ข่าวทั่วไป

จตุพร เร่งฟื้นการค้าชายแดน เน้นตลาดเดิม หาตลาดใหม่

รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

“จตุพร” รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ เล็งคุยทูต สปป.ลาว ขอผ่านทางส่งสินค้าจากอุบลราชธานีไปกัมพูชา หวังลดค่าใช้จ่าย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวงถึงการฟื้นฟูการค้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หากมีการประเมินเรื่องการเปิดด่าน ว่า รอข้อมูล แต่ศูนย์ที่เราตั้งก็มีการปรึกษาเรื่องการค้าชายแดน วันนี้สินค้า Modern Trade ของเราที่กัมพูชาก็พอมี ซึ่งผู้ประกอบการก็มีการปรับตัวเรื่องการขนส่งไปใช้ทางเรือและทาง สปป.ลาว และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้เจอทูต สปป.ลาว และคิดว่าจะไปหารืออีกครั้งว่าจะขอผ่านจาก จ.อุบลราชธานีไป สปป.ลาว และไปยังกัมพูชา จะมีค่าผ่านทางอย่างไร จะหารือเพื่อลดค่าใช้จ่าย

แนวทางการฟื้นการค้าชายแดนที่สำคัญ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การฟื้นการค้าชายแดนถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาว กระทรวงพาณิชย์จึงมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ

การหารือกับทูต สปป.ลาว เพื่อขอใช้เส้นทางผ่านแดนจากอุบลราชธานีไปยังกัมพูชา ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยให้สินค้าไทยมีราคาที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น นอกจากนี้ การรักษาตลาดเดิมและการเร่งหาตลาดใหม่ ยังเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการฟื้นการค้าชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงแนวโน้มการฟื้นฟูตลาดยากหรือไม่ นายจตุพร ตอบว่า วันนี้เน้นรักษาตลาดเดิมให้ได้ไว้ก่อน ขณะเดียวกันก็เร่งหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ

ดังนั้น การฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อคว้าโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

ที่มา – รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

ส่อง TOYOTA NEW bZ4X 2025 แบตฯใหม่ วิ่งไกลกว่าเดิม!

เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Toyota bZ4X 2025 พร้อมกับราคารุ่นล่าสุดที่จะเผยโฉมพร้อมกับ Toyota YARIS Ativ HEV ในวันที่ 19 สิงหาคม 2568! รถยนต์ไฟฟ้า bZ4X รุ่นปรับปรุงนี้มาพร้อมสมรรถนะที่เหนือกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านระยะทางที่วิ่งได้ไกลยิ่งขึ้น และความอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

Toyota bZ4X 2025 ไม่ได้มีดีแค่แบตเตอรี่ใหม่ที่ทำให้วิ่งได้ไกลขึ้นเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระที่เพิ่มขึ้น ทำให้เป็นรถยนต์สำหรับครอบครัวที่ทั้งกว้างขวางและยืดหยุ่นอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ระบบชาร์จเร็วที่พัฒนาขึ้น และมอเตอร์ใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม จะทำให้คุณประทับใจในประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ

ในตลาดยุโรป bZ4X รุ่น Touring เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Toyota ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า โดยทำงานร่วมกับ Urban Cruiser และ C-HR+ ครอสโอเวอร์อีวีรุ่นใหม่ สำหรับ Toyota bZ4X 2025 รุ่นปรับปรุงนี้ มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้า และขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน

ส่อง TOYOTA NEW bZ4X 2025 แบตฯใหม่ วิ่งไกลกว่าเดิม

เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า Toyota bZ4X Minorchange 2025 มีความยาวโดยรวมเพิ่มขึ้น 140 มิลลิเมตร และความสูงเพิ่มขึ้น 20 มิลลิเมตร ทำให้มีขนาดความยาว 4,830 มิลลิเมตร และสูง 1,670 มิลลิเมตร การขยายขนาดนี้ส่งผลให้ความจุของห้องเก็บสัมภาระเพิ่มขึ้นถึง 148 ลิตร รวมเป็น 600 ลิตร นอกจากนี้ การออกแบบระบบส่งกำลัง BEV ที่เน้นชิ้นส่วนขนาดกะทัดรัดและโครงสร้างที่แข็งแรง รวมถึงเบาะหลังที่ปรับพับแบบ 40:60 ได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้ bZ4X เป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย

อะไรใหม่ใน Toyota bZ4X 2025?

รุ่น AWD ของ bZ4X มาพร้อมเทคโนโลยีควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ XMODE และ Grip Control ที่ช่วยให้การยึดเกาะถนนและสมรรถนะการทรงตัวบนพื้นผิวที่ขรุขระดีเยี่ยม ทั้งรุ่นขับหน้าและขับเคลื่อนสี่ล้อ มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 74.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง พร้อม Wall box ออนบอร์ดขนาด 11 กิโลวัตต์ หรือ 22 กิโลวัตต์ และรองรับการชาร์จเร็วด้วยไฟกระแสตรง (DC) สูงสุด 150 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่นี้ถือเป็นความก้าวหน้าล่าสุดของ Toyota ในการปรับปรุงสมรรถนะและระยะเวลาในการชาร์จของ Toyota bZ4X 2025

นอกจากนี้ ยังมีระบบระบายความร้อนของชุดขับเคลื่อน และฟังก์ชันปรับสภาพล่วงหน้าก่อนการขับเคลื่อน ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ทั้งแบบแมนนวลหรืออัตโนมัติ

Toyota bZ4X 2025 รุ่นขับหน้า มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 224 แรงม้า (165 กิโลวัตต์) ในขณะที่รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ มอเตอร์คู่ ให้กำลังถึง 380 แรงม้า (280 กิโลวัตต์) ทำให้ bZ4X รุ่นปรับปรุงนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ทรงพลังที่สุดจาก Toyota

ระบบส่งกำลังยังได้รับประโยชน์จากเกียร์ eAxle ใหม่ของ Toyota ที่ใช้เซมิคอนดักเตอร์ซิลิคอนคาร์ไบด์ (SIC) ใหม่ ทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและให้กำลังสูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็เบาและกะทัดรัดกว่าเดิม นอกจากแรงม้าที่เพิ่มขึ้นแล้ว Toyota bZ4X 2025 ยังสามารถลากจูงเทรลเลอร์ได้สูงสุด 1,500 กิโลกรัม

เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า bZ4X มาพร้อมการรับประกันคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือของแบตเตอรี่ ภายใต้โปรแกรมดูแลแบตเตอรี่ของ Toyota นานสูงสุด 10 ปี หรือระยะทางขับขี่สูงสุด 1 ล้านกิโลเมตร

ภายนอกของ bZ4X ยังคงความโดดเด่นด้วยตัวถังที่กว้างขวางสไตล์เอสเตท พร้อมรายละเอียดการออกแบบที่เน้นย้ำถึงจิตวิญญาณแห่งความแข็งแกร่งและการผจญภัย ซุ้มล้อสีดำ ล้อสีดำ และแรคหลังคาที่รองรับน้ำหนักบรรทุกบนหลังคาได้ถึง 70 กิโลกรัม ดีไซน์ด้านล่างกันชนใหม่ และไฟ LED ทำให้รถดูทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมสีภายนอกแบบโมโนโทน รวมถึงสีบรอนซ์บริลเลียนท์ซึ่งเป็นสีใหม่

ภายในห้องโดยสารของ bZ4X รุ่นใหม่ ออกแบบคอนโซลกลางใหม่ที่ใช้งานง่ายขึ้น พร้อมอุปกรณ์ดิจิทัล แผงหน้าปัดพร้อมหน้าจอมัลติมีเดียขนาด 14 นิ้ว เบาะโทนสี City Moss แบบใหม่ และระบบมัลติมีเดียที่มีฟังก์ชันนำทาง สามารถเลือกเส้นทางและจุดชาร์จได้ตามสถานะการชาร์จแบตเตอรี่และระยะทางที่เหลือของรถ

Toyota bZ4X 2025 รุ่นปรับปรุง มีกำหนดเปิดตัวในประเทศไทยภายในวันที่ 19 สิงหาคม 2568 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมจะมีการเผยแพร่ในวันเปิดตัวพร้อมราคาที่คาดการณ์ไว้

โดยรวมแล้ว Toyota bZ4X 2025 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าจับตามอง ด้วยสมรรถนะที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นในทุกด้าน ทั้งระยะทางที่วิ่งได้ไกลขึ้น กำลังที่มากขึ้น และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูง

ที่มา – ส่องก่อนเปิดตัว TOYOTA NEW bZ4X 2025 แบตฯใหม่ วิ่งไกลกว่าเดิม

“หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ ขอโทษ “อ.ตฤณห์”

หลังจากตกเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม “หมอบี” ได้ออกมาเปิดใจเป็นครั้งแรก ยืนยันว่าได้มอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบทุกบาททุกสตางค์ พร้อมทั้งกล่าวขอโทษ “อ.ตฤณห์” ที่เคยล่วงเกินด้วยคำพูดที่ไม่เหมาะสม เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

“หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ ขอโทษ “อ.ตฤณห์”

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากการให้ปากคำกับพนักงานสืบสวนกองบังคับการปราบปรามเป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” ฑูตสื่อวิญญาณ ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกถึงประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นด้วยการกล่าวขอโทษอาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร ที่ตนเองเคยใช้คำพูดไม่ดีใส่ รวมถึงครูบาอาจารย์ของตนทุกท่าน และหลวงพ่ออลงกต

“ผมอยากจะขอโทษอาจารย์ตฤณห์ที่ผมเคยพูดจาไม่ดีใส่ท่าน และขอโทษครูบาอาจารย์ทุกท่าน รวมถึงหลวงพ่ออลงกตด้วยครับ” หมอบีกล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด

นอกจากนี้ หมอบียังขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนให้ความเป็นส่วนตัวแก่ตนเอง ไม่อยากให้มีการดักรอหรือปีนรั้วบ้านเพื่อถ่ายภาพ รวมถึงเรื่องเงินบริจาคที่จะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ขอเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากบัญชีของมูลนิธิถูกปิดชั่วคราว แต่ยืนยันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกส่งมอบให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแน่นอน

ประเด็นเงินบริจาคและรถยนต์ของวัด

สำหรับประเด็นเงินสดที่นำไปมอบให้กับหลวงพ่ออลงกตนั้น หมอบีขอสงวนที่จะให้ปากคำ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดี แต่ยืนยันหนักแน่นว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ไม่เคยถูกเก็บไว้กับตัวเอง “ผมขอยืนยันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับบริจาคมา ผมได้ให้ทีมงานนำไปมอบให้กับหลวงพ่อครบทุกบาททุกสตางค์ครับ” หมอบีกล่าว

หมอบี ยังกล่าวถึงกรณีที่วัดเคยออกมาให้ข้อมูลว่า เงินบริจาคหายไป 5.4 ล้านบาทว่าไม่เป็นความจริง และหลวงพ่อก็ไม่เคยแจ้งเรื่องนี้ให้ตนเองทราบ

ส่วนประเด็นที่หลวงพ่ออลงกตกล่าวว่า รถยนต์บางส่วนของวัดยังอยู่ในความครอบครองของหมอบี หมอบีปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้โดยตรง พร้อมกับถามกลับว่า “รถอะไร คืนใคร” และกล่าวว่ารายละเอียดทั้งหมดได้ให้ข้อมูลกับตำรวจไปหมดแล้ว และยินดีให้ตำรวจตรวจสอบทุกอย่าง

  • ยืนยันความบริสุทธิ์: หมอบียืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์และพร้อมให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบทุกขั้นตอน
  • ขอโทษอาจารย์ตฤณห์: หมอบีกล่าวขอโทษต่ออาจารย์ตฤณห์สำหรับการกระทำที่ไม่เหมาะสมในอดีต
  • เงินบริจาค: ยืนยันว่าเงินบริจาคทั้งหมดจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใส

โดยสรุปแล้ว หมอบีได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และยืนยันความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ลุล่วงไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ นั้นยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และต้องรอติดตามความคืบหน้าต่อไป

เรื่องราวของ “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาค การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาคและสังคมโดยรวม และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนเพื่อการกุศล

ที่มา – “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ อยากขอโทษ “อ.ตฤณห์” ที่เคยพูดจาไม่ดีใส่

อุตุฯ เตือน! ฝนสะสม 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝน

กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ฝนสะสมรายวัน 15 วันล่วงหน้า เตือนช่วง 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝนเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน ใกล้หย่อมความกดอากาศต่ำและร่องมรสุม เผย ในระยะนี้ยังไม่มีสัญญาณก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนที่จะเคลื่อนเข้าไทย แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา อัปเดตผลการพยากรณ์ฝนสะสม 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝนรายวัน (ทุกๆ 24 ชม. : นับตั้งแต่ 07.00 น. ถึง 07.00 น. วันรุ่งขึ้น) และลมที่ระดับ 925 hPa (750 ม.) 15 วันล่วงหน้า ระหว่าง 12-26 ส.ค. 68 จากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางยุโรป (ECMWF) วิเคราะห์ตามผลจากแบบจำลองฯ

ช่วงวันที่ 12-19 ส.ค. 68 เป็นช่วงที่ทั่วไทยยังมีฝน/ฝนฟ้าคะนอง เกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน บริเวณใกล้หย่อมความกดอากาศต่ำและร่องมรสุม ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ส่วนภาคอื่นๆ จะมีฝนเพิ่มขึ้นจากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่เริ่มมีกำลังแรงขึ้น โดยฝนจะเริ่มตกกระจายถึงเกือบทั่วไปและตกหนักบางแห่ง ขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

สำหรับภาคใต้ จะเริ่มมีฝนฟ้าคะนองกระจายและตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะฝั่งอันดามันด้านรับมรสุม คลื่นลมแรงขึ้น ต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาวะฝนตกหนัก ฝนตกต่อเนื่องและฝนตกสะสม โดยฝน/ฝนฟ้าคะนอง มักเกิดขึ้นในช่วงเย็นถึงค่ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

ขอให้ประชาชนใช้รถใช้ถนนด้วยความระวัง ฝนตกถนนลื่น ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งควรเตรียมเต็นท์ ร่ม และเสื้อกันฝน เกษตรกรควรหาแหล่งกักเก็บและสำรองน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฝนน้อยในช่วงที่ผ่านมา เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต

ในช่วงวันที่ 20 – 26 ส.ค. 68 ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง แต่ปริมาณและพื้นที่อาจจะลดลงกว่าช่วงที่ผ่านมา ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนที่ตกต่อเนื่องและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

ในระยะนี้ยังไม่มีสัญญาณการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนที่จะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย แต่อาจจะมีหย่อมความกดอากาศต่ำที่จะก่อตัวในทะเลจีนใต้ (ทางด้านตะวันออกชายฝั่งเวียดนาม) และอ่าวตังเกี๋ย และเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคอีสาน ในช่วงวันที่ 14-17 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นสภาวะปกติในช่วงฤดูฝน ยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

สำหรับพายุโซนร้อนกำลังแรง “โพดุล (PODUL)” ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตก คาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะไต้หวัน และเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนทางด้านตะวันออก

ในช่วง 12 – 14 ส.ค. 68 ขอเตือนผู้ที่จะเดินทางไปในบริเวณดังกล่าว ให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง พายุนี้ไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย ดังนั้น อย่าได้ตื่นตระหนกหรือวิตกกังวลกับข่าวลือที่ส่งต่อผ่านสื่อโซเชียลต่างๆ ฝนที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในช่วงนี้ยังคงมาจากอิทธิพลของร่องมรสุมและมรสุมที่พัดตามฤดูกาล

โดยปกติแล้ว ช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน เป็นช่วงที่มีฝนตกชุกสำหรับประเทศไทย (ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามการประมวลผลข้อมูลใหม่ ดังนั้น ควรใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจและติดตามสภาพอากาศเบื้องต้นอย่างสม่ำเสมอ)

ฝนสะสม 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝน ต้องเฝ้าระวัง!

สถานการณ์ ฝนสะสม 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝน ทำให้หลายพื้นที่ต้องเตรียมรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่อาจเกิดขึ้นในระยะนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาเตือนให้ประชาชนติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่ต้องระวังในช่วง ฝนสะสม 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝน

  • น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยง
  • อุบัติเหตุบนท้องถนนเนื่องจากฝนตกหนักและถนนลื่น
  • ความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตร
  • โรคที่มากับน้ำ

ในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนเช่นนี้ การเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ

อย่าลืมตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน และติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

ที่มา – อุตุฯ พยากรณ์ฝนสะสมล่วงหน้า ช่วง 12-19 ส.ค. ทั่วไทยยังมีฝนเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง

สลด! “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิต

ข่าวเศร้าสะเทือนวงการการเมืองโคลอมเบีย! มิเกล อูริเบ สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว อย่างน่าสลดใจ หลังจากถูกยิงขณะหาเสียงเมื่อสองเดือนก่อน

สลด! “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมิเกล อูริเบ สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 หลังจากที่เขาถูกมือปืนวัยเพียง 15 ปี ยิงขณะปราศรัยหาเสียงในกรุงโบโกตา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นายอูริเบได้รับบาดเจ็บสาหัสและเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจรอดชีวิต

เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่นายอูริเบกำลังกล่าวปราศรัยหาเสียงต่อหน้าผู้สนับสนุนในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่นายอูริเบจำนวน 3 นัด โดย 2 นัดเข้าที่ศีรษะ และอีก 1 นัดเข้าที่ขา ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ทันทีหลังเกิดเหตุ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุ

นางมาเรีย คลอเดีย ตาราโซนา ภรรยาของนายอูริเบ ได้ออกมาแถลงยืนยันการเสียชีวิตของสามี พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณเขาที่มอบความรักและเป็นพ่อที่ดีที่สุดให้กับลูกๆ ของพวกเขา การจากไปของนายอูริเบสร้างความเสียใจให้กับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และผู้สนับสนุนเป็นอย่างมาก

ย้อนรอยเหตุการณ์ก่อน “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิต

ก่อนหน้านี้ โรงพยาบาลซานตา เฟ คลินิก ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับอาการของนายอูริเบว่า มีอาการเลือดออกในระบบประสาทส่วนกลาง และต้องเข้ารับการผ่าตัดเพิ่มเติม หลังจากที่เคยเข้ารับการผ่าตัดมาแล้วหลายครั้ง ภรรยาของนายอูริเบได้ขอให้ประชาชนร่วมกันภาวนาให้สามีของเธอ ซึ่งทำให้มีผู้คนจำนวนมากเดินทางมารวมตัวกันเพื่อวางดอกไม้และแสดงการสนับสนุน

นายอูริเบเป็นนักการเมืองฝ่ายขวาที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร อย่างตรงไปตรงมา เขาดำรงตำแหน่ง สว.มาตั้งแต่ปี 2565 และได้ประกาศตัวลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีโคลอมเบียที่จะมีการเลือกตั้งในเดือนตุลาคมปีหน้า การเสียชีวิตของเขาถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการการเมืองโคลอมเบีย

นายอูริเบมาจากครอบครัวนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในโคลอมเบีย เขามีความเชื่อมโยงกับพรรคเสรีนิยม โดยพ่อของเขาเป็นผู้นำสหภาพและนักธุรกิจ ส่วนแม่ของเขาเป็นนักข่าว ซึ่งถูกสังหารในปี 2531 หลังจากถูกแก๊งค้ายาเสพติดลักพาตัวไป

  • ประวัติโดยสังเขป: มิเกล อูริเบ
  • ดำรงตำแหน่ง สว. ตั้งแต่ปี 2565
  • เป็นตัวเก็งผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
  • มาจากครอบครัวนักการเมืองชื่อดัง
  • ถูกยิงขณะหาเสียงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

การจากไปของ มิเกล อูริเบ สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว ถือเป็นการสูญเสียบุคลากรสำคัญทางการเมือง และสร้างความโศกเศร้าให้กับประชาชนชาวโคลอมเบียเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรุนแรงทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ในบางประเทศ และความสำคัญของการสร้างสังคมที่เคารพสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก

ที่มา – สลด “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว 2 เดือนหลังถูกยิงขณะหาเสียง

ทรัมป์ลงนาม ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีน 90 วัน

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลาข้อตกลงลดภาษีตอบโต้กับจีนอีก 90 วัน เปิดทางเจรจาข้อตกลงการค้า ในขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ พยายามกดดันให้จีนเลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 11 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ขยายระยะเวลาการสงบศึกทางภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ออกไปอีก 90 วัน เพื่อไม่ให้กำแพงภาษีสูงลิบที่ทั้งสองประเทศตั้งให้อีกฝ่ายมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม ทรัมป์ได้เพิ่มภาษีศุลกากรที่ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ จ่ายสำหรับสินค้าจากจีนเป็น 145% ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการกำหนดข้อจำกัดการส่งออกธาตุหายากบางชนิด ซึ่งมีความสำคัญต่อผู้ผลิตอาวุธและสินค้าอุปโภคบริโภคอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ และขึ้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าของสหรัฐฯ เป็น 125%

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงสงบศึกทางภาษีในเดือนพฤษภาคม ลดอัตราภาษีตอบโต้ลง 115% โดยสหรัฐฯ จะเก็บภาษีจีน 30% ประกอบด้วยภาษีพื้นฐานอัตรา 10% กับภาษีเฟนทานิล 20% ขณะที่จีนจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ 10%

เมื่อ 1 วันก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เรียกร้องให้จีนเพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองของสหรัฐฯ แต่ไม่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า เขาจะขยายเวลาข้อตกลงลดอัตราภาษีกับจีนหรือไม่

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังคงเจรจาเพื่อทำข้อตกลงทางการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง โดยนาย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ กล่าวว่า วอชิงตันยังคงมองสถานการณ์ในแง่ดีเรื่องการบรรลุข้อตกลง ขณะที่นายทรัมป์ขู่จะคว่ำบาตรจีนเพิ่ม หากแดนมังกรไม่หยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน

สถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน นี้ บ่งบอกถึงความพยายามในการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับได้

ผลกระทบจากการ ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีน

การ ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน นี้อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ผู้บริโภค รวมถึงเศรษฐกิจโดยรวมของทั้งสองประเทศ การที่ไม่มีการขึ้นภาษีเพิ่มเติมในช่วงเวลาดังกล่าว อาจช่วยลดความผันผวนในตลาดและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงมีความท้าทายอยู่มาก เนื่องจากมีประเด็นที่ซับซ้อนหลายอย่างที่ต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การเข้าถึงตลาด และการค้าที่เป็นธรรม การที่สหรัฐฯ กดดันให้จีนเลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

เชื่อว่าการ ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน เป็นเพียงการชะลอความขัดแย้งออกไปเท่านั้น หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ในที่สุด สงครามการค้าก็อาจจะกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

ที่มา – ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน

ระทึก! **เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย**

ข่าวเศร้าจากสหรัฐอเมริกา! เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อเกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในรัฐเพนซิลเวเนีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รายละเอียดจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

**เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย**

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2565 ได้เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กของบริษัท “ยูเอส สตีล แคลร์ตัน” (US Steel Clairton) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองพิตส์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย สร้างความตกใจให้กับผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเป็นอย่างมาก รายงานเบื้องต้นระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ามีผู้สูญหายอีก 2 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาอย่างเต็มที่

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และได้รุดไปยังที่เกิดเหตุทันที สถานการณ์ในขณะนั้นค่อนข้างวุ่นวาย เนื่องจากมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และเจ้าหน้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

สถานการณ์ล่าสุด **เหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย**

ตำรวจเขตอัลเลเกนี เคาน์ตี ได้ยืนยันการเสียชีวิตของผู้ประสบเหตุ 1 ราย และยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับผู้สูญหายอีก 2 คน อย่างไรก็ตาม อาการของผู้บาดเจ็บยังไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชน และสาเหตุของการระเบิดยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

นายจอช ชาปิโร ได้โพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า สำนักงานจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินประจำรัฐเพนซิลเวเนียและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ถูกส่งไปยังที่เกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือและจัดการสถานการณ์ นอกจากนี้ นายจอห์น เฟตเตอร์แมน สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ก็ได้เดินทางไปยังพื้นที่เกิดเหตุและได้เห็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการค้นหาและกู้ภัย

เหตุการณ์**เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย** ครั้งนี้ ถือเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย ทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุของการระเบิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด การตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ การฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัย และการมีแผนฉุกเฉินที่ชัดเจน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และขอให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหายป่วยโดยเร็ว

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องทำงานกับเครื่องจักรและสารเคมีอันตราย การลงทุนในระบบความปลอดภัยและการฝึกอบรมพนักงานจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – ระทึก เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บนับสิบ

แกมเบียเดือด! ทารกหญิงเสียชีวิตหลังรับการขลิบอวัยวะเพศ

แกมเบียเดือด! ทารกหญิงวัยเพียง 1 เดือนเสียชีวิตหลังรับการขลิบอวัยวะเพศหญิง (FGM) จุดชนวนความโกรธแค้นและความกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติที่อันตรายนี้

เหตุการณ์น่าสลดใจนี้เกิดขึ้นในประเทศแกมเบีย เมื่อทารกหญิงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในกรุงบันจูลอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีอาการเลือดออกอย่างรุนแรง ภายหลังได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้วเมื่อเดินทางถึงโรงพยาบาล ตามรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แม้ว่าการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงยังคงดำเนินอยู่ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าการขลิบอวัยวะเพศหญิง ซึ่งเป็นการปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่ผิดกฎหมายในแกมเบีย คือสาเหตุหลักของการเสียชีวิต

องค์กรเอ็นจีโอ Women In Leadership and Liberation (WILL) ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “วัฒนธรรมไม่ใช่ข้ออ้าง ประเพณีไม่ใช่โล่ป้องกัน นี่คือความรุนแรง ไม่มีสิ่งอื่นเจือปน”

ตำรวจได้จับกุมผู้หญิง 2 คนที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของทารกหญิงรายนี้

อับดูไล ซีเซย์ สมาชิกสภาเขตกอมโบเหนือ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องเด็ก ๆ จากการปฏิบัติที่เป็นอันตราย ซึ่งพรากเอาสุขภาพ เกียรติ และชีวิตของพวกเขาไป

“การสูญเสียชีวิตของเด็กผู้บริสุทธิ์ในครั้งนี้จะต้องไม่ถูกลืมเลือน ขอให้เหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนและเป็นช่วงเวลาที่ประเทศของเราได้เริ่มต้นความมุ่งมั่นเพื่อปกป้องสิทธิ์ในการมีชีวิต, ความปลอดภัย และเกียรติของเด็ก ๆ ทุกคนอีกครั้ง” เขากล่าว

แกมเบียได้ประกาศให้การขลิบอวัยวะเพศหญิงเป็นสิ่งผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2558 โดยมีบทลงโทษทั้งปรับและจำคุกสูงสุด 3 ปี และจำคุกตลอดชีวิตหากเด็กเสียชีวิตจากการกระทำดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การขลิบอวัยวะเพศหญิงยังคงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในสังคมแกมเบีย โดยมีเหตุผลเบื้องหลังที่ซับซ้อน เช่น การยอมรับทางสังคม ความเชื่อทางศาสนา ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุขอนามัย การรักษาพรหมจารี การเพิ่มโอกาสในการแต่งงาน และการเพิ่มความสุขทางเพศให้แก่ผู้ชาย

แกมเบียเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศที่มีอัตราการขลิบอวัยวะเพศหญิงสูงที่สุดในโลก โดย 73% ของผู้หญิงและเด็กหญิงอายุ 15-49 ปี เคยผ่านกระบวนการดังกล่าวมาแล้ว และหลายคนถูกกระทำก่อนอายุ 6 ขวบ

WILL รายงานว่า ชาวแกมเบียจำนวนมากขึ้นเริ่มขลิบอวัยวะเพศให้เด็กหญิงตั้งแต่ยังเป็นทารก โดยมีความเชื่อผิด ๆ ว่าเด็กจะหายเร็วกว่า นอกจากนี้ยังมีแรงจูงใจด้านกฎหมาย โดยพวกเขาเชื่อว่าการขลิบตั้งแต่เด็กจะช่วยให้ปกปิดการกระทำผิดกฎหมายได้ง่ายขึ้น

การบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยานอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การขลิบอวัยวะเพศหญิงยังคงดำเนินต่อไป ในปี 2566 มีการดำเนินคดีเพียง 2 ครั้ง และตัดสินว่ามีความผิดเพียง 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีความพยายามล็อบบี้ให้รัฐบาลยกเลิกบทลงโทษสำหรับการขลิบอวัยวะเพศหญิง แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกคว่ำไปเมื่อปีก่อน

แกมเบียเดือด! หลังทารกเสียชีวิตจากการขลิบอวัยวะเพศ

ทำไมการขลิบอวัยวะเพศหญิงยังคงเกิดขึ้นในแกมเบีย?

การขลิบอวัยวะเพศหญิง (FGM) เป็นประเด็นที่ซับซ้อน มีรากเหง้ามาจากความเชื่อและประเพณีที่ฝังลึกในสังคมแกมเบีย แม้ว่ากฎหมายจะห้าม แต่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความเชื่อของผู้คนต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่อง

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของการขลิบอวัยวะเพศหญิง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปกป้องเด็กหญิงและยุติการปฏิบัติที่อันตรายนี้

ผลกระทบของการขลิบอวัยวะเพศหญิงต่อสุขภาพ

การขลิบอวัยวะเพศหญิงส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้หญิงอย่างร้ายแรง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว:

  • เลือดออกมากเกินไปและติดเชื้อ
  • ปัญหาในการปัสสาวะและการมีประจำเดือน
  • ภาวะแทรกซ้อนในการคลอดบุตร
  • ความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ
  • ปัญหาทางเพศในระยะยาว

การเสียชีวิตของทารกหญิงรายนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่น่าเศร้าถึงอันตรายของการขลิบอวัยวะเพศหญิง เราต้องร่วมมือกันเพื่อยุติการปฏิบัติที่โหดร้ายนี้ และปกป้องสิทธิและสุขภาพของผู้หญิงทุกคน การที่ทารกหญิงเสียชีวิตหลังรับการขลิบอวัยวะเพศทำให้ แกมเบียเดือด และต้องมีการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

การรณรงค์เพื่อต่อต้านการขลิบอวัยวะเพศในแกมเบีย จะต้องดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเด็กหญิงคนใดต้องตกเป็นเหยื่อของการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมเช่นนี้อีก

ที่มา – ชาวแกมเบียเดือด ทารกหญิงเสียชีวิต หลังรับการขลิบอวัยวะเพศ

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉิน ดี.ซี. กวาดล้างอาชญากร

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพื่อกวาดล้างแก๊งอาชญากรรม และรื้อที่อยู่ของคนไร้บ้าน เพื่อให้เมืองหลวงกลับมาสะอาดและปลอดภัยอีกครั้ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 11 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าว เปิดเผยแผนการที่เขาระบุว่าเป็นการทำให้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สะอาดและปลอดภัยมากขึ้น โดยประกาศมาตรการหลายข้อ รวมถึง ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความปลอดภัยสาธารณะ, ส่งตำรวจกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอลงพื้นที่มากขึ้น และกำจัดแก๊งอาชญากรรมออกจากเมือง

นายทรัมป์เริ่มแถลงด้วยการระบุว่า “เราจะนำเมืองหลวงของเรากลับคืนมา” โดยเขาวางแผนจะให้รัฐบาลกลางเข้าควบคุมสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยตรง ด้วยกฎหมายว่าด้วยการปกครองตนเองของเขตปกครองพิเศษโคลัมเบีย (District of Columbia Home Rule Act)

นอกจากนั้น เขาจะส่งทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปยังดี.ซี. ทำให้สำนักงานตำรวจท้องถิ่นกลายเป็นของรัฐบาลกลางด้วย

นายทรัมป์ยังอ้างว่า เมืองหลวงแห่งนี้ถูกยึดไปโดยกลุ่มแก๊งผู้ใช้ความรุนแรง และอาชญากรกระหายเลือด รวมถึงคนบ้าเพราะยาเสพติดและคนไร้บ้าน โดยบอกกับบรรดาผู้สื่อข่าวที่มารวมตัวกันในงานแถลงของเขาว่า พวกเขาก็ตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านี้เช่นกัน และว่า “พวกคุณคงไม่อยากถูกปล้น ข่มขืน หรือถูกสังหารหรอก”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า อัตราการเกิดเหตุอาชญากรรมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตอนนี้สูงกว่าบางพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเลวร้ายที่สุดในโลกเสียอีก ขณะที่จำนวนเหตุโจรกรรมรถยนต์และการจี้รถก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ นายทรัมป์อ้างสถิติสูงสุดในปี 2566 แต่ ณ ปัจจุบัน นายมูริเอล บาวเซอร์ นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ออกมายืนยันว่า นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 จนถึงตอนนี้ จำนวนเหตุอาชญากรรมในเมืองหลวงแห่งนี้ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และจำนวนอาชญากรรมความรุนแรงทั้งหมด ก็ลดลง 26% ด้วย

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์พูดถึงกรณีที่ อดีตลูกจ้างของกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ถูกทำร้ายก่อนหน้านี้ โดยกล่าวว่า “เขาถูกทุบตีอย่างรุนแรงโดยกลุ่มอันธพาลที่ผ่านมา” และถูกทิ้งให้จมกองเลือด

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังพูดถึงกรณีลูกจ้างรัฐบาลกลางกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานเลือกตั้งคนอื่นๆ ที่ถูกโจมตีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงสมาชิกสภาจากพรรคเดโมแครตและพนักงานฝึกงาน “เหตุการณ์เหล่านี้กระทบต่อการทำงานของรัฐบาลกลาง และเป็นภัยต่อเมริกา”

“เรากำลังกำจัดสลัมออกไปด้วย” นายทรัมป์กล่าว โดยหันไปพูดเรื่องคนไร้บ้าน “ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องถูกต้องทางการเมือง แต่เรากำลังกำจัดสลัมที่พวกเขาอาศัยอยู่” อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้พูดเชื่อมโยงเหล่าคนไร้บ้านกับเหตุอาชญากรรมที่เขาพูดถึงก่อนหน้านี้

จากนั้นนายทรัมป์ก็วกกลับไปพูดเรื่องอาชญากรรมต่อ โดยระบุว่า กลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากกำลังอาละวาดตามท้องถนนในเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. และเขาเห็นกลุ่มวัยรุ่นหัวรุนแรงต่อสู้ขัดขืนเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเมื่อคืนที่ผ่านมานี้เอง

“คนพวกนี้ชอบถ่มน้ำลายรดหน้าตำรวจ” และกรีดร้องใส่หน้าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ห่างออกไปเพียง 1 นิ้ว “คุณบอกพวกเขาไปเลย ว่าถ้าคุณถุยเราจะทุบ” (you spit and we hit) “และพวกเขาจะถูกทุบอย่างหนักด้วย” นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า เขาเห็นเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว

นายทรัมป์หันไปพูดถึงเรื่องจำนวนตำรวจใน ดี.ซี. โดยระบุว่า เขาได้คุยกับสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในเรื่องนี้แล้ว และพบว่า ถึงแม้จำนวนเจ้าหน้าที่จะลดลง แต่เมืองหลวงแห่งนี้ก็ยังมีตำรวจกว่า 3,500 นาย ซึ่งนายทรัมป์ระบุว่า เป็นจำนวนที่เยอะมาก ก่อนจะเสนอเพิ่มกฎหมายและข้อบังคับแทนที่จะเพิ่มจำนวนตำรวจ

จากนั้นนายทรัมป์ก็หันไปกล่าวโจมตีรัฐบาลชุดก่อนของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เรื่องการดูแลชายแดนในภาคใต้ของประเทศ และอ้างว่า ตัวเขาแก้ปัญหาชายแดนนี้ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เข้าทำงานแล้ว

นายทรัมป์ปิดท้ายการแถลงข่าวด้วยการประกาศมาตรการหลายอย่าง รวมถึง ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. อย่างเป็นทางการ, ให้ แพม บอนดี อัยการสูงสุด เข้าควบคุมสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี., ส่งตำรวจและเอฟบีไอตรวจตราตามท้องถนนมากขึ้น และกำจัดแก๊งอาชญากรรมออกจากเมือง

หลังจากนายทรัมป์ลงจากโพเดียมไปแล้ว นายดั๊ก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ขึ้นมาแถลงต่อ โดยระบุว่า สำนักงานตำรวจอุทยานแห่งสหรัฐฯ (US Park Police) ได้รับมอบหมายให้จัดการกับอาชญากรรมในวอชิงตัน ดี.ซี. และพวกเขาเริ่มการรื้อแคมป์คนไร้บ้านกับการปกป้องอนุสาวรีย์ต่างๆ แล้ว

อนึ่ง เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ประกาศว่าคนไร้บ้านจะต้องย้ายออกจากเมืองหลวงในทันที โดยรัฐบาลจะหาสถานที่อื่นที่ไกลจากเมืองหลวงไว้ให้ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า สถานที่ดังกล่าวคือที่ใด

ต่อมานายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็บอกกับผู้สื่อข่าวว่า กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิจะเข้าสู่วอชิงตัน ดี.ซี. ภายในสัปดาห์นี้ ตามคำสั่งของนายทรัมป์ และพวกเขาเตรียมนำหน่วยพิเศษอื่นๆ เข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้ด้วย

หลังจากนายเฮกเซธพูดเสร็จก็ถึงคิวของ น.ส.แพม บอนดี อัยการสูงสุด โดยกล่าวว่า เธอต้องการทำให้ชัดเจนที่สุดว่า อาชญากรรมใน ดี.ซี. กำลังจะจบลงและจะจบลงในวันนี้ รัฐบาลจะใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรม

ด้าน น.ส. จีไนน์ ปีร์โร อัยการสูงสุดกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.คนใหม่ ขึ้นมากล่าวว่า เธอเห็นอาชญากรรมความรุนแรงฝีมือกลุ่มวัยรุ่นที่คิดว่าตัวเองจะทำร้ายใครก็ได้มากเกินไปแล้ว พวกเขารู้ว่าสามารถหลุดรอดไปได้ เพราะกฎหมายต่ออาชญากรเยาวชนนั้นมันอ่อนแอเกินไป

“เราเห็นพวกคุณแล้ว เรากำลังจับตามองพวกคุณ และเราจะเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อจับพวกคุณ” น.ส.ปีร์โรกล่าว

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. สั่งกวาดล้างอาชญากร ไล่คนไร้บ้าน

ผลกระทบจากทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี.

มาตรการที่ทรัมป์ประกาศ จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อย่างไรบ้าง? การทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. นี้ จะช่วยลดอาชญากรรมได้จริงหรือไม่? ต้องติดตามกันต่อไป

การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้ ก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอำนาจของรัฐบาลกลางในการควบคุมเมืองหลวง และผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน

หากคุณเป็นผู้อาศัยอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการเหล่านี้ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยและเสรีภาพของประชาชน

ที่มา – ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. สั่งกวาดล้างอาชญากร ไล่คนไร้บ้าน

Scroll to top