ข่าวทั่วไป

ไอซ์ รักชนก ซัด! ประชาชนไม่ได้โง่

“รักชนก” จัดหนัก งบบูรณาการต่อต้านคอร์รัปชัน วัดผลไม่ได้ แถมบางพรรคยังใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลทางการเมือง ตอกกลับแรง ประชาชนไม่ได้โง่ ยันไม่เห็นด้วย เอาเงินแผ่นดินไปบรรลุวัตถุประสงค์ให้รัฐมนตรีเจ้าของกระทรวง

วันที่ 13 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระ 2 และวาระ 3 นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชัน ซึ่งนายกฯ เคยแถลงไว้ และประเทศเราให้ความสำคัญกับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน โดยมีงบบูรณาการส่วนนี้เกือบพันล้านบาท แต่งบประมาณส่วนใหญ่ เป็นงบที่ใช้ในการอบรม และต้องมีงบวัดผลด้วย พร้อมถามว่า การอบรม และการวัดผลแบบเดิม ๆ ทำให้ภาพลักษณ์เรื่องคอร์รัปชัน และการปราบปรามดีขึ้นหรือไม่ แต่เราก็เห็นว่าไม่ดีขึ้นเลย จึงขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกแผนบูรณาการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ ก็เขียนไว้ว่าต้องมีแผนการวัดผลในเรื่องนี้ซึ่งต้องไปแก้ในรัฐธรรมนูญด้วยแต่ตอนนี้อยากให้ตัดงบในส่วนนี้ก่อน และตั้งระบบในการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสเข้ามา

สิ่งที่อยากแนะนำที่ทำให้ภาพลักษณ์เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้น 3 เรื่อง คือ กรมบัญชีกลางควรเปิดให้นำข้อมูลด้านการจัดซื้อจัดจ้างไปวิเคราะห์ได้แล้ว ซึ่งทางภาคประชาชนต้องไปเขียนโปรแกรมดึงข้อมูลออกมาเอง โดยการเขียนโปรแกรมนี้ก็ทำให้ระบบท่านรวน ดังนั้น ก็เปิดไปเลยให้ได้ใช้ และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ เพื่อมาช่วยดูว่าโครงการไหนส่อทุจริต หรือส่อประพฤติมิชอบ

ส่วนสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องบัญชีทรัพย์สินทุกวันนี้ยังเปิดแค่ 90 วันอยู่ ก็ไม่อยากถามว่า ป.ป.ช. เป็นอะไร ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลทำได้ หากไม่เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินให้ดูได้ง่าย ๆ ก็บอกไปเลยว่าปีหน้างบประมาณที่ตั้งมาจะตัดอะไร ก็ขู่กันบ้าง จะได้ทำงานร่วมกันได้ และเอกสารในกรรมาธิการที่พิจารณา ตนเองไม่เห็นว่ามีอันไหนที่น่าปกปิด จึงเสนอไปว่ากรรมาธิการควรเปิดเผยเอกสารที่ไม่ได้ตีลับในกรรมาธิการออกไป ประชาชนใครที่อยากมาดูก็เอาไปพิจารณากันได้ประชาชนจะได้รู้สึกว่าได้มีส่วนร่วมในการดูข้อมูลในงบประมาณ และเรื่องการถ่ายทอดสดที่มีการอ้างแต่เอาง่าย ๆ ว่าคือท่านไม่เอา ท่านก็ไม่อยากให้ถ่ายทอดสดด้วยเหตุผลร้อยแปดประการ แต่ในเมื่อนายกรัฐมนตรีแถลงเอาไว้ว่าอยากให้ภาพลักษณ์การทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้น ตัวเลขเพิ่ม แม้ว่านายกฯ ใกล้จะหลุดในเร็ววันนี้ แต่ตัวเองเชื่อว่านายกฯ คนถัดไปก็ต้องมาแถลงอยู่ดี

เรื่องธรรมาภิบาล ข้อมูลที่กฎหมายมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 พ.ร.บ. รัฐบาลดิจิทัลออกกฎหมายลูกปี 2564 แต่ปีนี้ 2568 มี 300 หน่วยงานที่ต้องธรรมาภิบาลข้อมูล ตอนนี้ทำเสร็จแค่ครึ่งเดียว ซึ่งธรรมาภิบาลข้อมูล คือการกำหนดว่าหน่วยงานต้องทำข้อมูลอะไรบ้าง และใครสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้บ้าง เมื่อไม่ทำประชาชนก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าต้องขอข้อมูลอะไรบ้าง ยกตัวอย่างประกันสังคม เรื่องนี้ควรทำให้เสร็จอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยในเรื่องของการทำข้อมูลภาครัฐให้โปร่งใส

เรื่องอาสาอย่างกระทรวงสาธารณสุขมี อสม. อสส. ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้หลายพรรคการเมืองพยายามเข้าไปใช้เครือข่ายอาสาต่าง ๆ ในการทำเพื่อหวังผลทางการเมือง เชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนไม่ได้โง่ เขาดูออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ ที่จริง ๆ แล้วเป็นงบประมาณจากภาครัฐในการทำอะไร ซึ่งเมื่อใช้เครือข่ายอาสาในการทำปฏิบัติการบางอย่างสำเร็จลุล่วงไป เมื่อกระทรวงเห็น ก็เอาบ้าง ตนเองเป็นกรรมาธิการมา 2 ปี โดยก่อนหน้ามีอาสาพัฒนาสังคม ซึ่งมีเกือบทุกกรม โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรสหกรณ์ที่มีเกือบทุกกรม เพราะหลายคนคงเห็นแล้วว่าการมีอาสา เมื่อเข้าไปเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงสามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง ตนเองอยากให้รัฐบาลพิจารณารวบรวมอาสา มิเช่นนั้น ในอนาคตทุกกระทรวงจะมีอาสาหมดเลย และกลายเป็นภาระกับงบประมาณ ซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อน วัดผลอะไรไม่ได้ และเหมือนเป็นแขนเป็นขาให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงได้ไปทำปฏิบัติการอะไรบางอย่าง

“ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปทำเพื่อให้มันบรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีของเจ้ากระทรวงนั้น ๆ ซึ่งก็ไม่อยากให้ทำ และอยากให้รัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้สักที เราจะได้ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการสิ้นเปลืองในการทำอะไรเหล่านี้ อยากให้มองถึงภาพใหญ่และงบประมาณโดยรวมที่เราควรจะใช้ให้มันถูกต้องถูกจุด ซึ่งทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเราควรจัดสรรไปในเรื่องที่เร่งด่วนจำเป็น” นางสาวรักชนก กล่าวทิ้งท้าย

“ไอซ์ รักชนก” ซัดประชาชนไม่ได้โง่ บางพรรคใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลการเมือง

นางสาวรักชนกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสและตรงจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นักการเมืองบางกลุ่มพยายามใช้เครือข่ายอาสาเพื่อหวังผลทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ได้โง่ และสามารถรับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลนี้

ทำไม “ไอซ์ รักชนก” ถึงคิดว่าประชาชนไม่ได้โง่?

เพราะประชาชนสามารถสังเกตและวิเคราะห์การกระทำของนักการเมืองที่พยายามใช้ทรัพยากรและงบประมาณของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือพรรคพวกได้นั่นเอง นางสาวรักชนกจึงออกมาเตือนสติเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ในสังคม

การออกมาแสดงความเห็นของนางสาวรักชนกในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ประชาชนไม่ได้โง่ และพวกเขามีสิทธิที่จะรู้ว่าเงินภาษีของพวกเขาถูกนำไปใช้อย่างไร หากเราทุกคนร่วมมือกันตรวจสอบและส่งเสียงดัง ๆ เราจะสามารถสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้นได้

ที่มา – “ไอซ์ รักชนก” ซัดประชาชนไม่ได้โง่ บางพรรคใช้เครือข่ายอาสาของบฯ หวังผลการเมือง

รวบหนุ่มอ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิด

คดีสะเทือนขวัญที่ปัตตานี! หนุ่มวัย 25 ปี อ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิดทางเพศ สร้างความเสียหายต่อเหยื่อจำนวนมาก คาดผู้เสียหายกว่า 30 คน! ตามไปเจาะลึกรายละเอียดคดีนี้กันค่ะ

รวบหนุ่มอ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิด คาดผู้เสียหายกว่า 30 คน

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ สภ.เมืองปัตตานี นางสาวณภัชกมล สังข์แก้ว ผู้ช่วยต้นอ้อ มูลนิธิเป็นหนึ่ง ประจำจังหวัดปัตตานี ได้นำครอบครัวของผู้เสียหายจำนวน 13 คน เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังมูลนิธิเป็นหนึ่งได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองของเยาวชนชายรายหนึ่ง ซึ่งระบุว่าบุตรชายตกเป็นเหยื่อการกระทำอนาจารและล่วงละเมิดทางเพศ โดยผู้ต้องหาคือ นายชินดนัย อายุ 25 ปี ชาว อ.สายบุรี จ.ปัตตานี

นายชินดนัยถูกจับกุมตามหมายจับแล้ว มีพฤติกรรมแอบอ้างตัวเป็นม้าทรงของศาลเจ้าในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเข้าถึงกลุ่มเยาวชน เมื่อเหยื่อหลงเชื่อก็จะก่อเหตุ รวบหนุ่มอ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิด คาดผู้เสียหายกว่า 30 คน

พฤติการณ์ รวบหนุ่มอ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิด

ผู้ต้องหารายนี้ได้เข้ามาทำงานเป็นผู้ดูแลศาลเจ้าแห่งหนึ่งในพื้นที่ และใช้สถานที่แอบอ้างว่าเป็นม้าทรงในการสร้างความน่าเชื่อถือ โดยอาศัยช่วงที่มีการจัดงานประเพณีประจำปี เช่น หามพระลุยไฟ ดึงดูดผู้คนจำนวนมาก รวมถึงเยาวชนชายในพื้นที่

ด้วยบุคลิกที่ดูเป็นผู้ใหญ่และมีบทบาทในพิธีกรรมทางศาสนา ทำให้เยาวชนเกิดความศรัทธาและไว้วางใจ ผู้ก่อเหตุใช้วิธีเข้ามาพูดคุย ทำความรู้จัก และชักชวนให้ผู้เสียหายมานั่งสมาธิฝึกจิต อ้างว่าเป็นการเสริมบารมีและฝึกความเข้มแข็งทางจิตใจ เมื่อสร้างความใกล้ชิดได้มากขึ้น ก็เริ่มพูดคุยผ่านโทรศัพท์ส่วนตัวและวิดีโอคอลขอดูของลับ บางรายถูกชักชวนไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ หรือซื้อของขวัญให้ เพื่อสร้างความผูกพัน ก่อนจะใช้จังหวะอยู่ตามลำพังในบริเวณศาลเจ้า กระทำการอนาจาร และมีเด็ก 2-3 คนถูกล่วงละเมิดเพศทางทวารหนัก เชื่อว่ายังมีเด็กอีกหลายคนที่ถูกล่วงละเมิดเพศทางทวารหนัก โดยเหตุการณ์ครั้งนี้มีเด็กผู้เสียหายอายุราว 12-15 ปี

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบปากคำผู้ปกครองของเด็กทุกคนที่ สภ.เมืองปัตตานี ทั้งหมด และหลังจากนี้จะทำการสอบปากคำเด็ก ส่วนผู้ต้องหาเจ้าหน้าที่ได้ฝากขังแล้ว โดยทางครอบครัวย้ำว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ขณะเดียวกันมูลนิธิเป็นหนึ่งได้ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่เพื่อเร่งรัดขั้นตอนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมประสาน พม.เข้าดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้เสียหาย เนื่องจากเหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างบาดแผลทางกาย แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของเยาวชนและครอบครัวอย่างรุนแรง

พ.ต.อ. เจฟรีย์ ไศลมานกุล ผู้กำกับการ สภ.เมืองปัตตานี ระบุว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้เสียหายและพยานแวดล้อม พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน โดยจะให้ความคุ้มครองพยานและผู้เสียหายตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด ด้านส่วนเยียวยาจังหวัดได้เข้ามาดูเคสนี้แล้ว พร้อมดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ขอให้ผู้ปกครองที่สงสัยว่าบุตรหลานอาจตกเป็นเหยื่อ เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือประสานมูลนิธิฯ เพื่อให้ความช่วยเหลือโดยด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ก่อเหตุหลบหนีหรือทำร้ายเหยื่อเพิ่มเติม

นางพร (นามสมมุติ) ผู้ปกครองของน้องเอมและน้องเอ (นามสมมุติ) หลานชายวัย 14 และ 15 ปี เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ระหว่างที่เด็ก ๆ เข้าร่วมโครงการอบรมชาณสมาธิในพื้นที่อำเภอเมืองปัตตานี ชายผู้ก่อเหตุใช้ตำแหน่ง “รุ่นพี่” ในค่ายและสถานะม้าทรงสร้างความน่าเชื่อถือ

นางสาวณภัชกมล สังข์แก้ว ผู้ช่วยต้นอ้อ มูลนิธิเป็นหนึ่ง วันนี้ได้รวบรวมผู้เสียหายทั้งหมดเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากกรณีเยาวชนชายอายุ 12-15 ปี ถูกอนาจาร บีบ จับ คลำ อม และล่วงละเมิดทางเพศทางทวารหนัก

เหตุการณ์ รวบหนุ่มอ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิด คาดผู้เสียหายกว่า 30 คน ในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ปกครองต้องใส่ใจดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด สังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป และให้ความรู้เรื่องการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทางเพศ

ที่มา – รวบหนุ่มอ้างเป็นม้าทรง ลวงเด็กชายไปล่วงละเมิด คาดผู้เสียหายกว่า 30 คน

ผลักดัน “พระกัมพูชา” ในไทย? ก.ม. คุ้มครอง!

กรณี “พระกัมพูชา” ในไทย กำลังเป็นที่จับตา หลังมีรายงานว่าอาจถูกผลักดันกลับประเทศ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกมาเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมีกฎหมายที่ห้ามการส่งกลับบุคคลใดๆ หากมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับการทรมาน หรือการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ

“พระกัมพูชา” ในไทย เสี่ยงถูกผลักดัน?

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นกับพระสงฆ์ชาวกัมพูชา โดยระบุว่าเมื่อวานนี้ มีพระสงฆ์ชาวกัมพูชาอย่างน้อย 2 รูป ถูกบังคับให้ลาสิกขา และกำลังจะถูกบังคับส่งตัวกลับไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย

จากข้อมูลเบื้องต้น ทราบว่าหนึ่งในพระสงฆ์ชาวกัมพูชาที่ถูกจับกุมนั้น เป็นผู้ที่ลี้ภัยเข้ามายังประเทศไทย เนื่องจากตกอยู่ในสถานการณ์ความเสี่ยง หลังจากที่ได้เข้าร่วมในการชุมนุมทางการเมืองในประเทศกัมพูชา และถูกออกหมายจับอย่างไม่เป็นธรรม โดยปัจจุบัน พระสงฆ์รูปดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรม แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า การกระทำดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งมีข้อกำหนดที่ห้ามมิให้มีการขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังรัฐอื่น หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลนั้นจะตกอยู่ในอันตรายจากการถูกทรมาน ได้รับการปฏิบัติที่โหดร้าย หรือการถูกทำให้สูญหาย

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังแสดงความกังวลว่า การจับกุมพระสงฆ์ทั้งสองรูป อาจมีลักษณะที่ไม่เป็นไปตามมาตรา 22 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ซึ่งกำหนดว่า ในระหว่างการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องทำการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่อง ไปจนกระทั่งส่งตัวผู้ถูกจับกุมให้กับพนักงานสอบสวน และจะต้องแจ้งการจับกุมไปยังพนักงานอัยการ และนายอำเภอในท้องที่ที่มีการควบคุมตัวผู้ถูกจับกุมโดยทันที

พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ คุ้มครอง “พระกัมพูชา” ในไทย อย่างไร?

จากข้อกังวลดังกล่าว มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่า กระบวนการจับกุม และการดำเนินการใดๆ ที่อาจนำไปสู่การบังคับส่งตัวพระสงฆ์ชาวกัมพูชาทั้งสองรูปกลับประเทศนั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือไม่ เพราะกฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองบุคคลทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสถานะทางกฎหมายอย่างไรก็ตาม จากการถูกทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ซึ่งรวมถึงการถูกส่งตัวกลับไปยังสถานที่ที่บุคคลนั้นอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงดังกล่าว

กรณีนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า การบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินการใดๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐ ควรคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมี เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของบุคคลทุกคนที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม หากมองในมุมของหลักมนุษยธรรมแล้ว, การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการความคุ้มครอง ถือเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย การดำเนินการใดๆ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใส และเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

ที่มา – “พระกัมพูชา” ในไทย ถูกผลักดัน ย้ำมี ก.ม. ห้ามส่งกลับ หากเสี่ยงเจอทรมาน

ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทาง

จากกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับการยุติบทบาทของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ล่าสุดทาง ศบ.ทก. ได้ออกมาชี้แจงยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง และปัจจุบัน ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ

ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ทางเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์เฉพาะกิจชายแดนไทย-กัมพูชา Team-Thailand ของ ศบ.ทก. ได้โพสต์ข้อความเพื่อชี้แจงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ยังไม่มีการยุติบทบาทของศูนย์ฯ และยังคงปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้การพิจารณาและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ

การประเมินสถานการณ์ดังกล่าว จะพิจารณาจากข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์และข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อให้การตัดสินใจสอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติและความปลอดภัยของประชาชน ทั้งนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะเป็นผู้พิจารณาและกำหนดทิศทางตามลำดับและตามกรอบอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

บทบาทหน้าที่ของ ศบ.ทก.

ศบ.ทก. มีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ ศบ.ทก. ยังมีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ในพื้นที่ชายแดน เช่น การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง หรือการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเดินทางข้ามแดน

การที่ ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีความไม่แน่นอนและความท้าทายต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การคงอยู่ของ ศบ.ทก. จะช่วยให้รัฐบาลสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติและความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น การที่ ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ จึงเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าว

อนาคตของ ศบ.ทก. จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สมช. ซึ่งจะพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนและความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าว

ถึงแม้ว่า ศบ.ทก. จะยังไม่ยุติบทบาท แต่การปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของ ศบ.ทก. ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อให้ ศบ.ทก. สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

โดยสรุปแล้ว ข่าวที่ว่า ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ นั้นเป็นความจริง และ ศบ.ทก. ยังคงปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาและกำหนดทิศทางในอนาคตของ ศบ.ทก. ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สมช. ซึ่งจะพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนและความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

ที่มา – ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ

“ลุงพล” ขึ้นรถไปเรือนจำ ชู 2 นิ้ว สีหน้าเรียบเฉย

ลุงพล” เปลี่ยนชุด ก่อนขึ้นรถไปเรือนจำมุกดาหาร ชู 2 นิ้วทักทาย แต่สีหน้าเรียบเฉย คาดใช้เวลา 1-3 วัน พิจารณาคำสั่งประกันตัว สถานการณ์ล่าสุดของ ลุงพล กำลังเป็นที่จับตามองของสังคม

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้โทษ นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล รวม 26 ปี จากเดิม 20 ปี ฐานเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผลจำคุก 15 ปี พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุก 10 ปี และอำพรางศพ กระทำการใดๆ เกี่ยวกับศพ จำคุก 1 ปี

โดยนายไชย์พลได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ศาลจังหวัดมุกดาหารพิจารณาแล้วเห็นควรส่งศาลฎีกาพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนายไชย์พล เมื่อถึงเวลาทำการ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวจำเลยไปคุมขังยังเรือนจำระหว่างรอคำพิพากษาศาลฎีกา

ต่อมาทางป้าแต๋นพร้อมด้วยบรรดาเอฟซี ได้นำเสื้อผ้าและรองเท้าของลุงพลไปให้เจ้าหน้าที่ เพื่อเปลี่ยนก่อนขึ้นรถไปที่เรือนจำมุกดาหาร

จากนั้นเวลาประมาณ 17.30 น. รถของเรือนจำมุกดาหาร ได้นำลุงพลส่งเรือนจำ ระหว่างที่ออกมาจากศาล ลุงพล ได้ชูสองนิ้ว เพื่อเป็นการทักทายผู้สื่อข่าว โดยสีหน้าลุงพล ค่อนข้างเรียบเฉย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามขั้นตอนปกติ ศาลฎีกาจะใช้ระยะเวลาพิจารณามีคำสั่งออกมาประมาณ 1-3 วัน

“ลุงพล” ขึ้นรถไปเรือนจำ ชู 2 นิ้วทักทาย สีหน้าเรียบเฉย

คดีของลุงพลยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้โทษ ทำให้สถานการณ์ของลุงพลมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ การยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการต่อสู้คดีต่อไป

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “ลุงพล”

หลังจากที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว ป้าแต๋นและกลุ่มแฟนคลับได้นำสิ่งของจำเป็นมาให้ลุงพลก่อนที่จะถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำ การชูสองนิ้วทักทายของลุงพลระหว่างออกมาจากศาล แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาความเข้มแข็ง แม้ว่าสีหน้าจะค่อนข้างเรียบเฉย

การพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของศาลฎีกา คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-3 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการตัดสินอนาคตของลุงพล

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ซับซ้อน และความสำคัญของการพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ การตัดสินใจของศาลฎีกาจะเป็นตัวกำหนดทิศทางต่อไปของคดีนี้

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคดีของลุงพล ควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

การที่สังคมให้ความสนใจกับคดีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและความต้องการที่จะเห็นความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น และหลีกเลี่ยงการตัดสินผู้อื่นก่อนที่กระบวนการยุติธรรมจะสิ้นสุดลง

คดีความของ ลุงพล ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด และหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “ลุงพล” ขึ้นรถไปเรือนจำ ชู 2 นิ้วทักทาย สีหน้าเรียบเฉย

ทนายหมอบีแจง เงินบริจาคใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์

ทนายความ “หมอบี” มองว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ แม้จะเข้าคนละโครงการกับที่ผู้บริจาคต้องการ แต่ก็เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ส่วนเหตุผลที่ต้องมอบให้วัดเป็นเงินสด เพราะในสมัยนั้นไม่มีระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 13 ส.ค. 68 นายกสานติ์ ปัญญาชัยรักษา ทนายความของ นายเสกสันน์ หรือ หมอบี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดี โดยกล่าวว่า ตนมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงกับสังคมแทนลูกความ ขณะนี้ได้ดำเนินการส่งเอกสารหลักฐาน และชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุให้กับตำรวจกองบังคับการปราบปรามเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ และจนถึงขณะนี้ทางตำรวจก็ยังไม่ได้มีการประสานมาขอข้อมูลเพิ่มเติม

ส่วนกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่า เงินของผู้บริจาคถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ผู้บริจาคต้องการนำเงินไปบริจาคในโครงการไทยชีวิตโคกระบือ แต่มีการออกใบอนุโมทนาบัตรเป็นโครงการรักษาผู้ป่วย HIV ทางนายกสานติ์ บอกว่า ให้มองว่าการกระทำดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความเสียหายหรือไม่ หรือส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินที่ผู้บริจาคตั้งใจนำไปทำบุญหรือไม่ เช่น ผู้บริจาคต้องการนำเงินไปช่วยเหลือผู้อื่น แต่มีการนำเงินไปใช้สร้างอาบอบนวด ซึ่งกรณีนี้มองว่าเป็นการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

แต่กรณีนี้ ทางหมอบีได้นำเงินไปช่วยเหลือผู้อื่น แม้จะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค แต่ก็เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งการนำเงินไปใช้หากไม่ส่งผลให้เกิดความเสียหาย หรือมีผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนตัวก็มองว่าไม่เข้าข่ายความผิด แต่หากมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายได้รับผลกระทบ ส่วนตัวก็มองว่าการจะเข้าข่ายความผิดต้องดูองค์ประกอบตามหลักการของกฎหมาย ซึ่งก็จะต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการนำเงินไปมอบให้วัด ว่าเหตุใดจึงไม่ใช้การโอนผ่านระบบโมบายแบงก์กิ้ง แต่ใช้การนำเงินสดไปให้แทน ทางทนายความ บอกว่าโครงการนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีระบบการโอนเงินผ่านอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามเพิ่มเติมเนื่องจากพบว่าโครงการนี้เกิดขึ้นในปี 2562 ซึ่งก็เป็นช่วงที่มีระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งแล้ว โดยทางทนายความระบุเพียงว่าไม่สามารถตอบในรายละเอียดได้

สำหรับอาการของ หมอบี ขณะนี้พบว่าเจ้าตัวเพิ่งหายจากอาการป่วย แต่ภาพรวมไม่ได้รู้สึกเครียดหรือกังวลอะไร มีเพียงอาการเหนื่อยและความรู้สึกเป็นห่วงหลวงพ่อเท่านั้น ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องถึงขณะนี้ ทั้งหมอบียังไม่ได้มีการติดต่อไปหาหลวงพ่อหรือเข้าไปที่วัดเพราะมองว่ายังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่หากทางวัดต้องการให้เข้าไปชี้แจงก็พร้อมที่จะเข้าไปทันที

ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์

จากกรณีที่เกิดขึ้น ทนายความของหมอบีได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ โดยเน้นย้ำว่าถึงแม้เงินบริจาคจะถูกนำไปใช้ในโครงการที่แตกต่างจากความตั้งใจเดิมของผู้บริจาค แต่ก็ยังคงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันในสังคมอย่างกว้างขวาง

ทำไมต้องเป็นเงินสด? ทนายหมอบีมีคำตอบ

ประเด็นเรื่องการมอบเงินบริจาคเป็นเงินสดแทนการโอนผ่านระบบออนไลน์ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัย ทนายความของหมอบีได้ชี้แจงว่า ในช่วงเวลาที่โครงการเริ่มต้น ระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งยังไม่แพร่หลายเท่าปัจจุบัน ทำให้การมอบเงินสดเป็นวิธีการที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เกิดขึ้นในปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งเป็นที่นิยมแล้ว แต่ทนายความของหมอบีไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนนี้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพิจารณาว่า ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์นี้ ทำให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบต่อใครหรือไม่ หากไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น การนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็อาจจะไม่ถือว่าเป็นความผิด

การตีความและการพิจารณาความผิดทางกฎหมายในกรณีนี้จึงต้องพิจารณาจากองค์ประกอบและหลักการของกฎหมายอย่างละเอียดรอบคอบ

เรื่องราวของ ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงและมุมมองต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ – แจงเหตุที่ต้องให้เป็นเงินสด

คดีอดีตไวยาวัจกร ปลอมเอกสารวัดเครือวัลย์ฯ ถึงอัยการ


ความคืบหน้าล่าสุดของคดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ ที่หลายคนติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะนี้เรื่องได้ถูกส่งต่อไปยังขั้นตอนการพิจารณาของอัยการแล้ว คดีนี้เกี่ยวข้องกับการที่อดีตไวยาวัจกรและผู้ช่วยไวยาวัจกรของวัดเครือวัลย์วรวิหารถูกกล่าวหาว่าใช้เอกสารปลอมเพื่อเบิกเงินของวัดเข้าบัญชีส่วนตัว

คดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 จากกรณีที่มีการปลอมลายมือชื่อเจ้าอาวาสเพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชีวัด ทางเจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์วรวิหารและตัวแทนธนาคารได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2558 ถึง 2567 โดยเงินในบัญชีธนาคารต่างๆ ของวัดเครือวัลย์มีจำนวนเหลือน้อยอย่างผิดสังเกต

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ของวัดจำนวน 7 บัญชี มีการถอนเงินออกไปถึง 240 รายการ รวมเป็นเงินจำนวนมหาศาลถึงประมาณ 320 ล้านบาท ทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ตรวจสอบไปยังสาขาต่างๆ รวม 6 แห่ง และพบว่ามีการนำใบถอนเงินทั้ง 240 รายการมาเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัด

ผลการสืบสวนชี้ให้เห็นว่า นายกฤษณ์ อุรัสยะนันท์ อดีตไวยาวัจกร และนายชัยณรงค์ นพรัตน์ อดีตผู้ช่วยไวยาวัจกร เป็นผู้ที่ทำการเบิกถอนเงินดังกล่าว ก่อนที่จะนำเงินไปฝากเข้าบัญชีส่วนตัวของตนเอง

ต่อมาในวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ทางวัดเครือวัลย์ได้ส่งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจเข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่ เพื่อดำเนินคดีกับนายชัยณรงค์ ในข้อหา “ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ปลอมและใช้เอกสารปลอม” พร้อมทั้งออกหมายเรียกตัวนายชัยณรงค์มารับทราบข้อกล่าวหา

จากนั้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2567 ผู้รับมอบอำนาจจากวัดเครือวัลย์ยังได้เดินทางไปแจ้งความกับกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับนายกฤษณ์ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในข้อหาเดียวกัน ซึ่งนายกฤษณ์ได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

หลังจากนั้นในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้รับมอบอำนาจจากธนาคารได้เข้าแจ้งความกับกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับนายกฤษณ์ และนายชัยณรงค์ ในข้อหาฉ้อโกง ปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ทั้งคู่ และส่งสำนวนพร้อมสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 และขณะนี้คดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอัยการ

ขั้นตอนต่อไปของคดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ

เมื่อสำนวนถูกส่งไปยังอัยการ อัยการจะทำการพิจารณาสำนวนอย่างละเอียด หากเห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อ อัยการก็จะสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล จากนั้นกระบวนการยุติธรรมก็จะดำเนินต่อไป โดยมีการสืบพยานหลักฐาน และตัดสินคดีตามกฎหมาย

คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของประชาชนที่ตั้งใจนำมาทำนุบำรุงวัด ดังนั้นการดำเนินคดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

  • ตรวจสอบเอกสารทางการเงินของวัดอย่างละเอียดและสม่ำเสมอ
  • กำหนดผู้มีอำนาจในการเบิกถอนเงินอย่างชัดเจน
  • ตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการเงินของวัด
  • ให้ความรู้แก่คณะกรรมการวัดและผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการจัดการทางการเงินที่ถูกต้อง

คดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกวัดและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเงินบริจาค ควรมีการตรวจสอบและควบคุมภายในที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาศรัทธาของประชาชน

ที่มา – คดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ อยู่ขั้นตอนอัยการ

คุมตัวร้อยเอก BHQ เข้าเรือนจำบุรีรัมย์ ศาลไม่ให้ประกัน

ตำรวจ สภ.ลำดวน ควบคุมตัวร้อยเอก BHQ ทหารกัมพูชา ส่งเข้าเรือนจำบุรีรัมย์ทันที หลังศาลจังหวัดบุรีรัมย์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดี พ.ร.บ.อาวุธปืน และข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย เรื่องราวของร้อยเอก BHQ กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในขณะนี้

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจ สภ.ลำดวน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ได้ควบคุมตัวนายวิน ดา อายุ 36 ปี ชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับกัมพูชา นำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ในความผิดเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน และข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย ศาลพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องควบคุมตัวนายวินส่งเข้าเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ในทันที

การจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากตำรวจ สภ.ลำดวน ได้เข้าควบคุมตัวนายวินได้ที่บ้านโคกสูง หมู่ที่ 9 ต.ศรีภูมิ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 68 ซึ่งเป็นบ้านของ น.ส.จอย (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ภรรยาของนายวิน ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 1 คน อายุ 1 ปี 2 เดือน การตรวจสอบเกิดขึ้นเนื่องจากก่อนหน้านี้พบว่าเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบตามคำสั่งของหน่วยความมั่นคง

จากการตรวจค้นภายในบ้านพัก พบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ (ลูกซองสั้น) จำนวน 1 กระบอก และชุดทหารกัมพูชายศร้อยเอก พร้อมติดตราสัญลักษณ์ BHQ องครักษ์พิทักษ์ฮุนเซน อีกหลายชุด ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่านายวินอาจเข้ามาแฝงตัวเป็นสายลับ

ร้อยเอก BHQ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ต้องหาน่าจะมาแฝงตัวเป็นสายลับ เพื่อแอบส่งความเคลื่อนไหวทางการทหารของไทยให้แก่ฝ่ายกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การสอบสวนเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งกองทัพภาค 2 หน่วยความมั่นคง และตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์

แม้ว่านายวินจะปฏิเสธข้อกล่าวหา และยอมรับเพียงว่าเคยเป็นทหารมาก่อนหน้านี้ 9 เดือน แต่ทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากมีหลักฐานเชื่อมโยงหลายอย่าง เช่น การโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวที่แสดงความชื่นชมการทำงานของฮุนเซน นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือรวม 3 เครื่อง และพบว่ามีการใช้ชื่อถึง 4 ชื่อในประเทศไทย ได้แก่ ชื่อในบัตรประชาชน นายวิน ดา อายุ 36 ปี ชื่อในพาสปอร์ต MEAS SOMONCHANNAK (เมียะฮ์ โซมอนจันนะ) ชื่อทางทหาร ร้อยเอก ซน กิม ไอ กองบัญชา BHQ และชื่อในบัตรที่ทำงาน (ซึ่งยังไม่ทราบชื่อที่แน่ชัด)

จากหลักฐานที่พบมีความเป็นไปได้ว่าข้อมูลเหล่านี้มีการเชื่อมโยงกัน อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร และยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดได้ในขณะนี้ หากพบว่าเป็นความจริง ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายไทยต่อไป

ร้อยเอก BHQ ถูกคุมตัวเข้าเรือนจำ

การตัดสินใจของศาลที่ไม่ให้ประกันตัวร้อยเอก BHQ ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงความร้ายเเรงของคดีเเละความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

ความเชื่อมโยงของร้อยเอก BHQ กับการเป็นสายลับ

ถึงเเม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่หลักฐานที่พบก็บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่ร้อยเอก BHQ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเป็นสายลับ การดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นผลงานที่น่าชื่นชม

การดำเนินคดีกับร้อยเอก BHQ จะเป็นไปในทิศทางใด? สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายกำลังจับตามอง และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวร้อยเอก BHQ แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ และอาวุธปืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ในท้ายที่สุด หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะนำมาซึ่งความกระจ่าง และความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในคดี ร้อยเอก BHQ นี้

คดีของ ร้อยเอก BHQ ยังคงเป็นที่จับตามอง และต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไร ร้อยเอก BHQ จะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่?

ที่มา – คุมตัวร้อยเอก BHQ ส่งเข้าเรือนจำบุรีรัมย์ทันที หลังศาลไม่ให้ประกันตัว

“อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถรับใต้ดิน หลังศาล รธน. นัด 29 ส.ค.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ เมื่อ “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค. สืบเนื่องจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติในคดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน”

“อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานความเคลื่อนไหวของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยในช่วงเช้าได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงวัฒนธรรม และในเวลา 12.25 น. ได้เดินทางไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อติดตามการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2 และ 3 ซึ่งเป็นการพิจารณาวันแรก โดยเธอได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องรับรอง

ต่อมาในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวเกี่ยวกับผลการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญได้นัดลงมติและฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธารได้ออกจากอาคารรัฐสภาโดยให้รถยนต์ส่วนตัวไปรับที่ชั้นใต้ดิน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสื่อมวลชน

ทำไม “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน?

การตัดสินใจของนางสาวแพทองธารที่ให้รถไปรับที่ชั้นใต้ดินนั้น สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ประกาศนัดลงมติในคดีสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลให้เธอต้องการหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในขณะนั้น

ทั้งนี้ มีรายงานว่าในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธารจะเดินทางไปยังรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อติดตามการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ 2569 ในวันที่สองของการพิจารณา

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีสำคัญที่มีผลกระทบต่อการบริหารประเทศ

การที่ “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค. เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์และพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

คดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

การที่นางสาวแพทองธาร เลือกที่จะหลีกเลี่ยงสื่อ อาจตีความได้หลายนัยยะ ไม่ว่าจะเป็นการต้องการลดแรงกดดันทางการเมือง หรือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในภายหลัง

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การตัดสินใจของเธอในครั้งนี้ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของนักการเมือง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อให้สามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่เหมาะสมในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค.

Scroll to top