ข่าวทั่วไป

ทหารกัมพูชาวางตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิด 61 จุด

กองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์ชายแดนล่าสุดว่า “ทหารกัมพูชา” ได้ติดตั้งตาข่ายป้องกันการโจมตีจากโดรนใน 61 พื้นที่ ขณะที่ฝั่งไทยยังพบโดรนบินในศรีสะเกษ กองทัพยังคงตรึงกำลังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่ามีลวดหนามหีบเพลงเพียงพอต่อการใช้งาน

ทหารกัมพูชาวางตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิดในพื้นที่ 61 แห่ง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงการณ์ถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยสรุปสถานการณ์ ณ เวลา 14.00 น. ดังนี้

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ที่น่าสนใจคือ ทหารกัมพูชาได้เปิดเผยข้อมูลการติดตั้งตาข่ายป้องกันการทิ้งระเบิดจากอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ในพื้นที่ของกัมพูชาจำนวน 61 แห่ง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จำนวนหลายลำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงมีการตรึงกำลังที่ฐานปฏิบัติการในพื้นที่อธิปไตยของไทย และยังไม่มีรายงานการปะทะใดๆ ฝ่ายไทยยังคงเตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยึดมั่นตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมา

ภารกิจต่อเนื่อง: การเก็บกู้วัตถุระเบิดและการช่วยเหลือประชาชน

ชุดทำลายล้างวัตถุระเบิด (EOD) ยังคงปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำลายวัตถุระเบิดที่อาจตกค้าง และตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยต่างๆ โดยเน้นย้ำให้ประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัยใดๆ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบต่อไป

ในส่วนของการดำเนินงานด้านจิตอาสา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นำแจกันดอกไม้และสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ณ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและแสดงถึงความห่วงใยของพระองค์ที่มีต่อกำลังพลที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

นอกจากนี้ กำลังพลจิตอาสาพระราชทานจากมณฑลทหารบกที่ 25 และกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 รวม 16 นาย ได้ร่วมกันบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือสิบเอก พีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 ซึ่งเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสุรินทร์ หลังได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบริเวณจุดตะโมก พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยสามารถบริจาคโลหิตได้รวมทั้งสิ้น 7,200 ซีซี

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดสุรินทร์ โดยหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุรินทร์ พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ขนย้ายสิ่งของบริจาคจากหอประชุมศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอพนมดงรักและอำเภอกาบเชิง โดยได้รับการสนับสนุนรถปฏิบัติการจำนวน 3 คัน จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 5 นครราชสีมา เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณรัฐบาล หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทุกภาคส่วน ที่ได้ให้การสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงมายังกองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา การสนับสนุนดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความพร้อมด้านการป้องกันพื้นที่และการรักษาความมั่นคงของประเทศ

ปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 2 ได้รับลวดหนามหีบเพลงเพียงพอต่อความต้องการใช้งานแล้ว เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดการรับเกินความจำเป็น จึงขอประกาศปิดการรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงไว้แต่เพียงเท่านี้

กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณทุกความร่วมมือและน้ำใจจากทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และขอให้ทุกท่านมั่นใจว่ากองทัพภาคที่ 2 จะใช้ทรัพยากรที่ได้รับอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ

สุดท้ายนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังคงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในการป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน ขอให้ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น เช่น เพจ “กองทัพบก” และเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อสถานการณ์ในพื้นที่ และสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ ทหารกัมพูชา ดำเนินการวางตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิดถึง 61 จุด แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดในพื้นที่ กองทัพไทยเองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

ที่มา – เผย “ทหารกัมพูชา” ได้มีการวางตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิดในพื้นที่ 61 แห่ง

จ่อพิสูจน์! “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดกกัมพูชาอ้าง

ศบ.ทก. เผย เตรียมนำคณะผู้ช่วยทูตทหารลงพื้นที่พิสูจน์ว่า “กับระเบิด” ไม่ได้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ตามที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง ย้ำ ประท้วงต่อเวทีโลก กัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 13 สิงหาคม 2568 พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปบริเวณชายแดนในห้วงเวลาที่ผ่านมาอยู่ในภาวะปกติ ฝ่ายไทยเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง การเสริมที่มั่นในพื้นที่ปฏิบัติการตามแนวชายแดนฝ่ายกัมพูชา ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

นอกจากนี้ที่ประชุม ศบ.ทก. ยังได้หารือเรื่องการปฏิบัติของผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวของอาเซียน โดยการนำผู้ช่วยทูตทหารของสมาชิกอาเซียน นำโดยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของมาเลเซียประจำประเทศไทย ลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์ผลกระทบต่างๆ โดยในวันนี้จะมีการประชุมที่กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งมีคณะผู้ช่วยทูตต่างๆ มาร่วมประชุม เพื่อกำหนดแผนงานในการลงพื้นที่ ซึ่งการลงพื้นที่กำหนดไว้ในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 จะลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และพื้นที่ในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 ที่เกี่ยวข้อง และเมื่อลงพื้นที่เสร็จเรียบร้อย ในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 จะมีการสรุปผลการดำเนินการและทบทวนแผนการปฏิบัติที่จะทำแผนการปฏิบัติต่อเนื่องในห้วงเวลาต่อไป

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อไปถึงเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. เร่งประสานเก็บกู้ แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากกัมพูชาเท่าที่ควร ล่าสุดเร่งขอให้ศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม (ARMAC) ที่ปัจจุบันผู้อำนวยการบริหารของศูนย์ดังกล่าวเป็นกัมพูชา เราขอให้กัมพูชา และ ARMAC สนับสนุนการเก็บกู้ เนื่องจากยังพบว่ามีทหารกัมพูชายังลักลอบวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้หารือกับกัมพูชา ล่าสุด กปช.จต. แจ้งมาว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในวันที่ 16 สิงหาคมนี้ที่ จ.ตราด

ขอบคุณธารน้ำใจประชาชนช่วยจัดหาลวดหนามช่วงเร่งด่วน

สำหรับเรื่องการขอรับบริจาคลวดหนามให้กับหน่วยงานในพื้นที่ รัฐบาลกำลังเร่งรัดดำเนินการในการใช้งบส่วนกลางในการจัดหาลวดหนามอย่างเร่งด่วน และทาง รมช.กลาโหม จะเร่งรัดรวบรวมความต้องการของกองทัพเพื่อดำเนินการจัดหายุทโธปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ให้กองทัพ โดยเฉพาะหน่วยงานในพื้นที่ต่อไปอย่างเร่งด่วน

“ขอขอบคุณธารน้ำใจจากประชาชนทุกๆ คนที่รวมไทยใจเป็นหนึ่งในการช่วยจัดหาลวดหนามในช่วงเวลาที่เร่งด่วน นับว่าเป็นการร่วมกันแสดงออกถึงความรักความสามัคคี การสนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของชาติ”

ทางด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเสริมว่า ในที่ประชุม ศบ.ทก. ได้หารือถึงกรณีทุ่นระเบิด ซึ่งในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดถึง 2 ครั้ง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา เป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยที่ขัดต่อหลักการพื้นฐาน ละเมิดพันธะกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล คือ อนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน โดยกระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชาเพื่อเรียกร้องให้รับผิดชอบ

สำหรับเวทีระหว่างประเทศ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้มีหนังสือประท้วงถึงประธานที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ (UN) กำลังมีหนังสือถึงเลขาธิการ UN เพื่อประท้วงอีกครั้ง และวันที่ 15 สิงหาคม กระทรวงการต่างประเทศจะเชิญรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา รับฟังการบรรยายการสรุปเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย โดยเหตุการณ์ 2 ครั้งที่เกิดขึ้นล่าสุด สะท้อนถึงความไม่จริงใจของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาและขัดต่อมาตรการหยุดยิงในการประชุม GBC เมื่อวัน 7 สิงหาคม 2568 โดยฝ่ายไทยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวลงพื้นที่เร็วๆ นี้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นชัดว่ากับระเบิดในพื้นที่ที่พบเจอ ไม่ได้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวอ้างมาโดยตลอด

นางมาระตี กล่าวว่า ศบ.ทก. ได้หารือกันถึงเรื่องการปฏิบัติต่อแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ตามที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินจากแรงงานกัมพูชาที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับถูกปฏิบัติไม่เหมาะสมความรุนแรงและการข่มขู่จากกลุ่มหัวรุนแรงในประเทศไทย ขอย้ำว่าไทยยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน โดยคำนึงว่าแรงงานกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ในช่วงเวลานี้ฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานกัมพูชาเป็นพิเศษจากกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยจะดำรงชีวิตในประเทศไทยอยากได้อย่างปกติ

ต่อมา พล.ร.ต.สุรสันต์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่าเตรียมยุติบทบาทของ ศบ.ทก. นั้น ยอมรับว่าอาจจะเป็นไปตามที่นายภูมิธรรมได้พูดไว้ที่จะมีแนวโน้มในการยุติบทบาท ศบ.ทก. ในเร็ววันนี้

เมื่อถามอีกว่าตอนนี้หลายฝ่ายมองสถานการณ์ยังไม่นิ่ง ยังมีทหารที่เหยียบทุ่นระเบิด พล.ร.ต.สุรสันต์ ตอบว่า เท่าที่ตนทราบสถานการณ์ตอนนี้อยู่ภายใต้การควบคุมได้ และมีหน่วยงานที่เป็นกลไกหลักที่รับผิดชอบ รู้หน้าที่ของตัวเองดำเนินการได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทัพต่างๆ เรื่องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก็มีกระทรวงมหาดไทยและจังหวัดที่คอยดูแล ฉะนั้นบทบาท ศบ.ทก. อาจจะต้องค่อยๆ ถอยออกไป และเรายังมีกลไกที่เรียกว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กำกับดูแลภาพรวมของความมั่นคงอยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะยุติบทบาทของ ศบ.ทก. ในเร็ววันนี้

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 สิงหาคม ยังมีการประชุม ศบ.ทก. อยู่ และจะมีการเรียกประชุม สมช. ในวันที่ 15 สิงหาคม ส่วนการยุติบทบาทของ ศบ.ทก. จะนำเข้าที่ประชุม สมช. ศุกร์นี้หรือไม่ ตนไม่แน่ใจ ต้องรอดูอีกครั้งหนึ่ง ยืนยันว่าการยุติบทบาทของ ศบ.ทก. ไม่ใช่การยุบไปเลย แต่สามารถกลับมาดำเนินการใหม่ได้อีกครั้งหากมีสถานการณ์เกิดขึ้น.

จ่อพิสูจน์! “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดกกัมพูชาอ้าง

ทำไมต้องพิสูจน์ว่า “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดก?

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการวางทุ่นระเบิดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและทหารในพื้นที่ล่าสุด จากการแถลงการณ์ของ ศบ.ทก. พบว่ามีความพยายามที่จะนำคณะผู้ช่วยทูตทหารลงพื้นที่เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ว่า “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดกทางประวัติศาสตร์ตามที่กัมพูชาอ้าง การดำเนินการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการยืนยันความถูกต้องของข้อมูลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

การที่กัมพูชาอ้างว่าทุ่นระเบิดเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์นั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งต่อหลักการด้านมนุษยธรรมและความปลอดภัย การวางทุ่นระเบิดส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน การพิสูจน์ข้อเท็จจริงในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาคมโลก

นอกจากนี้ การประท้วงต่อเวทีโลกและการเน้นย้ำว่ากัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ การดำเนินการเช่นนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ดังนั้น การติดตามและสนับสนุนการดำเนินการของ ศบ.ทก. ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “กับระเบิด” จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ความถูกต้อง และความเป็นธรรมในกระบวนการแก้ไขปัญหา

ที่มา – จ่อนำผู้ช่วยทูตทหารพิสูจน์ “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดกทางประวัติศาสตร์ตามกัมพูชาอ้าง

วิกฤติ! **ไฟป่ารุนแรง** ถล่มกรีซ-สเปน

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! ไฟป่ารุนแรงกำลังโหมกระหน่ำหลายประเทศในยุโรปตอนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรีซและสเปน ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย นักวิทยาศาสตร์ออกมาเตือนว่าภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คลื่นความร้อนทวีความรุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อวิกฤตไฟป่ารุนแรงในยุโรปตอนใต้

ไฟป่ารุนแรงในกรีซและสเปน

ในกรีซ นักดับเพลิงกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุมไฟป่ารุนแรงที่ลุกลามอย่างรวดเร็วบริเวณชานเมืองปาทรัส ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของประเทศ ไฟได้เผาผลาญบ้านเรือนและธุรกิจจำนวนมากในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ รวมถึงเกาะซาคินทอสและเกาะเคฟาโลเนีย ซึ่งต้องเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีรายงานไฟป่ารุนแรงในเกาะคีออสและพื้นที่แผ่นดินใหญ่ทางตะวันตก หน่วยป้องกันพลเรือนได้ออกประกาศเตือนภัยผ่านทางโทรศัพท์มือถือมากกว่า 20 ครั้ง พร้อมทั้งคำสั่งอพยพและคำแนะนำด้านความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกัน ในสเปน ไฟป่ากำลังเผาผลาญพื้นที่หลายแห่งทั่วคาบสมุทรไอบีเรีย ท่ามกลางคลื่นความร้อนจัดที่แผ่ปกคลุม โดยบางพื้นที่อุณหภูมิสูงถึง 44 องศาเซลเซียส นักดับเพลิงสามารถควบคุมไฟที่ปะทุขึ้นนอกกรุงมาดริดเมื่อคืนวันจันทร์ได้แล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่สถานการณ์ยังคงน่ากังวล ล่าสุด มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ 1 ราย และพื้นที่กว่า 6,250 ไร่ถูกเผาทำลาย ไฟป่าในแคว้นคาสตีลและเลออน อันดาลูเซีย และกาลิเซีย ยังคงมีการออกคำสั่งอพยพประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในโปรตุเกส เจ้าหน้าที่กว่า 700 นายกำลังต่อสู้กับไฟป่าในเมืองทรันโกโซ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดวิกฤตในยุโรปตะวันตกเฉียงใต้ อุณหภูมิในบางพื้นที่พุ่งสูงถึง 43 องศาเซลเซียส ทำให้การดับไฟเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ผลกระทบจากไฟป่า

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ไฟป่าในยุโรปเกิดขึ้นบ่อยครั้งและยากต่อการควบคุมมากขึ้น สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อชุมชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียบ้านเรือน ที่ทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ผลกระทบระยะยาวที่เกิดจากไฟป่ารุนแรงเหล่านี้ยังส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฏจักรของน้ำ การฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ต้องใช้เวลานานและใช้งบประมาณจำนวนมาก

  • ผลกระทบต่อสุขภาพ: ควันและฝุ่นละอองจากไฟป่าส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการแสบตา แสบจมูก ไอ หายใจลำบาก และอาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืดและโรคหัวใจ
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ: ไฟป่าทำลายพืชผลทางการเกษตร ปศุสัตว์ และทรัพย์สิน ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: ไฟป่าทำลายป่าไม้และสัตว์ป่า ทำให้สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งผลกระทบต่อวัฏจักรของน้ำ

การป้องกันและรับมือกับไฟป่ารุนแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวัง การดับไฟ การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการวางแผนจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากไฟป่าในอนาคต

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันไฟป่าได้ เริ่มต้นง่ายๆ จากการไม่ทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้น ไม่เผาขยะหรือวัชพืช และแจ้งเหตุไฟไหม้ให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที

ที่มา – ไฟป่ารุนแรงถล่มกรีซ-สเปน ท่ามกลางคลื่นความร้อนยุโรปยังไม่ทุเลา

ผบ.ทร. จับตา! เตรียมพร้อมกำลังพลรองรับเรือดำน้ำ

ผบ.ทร. จับตาความสัมพันธ์สหรัฐฯ -กัมพูชา ยันเตรียมกำลังพลรองรับเรือดำน้ำ

กองทัพเรือไทยกำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อรองรับการมาถึงของเรือดำน้ำลำใหม่ในอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมกำลังพลให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติงานกับเรือดำน้ำที่ทันสมัยนี้ นอกจากนี้ กองทัพเรือยังคงจับตาดูสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการสำคัญต่างๆ ของกองทัพเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการจัดหาเรือดำน้ำและเรือฟริเกต ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติการแก้ไขข้อตกลงโครงการเรือดำน้ำแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการร่างสัญญาใหม่ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ดีเซลจากประเทศจีน และจะมีการขยายระยะเวลาการส่งมอบเรือออกไปอีกประมาณ 3 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กองทัพเรือจะดำเนินการเตรียมความพร้อมของกำลังพลอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น เพื่อให้สามารถใช้งานเรือดำน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ความคืบหน้าโครงการเรือดำน้ำ

โครงการเรือดำน้ำเป็นโครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพเรือไทย เรือดำน้ำจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ และรักษาผลประโยชน์ทางทะเลของชาติ การมีเรือดำน้ำที่ทันสมัยจะช่วยให้กองทัพเรือสามารถปฏิบัติภารกิจต่างๆ ได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลาดตระเวน การสอดแนม หรือการสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรืออื่นๆ

ในส่วนของโครงการเรือฟริเกตนั้น พล.ร.อ.จิรพล กล่าวว่า มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการจัดหาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่า ครม. จะได้อนุมัติโครงการจัดหาเรือฟริเกตจำนวน 2 ลำแล้ว แต่ในเบื้องต้นนั้นได้รับการอนุมัติงบประมาณสำหรับเรือฟริเกตลำแรกก่อน หากได้รับการอนุมัติงบประมาณสำหรับเรือฟริเกตลำที่ 2 ก็จะสามารถดำเนินการจัดหาได้ทันที โดยไม่ต้องดำเนินการคัดเลือกใหม่

นอกจากเรื่องของยุทโธปกรณ์แล้ว การที่ ผบ.ทร. จับตาความสัมพันธ์สหรัฐฯ -กัมพูชา ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เมื่อถูกถามถึงประเด็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและกัมพูชา พล.ร.อ.จิรพล กล่าวว่า เป็นเรื่องที่กองทัพเรือต้องเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของแต่ละชาติ เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาที่มีมาอย่างยาวนาน ในส่วนของกระแสข่าวที่ว่าสหรัฐอเมริกาต้องการขอใช้ฐานทัพเรือในพื้นที่จังหวัดพังงานั้น พล.ร.อ.จิรพล กล่าวว่า ประเทศไทยยินดีต้อนรับมิตรประเทศในการเข้ามาเยี่ยมเยือน แต่ก็ยังคงต้องพิจารณาสถานการณ์อย่างรอบคอบว่า มีความจำเป็นที่จะต้องทุ่มเทงบประมาณเพื่อพัฒนาท่าเรือในฝั่งทะเลอันดามัน หรือในฝั่งอ่าวไทยมากกว่ากัน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความเหมาะสมของงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด

การตัดสินใจลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าและความจำเป็นอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน การที่ ผบ.ทร. จับตาความสัมพันธ์สหรัฐฯ -กัมพูชา ยันเตรียมกำลังพลรองรับเรือดำน้ำ แสดงให้เห็นถึงการวางแผนยุทธศาสตร์ที่รอบคอบ

การเตรียมกำลังพลรองรับเรือดำน้ำ ไม่ใช่แค่เรื่องของการฝึกฝนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเรือดำน้ำด้วย กองทัพเรือจึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

สรุปแล้ว กองทัพเรือไทยกำลังเตรียมพร้อมในทุกๆ ด้าน เพื่อรองรับการมาถึงของเรือดำน้ำลำใหม่ และเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจและนโยบายต่างๆ ที่ ผบ.ทร. จับตาความสัมพันธ์สหรัฐฯ -กัมพูชา ล้วนมีผลต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว

และคุณล่ะ คิดว่าการมีเรือดำน้ำสำคัญต่อประเทศไทยอย่างไร?

ที่มา – ผบ.ทร. จับตาความสัมพันธ์สหรัฐฯ -กัมพูชา ยันเตรียมกำลังพลรองรับเรือดำน้ำ

เพื่อไทยส่ง “สง่า” ลงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

การรับสมัครเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 วันแรกเป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยในช่วงเช้ามีผู้สมัครเพียงรายเดียวคือ นายสง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย ได้หมายเลข 1 ไปครอง ท่ามกลางการให้กำลังใจจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่มาร่วมหาเสียงและย้ำว่า การเลือกเพื่อไทยคือการเลือกอยู่ฝ่ายรัฐบาล

เพื่อไทยส่ง “สง่า” ลงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย-รับสมัครวันแรกยังเงียบเหงา

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 บรรยากาศการรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงราย เขต 7 เพื่อแทนตำแหน่งที่ว่างลงของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้มีการรับสมัครเลือกตั้งซ่อม ตั้งแต่วันที่ 13-17 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายชูชาติ สุขสงวน ผอ.กกต.เชียงราย มาร่วมสังเกตการณ์และอำนวยความสะดวก

ในช่วงเช้าวันแรกของการเปิดรับสมัคร มีเพียงชาวบ้านที่เป็นกองเชียร์ของนายสง่า พรมเมือง อดีต ส.อบจ.เขตเชียงแสน และผู้สมัครในนามพรรคเพื่อไทย ประมาณ 100 คน สวมเสื้อแดงชูป้ายรูปและชื่อ ร่วมให้กำลังใจอย่างอบอุ่น ส่วนผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่นยังไม่ปรากฏตัว ทำให้เมื่อถึงเวลา 08.30 น. มีเพียงนายสง่า พรมเมือง ตัวแทนพรรคเพื่อไทยมายื่นใบสมัครแต่เพียงผู้เดียว และได้หมายเลข 1 ไปโดยปริยาย

นายชูชาติ สุขสงวน ผอ.กกต.เชียงราย กล่าวว่า ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ก.) การเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขต 7 เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง และกำหนดให้มีการรับสมัครในวันที่ 13-17 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุม อ.เชียงแสน จ.เชียงราย วันนี้เป็นการรับสมัครวันแรก มีผู้สมัครมายื่นสมัครเพียงพรรคเดียว ช่วงก่อน 08.30 น. เจ้าหน้าที่เขตเลือกตั้งที่ 7 กกต.เขต ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมความพร้อมของสถานที่รับสมัครเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการร้องเรียนใดๆ เกิดขึ้น

ผอ.กกต.เชียงราย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ปฏิบัติตามกฎหมายการเลือกตั้งอย่างเคร่งครัดในการหาเสียง และเป็นไปตามประกาศของ กกต. ว่าด้วยการหาเสียงและข้อห้ามในการหาเสียง

นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครในนามพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สาเหตุที่ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขต 7 ในครั้งนี้ เนื่องจากต้องการเข้ามาสานต่อนโยบายของพรรค และเป็นตัวแทนประชาชนในพื้นที่เขต 7 ซึ่งประกอบด้วย อ.เชียงแสน อ.เวียงแก่น อ.ดอยหลวง อ.เชียงของ และ อ.แม่จัน (ต.จันจว้า และ ต.จันจว้าใต้) รู้สึกตื่นเต้นที่พรรคเลือกตนลงสมัคร สส.ในเขต 7 แต่นโยบายหลักที่ใช้หาเสียงคือ การดูแลปากท้องความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และพัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬา

นโยบายหลักของสง่า พรมเมือง ผู้สมัครเพื่อไทย

สำหรับการลงสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ ตนมองว่าเป็นการแข่งขันโดยเสรี ตนเป็นตัวเลือกให้ประชาชนเขต 7 ได้พิจารณา หากได้รับเลือกจะทำงานให้ดีที่สุด ด้วยความซื่อสัตย์และความขยันทุ่มเท หลังจากนี้จะเร่งลงพื้นที่พบปะประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าหลายคนมองว่ากระแสพรรคเพื่อไทยอยู่ในช่วงขาลง ตนมองว่าตนเองเป็นตัวแทนพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล สามารถนำงบประมาณมาพัฒนาพื้นที่ได้ และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจในจุดนี้

“สมศักดิ์” ย้ำ เลือกเพื่อไทย อยู่ฝ่ายรัฐบาล แก้ปัญหาได้ทันที

หลังจากเสร็จสิ้นการรับสมัคร นายสง่า ได้เดินทางกลับบ้านที่บ้านป่าสักน้อย ม.12 ต.ป่าสัก อ.เชียงแสน ซึ่งมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคเพื่อไทย และนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภา มาให้กำลังใจและแนะนำตัวผู้สมัครให้ชาวบ้านในพื้นที่

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญ จึงลาราชการมาช่วยนายสง่า ซึ่งพรรคเพื่อไทยมอบหมายให้ตนมา ซึ่งทำเห็นจุดเด่นของนายสง่า เหมือนตนเกือบ 100% เพราะเป็นวิศวกรไฟฟ้าเหมือนกัน เริ่มต้นทางการเมืองด้วยการเป็น สจ.สมัยแรกเหมือนกัน และบ้านอยู่ในชนบทเหมือนกัน มั่นใจว่าคนเป็นวิศวกรอยู่ในสภาฯ มีไม่กี่คน แต่ถ้าได้เป็น สส.แล้วจะเป็นนาน และเติบโตทางการเมืองได้ จึงขอให้ประชาชนสนับสนุนนายสง่า เพราะมีความเข้าใจเรื่องการเกษตรเป็นอย่างดี ก็จะสามารถช่วยประชาชนได้ทันที ที่สำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้ นายสง่าคือฝ่ายรัฐบาล แต่คู่แข่งน่าจะมาจากฝ่ายค้าน ดังนั้นเวลามีปัญหานายสง่าก็สามารถประสานรัฐบาลได้ทันที

นายยงยุทธ กล่าวว่า การแก้ปัญหาต้องเอาคนที่มีประสบการณ์ อย่าเอาคนอ่อนประสบการณ์เข้าไป เพราะประชาชนมีปัญหาที่จะให้ช่วยเหลือ เขาจะไม่สามารถทำได้ แต่นายสง่าสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ เนื่องจากมีประสบการณ์และความเข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี

ส่วนความเคลื่อนไหวของผู้สมัครจากพรรคอื่น ขณะนี้พบว่ามี น.ส.มิรันตี บุญแก้ว ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งก่อนสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนประมาณ 1 หมื่นกว่าคะแนน แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้หันไปซบพรรคพลังประชารัฐ แต่ยังไม่ปรากฏตัว คาดว่าหากไม่ติดเงื่อนไขการย้ายพรรคก่อนรับสมัคร 30 วัน น.ส.มิรันตีอาจจะมาสมัครในนามพรรค พปชร. หรือถ้าติดเงื่อนไขดังกล่าว อาจจะต้องลงสมัครในนามอิสระแทน ส่วนพรรคประชาชนซึ่งในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด มีนายประหยัด เสียงดัง หรือ ทนายไก่ เป็นตัวแทนพรรค ได้คะแนนประมาณ 2 หมื่นกว่าคะแนน ตามหลังนายพิเชษฐ์จากพรรคเพื่อไทย แต่รอบนี้พรรคประชาชนเปิดเกมเงียบ จนถึงวันนี้ยังไม่ประกาศตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการ แต่มีข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีความสำคัญต่ออนาคตของเชียงราย เขต 7 อย่าลืมออกไปใช้สิทธิของท่าน

ที่มา – เพื่อไทย ส่ง “สง่า” ลงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย-รับสมัครวันแรกยังเงียบเหงา

กองทัพภาค 2 ปิดรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง”

กองทัพภาคที่ 2 ประกาศยุติการรับบริจาค“ลวดหนามหีบเพลง” เนื่องจากปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้งานแล้ว พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณประชาชน รัฐบาล และทุกหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด

กองทัพภาค 2 ปิดรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง”

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 13.08 น. เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความประกาศสำคัญ โดยระบุว่า กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณรัฐบาล หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนทุกท่าน ที่ได้มอบการสนับสนุน“ลวดหนามหีบเพลง” ให้แก่กองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ผ่านมา การสนับสนุนจากทุกภาคส่วนนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความพร้อมของกองทัพ ในการป้องกันพื้นที่และรักษาความมั่นคงของประเทศ

เนื่องจากในปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 2 ได้รับ“ลวดหนามหีบเพลง” ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานแล้ว เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และป้องกันการรับบริจาคที่มากเกินความจำเป็น กองทัพภาคที่ 2 จึงขอประกาศปิดการรับการสนับสนุน“ลวดหนามหีบเพลง” ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

เหตุผลที่กองทัพภาค 2 ปิดรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง”

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะบริหารจัดการทรัพยากรที่ได้รับมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด กองทัพภาคที่ 2 เล็งเห็นว่าการมีปริมาณลวดหนามหีบเพลงที่มากเกินความจำเป็น อาจนำไปสู่ปัญหาในการจัดเก็บและการดูแลรักษา รวมถึงอาจเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ การปิดรับบริจาคจึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อทรัพยากรที่ได้รับมา และเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสและคุ้มค่า

กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณทุกท่านสำหรับความร่วมมือและน้ำใจที่ได้มอบให้ในการสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และขอให้ทุกท่านมั่นใจว่ากองทัพภาคที่ 2 จะใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่ได้รับมาอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศชาติ

แม้ว่าการรับบริจาค“ลวดหนามหีบเพลง” จะสิ้นสุดลง แต่กองทัพภาคที่ 2 ยังคงเปิดรับการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความพร้อมของกองทัพ หากท่านใดมีความประสงค์ที่จะสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางต่างๆ ของกองทัพภาคที่ 2

การประกาศปิดรับการสนับสนุน“ลวดหนามหีบเพลง” ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของกองทัพภาคที่ 2 และเป็นการยืนยันถึงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจเพื่อปกป้องประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ที่มา – กองทัพภาค 2 ประกาศปิดรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง” เผยปัจจุบันมีเพียงพอแล้ว

“ลุงพล” ยื่นประกันตัว “แม่น้องชมพู่” น้ำตาไหล

หลังจากศาลตัดสินเพิ่มโทษเป็นจำคุก 26 ปี “ลุงพล” ยื่นประกันตัว ขณะที่แม่-พ่อน้องชมพู่ ขอบคุณทุกคนที่ให้ความเป็นธรรม

“ลุงพล” ยื่นประกันตัว “แม่น้องชมพู่” น้ำตาไหล

วันที่ 13 ส.ค. 68 จากกรณีศาลอุทธรณ์ภาค 4 นัดอ่านคำพิพากษาคดีเด็กหญิงอรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือ น้องชมพู่ วัย 3 ขวบ ซึ่งหายตัวไปจากบ้านพักภายในหมู่บ้านกกกอก จังหวัดมุกดาหาร เมื่อปี 2563 ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกนายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล 20 ปี ส่วนนางสมพร หลาบโพธิ์ หรือ ป้าแต๋น ภรรยายกฟ้อง

ซึ่งต่อมา ศาลมุกดาหารได้นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยพิพากษาว่า นายไชย์พล วิภา จำเลยที่ 1 ทั้งหมด 3 ข้อหา คือมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเล็งเห็นผล จำคุก 15 ปี พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา จำคุก 10 ปี และกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น จำคุก 1 ปี รวมจำคุกทั้งหมด 26 ปี ขณะที่ น.ส.สมพร หลาบโพธิ์ จำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง

นางพชรมน พชรภัสรส์ แม่ของน้องชมพู่ เปิดเผยว่า วินาทีที่เราได้ยินคำตัดสิน เรามีความรู้สึกน้ำตาไหลเลย เพราะลูกได้รับความเป็นธรรมอีกครั้ง ขอบคุณทนาย ขอบคุณทุกคนที่ติดตามให้กำลังใจมาตลอด ขอบคุณที่ศาลเมตตา ขอบคุณความยุติธรรม เมื่อวานก็ได้ไปหาน้องชมพู่มาแล้ว

นายอนามัย วงค์ศรีชา บอกว่า ดีใจที่ผู้พิพากษาได้ให้ความเป็นธรรมกับน้องชมพู่ โดยเพิ่มโทษจาก 20 ปี เป็น 26 ปี พร้อมกับให้ชดใช้ให้แม่น้อง 1.3 ล้าน ชดใช้ให้ตน 1.2 ล้านบาท

ส่วนลุงพล หลังจากศาลตัดสิน ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นประกันตัวเพื่อที่จะมาสู้ต่อในศาลขั้นต่อไป ซึ่งทางทนายของแม่น้องชมพู่ ก็เชื่อว่า ศาลจะอนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากไม่มีพฤติกรรมหลบหนี

ความคืบหน้าล่าสุด “ลุงพล” ยื่นประกันตัว

คดีน้องชมพู่ยังคงเป็นที่สนใจของสังคมอย่างต่อเนื่อง การที่ “ลุงพล” ยื่นประกันตัว ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในกระบวนการยุติธรรมที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความเห็นของทนายฝ่ายโจทก์ที่เชื่อว่าศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวนั้น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของคดีและความสำคัญของการพิจารณาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

การต่อสู้ในชั้นศาลต่อไปจะเป็นอย่างไร และผลลัพธ์จะส่งผลต่อความรู้สึกของครอบครัวน้องชมพู่และสังคมโดยรวมอย่างไร เป็นสิ่งที่ทุกคนยังคงเฝ้ารอคำตอบ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับคดีน้องชมพู่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ และศาลในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้สูญเสีย

เราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูลต่างๆ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของคดีอย่างถูกต้อง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้กำลังใจครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะนำมาซึ่งความจริงและความสงบสุข

ที่มา – “ลุงพล” ยื่นประกันตัว “แม่น้องชมพู่” น้ำตาไหล ลูกได้รับความเป็นธรรม

กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุผล ขอรับบริจาคลวดหนาม

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงเหตุผลในการขอรับบริจาค ลวดหนามหีบเพลง โดยยืนยันว่าเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการป้องกันกำลังพลและอธิปไตยของชาติ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ประชาชนเกี่ยวกับกรณีการขอรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงที่ผ่านมา

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับบริจาค “ลวดหนามหีบเพลง” เพราะอะไร?

ทางกองทัพฯ ระบุว่า ลวดหนามหีบเพลงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในการป้องกันอธิปไตยของชาติอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ความต้องการลวดหนามหีบเพลงมีมากกว่ากำลังการผลิตและการจัดหาที่มีอยู่

ด้วยความจำเป็นในการเร่งเสริมสร้างความมั่นคงเพื่อป้องกันอธิปไตย กองทัพภาคที่ 2 จึงขอความร่วมมือจากประชาชนที่มีความประสงค์จะสนับสนุน โดยสามารถส่งมอบลวดหนามหีบเพลงไปยังฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังสุรนารีได้โดยตรง

ทั้งนี้ ขนาดของลวดหนามหีบเพลงที่ได้ประกาศความต้องการไว้เดิมคือ เส้นผ่าศูนย์กลาง 100 เซนติเมตร แต่เนื่องจากหาได้ยากในท้องถิ่น จึงสามารถใช้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 90 เซนติเมตรแทนได้ ซึ่งยังคงสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณทุกแรงสนับสนุนและความเข้าใจจากประชาชน และยืนยันว่าจะปฏิบัติภารกิจด้วยความมุ่งมั่นและเต็มกำลัง เพื่อความปลอดภัยของประเทศชาติและความสงบสุขของพี่น้องประชาชนทุกคน

ขนาดลวดหนามหีบเพลงที่ กองทัพภาคที่ 2 ต้องการ

  • เดิม: เส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซ.ม.
  • ปัจจุบัน: สามารถใช้เส้นผ่าศูนย์กลาง 90 ซ.ม. แทนได้

ลวดหนามหีบเพลง มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันพื้นที่และควบคุมการเคลื่อนที่ของบุคคลหรือยานพาหนะ ด้วยคุณสมบัติที่แข็งแรง ทนทาน และติดตั้งง่าย ทำให้เป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับหน่วยงานด้านความมั่นคง

การขอรับบริจาค ลวดหนามหีบเพลง ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพภาคที่ 2 ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านความมั่นคง และพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ การสนับสนุนจากประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายนี้

การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาชี้แจงเหตุผลในการขอรับบริจาค ลวดหนามหีบเพลง แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความตั้งใจจริงในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การร่วมมือร่วมใจของประชาชน จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” แจงเหตุผลขอรับบริจาค “ลวดหนามหีบเพลง” ขอบคุณทุกความเข้าใจ

นายกฯ แพทองธาร เข้าสภาฯ ยิ้มให้หลังสื่อถาม

นายกฯ แพทองธาร เดินทางเข้าสภาฯ เพื่อควบคุมการประชุมงบประมาณปี 2569 หลังสื่อมวลชนถามถึงกำลังใจ เจ้าตัวยิ้มทักทายแต่ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่พยักหน้าเท่านั้น

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมายังรัฐสภา เพื่อให้กำลังใจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569

ทันทีที่นายกฯ แพทองธาร พบกับสื่อมวลชน ก็ได้ยกมือทักทายอย่างเป็นกันเอง ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามถึงความเป็นอยู่และสุขภาพของนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่ได้พบกันนาน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ เพียงแต่ส่งยิ้มน้อย ๆ ให้กับสื่อมวลชนเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวได้ถามย้ำอีกครั้งว่า “กำลังใจเป็นอย่างไรบ้างคะท่านนายกฯ” แต่นายกฯ แพทองธาร ก็ยังคงไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง เพียงแต่ยิ้มและพยักหน้าเป็นการตอบรับเท่านั้น ทำให้เกิดความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

นายกฯ แพทองธาร เข้าสภาฯ ยิ้มให้หลังสื่อถาม

การเดินทางมายังรัฐสภาของนายกฯ แพทองธาร ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการพิจารณางบประมาณประจำปี ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม การที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาให้กำลังใจ สส. ด้วยตนเอง ถือเป็นขวัญและกำลังใจที่สำคัญในการปฏิบัติหน้าที่

ทำไมนายกฯ แพทองธารถึงไม่ตอบคำถามสื่อ?

การที่นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะไม่ตอบคำถามโดยตรง แต่ใช้การยิ้มและพยักหน้าแทน อาจมีหลายเหตุผลที่เป็นไปได้ อาจเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณางบประมาณ หรืออาจต้องการรักษาท่าทีทางการเมืองในสถานการณ์ที่อ่อนไหว อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวได้สร้างความสนใจและกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่ผู้นำประเทศต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายต่าง ๆ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การตัดสินใจและการแสดงออกของผู้นำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชน

การพิจารณางบประมาณประจำปีเป็นกระบวนการที่สำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

  • การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด
  • การวิเคราะห์ข้อมูลและสถานการณ์อย่างรอบด้าน
  • การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ

การทำความเข้าใจในสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การที่นายกฯ แพทองธาร เข้าสภาฯ และแสดงท่าทีดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประเทศชาติ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันมากมายก็ตาม

ที่มา – นายกฯ แพทองธารเข้าสภา ยิ้มทักทายหลังสื่อถามกำลังใจดีหรือไม่

Scroll to top