ข่าวทั่วไป

MG ปรับราคา NEW MG S5 EV D+ เหลือ 699,900 บาท

เอ็มจีสร้างความฮือฮาด้วยการปรับราคารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นย่อย NEW MG S5 EV D+ เหลือเพียง 699,900 บาท! ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับทุกคนที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพดีในราคาที่คุ้มค่า

MG ปรับราคารถไฟฟ้ารุ่นย่อย NEW MG S5 EV D+ เหลือเพียง 699,900 บาท

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เอ็มจียุคใหม่ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนรุ่นย่อยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด โดยรับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภคที่ต้องการรถยนต์ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่ง NEW MG S5 EV D+ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของการปรับปรุงรุ่นย่อยเพื่อตอบโจทย์ด้านพลังขับเคลื่อนและความสะดวกสบาย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ MG ในการยกระดับมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้สูงขึ้นไปอีกขั้น โดยยอดส่งมอบ NEW MG S5 EV ตั้งแต่เปิดตัวจนถึงปัจจุบันที่มากกว่า 1,500 คัน เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จในการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทุกมิติการใช้งานอย่างแท้จริง

MG ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง ควบคู่ไปกับการนำเสนอความคุ้มค่าที่เหนือกว่า เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่ครบครันในราคาที่สมเหตุสมผลและจับต้องได้ง่าย

สำหรับ NEW MG S5 EV คือรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดที่ได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถันบนแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่ทันสมัย ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง

โดยในรุ่น V จะมีกำลังสูงสุดถึง 245 แรงม้า (180 กิโลวัตต์) และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ในขณะที่รุ่น D+ และ X ให้พละกำลังสูงสุดที่ 170 แรงม้า (125 กิโลวัตต์) และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (Rear-Wheel Drive) ผสานกับช่วงล่างแบบ 5-Link Suspension ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างละเอียด เพื่อมอบการควบคุมที่แม่นยำ นุ่มนวล และมีเสถียรภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนทางตรงหรือในโค้งแคบ

นอกจากนี้ ยังมีระบบ One Pedal ที่ช่วยให้ควบคุมความเร็วได้ง่ายขึ้น และยังได้รับการรับรองความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดและได้รับการยอมรับในระดับสากล

ด้วยจุดเด่นอย่าง ขับสนุก วิ่งได้ระยะทางไกล ชาร์จไฟไว นั่งสบาย พร้อม Lifetime Warranty ทำให้ NEW MG S5 EV กลายเป็นรถ e-SUV ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ซึ่งตอบโจทย์ในทุกด้าน ทั้งสมรรถนะ การใช้งาน และความคุ้มค่า เสริมความมั่นใจด้วยการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนพร้อมชุดควบคุมตลอดอายุการใช้งาน

ทำไม NEW MG S5 EV D+ ถึงคุ้มค่า

  • ราคาที่เข้าถึงได้ง่าย: ด้วยราคาใหม่เพียง 699,900 บาท ทำให้ NEW MG S5 EV D+ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป
  • เทคโนโลยีที่ทันสมัย: มาพร้อมแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM และระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานระดับสากล
  • การรับประกันที่ครอบคลุม: มั่นใจได้ด้วยการรับประกันแบตเตอรี่และมอเตอร์ตลอดอายุการใช้งาน

NEW MG S5 EV D+ มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ:

  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังแท้ ปรับได้ 4 ทิศทาง
  • ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ที่ปลายนิ้ว
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
  • ระบบเสียงรอบทิศทางจากลำโพง 4 จุด
  • กล้องมองหลัง (Rear View Camera)
  • ระบบเตือนการชนด้านหลัง (Rear Collision Warning)
  • ล้ออัลลอยด์สีดำขนาด 17 นิ้ว

สรุปแล้ว การปรับราคา NEW MG S5 EV D+ ในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่คุ้มค่าคุ้มราคา ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่าย เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการรับประกันที่ครอบคลุม ทำให้ NEW MG S5 EV D+ เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด

สำหรับผู้ที่สนใจ MG ปรับราคารถไฟฟ้ารุ่นย่อย NEW MG S5 EV D+ เหลือเพียง 699,900 บาท พร้อมส่งมอบภายในเดือนกันยายน 2568 เป็นต้นไป อย่ารอช้า รีบติดต่อตัวแทนจำหน่าย MG ใกล้บ้านท่านเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและทำการจองได้เลย!

ที่มา – เอ็มจีปรับราคารถไฟฟ้ารุ่นย่อย NEW MG S5 EV D+ เหลือเพียง 699,900 บาท

เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู! เรื่องจริงที่ต้องรู้

เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู: เรื่องที่ต้องพิจารณา

จากกรณีสะเทือนใจที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เกี่ยวกับ เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู เนื่องจากไม่พอใจเรื่องคะแนนสอบ ได้สร้างความตกใจและความกังวลให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทะเลาะวิวาทธรรมดา แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น

เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู: เกิดอะไรขึ้น?

เรื่องราวเริ่มต้นจากนักเรียนชายชั้น ม.5 ของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี ไม่พอใจที่ตนเองไม่ได้รับคะแนนเต็มในการสอบ จึงบันดาลโทสะทำร้ายครูผู้สอนอย่างรุนแรงในห้องเรียน ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมห้อง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ครูได้รับบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงอักเสบ และกระทบกระเทือนจิตใจอย่างมาก

หลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวน สภ.หนองฉาง ได้เรียกตัวผู้เสียหายมาสอบปากคำเพิ่มเติมหลังจากออกจากโรงพยาบาล เนื่องจากสภาพจิตใจยังไม่พร้อมให้การในทันที ส่วนนักเรียนที่ก่อเหตุนั้น ยังไม่ได้มีการสอบสวน เนื่องจากต้องรอการนัดหมายและสอบสวนต่อหน้าทีมสหวิชาชีพตามกระบวนการทางกฎหมาย

เบื้องลึกเบื้องหลัง: พฤติกรรมที่น่ากังวล

นอกเหนือจากเหตุการณ์ทำร้ายครูแล้ว ยังมีรายงานว่า เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู คนดังกล่าวมีพฤติกรรมรุนแรงในอดีตอีกด้วย มีข้อมูลว่าเมื่อเทอมที่แล้วเขาเคยตบหน้านักเรียนหญิงจนหน้าบวม และในสมัยเรียนชั้น ม.4 ก็เคยทำร้ายร่างกายพ่อของตนเอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าตกใจและบ่งชี้ถึงปัญหาที่อาจฝังรากลึกกว่าที่คิด

คุณครูผู้เสียหาย ซึ่งสอนที่โรงเรียนแห่งนี้มานานถึง 11 ปี ตอนนี้มีความประสงค์ที่จะลาออก เนื่องจากยังคงรู้สึกหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และในวันที่ถูกทำร้าย ยังต้องโกหกลูกของตนเองว่าที่หน้าบวมเพราะโดนผึ้งต่อย เนื่องจากไม่อยากให้ลูกยังเล็กต้องรับรู้เรื่องราวรุนแรงเช่นนี้

ผลกระทบและความรับผิดชอบ

เหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวครูผู้เสียหายและนักเรียนที่ก่อเหตุเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อระบบการศึกษาและความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของครูและบุคลากรทางการศึกษา

  • ผลกระทบต่อครู: ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการทำงาน ความสูญเสียขวัญและกำลังใจ และความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเอง
  • ผลกระทบต่อนักเรียน: การสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบ การเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี และความหวาดกลัวต่อความรุนแรง
  • ผลกระทบต่อสังคม: ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสังคม ความเสื่อมถอยของคุณธรรมจริยธรรม และความจำเป็นในการทบทวนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรง

ดังนั้น การแก้ไขปัญหา เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ต้องเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา โดยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม การปลูกฝังความเคารพซึ่งกันและกัน การส่งเสริมการใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการให้การปรึกษาทางจิตวิทยา การสนับสนุนด้านการเงิน และการให้กำลังใจ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมายืนหยัดและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง

แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ควรมีการดำเนินการดังต่อไปนี้:

  • เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม: ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและความเคารพซึ่งกันและกันตั้งแต่ในวัยเด็ก ผ่านการอบรมสั่งสอนทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน
  • ส่งเสริมการใช้เหตุผล: สอนให้เด็กและเยาวชนรู้จักใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา แทนการใช้ความรุนแรง
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย: สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ในโรงเรียน โดยการป้องกันการกลั่นแกล้ง การใช้ความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติ
  • ให้ความช่วยเหลือและเยียวยา: ให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
  • บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง: บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงอย่างจริงจัง เพื่อป้องปรามและลงโทษผู้กระทำผิด

เหตุการณ์ เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและไม่ควรเกิดขึ้น แต่เราสามารถเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้และร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้น โดยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม การส่งเสริมการใช้เหตุผล และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ปัญหาสังคมมีความซับซ้อนและต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไข การเพิกเฉยหรือไม่ใส่ใจ จะยิ่งทำให้ปัญหาเหล่านี้ฝังรากลึกและยากที่จะแก้ไขในอนาคต

ที่มา – อ้างเด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู เคยทำร้ายเพื่อนผู้หญิง-พ่อตัวเอง

อัปเดต! พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” มุ่งหน้าไต้หวัน

“กรมอุตุนิยมวิทยา” ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” ที่กำลังเคลื่อนตัวไปทางเกาะไต้หวัน โดยยืนยันว่าพายุจะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบจากพายุลูกนี้โดยตรง แต่ถึงกระนั้นก็ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

อัปเดตสถานการณ์ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล”

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ทางเฟซบุ๊กกรมอุตุนิยมวิทยา ได้โพสต์ข้อความอัปเดตสถานการณ์พายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก โดยระบุว่า พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” (PODUL) กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่เกาะไต้หวัน

“โพดุล” ซึ่งมีความหมายว่าต้นหลิว เป็นชื่อที่ตั้งโดยประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) และเป็นพายุลูกที่ 11 ตามการนับจำนวนพายุของ RSMC โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ถึงแม้ว่าพายุนี้จะไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้เตือนผู้ที่จะเดินทางไปยังเกาะไต้หวัน หรือประเทศจีนทางด้านตะวันออก ในช่วงวันที่ 12 – 14 สิงหาคม 2568 ให้ตรวจสอบสภาพอากาศและข่าวสารอย่างละเอียดก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัย

ทำความเข้าใจผลกระทบของ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล”

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ฝนที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากอิทธิพลของมรสุมและร่องมรสุมเป็นหลัก ไม่ได้มีสาเหตุโดยตรงมาจากอิทธิพลของพายุ “โพดุล” อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น

สำหรับผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุ ควรเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง การเตรียมอุปกรณ์จำเป็น และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากพายุ “โพดุล” แต่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเช่นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การมีความรู้ความเข้าใจ การติดตามข่าวสาร และการวางแผนรับมืออย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

  • ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง
  • ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอ
  • เตรียมอุปกรณ์จำเป็นในกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • วางแผนการเดินทางสำรองในกรณีที่เส้นทางหลักถูกปิด

การติดตามสถานการณ์พายุและการเตรียมพร้อมรับมือเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าพายุลูกนี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เสมอ

ที่มา – อัปเดตสถานการณ์ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” กำลังเคลื่อนตัวไปทางเกาะไต้หวัน

กรมอุทยานฯ แจง: จนท.พิทักษ์ป่า ไม่ใช่ทหาร

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่ใส่ชุดลายพรางกำลังยิงหนังสติ๊ก ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าบุคคลในภาพเป็นทหาร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วว่า บุคคลดังกล่าวคือ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ไม่ใช่ทหารอย่างที่เข้าใจกัน และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 11.52 น. เพจเฟซบุ๊ก “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า บุคคลที่ปรากฏในภาพคือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า สังกัดอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งแต่งกายด้วยชุดลายพรางในเครื่องแบบปกติขณะปฏิบัติงาน ไม่ใช่ทหารที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนแต่อย่างใด

อุทยานฯ แจงภาพคนใส่ชุดลายพรางยิงหนังสติ๊ก ไม่ใช่ “ทหาร” แต่เป็น จนท.พิทักษ์ป่า

ทางกรมอุทยานฯ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากลุ่มนี้ได้เข้าร่วมกิจกรรม “เทศกาลปลูกป่าลอยฟ้า ครั้งที่ 4” เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ณ ผาเก็บตะวัน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีหลายหน่วยงานเข้าร่วม และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจทางทหารใด ๆ ทั้งสิ้น

ทำความเข้าใจบทบาทของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง จริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พวกเขาเหล่านี้เป็นด่านหน้าที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่าง ๆ ในการปกป้องป่าไม้ สัตว์ป่า และทรัพยากรอื่น ๆ จากการถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบตัดไม้ การล่าสัตว์ หรือการบุกรุกพื้นที่ป่า

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังมีหน้าที่ในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และร่วมมือกันปกป้องผืนป่าของเราให้คงอยู่ต่อไป

ดังนั้น การที่กรมอุทยานฯ ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริง สามารถสร้างความสับสนและความเข้าใจผิดในสังคมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนั้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลใด ๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

กรมอุทยานฯ ขอความร่วมมือประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมา และอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในสังคม

เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สอนให้เรารู้ว่า การเสพข่าวสารในยุคดิจิทัลต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวให้แน่ชัดก่อนที่จะเชื่อและทำการเผยแพร่ต่อ เพราะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่รู้เท่าทันสื่อ และร่วมกันปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเราให้คงอยู่สืบไป โดยการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – อุทยานฯ แจงภาพคนใส่ชุดลายพรางยิงหนังสติ๊ก ไม่ใช่ “ทหาร” แต่เป็น จนท.พิทักษ์ป่า

กองทัพภาคที่ 2 เตือน! ข่าวลวง อันตรายร้ายแรง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าอย่างรวดเร็ว การรับรู้และพิจารณาข่าวสารอย่างถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวลวง ที่อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนในสังคม กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเตือนถึงอันตรายของ ข่าวลวง ที่ร้ายแรงไม่แพ้กระสุนจริง และขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อ

กองทัพภาคที่ 2 เตือน “ข่าวลวง” อันตรายเท่ากระสุนจริง

สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความละเอียดอ่อน ทำให้การเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง หรือ ข่าวลวง สามารถส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน การแชร์ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด ความตื่นตระหนก และความขัดแย้งในสังคมได้

ทำไมข่าวลวงถึงอันตราย?

  • สร้างความเข้าใจผิด: ข่าวลวงมักถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ข้อมูลที่บิดเบือน หรือเกินจริง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
  • สร้างความตื่นตระหนก: เนื้อหาที่สร้างความตื่นตระหนก มักถูกแชร์อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความวุ่นวายและสับสนในสังคม
  • บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือ: การเผยแพร่ข่าวลวงซ้ำ ๆ อาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และสร้างความสับสนในการรับข้อมูล
  • ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง: ข่าวลวงสามารถถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีทางการเมือง หรือสร้างความแตกแยกในสังคม

กองทัพภาคที่ 2 จึงขอความร่วมมือประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะแชร์ หรือส่งต่อข้อมูลใด ๆ โดยให้พิจารณาจากแหล่งที่มาของข้อมูล ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว และเนื้อหาของข่าวว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่

หลักการ “คิด 3 ครั้งก่อนแชร์”

เพื่อป้องกันการเผยแพร่ ข่าวลวง กองทัพภาคที่ 2 ขอเสนอหลักการง่าย ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง คือ “คิด 3 ครั้งก่อนแชร์” โดยให้ถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้:

  1. แหล่งข่าวมาจากไหน? ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือหรือไม่?
  2. มีการยืนยันข้อมูลจากหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้องหรือไม่?
  3. เนื้อหามีผลกระทบต่อความมั่นคง หรือความปลอดภัยของประเทศหรือไม่? การแชร์ข้อมูลนี้จะสร้างผลเสียมากกว่าผลดีหรือไม่?

การใช้หลักการ “คิด 3 ครั้งก่อนแชร์” จะช่วยให้เราสามารถกลั่นกรองข้อมูล และป้องกันการเผยแพร่ข่าวลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคม และประเทศชาติ

นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง จะช่วยให้เราได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และรอบด้านมากยิ่งขึ้น การมีสติในการรับข่าวสารจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

การตระหนักถึงอันตรายของ ข่าวลวง และการร่วมมือกันในการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ เป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแกร่ง และปลอดภัยจากภัยคุกคามทางข้อมูลข่าวสาร

ดังนั้น ขอให้ทุกท่านร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ตระหนักถึงภัยของข่าวลวง และร่วมกันตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยไปด้วยกัน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เตือน “ข่าวลวง” อันตรายเท่ากระสุนจริง วอนเช็กข้อมูลก่อนแชร์

Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัวหล่อจัดในจีน!

ประเทศจีนนับว่าเป็นตลาดยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และแน่นอนว่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota ก็ไม่พลาดที่จะร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง GAC ในการนำเสนอรถเอสยูวีที่มีความคล้ายคลึงกับ Toyota RAV4 รถอเนกประสงค์รุ่นขายดีในอเมริกา การร่วมมือกับแบรนด์จีนทำให้ Toyota RAV4 ไม่ได้มีแค่หนึ่งเดียวอีกต่อไป แต่มีถึงสองรุ่น ทั้งในอเมริกาที่เป็นต้นตำรับ และในจีนกับน้องใหม่หน้าตาทันสมัย นี่คือ Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัว ซึ่งผลิตขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับ GAC แบรนด์รถยนต์ของจีน, เทียบกับ RAV4 รุ่นยอดนิยมที่ผลิตโดย FAW ซึ่งเป็นพันธมิตรของ Toyota ในจีน

ในปีนี้ Toyota เปิดตัว RAV4 รุ่นที่หกในอเมริกา และกำลังออกจากไลน์ผลิตเพื่อเข้าสู่ตลาดยานยนต์อเนกประสงค์ของกลุ่มประเทศตะวันตก ในส่วนของ Toyota ในจีนก็พร้อมที่จะดัน SUV ขนาดกะทัดรัดรุ่นนี้ออกมาเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในจีน

Toyota New Wildlander

Toyota New Wildlander

Toyota New Wildlander

ภาพ GAC-Toyota Wildlander รุ่นใหม่ ได้รับการเผยแพร่ทางออนไลน์ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) ของจีน ซึ่งมีความแตกต่างจากงานออกแบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง Wildlander ใช้การออกแบบโดยรวมคล้ายกับ RAV4 รุ่นล่าสุด แต่มีความแตกต่างด้านระบบขับเคลื่อนที่ต้องทำให้โดนใจลูกค้าชาวจีน เหมือนกับ RAV4 ที่ประสบความสำเร็จในอเมริกา

ภายใน Toyota New Wildlander

มาดูในส่วนของความแตกต่างของการออกแบบ เริ่มจากตราสัญลักษณ์ Wildlander บนฝาท้าย SUV ที่ขายในจีนคันนี้ ยังดูคล้ายกับ RAV4 รุ่น Core ที่ใช้กระจังหน้ารังผึ้งสีเดียวกับตัวถัง และวัสดุกันกระแทกแบบ low-profile บนกันชนทั้งสองข้าง จากการออกแบบ ทำให้ Wildlander มีความเชื่อมโยงกับ RAV4 รุ่น Woodland และ Adventure ที่เน้นความแข็งแกร่ง รวมถึง RAV4 GR Sport ซึ่งจะไม่มีขายในจีน ภายใต้ตราสัญลักษณ์ Wildlander

Toyota New Wildlander ด้านข้าง

Toyota Wildlander มีความยาว 4,600 มิลลิเมตร กว้าง 1,855 มิลลิเมตร และสูง 1,680 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,690 มิลลิเมตร ชัดเจนว่าตัวเลขมิติตัวถังของ Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัว สอดคล้องกับ RAV4 ที่จำหน่ายในยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่อาจมีความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สามารถระบุได้จากภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว

Toyota New Wildlander ภายใน

Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัว

สิ่งที่ทำให้ Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัว แตกต่างจาก Toyota RAV4 คือใต้ฝากระโปรง RAV4 รุ่นใหม่เปลี่ยนมาใช้ระบบส่งกำลังไฟฟ้า แต่ Wildlander ในตลาดจีนยังมีตัวเลือกเครื่องยนต์สันดาปภายในให้เลือกใช้ โดยเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลัง 169 แรงม้า มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อนสี่ล้อ

Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัว รุ่นไฮบริด

นอกจากนี้ยังมี Wildlander รุ่นไฮบริด HEV สองรุ่น แต่ยังไม่มีข่าวของรุ่น PHEV ปลั๊กอินไฮบริด สำหรับ Wildlander รุ่นไฮบริด HEV มีให้เลือกสองความจุคือ เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร กำลัง 150 แรงม้า และเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร กำลัง 182 แรงม้า ทั้งสองรุ่นทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ E-Four

GAC Toyota Wildlander รุ่นปรับปรุงใหม่ 2026 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จับตาดูกันให้ดี!

โดยรวมแล้ว Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัว ในจีนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการรถ SUV ที่มีดีไซน์ทันสมัย เทคโนโลยีที่หลากหลาย และเครื่องยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน

ที่มา – เตรียมเปิดตัวเร็วๆนี้ Toyota New Wildlander หล่อจัดเฉพาะในจีน

ผลสำรวจชี้! คนยังให้ความสำคัญกับ “วันแม่” นิยมแสดงรักในโซเชียล


นอร์ทกรุงเทพโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อ “วันแม่” ในยุคปัจจุบัน พบว่าวันแม่ยังคงมีความสำคัญในใจคนไทยเสมอมา แต่รูปแบบการแสดงความรักนั้นเปลี่ยนแปลงไป โดยเทรนด์ที่เห็นได้ชัดคือการนิยมแสดงความรักผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น

ผลโพลชี้ คนยังคงให้ความสำคัญกับ “วันแม่” และนิยมแสดงวามรักในโซเชียลมากขึ้น

ผศ. ดร. สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น นอร์ทกรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 1,002 ตัวอย่าง จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม 2568 ในประเด็นเรื่องมุมมองที่มีต่อ “วันแม่” ในยุคปัจจุบัน โดยมีข้อคำถามที่น่าสนใจดังนี้

คนไทยมองความสำคัญของวันแม่ในปัจจุบันอย่างไร?

เมื่อสอบถามถึงความสำคัญของวันแม่ พบว่า:

  • 64% เห็นว่าวันแม่มีความสำคัญมาก
  • 20% เห็นว่าค่อนข้างสำคัญ
  • 11% เห็นว่าค่อนข้างไม่สำคัญ
  • 5% เห็นว่าไม่สำคัญเลย

จากผลสำรวจนี้ แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับ “วันแม่” เป็นอย่างมาก

คำถามต่อมาคือ ผู้คนคิดว่า “แม่” ในสังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตหรือไม่ ผลสำรวจพบว่า:

  • 62% เห็นว่าเปลี่ยนไปบ้าง แต่สาระสำคัญส่วนใหญ่ยังคงเหมือนเดิม
  • 20% เห็นว่าเปลี่ยนไปมาก
  • 10% เห็นว่าไม่เปลี่ยน
  • 8% ไม่แน่ใจ

เมื่อถามถึงวิธีการแสดงความรักต่อแม่ใน “วันแม่” พบว่า:

  • 85% ส่งข้อความหรือโทรหา
  • 66.70% พาแม่ไปทานข้าวหรือท่องเที่ยว
  • 55% พูดบอกรักแม่ต่อหน้า
  • 50% โพสต์รูปหรือข้อความบนโซเชียลมีเดีย
  • 33% ช่วยงานบ้านดูแลแม่เป็นพิเศษในวันแม่
  • 24% ซื้อของขวัญให้แม่
  • 20% ไม่ทำกิจกรรมใด ๆ เป็นพิเศษ

สำหรับความหมายของคำว่าแม่ในความหมายของแต่ละท่าน:

  • 52% นิยามคำว่าแม่หมายถึงเฉพาะแม่โดยกำเนิดเท่านั้น
  • 32% มองว่าความหมายของแม่กว้างกว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือด
  • 16% มองว่าขึ้นอยู่กับบริบท

และในยุคโซเชียลมีเดีย ผู้คนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการโพสต์ความรักแม่ในโซเชียลมีเดียว่า:

  • 65% เห็นว่าเหมาะสมเป็นการแสดงความรักสมัยใหม่
  • 20% เห็นว่าเหมาะสมแต่ไม่ควรเน้นเฉพาะโพสต์ออนไลน์
  • 15% เห็นว่าไม่เหมาะสม ควรแสดงความรักแบบส่วนตัวมากกว่า

จากผลสำรวจทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่าแม้เทคโนโลยีและสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ความรักและความกตัญญูที่มีต่อแม่ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญในสังคมไทย การแสดงความรักใน “วันแม่” ก็มีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและความชอบของแต่ละบุคคล สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการแสดงความรักและความห่วงใยที่มีต่อแม่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการบอกรัก การกอด การดูแล หรือการทำกิจกรรมร่วมกัน เพียงเท่านี้ก็สามารถสร้างความสุขและเติมเต็มความรักในครอบครัวได้แล้ว

ที่มา – ผลโพลชี้ คนยังคงให้ความสำคัญกับ “วันแม่” และนิยมแสดงวามรักในโซเชียลมากขึ้น

ทายาทแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน วัดพระบาทน้ำพุ

จากกรณีที่ดินและเงินจำนวน 2.7 ล้านบาทของวัดพระบาทน้ำพุที่ตกเป็นประเด็นร้อนแรง ล่าสุดทายาทของอดีตไวยาวัจกรได้ออกมาแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน ผ่านทางแพรรี่ ไพรวัลย์ เพื่อไขข้อสงสัยและแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ทายาทอดีตไวยาวัจกร แจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน ผ่าน “แพรรี่”

แพรรี่ ไพรวัลย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่าทายาทของอดีตไวยาวัจกรได้ติดต่อมาชี้แจงเรื่องที่ดิน 740 ไร่ และเงินสด 2.7 ล้านบาท ที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าทางวัดพระบาทน้ำพุยังไม่ได้รับคืน โดยทายาทอ้างว่ายินดีคืนทุกอย่างให้กับวัด และไม่เคยมีการพูดจาในลักษณะที่ว่า “อยากได้ให้ไปฟ้องเอา” อย่างแน่นอน

ข้อความจากทายาทอดีตไวยาวัจกรที่ส่งถึงแพรรี่มีรายละเอียดดังนี้:

“ผมคือ 1 ในทายาทคุณธนชัย เรื่องที่ดินมีเพียง 740 ไร่ ทางเรายินดีคืนหมด แม้กระทั่งเงิน 2,700,000 ที่หลวงพ่ออ้างว่าฝากอาไว้ เราก็นำไปคืน โดยหลวงพ่อก็ไม่มีหลักฐานในการฝากหรือสมุดบัญชี หลวงพ่ออ้างว่าหลวงพ่อฝากอาไว้”

“เรื่องที่ทางคุณทนายเกิดผลพูดว่า อยากได้ก็ไปฟ้องเอา ทางเราไม่เคยพูด วันที่นำเงินไปคืน เราโอนมอบกรรมสิทธิ์คืนรถให้ เดิมคุณ…บอกมี 6 วันไปโอนมอบมี 11 โดยทางวัดอ้างว่าเป็นของวัด เราก็คืน พร้อมโฉนดที่ดินตัวจริงอีก 340 ไร่ ที่เราค้นเจอจากห้องพักที่คุณธนชัยเสีย”

“ทางเรามีแค่นี้ เราเซ็นมอบอำนาจให้วัด เพราะทางวัดบอกว่าเซ็นมอบอำนาจแล้ววัดจัดการได้ ทางเราวิ่งตั้งผู้จัดการ วันนั้นทางวัดไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย ค่าทนาย ตั้งผู้จัดการมรดก และทุกอย่าง เราทำกันเอง วัดมีหน้าที่เซ็นรับอย่างเดียว เสียแค่น้ำดื่ม 3 ขวด”

“แล้วสุดท้ายวัดโอนไม่ได้ เลยติดต่อเรามาอีกครั้ง เรื่องที่ดินที่คาราคาซัง วัดจะให้เราเดินทางไปคุยกับด็อกเตอร์ แต่ทางผู้จัดการมรดกปฏิเสธไป 1 ครั้งว่าไม่สะดวก เพราะทางผู้จัดการมรดกทำเกี่ยวกับราชการ แล้วติดธุระทางราชการ เลยปฏิเสธไปว่าไม่สะดวก”

“ทางเราไม่ได้มีการพูดแบบที่ทนายเกิดผลอ้างเบื้องต้นว่าถ้าอยากได้ก็ไปฟ้องเอา แล้วไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่มา แล้วไม่มีหนังสือทวงถามตามที่กล่าวอ้าง เรื่องเรารับรู้หลังจากปู่ตาย แต่วัดไม่เคยช่วยเราดำเนินการอะไร ทั้งที่สร้างปัญหาให้พวกเรา คำว่าคุณอาของวรสุดา เป็นคำย่อมาจากอาจารย์วรสุดา ไม่ใช่ญาติครับ”

“ผมไม่กล้าเมนต์หรืออธิบาย กลัวคนที่ถล่ม เราไม่เคยโอนที่มาเป็นของเรา โฉนดก็คืนไป 340 โดยประมาณ โฉนดที่เหลือที่ญาติผมตอนนี้ไม่มีเลย มีแต่ที่เราก๊อปปี้ไว้เป็นหลักฐานวันส่งมอบ ผมพยายามติดต่อตามเพจครับ แต่ยังไม่มีใครตอบ”

นอกจากนี้ แพรรี่ยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเงินสดจำนวน 2.7 ล้านบาทที่ทายาทนำมาคืน โดยโพสต์ภาพเงินจำนวนดังกล่าวที่วางอยู่ในพาน พร้อมข้อความว่า “อยากรู้ค่ะว่าเงิน 2,700,000 ที่ทายาทอดีตไวยาวัจกรเอามาคืนหลวงพ่อ คือเงินอะไรคะ และทำไมหลวงพ่อถึงต้องเอาเงินสดเยอะขนาดนี้ไปฝากอดีตไวยาวัจกรของวัดไว้ เพื่อความเป็นธรรมของพ่อนะคะ ช่วยชี้แจงด้วย”

ประเด็นสำคัญ: ทายาทอดีตไวยาวัจกรชี้แจงเรื่องที่ดินและเงิน 2.7 ล้าน

จากคำชี้แจงของทายาทอดีตไวยาวัจกร ประเด็นหลักๆ ที่ต้องการสื่อสารคือ:

  • ยินดีคืนที่ดินทั้งหมด 740 ไร่ให้กับวัดพระบาทน้ำพุ
  • ได้นำเงินสดจำนวน 2.7 ล้านบาทคืนให้กับวัดแล้ว
  • ไม่เคยพูดจาในลักษณะท้าทายให้ไปฟ้องร้อง
  • พร้อมให้ความร่วมมือกับวัดในการดำเนินการต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องที่มาของเงิน 2.7 ล้านบาท ยังคงเป็นข้อสงสัยที่แพรรี่และหลายคนต้องการคำตอบ เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เรื่องราวนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และทางวัดพระบาทน้ำพุจะมีการชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นใดบ้าง เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับปมแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน นี้

การออกมาแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน บาทในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลอีกด้านหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังคงเป็นที่สงสัยและต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้

ที่มา – ทายาทอดีตไวยาวัจกร แจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน ผ่าน “แพรรี่” ยันไม่เคยไล่ไปฟ้อง

ทบ. โต้! ไทยยิงถล่มบ้านเรือน? ไม่จริง!

กลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อ ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน โดยชี้ว่ากระสุนจากกัมพูชาต่างหากที่ตกใส่พลเรือนไทยนับร้อยจุด เรื่องราวเป็นอย่างไรมาติดตามกัน

ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน ชี้ กระสุนกัมพูชาตกที่พลเรือนไทยเป็น 100 จุด

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงถึงการลงพื้นที่ของคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำกัมพูชา เพื่อสำรวจความเสียหายในหมู่บ้านทมาดอน จังหวัดอุดรมีชัย โดยอ้างว่าได้รับผลกระทบจากการทิ้งระเบิดและการยิงถล่มบ้านเรือนโดยกองทัพไทย

พล.ต.วินธัย ย้ำว่า การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามมติที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากฝ่ายกัมพูชา

ไทยยึดมั่นหลักสากล

โฆษกกองทัพบก เน้นย้ำว่าทหารไทยยึดมั่นในการใช้อาวุธต่อเป้าหมายทางทหารตามหลักสากลเท่านั้น และการใช้อาวุธของไทยมีประสิทธิภาพ สามารถจำกัดวงการทำลายอยู่ในพื้นที่เป้าหมายทางทหารได้ ไม่เหมือนกับฝ่ายกัมพูชาที่มุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทยที่อยู่นอกขอบเขตพื้นที่การรบ

สิ่งที่น่าตกใจคือ มีหลายจุดที่กระสุนจากฝ่ายกัมพูชาตกในพื้นที่พลเรือน ห่างจากพื้นที่การรบถึง 30 กิโลเมตร ปัจจุบันมีการนับจุดที่กระสุนจากฝ่ายกัมพูชาตกในพื้นที่พลเรือนรวมกันแล้วกว่า 100 จุด ทั้งที่ระเบิดไปแล้วและยังไม่ระเบิด ซึ่งฝ่ายไทยได้จัดทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างละเอียดแล้ว

“ฝ่ายกัมพูชามิอาจปฏิเสธความจริง และมิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และถือเป็นการมุ่งโจมตีต่อเป้าหมายพลเรือนอย่างจงใจ” พล.ต.วินธัย กล่าว

ในส่วนของกรณีที่กัมพูชาพาคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศลงสำรวจพื้นที่บริเวณวัดตาเมือนแซนเจย ที่อ้างว่ามีความเสียหายนั้น พล.ต.วินธัย ชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นเป้าหมายทางทหาร ซึ่งอยู่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ห่างจากแนวชายแดนเพียง 1.8 กิโลเมตร ไม่ใช่ลึกเข้าไปในพื้นที่ตอนในถึง 20-30 กิโลเมตร เหมือนที่ฝ่ายกัมพูชากระทำต่อฝ่ายไทย

นอกจากนี้ พล.ต.วินธัย ยังกล่าวอีกว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ในขอบเขตของพื้นที่การสู้รบ และในช่วงที่มีการสู้รบ ไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว มีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชาที่ใช้เป็นพื้นที่รวมพลและที่ตั้งในการควบคุมบังคับบัญชาการรบ ดังนั้น ตัวเลขพลเรือนที่บาดเจ็บและสูญเสียตามที่กล่าวอ้างนั้นจึงไม่เป็นความจริง หากมีการบาดเจ็บและสูญเสีย จะมีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชาเท่านั้น

สรุปคือ ทบ. ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าไทยยิงถล่มบ้านเรือน และกล่าวหากลับว่ากระสุนจากกัมพูชาต่างหาก ที่ตกใส่พลเรือนไทยนับร้อยจุด ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ และต้องติดตามกันต่อไปว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การที่ ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน จึงเป็นการออกมาปกป้องชื่อเสียงของประเทศและกองทัพ

ที่มา – ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน ชี้ กระสุนกัมพูชาตกที่พลเรือนไทยเป็น 100 จุด

Scroll to top