ข่าวทั่วไป

“แม่พลทหารธีรยุทธ” เศร้า! วันแม่ปีนี้ไม่มีลูก

ความเศร้าในวันแม่ปีนี้! “แม่พลทหารธีรยุทธ” เผยความรู้สึกสุดอาลัย คิดถึงลูกชายที่จากไป พร้อมเล่าความฝันถึงลูกชายที่พาไปยังสนามรบ สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

เรื่องราวของครอบครัวพลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง หรือ ส.ต.ธีรยุทธ กระจ่างทอง ทหารกล้าที่เสียชีวิตในการปกป้องชายแดน ได้รับการช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงพระราชทานบ้านให้ใหม่ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นมาก

“แม่พลทหารธีรยุทธ” เผยความรู้สึกสุดเศร้าในวันแม่

นางติน กระจ่างทอง แม่ของพลทหารธีรยุทธ ได้เปิดเผยความรู้สึกในวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นกว่าเดิมมาก แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ในใจคือความคิดถึงลูกชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันแม่ที่ใกล้จะมาถึง เพราะทุกๆ ปี ลูกชายจะกลับบ้านมากราบเท้า อาบน้ำให้ และให้เงินแม่ใช้จ่าย แต่ปีนี้ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว ได้แต่เพียงมองรูปถ่ายและคิดถึงลูกชายสุดหัวใจ

นางตินกล่าวทั้งน้ำตาว่า “ทุกปีลูกจะกลับมาหา มาให้เงินแม่ใช้ ปีนี้ไม่มีแล้ว…”

แม่พลทหารธีรยุทธ

ความฝันถึงลูกชายที่สนามรบ

นางตินยังเล่าถึงความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนว่า เธอฝันเห็นลูกชายพาเธอไปยังสนามรบ เป็นซอกแคบๆ ที่เดินเข้าไป แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ลูกชายบอกให้เธอหลบ และจูงมือพาเธอหนีออกมาจากการสู้รบ ในความฝันนั้น นางตินวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ร้องลั่นกลางป่า จนกระทั่งตื่นขึ้นมา คนที่นอนข้างๆ ต้องมาปลุก และบอกว่าเธอร้องอะไร ซึ่งนางตินเชื่อว่าลูกชายมาหาเธออย่างแน่นอน เพราะหลังจากตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนอยู่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นวันพระพอดี

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ฟังเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความรักและความผูกพันระหว่างแม่กับลูก แม้ว่าลูกชายจะจากไปแล้ว แต่ความรักและความคิดถึงยังคงอยู่เสมอ

แม่พลทหารธีรยุทธ

เรื่องราวของ “แม่พลทหารธีรยุทธ” เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ และความรักอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่ ที่แม้จะสูญเสียลูกชายไปแล้ว แต่ความรักและความทรงจำดีๆ จะยังคงอยู่ตลอดไป

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นคุณค่าของความรักและความผูกพันในครอบครัว และให้ความสำคัญกับคนที่เรารัก ก่อนที่จะสายเกินไป อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้แสดงความรักและความห่วงใย เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

ความเศร้าของ “แม่พลทหารธีรยุทธ” ในวันแม่ปีนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกของหลายๆ ครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และขอสดุดีวีรกรรมของพลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง ที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ

กำลังใจให้กับคุณแม่ทุกท่านที่สูญเสียลูกชายไป ขอให้เข้มแข็งและผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้นะคะ

ที่มา – “แม่พลทหารธีรยุทธ” เศร้าวันแม่ปีนี้ ไม่มีลูกกราบเท้า ได้แต่มองรูปคิดถึงลูกชาย

กต.โต้กัมพูชา! ไทยไม่เคลื่อนกำลังพล ยึดมั่นหยุดยิง

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์ตอบโต้กัมพูชา ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพล และยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การสื่อสารที่ถูกต้องและชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

กต.แถลงโต้ “กัมพูชา” ยืนยันไทยไม่ได้เคลื่อนย้ายกำลังพล ยึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจชี้แจงกรณีที่มีการบิดเบือนคำกล่าวของแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดน

จากกรณีที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับคำสัมภาษณ์ของพลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เรื่องปราสาทตาควาย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 และมีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ ของกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศจึงขอชี้แจงว่า กองทัพบกได้ยืนยันแล้วว่า ฝ่ายไทยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลเพื่อรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด โดยยังคงรักษาสถานะการวางกำลังในปัจจุบัน ภายหลังมาตรการหยุดยิงมีผล

ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ร่วมกับกัมพูชา ภายในสองสัปดาห์หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เพื่อให้กองกำลังในพื้นที่ได้หารือเกี่ยวกับมาตรการหยุดยิงในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ไทยยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง

ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันในการประชุม GBC อย่างเคร่งครัด และเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการหยุดยิงอย่างเคร่งครัดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การงดเว้นการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจผิด และร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพูดคุยอย่างสันติต่อไป

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน การรายงานข่าวที่ถูกต้องและแม่นยำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

กระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านการเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติวิธี การรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

การที่ กต. ออกมาแถลงโต้ตอบอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ และป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในระดับนานาชาติ การสื่อสารที่ชัดเจนและทันต่อเหตุการณ์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้

ความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาชายแดนถือเป็นสิ่งสำคัญ การเคารพซึ่งกันและกัน และการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศในระยะยาว การที่ไทยและกัมพูชายังคงเจรจาและหารือกันอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

การออกมาแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันจุดยืนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และความมุ่งมั่นที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสแก่ประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ความร่วมมือและการเจรจาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

การที่ กต. แถลงโต้ตอบอย่างชัดเจนเช่นนี้ ช่วยลดความสับสนและป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศไทย

ที่มา – กต.แถลงโต้ “กัมพูชา” ยืนยันไทยไม่ได้เคลื่อนย้ายกำลังพล ยึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิง

รฟม. เร่งประมูล 4 โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่

“การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย” เร่งเครื่อง! เปิดแผนประมูล 4 โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ มูลค่ารวมกว่า 1.28 แสนล้านบาท หวังขยายโครงข่าย เชื่อมต่อการเดินทางให้สะดวกยิ่งขึ้น

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เผยถึงแผนการลงทุนรถไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้นี้ว่า รฟม. กำลังเร่งขยายโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 4 เส้นทางใหม่ โดยเน้นไปที่รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนระบบรอง (Feeder Lines) เพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายหลักที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว จุดประสงค์หลักคือการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะสำหรับประชาชน

รฟม. เร่งประมูล 4 โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ มูลค่ารวมกว่า 1.28 แสนล้านบาท

ปัจจุบัน รฟม. กำลังอยู่ในช่วงทบทวนรายละเอียดโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย – ลำสาลี (บึงกุ่ม) ระยะทาง 22.10 กิโลเมตร จำนวน 20 สถานี คิดเป็นวงเงินลงทุนประมาณ 41,721 ล้านบาท การทบทวนนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำให้ต้องปรับปรุงผลการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายใหม่ นอกจากนี้ การก่อสร้างโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ (ตอน N2) ช่วงถนนประเสริฐมนูกิจ – ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้มีการปรับแบบในช่วงตลาดหัวมุม ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวเส้นทางของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ทำให้จำเป็นต้องทบทวนผลการศึกษาใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปีนี้

“ตอนนี้เราทบทวนโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลอยู่ คาดว่าจะเสร็จปลายปี หลังจากนั้นต้นปีหน้าจะเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติได้ ซึ่งโครงการนี้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เสร็จแล้ว คาดว่าจะเป็นโครงการแรกที่จะเปิดประมูลจัดหาเอกชนร่วมลงทุนได้ปลายปี 2569” นายกาจผจญกล่าว

นอกจากนี้ รฟม. ได้รับโอน 3 โครงการรถไฟฟ้าจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีเทา ช่วงวัชรพล – ทองหล่อ, รถไฟฟ้าสายสีเงิน ช่วงบางนา – สุวรรณภูมิ และรถไฟฟ้าสายสีฟ้า ช่วงดินแดง – สาทร ซึ่ง กทม. ได้ศึกษาความเหมาะสมไว้แล้วบางส่วน รฟม. จะนำมาทบทวนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา, สีเงิน และสีฟ้า

รฟม. กำลังศึกษาความเหมาะสมของรถไฟฟ้าสายสีเทา ช่วงวัชรพล – ทองหล่อ และรถไฟฟ้าสายสีเงิน ช่วงบางนา – สุวรรณภูมิ เนื่องจากทั้งสองโครงการนี้ กทม. ได้ศึกษารายละเอียดและอีไอเอไว้แล้ว โดยเฉพาะสายสีเทา ช่วงวัชรพล – ทองหล่อ ที่ผ่านการเห็นชอบอีไอเอแล้ว ส่วนสายสีเงิน ช่วงบางนา – สุวรรณภูมิ ยังไม่ได้รับการอนุมัติอีไอเอ รฟม. คาดว่าจะทบทวนโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 พร้อมเสนอ ครม. และเปิดประมูลทันที

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีฟ้า ช่วงดินแดง – สาทร นั้น กทม. ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการศึกษา ทำให้ รฟม. ต้องดำเนินการทั้งหมด เบื้องต้นจะเริ่มศึกษาภายหลังผลักดันรถไฟฟ้าสายสีเทาและสีเงินแล้วเสร็จ และจะทยอยดำเนินการส่วนของรถไฟฟ้าสายสีฟ้าต่อไป โดยทุกโครงการที่ รฟม. ดำเนินการหลังจากนี้ จะเข้าร่วมนโยบายค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย

โครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ในแผนการลงทุนของ รฟม. รวม 4 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1.28 แสนล้านบาท ประกอบด้วย:

  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล แคราย – ลำสาลี (บึงกุ่ม) ระยะทาง 22.10 กิโลเมตร จำนวน 20 สถานี วงเงินลงทุนราว 41,721 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา วัชรพล – ทองหล่อ ระยะทาง 16.25 กิโลเมตร จำนวน 15 สถานี วงเงิน 27,853 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีเงิน บางนา – สุวรรณภูมิ ระยะทาง 18.30 กิโลเมตร จำนวน 14 สถานี วงเงิน 43,927 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีฟ้า ดินแดง – สาทร ระยะทาง 6.70 กิโลเมตร จำนวน 9 สถานี วงเงิน 14,731 ล้านบาท

การเร่งประมูล 4 โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่รอคอยระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น หวังว่าโครงการเหล่านี้จะดำเนินการไปได้ด้วยดีและเปิดให้บริการได้ตามแผนที่วางไว้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – รฟม. เปิดแผนเร่งประมูล 4 โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ มูลค่ารวมกว่า 1.28 แสนล้านบาท

“ชาดา” ส่งตัวแทนเยี่ยม “ครูสาว” หลังถูกทำร้าย


“ชาดา” ส่งตัวแทนเยี่ยม “ครูสาว” หลังถูกนักเรียนชาย ม.5 ทำร้ายร่างกาย

จากกรณีข่าวสะเทือนใจ นักเรียนชายชั้น ม.5 โรงเรียนเอกชนชื่อดังในจังหวัดอุทัยธานี ก่อเหตุทำร้ายร่างกายครูผู้สอน เนื่องจากไม่พอใจที่ตนเองไม่ได้รับคะแนนเต็มในการสอบ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกลางห้องเรียนต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น สร้างความตกใจและสะเทือนใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง ครูผู้เคราะห์ร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงอักเสบ และต้องพักรักษาตัว

ล่าสุด นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี เขต 2 รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีความตั้งใจที่จะเดินทางไปเยี่ยม “ครูสาว” ผู้ได้รับบาดเจ็บด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากติดภารกิจสำคัญอื่น ๆ ที่ไม่สามารถเลื่อนได้ นายชาดาจึงได้มอบหมายให้ นายจิณณาวัฒน์ โคมบัว ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว พร้อมด้วยฝ่ายกฎหมาย เป็นตัวแทนเดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจ “ครูสาว” แทน

“ชาดา” ส่งตัวแทนเยี่ยม “ครูสาว” หลังถูกนักเรียนชาย ม.5 ทำร้ายร่างกาย

นายจิณณาวัฒน์และทีมงาน ได้เข้าเยี่ยม “ครูสาว” ที่บ้านพัก เพื่อสอบถามอาการและให้กำลังใจ โดยได้มอบกระเช้าเยี่ยมและแสดงความห่วงใยจากนายชาดา ไทยเศรษฐ์ นอกจากนี้ ฝ่ายกฎหมายที่ร่วมเดินทางไปด้วย ได้ให้คำปรึกษาและพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ครูผู้เสียหายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

เหตุการณ์นี้นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจและไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย การทำร้ายครูอาจารย์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง สถานศึกษาควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ความสำคัญของการดูแลและปกป้องครู

เหตุการณ์ “ชาดา” ส่งตัวแทนเยี่ยม “ครูสาว” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลและปกป้องครูอาจารย์ ผู้ซึ่งเป็นผู้ให้ความรู้และอบรมสั่งสอนศิษย์ให้เป็นคนดีของสังคม ครูควรได้รับการเคารพและให้เกียรติจากนักเรียน ผู้ปกครอง และสังคมโดยรวม การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการทำงานของครู จะส่งผลดีต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศ

ข้อคิดสำหรับสังคม: เราควรตระหนักถึงคุณค่าของครูบาอาจารย์ และร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพื่อให้การศึกษาสามารถพัฒนาเยาวชนได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์ให้เรากลับมาทบทวนถึงปัญหาการศึกษาในปัจจุบัน และร่วมกันหาทางแก้ไข เพื่อสร้างสังคมที่ดีและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ชาดา” ส่งตัวแทนเยี่ยม “ครูสาว” หลังถูกนักเรียนชาย ม.5 ทำร้ายร่างกาย

ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เผยหลวงพ่ออลงกตไม่กังวล

ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เผย หลวงพ่ออลงกตไม่กังวล เพราะทำงาน 365 วันอยู่แล้ว เตรียมแถลงข่าวเร็วๆ นี้

วันที่ 11 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมวัดพระบาทน้ำพุ ต.เขาสามยอด อ.เมือง จ.ลพบุรี พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือหลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมด้วยพระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ, นายบรรเจต เทพพำนัก หรือ เลขาฯ ปู คณะกรรมการวัดพระบาทน้ำพุ และคณะกรรมการมูลนิธิของวัดพระบาทน้ำพุ รวมกว่า 20 คน ได้เข้าร่วมประชุมหารือประเด็นข้อสงสัยของประชาชน พร้อมมีการนำเอกสารต่างๆ เข้าไปในห้องประชุมด้วย ซึ่งบรรยากาศในการประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

กระทั่งเวลา 11.20 น. ทุกคนได้เดินออกจากห้องประชุม ผู้สื่อข่าวต่างเข้าไปสัมภาษณ์ หลวงพ่ออลงกต ในประเด็นที่ดินของวัดที่มีผู้อื่นเป็นผู้ถือครอง โดยหลวงพ่ออลงกต ไม่ตอบคำถามใดๆ ต่อสื่อมวลชน และเดินขึ้นรถกอล์ฟ พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไป

ขณะที่ นายบรรเจต เทพพำนัก หรือ เลขาฯ ปู เดินตามหลังหลวงพ่ออลงกตมา เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีการถอนตัวของทนายเกิดผล, การถือครองที่ดิน ซึ่งนายบรรเจต เผยว่า ไม่ทราบทุกอย่างเป็นมติกรรมการ รวมทั้งผลการประชุมครั้งนี้ต้องรอการชี้แจงจากคณะกรรมการ ส่วนเรื่องฝ่ายกฎหมายของวัดที่จะมาแทนนายเกิดผล แก้วเกิด กำลังรอการแต่งตั้งอยู่

ส่วนเรื่องที่ น.ส.วรสุดา ซึ่งถือครองที่ดินของวัดนั้น นายบรรเจต รู้จักหรือไม่ อีกทั้งเป็นหลานหลวงพ่ออลงกตหรือเปล่า นายบรรเจตยืนยันหนักแน่นว่า ตนเองรู้จัก แต่ไม่ใช่หลานหลวงพ่อ เมื่อสอบถามว่ารู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ เลขาฯ ปู เผยว่า ต้องไปถามตัวต้นเรื่องเอาเอง ก่อนที่จะขอตัวเดินจากไป

ทางด้าน นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เผยว่า คณะกรรมการมีมติร่วมกัน และได้ประสานกับคณะทีมกฎหมาย เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับทางวัด รวมทั้งจะมีการแถลงข่าวในเร็วๆ นี้ ซึ่งข้อมูลจะแถลงชี้แจงในทุกๆ ข้อกล่าวหา ส่วนมีการกังวลใจอะไรหรือไม่ นายสมพรตอบไม่กังวล รอฟังการแถลงข่าว พร้อมๆ กันดีกว่า ตอนนี้คณะทำงานรวบรวมข้อมูลแล้ว

ส่วนที่มีข่าวทางสื่อและเพจว่าตนเองมีชื่อเป็นผู้ครองที่ดินกว่า 2 พันไร่นั้น มันเป็นเพจที่เขาทำข้อมูลลอยๆ ขึ้นมา ตนเองไม่เคยถือครองที่ดินเลย เราไปค้นจากสำนักงานที่ดินก็ได้ ถ้าเรื่องนี้ทำให้เกิดความเสียหาย ทีมกฎหมายก็จะเข้ามาดูแลทั้งหมด ขอให้รอความคืบหน้าตรงนั้นดีกว่า

เมื่อสอบถามว่า มีผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ไปทำงานแล้วไม่ได้รับค่าแรงหรือค่าตอบแทนจากทางวัดนั้นมีหรือไม่ นายสมพรตอบว่า ตนเองไม่ทราบข้อมูล แต่โดยระบบของหลวงพ่อนั้น เมื่อผู้ป่วยแข็งแรงก็จะให้กลับบ้าน หากกลับไม่ได้หรือไม่มีที่ไป หลวงพ่อก็จะให้เป็น รปภ. มีค่าแรงให้เป็นรายวัน มีที่พักฟรี ส่วนค่าแรงที่ให้ก็เป็นน้ำใจ

ถามต่อว่า ตอนนี้สีหน้าหลวงพ่อดูกังวลหรือไม่ นายสมพรตอบว่า คงไม่กังวลเพราะหลวงพ่อทำงาน 365 วันอยู่แล้ว พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นท่านก็ไม่ได้ออกไปรับกิจนิมนต์ข้างนอก เพียงแต่คุยกันว่าจะพัฒนาวัดอย่างไร

ทั้งนี้ จากที่พูดคุยกันก็ไม่มีอะไร เพียงแต่ช่วงนี้ยอดบริจาคเข้ามาน้อย ยังกังวลว่า ค่าใช้จ่ายเดือนละ 3 ล้านจะพอหรือไม่ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ายอดบริจาคน้อยเราขายที่ดินเอาเงินมาช่วยตรงนี้ได้มั้ย นายสมพร ตอบว่า ขายก็โดนน่ะสิ มันเป็นทรัพย์สินชาวบ้านเขา คนขายก็จะติดคุกน่ะสิ ผมนั่งทำงานตรงนี้ ขาเข้าคุกอยู่ครึ่งหนึ่งแล้วจะบอกให้ ไวยาวัจกรไม่มีใครอยากเป็นหรอก.

ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เผยหลวงพ่ออลงกตไม่กังวล

ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ คือใคร

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุ ทำให้หลายคนสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งก็คือ นายสมพร โสมะเค็ง นั่นเอง ที่ออกมาให้ข้อมูลว่า หลวงพ่ออลงกตไม่กังวล

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน การที่ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ ทำให้เห็นว่าทางวัดกำลังพยายามจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ และเตรียมพร้อมที่จะชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ให้กระจ่าง

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรอฟังการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากทางวัด ซึ่งจะทำให้เราได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง การด่วนสรุปหรือตัดสินใจโดยไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและส่งผลเสียต่อทุกฝ่ายได้

ขอเป็นกำลังใจให้วัดพระบาทน้ำพุและหลวงพ่ออลงกตในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และขอให้ทุกท่านรอติดตามข้อมูลที่ถูกต้องจากทางวัดต่อไป

ที่มา – ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เผย “หลวงพ่ออลงกต” ไม่กังวลเพราะทำงาน 365 วันอยู่แล้ว

SUV แหกโค้งอันตราย ประจวบฯ ดับ 2 เจ็บ 3

อุบัติเหตุสลด! รถ SUV แหกโค้งอันตราย ที่ประจวบคีรีขันธ์ ชนต้นไม้ข้างทางพลิกคว่ำ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 3 ราย คาดฝนตกถนนลื่น บริเวณจุดเกิดเหตุเคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง อดีตนักร้องลูกทุ่งดังก็เคยเสียชีวิต ณ จุดนี้

SUV แหกโค้งอันตราย ที่ประจวบฯ ชนต้นไม้ ดับ 2 เจ็บ 3

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เวลา 12.30 น. พ.ต.ท.วินัย รายละเอียด สารวัตรสอบสวน สภ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งเหตุรถเสียหลักชนต้นไม้ข้างทาง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย บนถนนเพชรเกษม ขาล่องใต้ ช่วงทางโค้งระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 359-360 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง มูลนิธิสว่างรุ่งเรืองธรรมสถานอำเภอทับสะแก กู้ภัยทางหลวง และเจ้าหน้าที่หมวดการทางทับสะแก เร่งรุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุ พบรถยนต์อเนกประสงค์ยี่ห้อมิตซูบิชิ ปาเจโร่ สีดำ ทะเบียนกรุงเทพมหานคร สภาพพลิกหงายท้องล้อชี้ฟ้าอยู่ข้างทาง เจ้าหน้าที่เร่งให้การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ นำส่งโรงพยาบาลทับสะแก พบผู้บาดเจ็บเป็นชาย 1 ราย หญิง 2 ราย ทราบชื่อภายหลังคือ นายเอกชัย เอี่ยมจำรัส อายุ 53 ปี, น.ส. หวัง หย๋า ลี่ อายุ 38 ปี มีอาการสาหัส และ ด.ญ. หวัง ซิน หลง อายุ 7 ปี ภายในรถยังพบผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อคือ นางสุกัญญา เหล่างาม อายุ 62 ปี ซึ่งเป็นผู้ขับขี่ และ ด.ช.อติเทพ เอี่ยมจำรัส อายุ 13 ปี

จากการสอบสวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่าผู้ประสบอุบัติเหตุทั้งหมดเป็นเครือญาติกัน กำลังเดินทางจากอำเภอหัวหิน มุ่งหน้าไปยังจังหวัดชุมพร เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตก ทำให้ถนนลื่น รถคันดังกล่าวขับมาด้วยความเร็ว จึงเกิดเสียหลักแหกโค้งอันตราย พุ่งลงข้างทางชนกับต้นไม้ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ต่อไป

อุทาหรณ์โค้งอันตราย จุดเดิมนักร้องดังเคยดับ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บริเวณจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า “โค้งอ่างทอง” เป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และเคยมีอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นกับ นายสังข์ทอง สีใส อดีตนักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดังพร้อมคณะ ซึ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ณ บริเวณนี้เช่นกัน ทำให้โค้งดังกล่าวเป็นที่รู้จักในฐานะ แหกโค้งอันตราย ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ข้อควรระวังในการขับขี่ช่วงหน้าฝน:

  • ตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเบรกและยาง
  • ขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม และรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหันหรือหักพวงมาลัยอย่างรวดเร็ว
  • เปิดไฟหน้ารถและไฟตัดหมอก (ถ้ามี) เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการมองเห็น
  • หากรู้สึกว่าการขับขี่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ควรหาที่พักรถที่ปลอดภัย

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ขับขี่ทุกท่านเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนและในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย การขับขี่ด้วยความไม่ประมาทและเคารพกฎจราจร จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและรักษาชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – SUV แหกโค้งอันตราย ที่ประจวบฯ ชนต้นไม้ ดับ 2 เจ็บ 3

ทบ.โต้! แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้รุกล้ำกัมพูชา

จากกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงคำสัมภาษณ์ของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องปราสาทตาควาย ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา อย่างที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า สิ่งที่ พล.ท.บุญสิน ได้กล่าวถึงนั้นคือ ปราสาทตาควายอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย และในช่วงที่มีการปะทะกันในอดีต ได้มีความพยายามที่จะเข้าไปยึดครองพื้นที่ดังกล่าว แต่ยังไม่สำเร็จ จึงได้มีการวางกำลังบริเวณด้านนอก ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 30 เมตร อย่างไรก็ตาม ท่านได้กล่าวว่าในอนาคต จะต้องพยายามนำปราสาทตาควายกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของไทยให้ได้ ตามขั้นตอนและวิธีการที่เหมาะสม

แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

โฆษกกองทัพบกยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จะมีการเตรียมการนำเรื่องดังกล่าวไปพูดคุยเจรจาในวงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และย้ำถึงจุดยืนของประเทศไทยว่า จะไม่ถอยออกจากแนวการวางกำลังเดิม

เพื่อเน้นย้ำความเข้าใจที่ถูกต้อง พล.ต.วินธัย กล่าวอย่างชัดเจนว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา และไม่ได้มีการใช้กำลังทางทหารในการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น การกล่าวอ้างว่ามีความพยายามที่จะยั่วยุ หรือมีการวางแผนใช้กำลังทางทหารต่อกรณีปราสาทตาควาย จึงไม่เป็นความจริง

ทำไมการยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาจึงสำคัญ

การที่กองทัพบกต้องออกมาตอบโต้และยืนยันความถูกต้องของข้อมูลในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

  • การยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียดระหว่างประเทศ
  • ป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด
  • สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และการสื่อสารที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้ การที่กองทัพบกออกมาแสดงความชัดเจนในประเด็นนี้ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพในภูมิภาค

ในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองประเทศจะสามารถพูดคุยและเจรจากันด้วยเหตุผลและสันติวิธี เพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน และรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันต่อไป การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและความร่วมมือจะเป็นหนทางที่ยั่งยืนที่สุดในการสร้างความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – สวนกลับ “มาลี” ทบ. ยันแม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

สภาทนายความแจง คดีวัดพระบาทน้ำพุ ช่วยไม่ได้!

สภาทนายความออกประกาศชี้แจงประเด็น “สภาทนายความ ชี้แจงคดี วัดพระบาทน้ำพุ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้” ยืนยันว่าไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ “หลวงพ่ออลงกต” ได้ เนื่องจากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และไม่ใช่คดีเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ พร้อมทั้งชี้แจงว่าการถอนตัวของ “ทนายเกิดผล” เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับสภาทนายความ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ได้เผยแพร่ประกาศ โดยระบุว่าตามที่มีข่าวปรากฏว่าทนายความเกิดผล แก้วเกิด ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้กับวัดพระบาทน้ำพุ โดยให้เหตุผลเรื่องปัญหาสุขภาพ และระบุว่าทางสภาทนายความจะตั้งคณะทำงานให้ความช่วยเหลือเพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว

ทางสภาทนายความขอเรียนชี้แจงว่า ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่หลวงพ่ออลงกต (พระอลงกต ติกขปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุได้ เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์การขอความช่วยเหลือทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ข้อกำหนดของพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่าการขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจะต้องเป็นไปเพื่อผู้ยากไร้และไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น ซึ่งกรณีของวัดพระบาทน้ำพุนั้นไม่ถือว่าเป็นคดีที่เข้าข่ายเงื่อนไขดังกล่าว อีกทั้งไม่ใช่คดีเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ การถอนตัวของทนายความเกิดผล แก้วเกิด จึงเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับสภาทนายความ

สภาทนายความ ชี้แจงคดี วัดพระบาทน้ำพุ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้

ประเด็นสำคัญที่ทางสภาทนายความได้เน้นย้ำก็คือ หลักเกณฑ์ในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายนั้นมีข้อจำกัด และต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 เท่านั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือตกถึงมือผู้ที่เดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ทำไมสภาทนายความจึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือในคดีนี้?

เหตุผลหลักคือ คดีนี้ไม่เข้าข่ายเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ที่ระบุว่าการช่วยเหลือต้องมุ่งเน้นไปที่ผู้ยากไร้และผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ คดีนี้ยังไม่ถือว่าเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

การที่สภาทนายความออกมาชี้แจงเรื่อง “สภาทนายความ ชี้แจงคดี วัดพระบาทน้ำพุ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้” ในครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสภาทนายความในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน

สภาทนายความมีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน แต่การให้ความช่วยเหลือนั้นก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงขอบเขตอำนาจและหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและเคารพซึ่งกันและกัน

การออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนของสภาทนายความในกรณี สภาทนายความ ชี้แจงคดี วัดพระบาทน้ำพุ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ ถือเป็นการแสดงความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรเป็นแบบอย่างที่ดีแก่หน่วยงานอื่นๆ

ที่มา – สภาทนายความ ชี้แจงคดี “วัดพระบาทน้ำพุ” ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้

ภาคใต้ญี่ปุ่นฝนตกหนัก! น้ำท่วม ดินถล่ม สูญหาย

ภาคใต้ญี่ปุ่นฝนตกหนัก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและดินโคลนถล่มในหลายจังหวัดบนเกาะคิวชู มีผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญหายหลายราย สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางในช่วงวันหยุดเทศกาลโอบ้ง

ภาคใต้ญี่ปุ่นฝนตกหนัก น้ำท่วม-ดินโคลนถล่ม มีผู้สูญหายหลายราย

ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้มีผู้สูญหาย 1 ราย และบาดเจ็บ 4 ราย ในจังหวัดคาโกชิมะ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมพื้นที่ ทำให้สถานการณ์ฝนตกหนักยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ทางตอนเหนือของเกาะคิวชู

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นรายงานว่า ภายใน 6 ชั่วโมง จนถึงเช้าวันจันทร์ มีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 37 เซนติเมตร ในเมืองทามานะ จังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในจังหวัด ถือเป็นสถิติปริมาณน้ำฝนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในพื้นที่นั้น

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้ออกคำเตือนระดับสูงสุดในจังหวัดคุมาโมโตะ เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ สำนักงานจัดการอัคคีภัยและภัยพิบัติ ได้ออกคำแนะนำให้ประชาชนหลายหมื่นคนในจังหวัดคุมาโมโตะ และอีก 6 จังหวัด ในภูมิภาค ทำการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย

สถานการณ์ล่าสุด: ภาคใต้ญี่ปุ่นฝนตกหนัก

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้สูญหายหลายราย โดยเฉพาะในจังหวัดคุมาโมโตะ เจ้าหน้าที่กำลังค้นหาผู้สูญหาย 3 ราย ซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ที่ถูกดินโคลนถล่มขณะเดินทางไปยังศูนย์อพยพ แม้จะพบผู้รอดชีวิต 2 ราย แต่ยังคงมีผู้สูญหายอีก 1 ราย นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้สูญหายอีก 2 ราย จากพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัด และมีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้สูญหายอีกหลายราย ที่พลัดตกลงไปในแม่น้ำที่เอ่อล้น ในจังหวัดคุมาโมโตะ และจังหวัดฟุกุโอกะที่อยู่ใกล้เคียง

ภาพข่าวทางโทรทัศน์ แสดงให้เห็นภาพของกระแสน้ำที่เต็มไปด้วยโคลน ไหลทะลักลงมา พัดพาต้นไม้และกิ่งไม้หักโค่น และประชาชนต้องเดินลุยน้ำท่วมสูงถึงระดับเข่า เพื่อเอาชีวิตรอด

นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังให้การสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัยผู้สูญหายอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เขายังเรียกร้องให้ประชาชน “ใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด” และกระตุ้นให้ประชาชน “ให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น”

สถานการณ์ภาคใต้ญี่ปุ่นฝนตกหนัก ยังส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้คนในช่วงสัปดาห์วันหยุดเทศกาลโอบ้ง รถไฟหัวกระสุนที่เชื่อมต่อจังหวัดคาโกชิมะ และฮากาตะ ทางตอนเหนือของเกาะคิวชู รวมถึงบริการรถไฟท้องถิ่น ถูกระงับการให้บริการในช่วงเช้าวันจันทร์ แม้ว่าบางส่วนจะกลับมาให้บริการได้อีกครั้ง ในพื้นที่ที่ฝนหยุดตกแล้วก็ตาม บริษัทคิวชู อิเล็กทริก พาวเวอร์ รายงานว่า มีครัวเรือนประมาณ 6,000 ครัวเรือน ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ในจังหวัดคุมาโมโตะ

สถานการณ์ฝนตกหนักในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติ และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ และการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ภาคใต้ญี่ปุ่นฝนตกหนัก น้ำท่วม-ดินโคลนถล่ม มีผู้สูญหายหลายราย

Scroll to top