ข่าวทั่วไป

โปรดเกล้าฯ พระราชินี เสด็จฯ 12 สิงหาฯ

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 12 สิงหาคม

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ หมายกำหนดการ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พุทธศักราช 2568 (ฉบับเปลี่ยนแปลง) มีเนื้อหาว่า

ตามหมายกำหนดการสำนักพระราชวัง ฉบับที่ 18/2568 ลงวันที่ 1 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เรื่อง พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พุทธศักราช 2568 ดังรายละเอียดแจ้งอยู่แล้ว นั้น

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในงานพระราชพิธีดังกล่าว ส่วนวันและเวลาให้คงเดิม

สำนักพระราชวัง
วันที่ 8 สิงหาคม พุทธศักราช 2568

(อ่านหมายกำหนดการฉบับเดิม)

โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันที่ 12 สิงหาคมที่จะถึงนี้ พสกนิกรชาวไทยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด

ความสำคัญของพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ

พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญของชาติไทย เป็นวันที่พสกนิกรชาวไทยได้ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร ทรงเป็นแบบอย่างของสตรีไทยในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทย และทรงส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยพสกนิกร และทรงให้ความสำคัญกับวันสำคัญของชาติไทย การเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเป็นสิริมงคลแก่ปวงชนชาวไทย และเป็นขวัญกำลังใจในการที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป

ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมกันเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหามงคล โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ โดยการประดับธงชาติไทยตามอาคารบ้านเรือน จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ และร่วมกันทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การที่ โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ ในครั้งนี้ เป็นภาพที่งดงามและแสดงให้เห็นถึงความรัก ความสามัคคี ของคนในชาติที่ร่วมกันเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 แน่นอน!

พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 อย่างแน่นอน! นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กำชับ สส. เข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงติงเรื่องงบประมาณฯ พร้อมรับมือภาษีทรัมป์ มั่นใจรัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ที่กำลังจะมาถึง โดยระบุว่าจากการที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 นั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เน้นย้ำให้ สส.ของพรรคทุกคนเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณโดยพร้อมเพรียงกัน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังชะลอตัว

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวาระที่ 2 และ 3 นั้น สส. พรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการแปรญัตติปรับลดงบประมาณในหลายกระทรวง โดยเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ที่ได้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อให้งบประมาณของภาครัฐมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้มากที่สุดในหลากหลายกระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม รวมถึงในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ส่วนข้อกังวลของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่แสดงความเห็นว่า การแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีในครั้งนี้อาจจะไม่สามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากภาษีตอบโต้ (Tariff) ของสหรัฐอเมริกานั้น พรรครวมไทยสร้างชาติมีความเห็นสอดคล้องกับรัฐบาลว่า ผลกระทบที่เคยคาดการณ์ว่าจะรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของไทยนั้น มีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ กำหนดต่อประเทศไทยนั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือประมาณ 19-20% ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศมากนัก ดังเช่นที่ได้มีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีชุดข้อมูลที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านและครบถ้วน

ทำไม รทสช. ถึงมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการแปรญัตติงบประมาณไปยังภาคส่วนที่มีความจำเป็นมากกว่า หรือหากเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจขึ้นจริง รัฐบาลยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น งบกลาง ซึ่งสามารถใช้ได้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออาจจะพิจารณาเสนองบกลางปีเพิ่มเติม ซึ่งการแปรญัตติในวงเงินงบประมาณ 8.92 พันล้านบาทนี้ รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เพื่อที่จะได้จัดสรรงบประมาณไปแก้ไขปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนของชาติและประชาชน

“พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 จะสามารถผ่านการพิจารณาได้อย่างราบรื่น และจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง” เราเชื่อว่าการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและ สส. จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนทุกคน

งบประมาณปี 2569 นี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคม

ที่มา – รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงไม่แปรงบฯ รับมือภาษีทรัมป์

บพค. ชวนสัมผัสโลกอนาคต ผ่านนิทรรศการ TECH-TOPIA ในงาน อว.แฟร์

บพค. ชวนสัมผัสโลกอนาคต ผ่านนิทรรศการ TECH-TOPIA ในงาน อว.แฟร์

เตรียมตัวพบกับประสบการณ์สุดล้ำที่ บพค. ชวนสัมผัสโลกอนาคต ผ่านนิทรรศการ TECH-TOPIA ในงาน อว.แฟร์! พบกับ AI–VR และกิจกรรม 3D Ultra Motion ที่จะพาคุณทะยานสู่จักรวาลแห่งเทคโนโลยี พร้อมอัปเดตเทรนด์ระดับโลกในด้าน Semiconductor, EV, และ AI ทั้งหมดนี้รอคุณอยู่ในงาน อว.แฟร์ ระหว่างวันที่ 9–17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. จับมือกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดมหกรรม “อว.แฟร์ Creators of Tomorrow 2025: SCI POWER FOR FUTURE THAILAND” ตั้งแต่วันที่ 9–17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เพื่อแสดงศักยภาพของวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ชวนคุณเปิดโลกอนาคตไปกับนิทรรศการ TECH-TOPIA ภายใต้แนวคิด “โลกวิทย์ในฝัน เปิดโลกแห่งจินตนาการ” พบกับเทคโนโลยีสุดล้ำ อาทิ AI, VR, 3D Ultra Motion และชมผลงานจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมาแรงอย่าง Semiconductor, EV และ AI ได้ที่บูธ บพค. A1 โซน INSPIRED ARENA

ไฮไลท์เด็ดในงาน: บพค. ชวนสัมผัสโลกอนาคต ผ่านนิทรรศการ TECH-TOPIA

ภายในงาน อว.แฟร์ Creators of Tomorrow 2025: บพค. จัดเต็มกิจกรรมที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ในยุคดิจิทัล นำเสนอ TECH-TOPIA โลกวิทย์ในฝันที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ปลดปล่อยจินตนาการ สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้แนวใหม่ผ่านเทคโนโลยีทันสมัย กิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟ VR Photo Booth สุดล้ำ และนิทรรศการที่เชื่อมโยงโอกาสในการลงทุนกับอนาคตของประเทศไทย รวมถึงอุตสาหกรรม Semiconductor, EV และ AI ทั้งหมดนี้เพื่อจุดประกายความคิด เสริมสร้างศักยภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทุกเพศทุกวัย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมน่าสนใจอย่าง PMU-B Forums x Future Trends หัวข้อเสวนา ดาวเทียม TSC-1 กับโอกาสการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีดาวเทียมของประเทศไทย เปิดเวที “ไขรหัสอวกาศ” กับการขับเคลื่อนเทคโนโลยีดาวเทียมไทยสู่อนาคต และการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “สมรรถนะด้านเทคโนโลยีดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทยกับโอกาสและความท้าทายในสถานการณ์โลก” นำทีมโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิภู รุโจปการ หัวหน้าโครงการสร้างและพัฒนาดาวเทียม TSC-1 และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่จะมาร่วมแบ่งปันเบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมไทย และแสดงศักยภาพของประเทศไทยในเวทีอวกาศโลก

การเสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน PMU-B Forums x Future Trends: 5 เรื่อง 5 รส ที่รวมพลังนักวิจัย นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการ ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และขับเคลื่อนนวัตกรรมล้ำหน้าสู่อนาคต

ภายในโซน Exhibition เตรียมพบกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้ง AI – VR – 3D สุดตระการตา ไม่ว่าจะเป็น DriveX VR – Adventure Car รถซิ่งข้ามโลกแฟนตาซี ผ่านแว่น VR ที่จะพาคุณทะยานสู่มิติใหม่แห่งความมันส์, VR ZONE – VR EGG ที่จะพาคุณหลุดเข้าไปในโลกเสมือนจริงสุดระทึก และ Dream Frame – Photo Booth ที่จะเก็บภาพความประทับใจ พร้อมพิมพ์รูปสีเป็นของที่ระลึกสุดพิเศษ

และในวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00–15.00 น. ที่บูธ บพค. A1 โซน INSPIRED ARENA พบกับ อาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักคิด นักพูดผู้สร้างแรงบันดาลใจ ที่จะมาชวนคุณมองอนาคตผ่านมุมมองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมกิจกรรมพิเศษ Talk วิจัยเข้าใจง่าย แชร์ไอเดียวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแบบเข้าใจง่าย ได้สาระแบบไม่เครียด และ Mini Talk “นวัตกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว” – 10 นาทีที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณไปตลอดกาล

บพค. ชวนสัมผัสโลกอนาคต ผ่านนิทรรศการ TECH-TOPIA ในงาน อว.แฟร์ เป็นโอกาสดีที่คุณจะได้เปิดโลกแห่งอนาคต สัมผัสนวัตกรรมล้ำยุค และร่วมสนุกกับกิจกรรมที่จะจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ อย่าพลาดงาน อว.แฟร์ Creators of Tomorrow 2025 : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND ระหว่างวันที่ 9–17 สิงหาคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บูธ A1 โซน A – INSPIRED ARENA เข้าร่วมกิจกรรมฟรี พร้อมรับของที่ระลึกและของรางวัลอีกมากมาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.mhesifair.com เฟซบุ๊ก www.facebook.com/MHESIThailand และเพจ PMU-B บพค.

งานนี้ไม่ได้เป็นแค่การจัดแสดงเทคโนโลยี แต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าเดิม มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่สดใสด้วยกัน!

ที่มา – บพค. ชวนสัมผัสโลกอนาคต ผ่านนิทรรศการ TECH-TOPIA ในงาน อว.แฟร์

วัดพระบาทน้ำพุ ประชุมเข้ม! อุบรายละเอียด

“วัดพระบาทน้ำพุ” ประชุมเข้ม เตรียมแถลงทุกประเด็น! ด้านเจ้าอาวาสยังอุบตอบรายละเอียดต่างๆ ในขณะที่ “เลขาปู” ยืนยันว่าไม่มีเรื่องหลานเกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องที่ดินที่เป็นประเด็นร้อนนั้น ให้ไปถามต้นเรื่องเองจะดีกว่า

วัดพระบาทน้ำพุ ประชุมเข้ม ยังอุบแจงรายละเอียด “หลวงพ่อ” ไม่มีกิจนิมนต์

เมื่อเวลา 10.30 น. ของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดพระบาทน้ำพุ ตั้งอยู่ที่ ต.เขาสามยอด อ.เมืองลพบุรี แม้ว่าจะเป็นวันหยุด แต่บรรยากาศภายในวัดนั้นค่อนข้างเงียบเหงา ห้องประชุม 1 ของวัดพระบาทน้ำพุ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัด ได้เชิญคณะกรรมการวัดและกรรมการมูลนิธิเข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมอบีที่รับบริจาคเงินในชื่อวัด และเรื่องที่ดินจำนวน 2,000 ไร่ โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปฟังการประชุม

นายบำรุงสิทธิ์ พนักงานเอกชนรายหนึ่ง ได้ให้ข้อมูลว่า วันนี้นำกล่องบริจาคที่ทำขึ้นเองที่บริษัทมาถวายหลวงพ่อ ด้วยจิตศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อ ในส่วนของเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น ตนไม่ได้ให้ความสนใจ และยังคงเคารพและศรัทธาในตัวหลวงพ่อเช่นเดิม

หลังจากการประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง เจ้าอาวาสได้เดินออกมาจากห้องประชุม ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงเรื่องที่ดิน เจ้าอาวาสตอบว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา และจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกครั้ง ส่วนเรื่องเงินจำนวน 2.7 ล้านบาทของอดีตไวยาวัจกรที่ลูกหลานนำมาคืนนั้น ทางวัดได้คืนครบแล้วหรือไม่ เจ้าอาวาสตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ก็ตามนั้น”

เมื่อสอบถามไปยัง นายบรรเจต เทพพำนัก หรือ เลขาปู เลขาของหลวงพ่ออลงกต ทราบว่า ในเรื่องที่ทนายเกิดผลถอนตัวนั้น จะมีการแต่งตั้งทนายความใหม่ แต่ยังไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด โดยโฆษกที่ได้รับมอบหมายจะเป็นผู้ชี้แจงให้สื่อมวลชนทราบต่อไป ส่วนเรื่องที่เจ้าอาวาสต้องนำเงินสดไปฝากไว้กับบุคคลอื่น รวมถึงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ดิน หรือความสัมพันธ์ในฐานะญาติพี่น้องกับเจ้าอาวาสนั้น ตนไม่ทราบ

Regarding the personal acquaintance with นางสาววรสุดา, เลขาปู replied that he knows her, but he confirms that there’s no issue with grandchildren. As for the land issue, he said to ask the source, and whether it’s seen as a frame-up or not, he also said to ask the source.

จากการสอบถาม นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดิน 2,000 ไร่ของวัด และตอนนี้หลวงพ่อไม่ได้มีกิจนิมนต์ที่ไหน ถือว่าเป็นการให้ท่านได้พักผ่อน หลังจากที่เคยออกบิณฑบาตทุกวัน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุ

สถานการณ์ของวัดพระบาทน้ำพุ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องที่ดินและการจัดการเงินบริจาค การที่ทางวัดยังคงอุบเงียบรายละเอียดต่างๆ ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในวงกว้าง การแถลงข่าวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการคลี่คลายข้อสงสัยและสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้น

การที่หลวงพ่ออลงกตไม่ได้มีกิจนิมนต์ในช่วงนี้ อาจเป็นสัญญาณของการพักผ่อนและทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวต่อไปของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้และผู้ป่วย HIV/AIDS มาอย่างยาวนาน

ที่มา – “วัดพระบาทน้ำพุ” ประชุมเข้ม ยังอุบแจงรายละเอียด “หลวงพ่อ” ไม่มีกิจนิมนต์

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยอุบลฯ

“ภูมิธรรม” มอบ “ทวี-ธีรรัตน์” ลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี มอบบ้านน็อกดาวน์เพื่อคนไทย ช่วยผู้ประสบภัยหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อดำเนินการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยจากความขัดแย้งและการปะทะกันรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุยิงระเบิด จำนวน 4 ครอบครัว และเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด โดยมีการมอบบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปจำนวน 11 หลัง

สำหรับวันที่ 12 สิงหาคม ในเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.ทวี พร้อม น.ส.ธีรรัตน์ และคณะ จะลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก ในโอกาสนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้มอบหมายให้กรมราชทัณฑ์นำผู้ต้องขังชั้นดีจากเรือนจำกลางอุบลราชธานี ออกช่วยเหลือซ่อมแซมและรื้อถอนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสทำประโยชน์เพื่อสังคม

ทางด้าน น.ส.ธีรรัตน์ จะติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์ให้แก่ประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยในระยะแรกมีการดำเนินการก่อสร้างบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปพร้อมประกอบ จำนวน 11 หลัง เพื่อส่งมอบให้ประชาชนที่บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิด โดยวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ส่งมอบจำนวน 4 ครอบครัว

  • หลังที่ 1 ของนายณัฐกิตติ์ ตาดี มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 4 คน
  • หลังที่ 2 ของนายอาทิตย์ พันธ์โชติ มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 5 คน
  • หลังที่ 3 ของนางออม อบชา มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 2 คน
  • หลังที่ 4 ของนายพัชราพร อบชา ในที่ดินมีบ้าน 2 หลัง มีผู้อยู่อาศัยรวมจำนวน 4 คน

จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนในพื้นที่ อ.น้ำยืน ได้รับความเสียหายจำนวน 82 หลังคาเรือน แบ่งเป็นความเสียหายเล็กน้อย ปานกลาง และเสียหายทั้งหลัง รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรมร่วมมือกันเร่งรัดดำเนินงานซ่อมแซมบ้านพักที่ชำรุดเสียหายหรือก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์แบบสำเร็จรูปให้กับประชาชนที่บ้านเสียหายทั้งหลัง เพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ในระหว่างการลงพื้นที่ โดย พ.ต.อ.ทวี และ น.ส.ธีรรัตน์ จะพบปะประชาชนในพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ในการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน.

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

ความสำคัญของการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ การมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจึงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

โครงการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างบ้านเท่านั้น แต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย ให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และยังมีความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – 2 รมต. ไปอุบลฯ 12 ส.ค. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

สัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Steps

สพป.นครราชสีมา จุดประกายไอเดีย จัดสัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ปลุกไฟการเรียนรู้แบบใหม่ ใช้ GPAS 5 Steps เปลี่ยนครูให้เก่งขึ้น และเปลี่ยนเด็กให้กล้าขึ้น

ที่โรงเรียนเสนานุเคราะห์ ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา มีการจัดสัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Stepsเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล

โดยนายดำเนิน เพียรค้า ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 มาเปิดเวที พร้อมขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ใหม่ของการศึกษา ปลุกพลังครูทั่วภาคอีสานให้เลิกยืนสอนเฉยๆ แล้วหันมาออกแบบห้องเรียนให้เด็ก กล้าคิด กล้าทำ กล้าสร้างสรรค์

ซึ่งเวทีนี้ เป็นเหมือนฐานปฏิบัติการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ Launch Pad ที่เปลี่ยนครูจากผู้สอน เป็นโค้ช เปลี่ยนเด็กจากผู้ฟัง เป็นนวัตกรตัวจิ๋ว ที่รู้จักคิด วิเคราะห์ สร้าง และสะท้อนกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งผู้เรียนจะได้เรียนรู้แบบถักทอ หลอมรวมจิตใจ เจตคติค่านิยม (Attitude & Value) กาย (ทักษะปฏิบัติ Skill & Performance) และสติปัญญา (ความรู้ความเข้าใจ Wisdom & Knowledge) ด้วยการค้นหา คัดเลือกข้อมูล (Gathering: G) มาวิเคราะห์ให้เกิดความหมาย สร้างความรู้และสรุปความเข้าใจได้ด้วยตนเอง (Processing: P) ประยุกต์ใช้ความรู้ผลิตผลงาน นวัตกรรม (Applying and Constructing the Knowledge: A1) นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Applying the Communication Skill: A2) ประเมินตนเอง ถอดบทเรียน พัฒนาต่อเนื่อง (Self-Regulating: S) ผสมผสานให้เข้ากับยุคสมัยของเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (Digital technology & AI) เพื่อสร้างคุณค่างานการดำรงชีวิต มีผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ GPAS 5 Steps ไม่ใช่เพียงแค่กระบวนการเรียนรู้ธรรมดา แต่คือเครื่องมือ เปลี่ยนครูให้เก่งขึ้น และเปลี่ยนเด็กให้กล้าขึ้นในยุคที่เด็กต้องโตไปใช้ชีวิตท่ามกลางข้อมูลมหาศาล

ดร.ปพนวัจน์ ลภัสภิญโญโชค วิทยากรสายลุย จาก มรภ.อุดรธานี ครูต้นแบบ เผยว่าถ้าครูไม่เปลี่ยน เด็กจะไม่ไปไหน พร้อมยกตัวอย่างโรงเรียนคุณภาพหลายแห่งที่ดึง Soft Power มาสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ โดยเน้นให้ครู ฟังเด็ก มากกว่า สอนเด็ก

ด้าน นางจารุณี แจ้งอิ่ม จาก รร.บ้านโคกสูง สพป.นครราชสีมา เขต 1 วางแผนการสอนให้นักเรียนเรียนรู้แบบสร้างความรู้ ผลิตผลงานตามแนวคิดและวิธีการนี้แบบชาญฉลาด ออกแบบกิจกรรมที่ดึงดูดใจเด็ก แถมยังชวนครูต่างชาติมาสอนภาษาอังกฤษแบบเอาจริงเอาจัง ผลลัพธ์ คือ เด็ก ๆ กล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ชัดเจนขึ้น และมั่นใจสุด ๆ

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ระบุว่า เมื่อ Active Learning แบบ GPAS 5 Steps เข้ามาในกระบวนการเรียนรู้ เด็กจะไม่ใช่แค่ผู้เรียน แต่เป็นผู้สร้าง ผู้เรียนกลายเป็น นักคิด นักสร้าง นักเปลี่ยนแปลง นั่นแหละคือหัวใจของการศึกษาไทยยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ให้รู้ แต่ต้องลงมือทำ และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงสอดคล้องกับแนวคิดสี่เสาหลักการศึกษา ของ UNESCO คือ การเรียนรู้เพื่อรู้ (Learning to Know) การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติ (Learning to Do) การเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกัน (Learning to Live Together) และการเรียนรู้ความถนัด สันทัดเพื่อสร้างอนาคต (Learning to Be) กิจกรรมในขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps จะช่วยให้ครูวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้แบบเรียลไทม์ ช่วยครูพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนเข้าใจ การเรียนรู้และเนื้อหาบทเรียนอย่างทะลุปรุโปร่ง

อย่างไรก็ตาม สพป.โคราช ยังตอกหมุดวิสัยทัศน์ใหม่ สร้างโรงเรียนสร้างนวัตกรทั่วภาคอีสาน เมื่อครูเริ่มเข้าใจเข้าถึงเทคโนโลยีกระบวนการเรียนรู้แบบผู้เรียนสร้างความรู้ ใช้ความรู้ผลิตผลงานนวัตกรรมแบบ GPAS 5 Steps เด็กจะได้พัฒนาการเรียนรู้ของตนด้วยตน เมื่อครูพร้อมจะเปลี่ยน ห้องเรียนจะพร้อมพัฒนา และนั่นแหละจุดเริ่มต้นของการสร้าง นักเรียนคุณภาพ ที่พร้อมรับมือกับโลกอนาคตจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในตำรา

สัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Steps

สัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Steps เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทย เราหวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลดีต่อเด็กไทยทุกคน

ทำไมต้องสัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Steps

สัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Stepsมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาครูและนักเรียนในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ครูเป็นโค้ชและนักเรียนเป็นผู้สร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นและมีความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น

ที่มา – สัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Steps เปลี่ยนครูให้เก่ง เปลี่ยนเด็กให้กล้า

ศิริกัญญา ฉะงบฯ ปี 69 ไร้กระตุ้นเศรษฐกิจ

“ศิริกัญญา” ฉะงบฯ ปี 69 ไร้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ตัดได้แค่ 8.9 พันล้าน แต่เอาไปโปะงบปกติ เตือนรัฐบาลอยู่โหวตให้ครบ เพราะลงมติเป็นรายมาตรา

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้แสดงความไม่พอใจต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในชั้นกรรมาธิการ โดยระบุว่า งบประมาณฉบับนี้ขาดความพร้อมในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว แม้จะมีการตัดลดงบประมาณส่วนเกิน หรือ “งบไขมัน” ได้เพียง 8,900 ล้านบาท แต่เงินส่วนใหญ่กลับถูกนำไปเพิ่มในงบปกติที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอ ไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบตามที่ตั้งใจไว้ เช่น งบประมาณสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่ขาดไปกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท หรือแม้แต่งบจัดการประชุมธนาคารโลกและ IMF ก็ยังต้องขอเพิ่มในภายหลัง

นอกจากนี้นางสาวศิริกัญญายังได้แสดงความกังวลต่อการพิจารณาในวาระที่ 2-3 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 13-15 ส.ค.นี้ โดยเตือนรัฐบาลว่า ต้องเตรียมองค์ประชุมให้พร้อมตลอดเวลา เพราะต้องมีการลงมติเป็นรายมาตรา และรัฐบาลไม่ควรคาดหวังว่าฝ่ายค้านจะเข้ามาช่วยโหวต เนื่องจากเป็นกฎหมายของคณะรัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านไม่สามารถให้ความเห็น

ศิริกัญญา ฉะงบฯ ปี 69 ไร้กระตุ้นเศรษฐกิจ

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปี 2569 ของนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สร้างความสนใจและตั้งคำถามต่อสาธารณชนถึงความเหมาะสมในการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ประเด็นสำคัญ: งบฯ ปี 69 ไร้การกระตุ้นเศรษฐกิจ

หนึ่งในประเด็นหลักที่นางสาวศิริกัญญาหยิบยกขึ้นมาคือ การที่งบประมาณปี 2569 ขาดการเน้นย้ำในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีการตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง แต่เงินส่วนใหญ่กลับถูกนำไปเสริมในงบประมาณปกติ ทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

  • การตัดลดงบประมาณที่ไม่ตรงจุด: แม้จะมีการตัดงบประมาณได้ 8.9 พันล้านบาท แต่กลับไม่ได้นำไปใช้ในโครงการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • การใช้งบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์: งบประมาณที่จัดสรรไม่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
  • การของบประมาณเพิ่มเติมในภายหลัง: การที่ต้องของบประมาณเพิ่มเติมสำหรับโครงการสำคัญ แสดงให้เห็นถึงการวางแผนงบประมาณที่ไม่รัดกุม

สถานการณ์เช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว และทำให้ประชาชนไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที การพิจารณาและปรับปรุงงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ

การที่นางสาวศิริกัญญาออกมาเตือนเรื่ององค์ประชุมในการพิจารณางบประมาณวาระ 2-3 ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง เพราะแสดงให้เห็นถึงความกังวลว่ารัฐบาลอาจไม่สามารถผลักดันงบประมาณให้ผ่านสภาไปได้ หากองค์ประชุมไม่ครบ การที่รัฐบาลต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนจากฝ่ายค้านจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

สรุป: การพิจารณางบประมาณปี 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพิจารณางบประมาณจะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุด ศิริกัญญา ฉะงบฯ ปี 69 ไร้กระตุ้นเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต้องร่วมกันจับตา

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก งบฯ ปี 69 ไร้การกระตุ้นเศรษฐกิจ

หากงบประมาณปี 2569 ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น อาจนำไปสู่ผลกระทบหลายด้าน ดังนี้:

  • การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้า: การขาดงบประมาณที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง อาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปอย่างเชื่องช้า
  • ภาระหนี้สินของประชาชนที่เพิ่มขึ้น: หากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว ประชาชนอาจเผชิญกับปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
  • การลงทุนจากต่างประเทศที่ลดลง: นักลงทุนอาจขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจไทย หากภาครัฐไม่ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาปรับปรุงงบประมาณปี 2569 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน การวางแผนและบริหารจัดการงบประมาณอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลควรรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อจัดทำงบประมาณที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – “ศิริกัญญา” ฉะงบฯ ปี 69 ไร้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ตัดได้แค่ 8.9 พันล้าน แต่เอาไปโปะงบปกติ

ก.ท่องเที่ยวฯ ยันรักษาเยียวยา นักท่องเที่ยวมาเลเซีย

จากกรณีเหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่ชายคลั่งก่อเหตุจุดไฟเผานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 2 ราย สร้างความเสียใจและความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย ล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ออกมายืนยันถึงการรักษาเยียวยา 2 นักท่องเที่ยวมาเลเซียดีที่สุด พร้อมให้ความช่วยเหลือญาติอย่างเต็มที่ และเน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ก.ท่องเที่ยวฯ ยันรักษาเยียวยา 2 นักท่องเที่ยวมาเลเซียดีที่สุด

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะดูแลรักษาและเยียวยานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียอย่างเต็มที่ รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับญาติของนักท่องเที่ยวทั้งสองราย เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจสำหรับทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย รัฐบาลไทยและทุกภาคส่วนต่างประณามการกระทำดังกล่าว และพร้อมให้การดูแลนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มสำคัญของประเทศไทย

สถานการณ์ล่าสุดของนักท่องเที่ยวทั้งสองราย ปลัดกระทรวงฯ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวชายมีอาการ Burn 69% และยังไม่รู้สึกตัว ในขณะที่นักท่องเที่ยวหญิงมีอาการ Burn 36% รู้สึกตัวดี และสามารถสื่อสารโดยการเขียนได้ อาการโดยรวมของทั้งคู่คงที่ แต่ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนักท่องเที่ยวชายได้รับบาดเจ็บสาหัสกว่า และมีการแจ้งเรื่องเงินเยียวยาไปแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบประกันกับสายการบิน ญาติของนักท่องเที่ยวต้องการนำตัวกลับไปรักษาที่มาเลเซียโดยเร็ว แต่แพทย์ยังไม่แนะนำให้เดินทาง เนื่องจากนักท่องเที่ยวชายจำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน ส่วนนักท่องเที่ยวหญิงควรพักรักษาตัวอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์

มาตรการเยียวยานักท่องเที่ยวมาเลเซีย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยว เพื่อดูแลรับส่งญาติของนักท่องเที่ยวไปยังโรงแรมที่พัก และให้ความช่วยเหลืออื่นๆ ตามที่ญาติร้องขอ สำหรับมาตรการเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวมาเลเซีย รัฐบาลไทยได้กำหนดมาตรการเยียวยาเบื้องต้นดังนี้:

  • ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริงตามใบเสร็จ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (หักจากเงินประกันที่นักท่องเที่ยวได้รับ)
  • ค่าเยียวยาจิตใจ: 50,000 บาท

รวมค่าเยียวยาทั้งสิ้นไม่เกิน 550,000 บาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะพิจารณาความเหมาะสมในการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาเพิ่มเติมต่อไป โดยจะพิจารณาจากดุลยพินิจของแพทย์ และตรวจสอบสาเหตุของการก่อเหตุ เพื่อประเมินสถานการณ์และวางมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

การที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี การดูแลเอาใจใส่นักท่องเที่ยวมาเลเซียในครั้งนี้ จะช่วยรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมต่อไปได้

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่การตอบสนองอย่างรวดเร็วและการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทย จะช่วยบรรเทาความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – ก.ท่องเที่ยวฯ ยันรักษาเยียวยา 2 นักท่องเที่ยวมาเลเซียดีที่สุด ถูกชายคลั่งจุดไฟเผา

กรมศิลป์ยัน! ไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาท


กรมศิลป์ยัน! ไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม

กรมศิลป์ยืนยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม และใช้วิจารณญาณก่อนแชร์ข้อมูล

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุด โดยเฉพาะเรื่อง “กรมศิลปากรอนุญาตให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหารได้เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้” ซึ่งรองลงมาคือข่าวลือเรื่องการจับสายลับกัมพูชา ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและเข้าใจผิดในสังคม

นายอนุกูลย้ำว่า กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าไม่เคยมีนโยบายหรืออนุญาตให้มีการทำลายโบราณสถานใดๆ เพื่อประโยชน์ทางทหาร การทำลายโบราณสถานเป็นการละเมิดหลักการอนุรักษ์ระดับสากลอย่างชัดเจน แม้จะมีความสามารถในการบูรณะให้ใกล้เคียงของเดิมได้ แต่ก็ไม่อาจทดแทนคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของสถานที่ดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างร้ายแรง

กรมศิลป์ยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร

ข่าวลือที่ว่ากรมศิลปากรมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหารนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด กรมศิลปากรยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีการอนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำดังกล่าว การรักษาโบราณสถานเป็นหน้าที่สำคัญที่กรมศิลปากรให้ความสำคัญสูงสุดเสมอมา โบราณสถานเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสมบัติของชาติ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของโลก การทำลายโบราณสถานจึงเป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้ และขัดต่อหลักการอนุรักษ์สากล

ผลกระทบของการเผยแพร่ข่าวปลอมเรื่องนโยบายทำลายปราสาท

การเผยแพร่ข่าวปลอมเกี่ยวกับนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเข้าใจผิดของประชาชน ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและความไม่ไว้วางใจต่อหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของนานาชาติ การบิดเบือนข้อมูลและความจริงเกี่ยวกับโบราณสถานสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

โบราณสถานแต่ละแห่งมีเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน การอนุรักษ์จึงไม่ใช่แค่การซ่อมแซม แต่เป็นการรักษาคุณค่าทางจิตใจและเรื่องราวที่สืบทอดกันมา การทำลายโบราณสถานไม่เพียงแต่เป็นการทำลายสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นการทำลายความทรงจำและเอกลักษณ์ของชาติ

การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของกรมศิลปากรในการอนุรักษ์โบราณสถานเป็นสิ่งสำคัญ ข่าวสารที่ถูกต้องจะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความร่วมมือในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนเชื่อ
  • อย่าแชร์ข้อมูลที่ไม่แน่ใจว่าเป็นความจริง
  • ใช้สติและวิจารณญาณในการตัดสินใจ

ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นละเอียดอ่อนทางสังคมและวัฒนธรรม ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีความถูกต้อง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่น่าอยู่และปลอดภัย การใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลและการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแชร์ต่อ คือหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมืองดิจิทัล

ที่มา – กรมศิลป์ยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม

Scroll to top