัวเองนั้น ซึ่งตามสนธิสัญญากฎหมายระหว่างประเทศ สามารถทำได้ถ้าคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่กระทบและเป็นปัญหาที่ผิดกับสัญญาต่างๆ โดยเฉพาะการใช้กับระเบิดโดยเฉพาะ ผิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีขั้นตอนจะต้องไปดำเนินการยื่นเรื่องฟ้องร้องกับสหประชาชาติให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาและสหประชาชาติก็จะมีขั้นตอนแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบและมีกระบวนการดำเนินการต่อ ซึ่งเมื่อเช้าได้คุยกับกระทรวงการต่างประเทศก็พร้อมที่จะยื่นเรื่องและเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังแต่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำได้และควรจะทำเพราะสิ่งต่างๆ ก็เห็นได้ชัดว่าความประสงค์ของกัมพูชาไม่ได้มีเจตนาที่จะให้เกิดสันติภาพ ทั้งนี้กองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลได้หารือกันแล้วไม่จำเป็นต้องแจ้งให้พื้นที่รับทราบ

ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่เพจกองทัพภาคที่ 2 ที่ออกมาโพสต์ข้อความขอรับบริจาคงบประมาณซื้อลวดหนามว่าอยากจะทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพราะหากคิดว่างบประมาณไม่พอสามารถแจ้งมาที่ผู้บัญชาการทหารบกหรือกองทัพบกได้เพราะตนเองก็พูดตลอดเวลากับแม่ทัพทั้งสามเหล่าทัพว่าอะไรที่ขาดและจำเป็นให้ยื่นเรื่องเข้ามารัฐบาลจะใช้งบฯ กลางเต็มที่แต่ไม่เคยมีเรื่องเสนอมา และคิดว่ายังไม่จำเป็นที่จะไปขึ้นเพจขอให้ประชาชนมาช่วยซึ่งคิดว่าจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจรัฐบาลไม่ได้มีอะไรขัดขวางตนเองก็อยากจะเรียนให้แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบซึ่งตนเองจะโทรศัพท์คุยเพราะถ้าขาดจริงแล้วบอกมาเรามีงบประมาณให้อยู่แล้วและก็ได้บอกไปแล้วว่าอะไรที่สามารถเอาจากที่ไหนมาได้ก็ให้เอามาก่อนแล้วถ้าขาดก็ให้บอกมาใช้วิธีพิเศษในการพิจารณาได้เลยขอให้ได้ของ เรื่องนี้ตนเองคิดว่าอาจจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันได้รัฐบาลยืนยันว่าอะไรที่ขณะนี้เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กำลังพลและประเด็นในการรักษาอธิปไตยของประเทศรัฐบาลไม่ได้ขัดวันนี้เปิดงบฯ กลางให้ใช้อยู่แล้ว

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอให้การลาดตระเวนของทหารที่จะดูทุระเบิดจะต้องเปลี่ยนวิธีนั้นเรื่องนี้อยากจะขอความกรุณาและบอกกับประชาชนให้ช่วยกันแก้ปัญหาตนเองก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมเหมือนกันแต่อยู่ในฐานะหน้าที่เราก็พยายามที่จะนิ่งให้มากที่สุดการที่บอกว่าตนเองไปเข้าข้างเขมร บอกว่าระเบิดที่โรงพยาบาลไม่ใช่อย่างโน้น อย่างนี้ ซึ่งมันไม่ใช่ ตนเองไม่ได้พูด ขอสื่ออย่าเอาไปบิดเบือนและทำลายรัฐบาลสร้างความแตกแยก และที่นักวิจารณ์การเมืองบางคนเอาไปพูดว่าให้ตัดขาผม จะได้รู้ว่าหัวอกทหารเป็นยังไง ซึ่งตนเองเตรียมจะฟ้องหมดซึ่งก็ไม่เคยคิดจะฟ้องใครแต่เรื่องนี้ต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์เหมือนในอดีตที่เคยถูกโจมตี จากคณะของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เรื่องนี้ก็เหมือนกันอย่าพูดอะไรพล่อยๆ และพูดอะไรที่ทำลายคนอื่น และอยากให้สื่อช่วยด้วยในสิ่งที่ตนเองได้พูดไปไม่อย่างนั้นจะพูดในสิ่งที่ควรพูดเท่านั้นจะไม่พูดอะไรที่มากไปกว่านี้แล้วเพราะพูดออกไปแล้วเอาไปทำร้ายกันและบิดเบือนตัดตอนบางส่วนเอาไปนำเสนอซึ่งคิดว่าไม่เป็นธรรมและจะให้ทนายความดำเนินการฟ้องทั้งหมดที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

นายภูมิธรรมยังกล่าวกรณีชาวบ้านแตกตื่นเตรียมอพยพกลางดึกเมื่อคืน(12 ส.ค.2568)ว่าเห็นใจประชาชนที่มีความหวาดระแวงแต่เป็นหน้าที่ของทุกส่วนทั้งกองทัพและกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากให้ไม่ตื่นตระหนกเกินไปแต่เพราะสื่อสมัยนี้เป็นสื่ออิสระจำนวนมากออกมาปั่นข่าวทำให้เกิดความไม่สบายใจขึ้นจึงอยากขอร้องให้ทุกคนช่วย โดยเฉพาะสื่อสาธารณะและสื่อที่มีสำนักชัดเจนช่วยกันทำความเข้าใจกับประชาชนก็จะช่วยได้เยอะ

ต้องเร่งชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจเรื่อง ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

ส่วนที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาโพสต์ข้อความแสดงความเห็นอยากให้รัฐบาลยื่นเรื่องนี้ไปถึงศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น  นายภูมิธรรมกล่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ทำมาหลายเรื่องที่ผ่านมาได้คุยกับเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) โดยเฉพาะคณะกรรมการออตตาวา ซึ่งเมื่อเช้าตนเองได้คุย ว่าได้ทำไปทุกอย่างก็ดีอยู่ทำอย่างเต็มที่แต่สิ่งที่สำคัญคือการชี้แจงหรือการทำความเข้าใจกับประชาชนและการทำให้นานาชาติได้รับรู้อาจจะช้าไปหรือเสียงดังไม่พอ  แต่ก็ยืนยันว่าส่วนที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศเชื่อมั่นว่าต่างประเทศเข้าใจเรามากกว่ากัมพูชาเพราะทุกคนมองเห็น ซึ่งตนเองก็บอกไปว่าสิ่งที่สำคัญก็คือประชาชนในประเทศหากประชาชนในประเทศได้เข้าใจจะดียิ่งขึ้น

จากเหตุการณ์ ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา นี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง เราหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “ภูมิธรรม” แสดงความเสียใจทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชาไม่มีเจตนาให้เกิดสันติภาพ

บุรีรัมย์ อีโอดี เร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ขาดอุปกรณ์

หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ร่วมกับชุด EOD ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เร่งสำรวจเพื่อพิสูจน์ทราบ เก็บกู้และทำลายระเบิดในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ขณะที่ชุดเก็บกู้ฯ เผยอยากได้ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) เพื่อนำมาใช้เก็บกู้ เนื่องจากส่วนใหญ่ฝังลึกอยู่ในดิน จึงยากต่อการเก็บกู้ ส่วนที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการใช้ปฏิบัติหน้าที่

ความเคลื่อนไหวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ยังคงปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับ หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ (EOD กก.สืบสวน ภ.จว.บุรีรัมย์)

ออกทำการสำรวจเพื่อพิสูจน์ทราบ เก็บกู้ และทำลายสรรพาวุธระเบิด ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ที่ถูกยิงตกลงมาในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ที่ยังคงพบว่าในพื้นที่ตำบลกระสุนตกของ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ทั้งจากการยิงปืนใหญ่ และจรวด BM-21 รวมแล้วมากกว่า 200 ลูก ตกอยู่ในพื้นที่ชุมชน บ้านเรือน และพื้นที่ทางการเกษตร ทั้งที่ระเบิดแล้วและที่ยังไม่ระเบิด ซึ่งได้ตรวจพื้นที่ระเบิดไปแล้วจำนวน 124 จุด มีการทำลายไปแล้ว 1 ลูก และรอการเก็บกู้นำไปทำลายอีก 7 ลูก

เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จึงได้ทำการเก็บเศษชิ้นส่วนของวัตถุระเบิด พร้อมมาร์กจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเก็บกู้และทำลายได้อย่างปลอดภัย เพื่อสร้างความสบายใจให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเมื่อช่วงบ่ายของวานนี้ (12 ส.ค. 68) เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ ได้ทำการสำรวจ พิสูจน์ทราบ เก็บกู้ และทำลายสรรพาวุธระเบิด รวมจำนวน 18 จุด เป็นพื้นที่กระสุนปืนใหญ่ 6 จุด และจรวด BM-21 อีก 12 จุด

นอกจากนี้ ยังได้ทำการเก็บกู้กระสุนปืนใหญ่และจรวด BM-21 ที่พบว่าฝังอยู่ในชั้นใต้ผืนดินลึกลงไปไม่ต่ำกว่า 1-7 เมตร ซึ่งยากต่อการเก็บกู้ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จึงได้ทำการเก็บกู้ โดยการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดระยะไกล ด้วยชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัย (Hook and Line) คือการใช้เชือกและตะขอเกี่ยวสำหรับใช้เคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยออกจากสถานที่ ที่ไม่สามารถทำการเก็บกู้ได้สะดวก โดยสามารถทำงานจากระยะไกล เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ ซึ่งการเก็บกู้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี

บุรีรัมย์ อีโอดี เร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ขาดอุปกรณ์

อย่างไรก็ตาม พบว่าเจ้าหน้าที่ หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด EOD กก.สืบสวน ภ.จว.บุรีรัมย์ ยังขาดแคลนและมีความต้องการ ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) เพื่อนำมาใช้ในการเก็บกู้ เนื่องจากที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการใช้ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากกระสุนปืนใหญ่และจรวด BM21 ที่ตกลงมาในพื้นที่นั้น ได้ตกลงไปฝังลึกอยู่ในชั้นผิวดินมากกว่า 1-7 เมตร ทำให้ยากต่อการเก็บกู้นำมาทำลาย จำเป็นต้องขุดดินลึกลงไป แล้วใช้ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยในระยะไกล แล้วทำการเกี่ยวลากขึ้นมา ซึ่งเป็นวิธีที่จะเกิดความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ ผู้ปฏิบัติงาน

ความท้าทายในการ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ของ EOD บุรีรัมย์

สถานการณ์การเก็บกู้ระเบิดชายแดนในจังหวัดบุรีรัมย์ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การทำงานของหน่วย EOD เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากระเบิดส่วนใหญ่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน การสนับสนุนอุปกรณ์ที่เพียงพอและทันสมัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

การ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ในพื้นที่บุรีรัมย์ยังคงต้องดำเนินต่อไปอย่างระมัดระวัง และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

การสนับสนุนเพื่อการ เก็บกู้ระเบิดชายแดน อย่างยั่งยืน

เพื่อให้การ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ในบุรีรัมย์เป็นไปอย่างยั่งยืน ควรมีการสนับสนุนด้านต่างๆ เพิ่มเติม เช่น การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ การจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัย และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากวัตถุระเบิดที่หลงเหลืออยู่

ที่มา – บุรีรัมย์ อีโอดีเร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ยังขาดแคลนอุปกรณ์ ระเบิดฝังลึกไม่ต่ำกว่า 7 ม.

Scroll to top