ข่าวทั่วไป

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน เปิดปกติวันแรก

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กลับมาเปิดทำการตามปกติแล้ววันนี้ หลังเหตุปะทะบริเวณชายแดน แม้บรรยากาศโดยรวมยังคงบางตา ผู้อำนวยการโรงเรียนเผยถึงแผนรับมือหากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นอีก

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน กลับมาเปิดตามปกติเป็นวันแรก

เมื่อเช้าวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานบรรยากาศที่โรงเรียนบ้านโซง ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 พบว่ามีครูและนักเรียนทยอยเดินทางมาโรงเรียนตามปกติ หลังจากที่โรงเรียนได้ปิดทำการเรียนการสอนไปตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยคณะครูและนักเรียนได้ร่วมกันทำความสะอาดบริเวณสนามฟุตบอลและพื้นที่โดยรอบโรงเรียน ก่อนที่จะร่วมกันทำกิจกรรมเคารพธงชาติ และรับฟังการชี้แจงแนวทางการปฏิบัติตนหากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น

นายคมสันต์ บรรเทิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโซง กล่าวว่า ปกติโรงเรียนมีนักเรียนทั้งหมดเกือบ 500 คน แต่วันนี้มีนักเรียนมาเรียนประมาณ 300 กว่าคน อาจเป็นเพราะวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดเรียน ผู้ปกครองหลายท่านยังไม่มั่นใจที่จะให้บุตรหลานมาโรงเรียนหลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นสถานการณ์การปะทะมา ทั้งนี้ ในวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุปะทะกันวันแรก ทางโรงเรียนได้ทำการอพยพนักเรียนภายใน 15 นาที ถือเป็นโรงเรียนแรกในอำเภอน้ำยืนที่สามารถสั่งอพยพนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว และทางโรงเรียนก็มีแผนเผชิญเหตุรองรับอยู่แล้วหากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นอีก

โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน เปิดให้บริการวันแรกเช่นกัน

ในส่วนของโรงพยาบาลในพื้นที่อำเภอน้ำยืนก็กลับมาเปิดให้บริการเป็นวันแรกเช่นกัน แต่พบว่ามีผู้ป่วยเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ค่อนข้างบางตา ซึ่งในช่วงที่โรงพยาบาลปิดทำการนั้น ทางโรงพยาบาลได้ทำการจัดส่งยาให้กับผู้ป่วยที่บ้าน และมีผู้ป่วยบางส่วนที่จำเป็นต้องเดินทางมารับยาที่โรงพยาบาลเนื่องจากเลยกำหนดนัดมาหลายวัน

นางผาด บุญสิทธิ์ อายุ 64 ปี ชาวอำเภอน้ำยืน เปิดเผยว่า วันนี้แพทย์นัดให้มารับยาเนื่องจากเลยกำหนดนัดมาแล้ว และไม่สามารถเดินทางมารับยาได้เนื่องจากโรงพยาบาลปิดทำการ วันนี้จึงเดินทางมารับยาเอาไว้ก่อน เผื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ซึ่งแพทย์ได้จ่ายยาให้สำหรับ 10 วัน และแจ้งว่าหากยาหมดและโรงพยาบาลยังคงปิดทำการอยู่ ทางโรงพยาบาลจะจัดส่งยาไปให้ที่บ้านแทน ช่วงเวลาเช่นนี้ ทุกคนต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และทหาร ขอให้ทุกคนปลอดภัย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนและการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน การกลับมาเปิดทำการของ โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการกลับสู่ภาวะปกติ แม้ว่าความกังวลจะยังมีอยู่บ้าง แต่การมีแผนรับมือและความร่วมมือของทุกฝ่าย จะช่วยให้ผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ที่มา – โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน กลับมาเปิดตามปกติเป็นวันแรก หลังเกิดเหตุปะทะ

กัมพูชาทะลักรายวัน: จับ 10 ชีวิต ซักรองเท้าโรงเกลือ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่จับกุมแรงงานชาวกัมพูชาถึง 10 ชีวิตที่พยายามลักลอบเข้าประเทศ หวังซักรองเท้าที่โรงเกลือ เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว สะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้านของเรา

กัมพูชาทะลักรายวัน: จับ 10 ชีวิต ซักรองเท้าที่โรงเกลือ

เมื่อเวลา 01.20 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองกำลังบูรพา, หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1204 ได้ร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวนหนึ่งกำลังเดินเท้าเข้ามาในประเทศไทย

จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นแรงงานชาวกัมพูชาจำนวน 10 คน ประกอบด้วยชาย 4 คน หญิง 4 คน และเด็กหญิง 2 คน ทั้งหมดไม่มีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้อง

สารภาพหมดเปลือก! หวังซักรองเท้าที่โรงเกลือ

จากการสอบสวนเบื้องต้น แรงงานชาวกัมพูชากลุ่มนี้ให้การว่า พวกเขาเดินทางมาจากประเทศกัมพูชา โดยมีจุดหมายปลายทางคือตลาดโรงเกลือ พวกเขาต้องการทำงานรับจ้างซักรองเท้าที่โรงเกลือ โดยยอมจ่ายค่านำพาให้กับผู้นำทางเป็นเงินคนละ 3,500 บาท

แรงงานทั้งหมดให้การเป็นเสียงเดียวกันว่า สาเหตุที่พวกเขาตัดสินใจลักลอบเข้ามาในประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำในกัมพูชา ทำให้พวกเขาขาดรายได้และไม่สามารถดำรงชีพได้อย่างเพียงพอ พวกเขาจึงจำเป็นต้องเสี่ยงเข้ามาหางานทำในประเทศไทยเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว

หลังจากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวแรงงานชาวกัมพูชาทั้ง 10 คน ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะดำเนินการผลักดันพวกเขากลับประเทศต่อไป

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากที่แรงงานเพื่อนบ้านต้องเผชิญ และความจำเป็นที่พวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพ อย่างไรก็ตาม การลักลอบเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายไม่ใช่ทางออก และอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ร้ายแรงกว่าเดิมได้ ทั้งต่อตัวแรงงานเองและต่อสังคมโดยรวม

ทางภาครัฐเองก็ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดแรงจูงใจในการลักลอบเข้าเมือง และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคนี้

เหตุการณ์กัมพูชาทะลักรายวันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้ผู้คนต้องแสวงหาโอกาสในต่างแดน การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาทะลักรายวัน จับอีก 10 ชีวิต ยอมรับเจอพิษเศรษฐกิจ เสี่ยงมาซักรองเท้าที่โรงเกลือ

ปชช. ส่งผู้สมัคร เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย แน่นอน!

“ณัฐพงษ์” ยัน พรรคประชาชนส่ง เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 ขอตรวจสอบประวัติก่อนเปิดตัว โยนถาม “แพทองธาร” กระแสชิงลาออกก่อนศาล รธน. วินิจฉัย ชี้ ยุบสภาหรือไม่ อยู่ที่รัฐบาลตัดสินใจ

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงการส่งผู้สมัคร เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี ว่า พรรคประชาชนจะส่งผู้สมัครอย่างแน่นอน ซึ่งนายสรายุทธ ใจหลัก เลขาธิการพรรค จะดำเนินการส่งเอกสารผู้รับสมัครด้วยตนเอง ส่วนรายชื่อของผู้สมัคร ขณะนี้กรรมการบริหารกำหนดรายชื่อแล้วแต่ขอรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในการตรวจสอบประวัติย้อนหลังเพื่อให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด

ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ยังยืนยันถึงความมั่นใจในทุกสนามการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ว่าอย่างน้อยจังหวัดเชียงรายก็เป็นพื้นที่ที่มี สส.ของพรรคประชาชน 3 คน ตนคิดว่าจะเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งอย่างเต็มที่ และหวังว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการพูดคุยของพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านจะไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า อาจจะไม่มีการพูดคุยในแบบนั้นว่าจะส่งหรือไม่ เพราะเป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรค ทุกพรรคมีสิทธิลงชิงสนามของตนเองอย่างเต็มที่ ตนเชื่อว่าทุกสนามการเลือกตั้งทุกพรรคคงไม่ยอมถอยให้ใคร หากว่าเชื่อมั่นในพื้นที่นั้นๆ

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังตอบคำถามถึงกระแสข่าวการชิงลาออกของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า การตัดสินใจจะลาออกหรือไม่ลาออกต้องถามที่ตัวของนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวตอบแทนไม่ได้ ขณะที่แนวทางคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไรก็คงอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องรอติดตามสถานการณ์กันต่อไป

เมื่อถามต่อไป มีการประเมินไว้หรือไม่ว่าหลังจากผ่านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะมีการยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีชิงลาออก นายณัฐพงษ์ ระบุว่า การตัดสินใจจะยุบสภาหรือไม่ อยู่ที่ทางรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย หากประเมินตามสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่วนตัวเชื่อว่าอาจมีการพยายามพยุงรัฐบาลแบบนี้ไปก่อน แต่ว่าจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล

เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย

พรรคประชาชนมั่นใจ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย

การเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นสนามที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง พรรคประชาชนแสดงความมั่นใจอย่างเต็มที่ในการส่งผู้สมัคร และพร้อมที่จะแข่งขันกับทุกพรรคการเมือง เพื่อช่วงชิงความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวน การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ในการส่งผู้สมัคร รวมถึงกระแสข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากช่องทางต่างๆ ของพรรคการเมือง และสื่อมวลชนที่รายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไปต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “เท้ง” ยัน ปชน. ส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมเชียงราย โยนถาม “อิ๊งค์” กระแสชิงลาออก

อาเจะห์สั่งโบย! ลงโทษชายรักชาย 80 ครั้ง

ศาลชารีอะห์ในจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย สั่งลงโทษชาย 2 คนด้วยการโบยในที่สาธารณะถึง 80 ครั้ง ฐานมีพฤติกรรมผิดศีลธรรมทางเพศ การลงโทษนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทั้งคู่ถูกจับกุมโดยตำรวจศาสนาในห้องน้ำสาธารณะ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เมื่อศาลชารีอะห์ในจังหวัดอาเจะห์มีคำพิพากษาให้ชายอายุ 20 และ 21 ปี ได้รับโทษโบยต่อหน้าสาธารณชนคนละ 80 ครั้ง โทษทัณฑ์นี้เป็นผลมาจากการจับกุมของตำรวจศาสนา ซึ่งพบชายทั้งสองกำลังมีพฤติกรรมทางเพศที่ขัดต่อกฎหมายอิสลาม

สื่อท้องถิ่นรายงานว่าการพิจารณาคดีนี้ดำเนินการเป็นการลับในศาลชารีอะห์แห่งบันดาอาเจะห์ ผู้พิพากษาได้จำกัดการเข้าฟังเพื่อปกป้องเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการผิดประเวณี ก่อนที่จะเปิดเผยคำตัดสินต่อสาธารณชน การตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของประเด็นดังกล่าวในสังคมท้องถิ่น

เหตุการณ์นำไปสู่การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน เมื่อชาวบ้านสังเกตเห็นชายทั้งสองเข้าไปในห้องน้ำเดียวกันที่สวนสาธารณะตามันซารีในบันดาอาเจะห์ พวกเขาจึงแจ้งตำรวจศาสนาที่กำลังลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบและพบว่าชายทั้งสองกำลังกอดและจูบกัน ศาลตีความการกระทำเหล่านี้ว่าเป็นการกระทำทางเพศ

อาเจะห์สั่งโบย! ลงโทษชายรักชาย 80 ครั้ง ในที่สาธารณะ

จังหวัดอาเจะห์มีความเคร่งครัดทางศาสนามากกว่าส่วนอื่นๆ ของอินโดนีเซีย และเป็นจังหวัดเดียวที่ได้รับอนุญาตให้บังคับใช้กฎหมายชารีอะห์ในรูปแบบต่างๆ กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2558 และนี่เป็นครั้งที่ 5 ที่มีการลงโทษโบยในที่สาธารณะสำหรับข้อหามีรสนิยมรักร่วมเพศ แม้ว่ากฎหมายอาญาของอินโดนีเซียจะไม่ถือว่าการรักร่วมเพศเป็นความผิดทางอาญา แต่รัฐบาลกลางไม่มีอำนาจที่จะยกเลิกกฎหมายชารีอะห์ในอาเจะห์

ทำไมอาเจะห์ถึงบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์?

การบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์ในอาเจะห์เป็นผลมาจากข้อตกลงพิเศษที่อนุญาตให้จังหวัดปกครองตนเองได้มากขึ้น รวมถึงการใช้กฎหมายอิสลามในการตัดสินคดีบางประเภท ความเชื่อทางศาสนาที่แข็งแกร่งและการสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กฎหมายนี้ยังคงมีผลบังคับใช้

การลงโทษด้วยการโบยถือเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งวิพากษ์วิจารณ์การลงโทษดังกล่าวว่าโหดร้ายและขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล อย่างไรก็ตาม รัฐบาลท้องถิ่นในอาเจะห์ยังคงยืนยันว่าการลงโทษนี้เป็นไปตามหลักการของศาสนาอิสลามและมีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยทางสังคม

ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์ เช่น การลงโทษอาเจะห์สั่งโบย! ลงโทษชายรักชาย 80 ครั้ง ต่อวิถีชีวิตของผู้คนในอาเจะห์มีความซับซ้อน บางคนมองว่าเป็นการปกป้องคุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรม ในขณะที่คนอื่นๆ กังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลและเสรีภาพ

เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในอาเจะห์นี้ จุดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมและกฎหมายระหว่างภูมิภาคต่างๆ ในอินโดนีเซีย รวมถึงความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างความเชื่อทางศาสนา สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม

คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการลงโทษดังกล่าว? การถกเถียงเรื่องนี้ยังคงดำเนินต่อไป และจำเป็นต้องมีการพูดคุยอย่างเปิดเผยและเคารพซึ่งกันและกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

ที่มา – ศาลอิสลามในจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดฯ สั่งโบยในที่สาธารณะ 80 ครั้ง ลงโทษสองหนุ่มประพฤติผิดทางเพศ

อนุดิษฐ์จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโน **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16**

“อนุดิษฐ์” จี้รัฐบาลเร่งฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิดกัมพูชาลอบวางระเบิดทำทหารไทยสูญเสียขา 5 นาย ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาชัดเจน ดับมโนกระแสข่าวกัมพูชาจ่อใช้โดรนสกัด F-16 ไม่น่าเกิดขึ้นได้

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 13 สิงหาคม 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดได้รับบาดเจ็บขาซ้ายขาด ระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทำให้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 จนถึงวันนี้ ทหารไทยสูญเสียขาไปแล้วถึง 5 นาย ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างที่จะระบุได้ชัดเจนว่า ประเทศไทยเราไม่ได้เป็นคนวางกับระเบิดไว้แน่นอน เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เห็นจะมีทหารกัมพูชาไปเหยียบเลยสักคน โดยกัมพูชาจะดูตามพื้นที่ที่เราลาดตระเวนและอาศัยช่วงเวลาที่ไม่มีทหารปฏิบัติภารกิจ แอบเข้ามาวางกับระเบิดไว้ ทำให้ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฟ้องร้องต่อนานาชาติ เพราะเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาของฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน และสามารถที่จะเอาเรื่องดังกล่าวขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ผมเชื่อว่ารัฐบาลและกองทัพคงจะมองประเด็นนี้อยู่และก็ไม่น่าจะละเลย อย่างไรก็ตาม ควรสื่อสารกับพี่น้องประชาชนว่าอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว”

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาพยายามจะใช้โดรนมาเพื่อสกัดกั้นการวิ่งขึ้นของเครื่องบิน F-16 ในกรณีที่อาจจะมีการสู้รบกันในอนาคตนั้น น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลตรงนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะว่าความเร็วของเครื่องบินรบอย่าง F-16 คงไม่มีใครสามารถบังคับให้โดรนมาเจอกันได้ ทั้งตอนออกตัว หรือจะอยู่กลางอากาศก็ตาม เป็นไปได้ยากมากๆ ขอให้อุ่นใจได้ และไม่ต้องกลัวในเรื่องนี้.

อนุดิษฐ์จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโน กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16

จากกรณีที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการฟ้องร้องกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) จากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียขาไปถึง 5 นายนั้น ได้สร้างความสนใจและเกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการดำเนินการดังกล่าว นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องข่าวลือที่ว่ากัมพูชาอาจใช้โดรนในการสกัดกั้นเครื่องบิน F-16 ก็ได้รับความสนใจเช่นกัน

ความเห็นของ น.อ.อนุดิษฐ์ ที่ว่าเรื่อง **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** เป็นไปได้ยากนั้น ช่วยคลายความกังวลให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด

ความเป็นไปได้ที่ กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16

แม้ว่า น.อ.อนุดิษฐ์ จะมองว่าความเป็นไปได้ที่ **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** นั้นต่ำมาก แต่การพิจารณาถึงศักยภาพและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ การพัฒนาโดรนในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งในด้านความเร็ว ความคล่องตัว และความสามารถในการบรรทุก ทำให้ไม่สามารถมองข้ามความเป็นไปได้ทั้งหมดได้

ดังนั้น การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

การที่ น.อ.อนุดิษฐ์ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ถือเป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายไม่ประมาท และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารและความมั่นคงของประเทศให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ

นอกจากประเด็นเรื่องความมั่นคงแล้ว การที่ น.อ.อนุดิษฐ์ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งฟ้องร้องกัมพูชาต่อ ICC ยังเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่าประเทศไทยจะไม่ยอมรับการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

รัฐบาลควรพิจารณาข้อเรียกร้องนี้อย่างรอบคอบและดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม เพื่อความเป็นธรรมและเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าความเป็นไปได้ที่ **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** จะค่อนข้างต่ำ แต่การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็น และการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง การตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการตัดสินใจต่างๆ ของรัฐบาลจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “อนุดิษฐ์” จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโนกระแสกัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16 ไม่น่าทำได้

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ ตลอดคืนถึงเช้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความตึงเครียดเกิดขึ้น บทความนี้จะสรุปสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความพร้อมในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

“จิรายุ” เผย สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดคืนถึงเช้าไม่มีการปะทะ กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่น พร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตย

สถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้แถลงว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 จนถึง 07.00 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะเกิดขึ้น กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นอย่างแข็งขันใน 11 พื้นที่ และพร้อมที่จะตอบโต้ทันทีหากมีการรุกล้ำอธิปไตย

กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกระทำใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ การวางกำลังอย่างเข้มแข็งตามแนวชายแดนเป็นมาตรการสำคัญในการรักษาอธิปไตยและความสงบเรียบร้อย

จุดยืนของประเทศไทย

ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในข้อตกลงของการประชุม GBC (General Border Committee) ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังคงพบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและสนธิสัญญาออตตาวาของกัมพูชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองและแก้ไขต่อไป

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธีและการเจรจา แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ การรักษาสมดุลระหว่างการเจรจาและการป้องกันตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารจัดการสถานการณ์ชายแดน

คำแนะนำสำหรับประชาชน

ศบ.ทก. ได้แจ้งเตือนประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาแล้ว หากพบวัตถุต้องสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อให้หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการอย่างรวดเร็ว การแจ้งเบาะแสวัตถุต้องสงสัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ประชาชนควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้หรือสัมผัสวัตถุต้องสงสัยด้วยตนเอง ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สถานการณ์ ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ เป็นสัญญาณที่ดี แต่การเฝ้าระวังและการเตรียมพร้อมยังคงเป็นสิ่งจำเป็น กองทัพไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อรักษาความสงบและความปลอดภัยตามแนวชายแดน ความร่วมมือของประชาชนในการแจ้งเบาะแสและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ

การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ รวมถึงการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ จะช่วยให้ประชาชนสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม การมีสติและความตระหนักรู้เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตในพื้นที่ชายแดน

แม้ว่าสถานการณ์ ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ แต่เราต้องไม่ประมาทและยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ พร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตย

ถ่ายทอดสด! พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วันแรก

เกาะติดถ่ายทอดสดวันแรก ประชุมสภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วาระ 2-3! สภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระสำคัญ เพื่อลงมติในวาระที่ 2 และ 3 ด้วยกรอบวงเงินงบประมาณสูงถึง 3.78 ล้านล้านบาท หลังจากการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ได้มีการปรับลดงบประมาณลงไปจำนวน 8.92 พันล้านบาท

ถ่ายทอดสดวันแรก ประชุมสภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วาระ 2-3

วันนี้ 13 สิงหาคม 2568 เป็นวันแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะเริ่มดำเนินการพิจารณาในวาระที่ 2 ซึ่งเป็นการลงมติในรายละเอียดรายมาตรา และตามด้วยวาระที่ 3 ซึ่งเป็นการลงมติรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ทั้งฉบับ

การประชุมครั้งนี้ถูกกำหนดกรอบเวลาไว้ทั้งสิ้น 3 วัน คือระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม 2569 โดยในวันแรกของการประชุม จะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. และพักการประชุมในเวลา 23.30 น. จากนั้นจะดำเนินการประชุมต่อในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้การพิจารณางบประมาณเป็นไปอย่างรอบคอบและครบถ้วน สามารถรับชมถ่ายทอดสดวันแรก ประชุมสภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วาระ 2-3 ได้ทางไทยรัฐทีวีและช่องทางออนไลน์ต่างๆ

สำหรับรายละเอียดของงบประมาณปี 2569 นั้น มีวงเงินรวม 3,780,600 ล้านบาท และมีส่วนที่จัดสรรไว้เพื่อชดใช้เงินคงคลังจำนวน 123,541,060,200 บาท ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีมติให้ปรับลดงบประมาณโดยรวมลงทั้งสิ้น 8.92 พันล้านบาท โดยมีการปรับลดงบประมาณในส่วนราชการต่างๆ ดังนี้:

  • กระทรวงมหาดไทย: ปรับลด 2.14 พันล้านบาท
  • รัฐสภา: ปรับลด 880 ล้านบาท
  • กระทรวงคมนาคม: ปรับลด 795 ล้านบาท
  • กระทรวงสาธารณสุข: ปรับลด 693 ล้านบาท
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: ปรับลด 459 ล้านบาท

ทำไมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ถึงสำคัญ?

การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารประเทศ เนื่องจากเป็นกฎหมายที่กำหนดการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในแต่ละปี การพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเม็ดเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ การติดตามถ่ายทอดสดวันแรก ประชุมสภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วาระ 2-3 จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจ

นอกจากนี้ การพิจารณางบประมาณยังเป็นโอกาสให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการใช้จ่ายในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้

การลดงบประมาณในบางกระทรวง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับความจำเป็นเร่งด่วนของประเทศ และอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงปีงบประมาณ 2569

การติดตามการพิจารณางบประมาณครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่ต้องการทราบถึงทิศทางการพัฒนาประเทศ และการจัดสรรทรัพยากรของรัฐบาลในอนาคตอันใกล้นี้ มาร่วมกันจับตาดูว่าการพิจารณาถ่ายทอดสดวันแรก ประชุมสภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วาระ 2-3 จะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – ถ่ายทอดสดวันแรก ประชุมสภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วาระ 2-3

รวบ! 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย


จันทบุรี – เจ้าหน้าที่จับกุมชาวกัมพูชากว่า 50 ชีวิต ลักลอบข้ามแดนเข้าประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติ หลังเผชิญความยากลำบากและอดอยากในบ้านเกิด พวกเขาตัดสินใจเสี่ยงชีวิตกลับมาทำงานในประเทศไทยอีกครั้ง โดยให้ข้อมูลว่า พวกเขาหลงเชื่อคำสัญญาของผู้นำประเทศที่บอกว่าเมื่อกลับบ้านจะมีงานทำและชีวิตที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายไม่เป็นเช่นนั้น นี่คือเรื่องราวของ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย

จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย เพราะความอดอยาก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เมื่อนาวาเอก ไกรสร โพธิ์ตุน หัวหน้าชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 ทำการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ผ่านช่องทางธรรมชาติในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน ในกลุ่มผู้ถูกจับกุมมีทั้งเด็กชาย, เด็กหญิง และทารก

ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่สืบทราบว่าจะมีการนำพาแรงงานชาวกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทยเพื่อส่งให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ จึงได้วางกำลังตามแนวชายแดน กระทั่งเวลาประมาณ 20:00 น. พบเห็นชาวกัมพูชาจำนวนมากทยอยเดินข้ามแดน จากนั้นมีรถกระบะมารับแรงงานไปยังบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่บ้านคลองบอน ตำบลหนองตาคง อำเภอโป่งน้ำร้อน

เมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวแรงงานชาวกัมพูชาทั้งหมด พร้อมกับนายสมนึก พัดเล็ก อายุ 49 ปี ผู้ว่าจ้างนำพา ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี จากการสืบสวน นายสมนึกมีพฤติกรรมนำพาแรงงานมานานแล้ว และเคยถูกจับกุมมาหลายครั้ง แต่หลักฐานไม่เพียงพอ

จากการสอบถามแรงงานชาวกัมพูชากลุ่มนี้ พวกเขาให้ข้อมูลว่า พวกเขาเดินทางกลับบ้านเกิดเมื่อไม่นานมานี้ตามคำเชิญชวนของรัฐบาลและฮุนเซน ที่สัญญาว่าจะมีงานและเงินให้ใช้ แต่เมื่อกลับไปกลับไม่เป็นไปตามนั้น ทำให้พวกเขากลัวอดตายและพยายามหาวิธีกลับมายังประเทศไทยอีกครั้ง นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย

ทำไมถึงต้อง ลักลอบเข้าไทย?

แรงงานชาวกัมพูชาเหล่านี้ ตัดสินใจ จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย เพราะความสิ้นหวังในบ้านเกิด พวกเขาเชื่อในคำสัญญาว่าจะได้ชีวิตที่ดีขึ้น แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้าย พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเสี่ยงอันตรายเพื่อหาเลี้ยงชีพ

หลังจากบันทึกข้อมูลและทำเอกสารแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดแยก โดยผู้ชายจะถูกนำไปฝากขังที่ สภ.โป่งน้ำร้อน ส่วนผู้หญิงและเด็กจะถูกนำไปไว้ที่โรงพักใกล้เคียงกับจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม เพื่อรอผลักดันกลับประเทศในวันรุ่งขึ้น

นาวาเอก ไกรสร โพธิ์ตุน กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้มาจากการสืบสวนและแกะรอยพฤติกรรม จนกระทั่งสามารถจับกุมได้ และขอฝากถึงชาวไทยที่จะทำอาชีพนำพาแรงงานเข้าประเทศว่าอย่าทำ เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติ เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ด้านนายสมนึก พัดเล็ก อ้างว่า เขาเพิ่งทำเป็นครั้งแรก โดยได้รับว่าจ้างจากเถ้าแก่เจ้าของสวนในราคาหัวละพันกว่าบาท และอ้างว่ามีแรงงานที่เขานำมาเพียง 8-9 คน ส่วนที่เหลือเป็นของคนอื่น

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความยากจนและการขาดโอกาสในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ผลักดันให้ผู้คนต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อแสวงหาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในต่างแดน นอกจากนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความเป็นจริง ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางกลับประเทศตามคำเชิญชวนใดๆ

ที่มา – จับอีก 50 ชีวิตชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย งานไม่มีทำ ประสบกับความอดอยากในบ้านเกิด

เซเลนสกีลั่น! ไม่ยอมเสียดินแดน แลกหยุดยิงกับรัสเซีย

“ไม่มีวัน!” เซเลนสกี ประกาศชัดเจน จะไม่ยอมเสียดินแดนทางตะวันออกของยูเครน เพื่อแลกกับการหยุดยิงกับรัสเซีย แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมคุยกับปูตินในวันศุกร์นี้

เซเลนสกีลั่น ไม่ยอมเสียดินแดนทางตะวันออก แลกหยุดยิงกับรัสเซีย

ท่าทีแข็งกร้าวนี้ถูกแสดงออกมาจากประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ในวิดีโอแถลงการณ์เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่าเขาจะไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆ จากรัสเซียที่ต้องการให้ยูเครนยกภูมิภาคดอนบาส (Donbas) ให้ เพื่อแลกกับการหยุดยิง เขามองว่าการทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการเปิดทางให้รัสเซียเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีในอนาคต

“หากเราถอนกำลังจากดอนบาสในวันนี้ ถอนจากฐานที่มั่น, ผืนแผ่นดินของเรา และที่ราบสูงที่เราควบคุมอยู่ มันก็เหมือนกับการเปิดโอกาสให้รัสเซียได้เตรียมการเพื่อการโจมตีครั้งใหม่” เซเลนสกีกล่าวอย่างหนักแน่น พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์การรุกคืบของกองทัพรัสเซียกำลังเป็นไปอย่างต่อเนื่องในหลายจุด แต่เขายืนยันว่ากองทัพยูเครนจะทำลายหน่วยทหารใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีเหล่านั้นให้สิ้นซาก

นอกจากนี้ เซเลนสกี ยังอ้างว่ารัสเซียกำลังวางแผนสำหรับการโจมตีระลอกใหม่ในพื้นที่แนวหน้าถึง 3 แห่ง ได้แก่ ซาปอริชเชีย, โปครอฟสก์ และโนโวปาฟลอฟ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่นอยู่

ทำไมเซเลนสกีจึงไม่ยอมเสียดินแดนทางตะวันออก?

คำประกาศล่าสุดของเซเลนสกี เกิดขึ้นก่อนหน้าการพบปะหารือระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา ในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก

ทรัมป์ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า เขาจะพยายามหาทางนำดินแดนบางส่วนของยูเครนกลับคืนมาในการพูดคุยกับปูติน แต่ก็ยอมรับว่าข้อตกลงสันติภาพใดๆ ก็ตาม อาจจะต้องมีการแลกเปลี่ยนดินแดนบางส่วน และคาดการณ์ว่าหนึ่งในข้อเรียกร้องของปูตินก็คือ การที่ยูเครนต้องสละพื้นที่บางส่วนของดอนบาสที่ยังอยู่ในความควบคุมของยูเครน

การยืนกรานของเซเลนสกีที่ไม่ยอม เสียดินแดนทางตะวันออก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและดินแดนของยูเครน แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใดก็ตาม ท่าทีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาใดๆ ในอนาคต และทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์ในยูเครนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาใดๆ ก็ตามล้วนเต็มไปด้วยความท้าทาย และผลลัพธ์สุดท้ายยังคงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก การตัดสินใจของผู้นำแต่ละฝ่าย รวมถึงท่าทีของนานาชาติ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของความขัดแย้งนี้ในอนาคต

การที่ เซเลนสกีลั่น ไม่ยอมเสียดินแดนทางตะวันออก แลกหยุดยิงกับรัสเซีย นั้น แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่ง แต่ก็อาจทำให้การหาทางออกโดยสันติวิธีเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การพูดคุยระหว่างทรัมป์และปูตินจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงใดๆ หรือไม่

ที่มา – เซเลนสกีลั่น ไม่ยอมเสียดินแดนทางตะวันออก แลกหยุดยิงกับรัสเซีย

Scroll to top