ข่าวทั่วไป

ช็อก! นักเรียน ม.5 ชกครู เหตุไม่พอใจคะแนนสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อนักเรียนชายชั้น ม.5 ก่อเหตุทำร้ายร่างกายครูสาวในโรงเรียน เหตุเพราะไม่พอใจคะแนนสอบกลางภาค เรื่องราวนี้สร้างความตกตะลึงและเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความไม่เหมาะสมของการกระทำดังกล่าว

นักเรียน ม.5 ไม่พอใจคะแนนสอบ รัวชกครูสาว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เมื่อครูสาวรายหนึ่งเข้าร้องเรียนกับเพจดังเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เธอถูกนักเรียนชายชั้น ม.5 ทำร้ายร่างกายภายในห้องเรียน สาเหตุมาจากความไม่พอใจในผลคะแนนสอบกลางภาคที่นักเรียนได้รับ นักเรียนคนดังกล่าวได้ 18 เต็ม 20 คะแนน แต่เนื่องจากไม่ได้แสดงวิธีทำตามที่โจทย์กำหนด ครูจึงไม่ได้ให้คะแนนเต็ม ทำให้นักเรียนไม่พอใจ

ถึงแม้ครูจะพยายามอธิบายเหตุผล แต่ดูเหมือนนักเรียนจะไม่รับฟัง และโต้เถียงกับครูอย่างรุนแรง ครูจึงแนะนำให้นักเรียนไปสอบถามครูท่านอื่นเพื่อยืนยันว่าเกณฑ์การให้คะแนนเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เมื่อนักเรียนกลับมาก็ยังคงยืนกรานให้ครูเพิ่มคะแนนให้ แต่ครูปฏิเสธเนื่องจากเป็นไปตามดุลพินิจของครูผู้สอน

สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งนักเรียนชายคนดังกล่าวเข้าไปทำร้ายร่างกายครูสาวด้วยการชกต่อยหลายครั้ง เตะและตีเข่าใส่ ทำให้ครูได้รับบาดเจ็บ เพื่อนร่วมห้องต่างตกใจและพยายามเข้าห้ามปราม หลังเกิดเหตุ ครูได้ไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล พบว่ามีอาการฟกช้ำที่ดวงตา หัวบวม และซี่โครงอักเสบ เธอได้แจ้งความไว้ที่ สภ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ผู้ปกครองของนักเรียนได้ติดต่อมาขอโทษครู ส่วนนักเรียนชายได้ถูกลงโทษพักการเรียนและลาออกจากโรงเรียนในเวลาต่อมา

#Saveครู ประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล

เรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่และแชร์ต่อกันอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครูอาร์ตี้ ติวเตอร์ชื่อดัง ได้โพสต์ให้กำลังใจครูที่ถูกทำร้าย พร้อมติดแฮชแท็ก #Saveครู ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของนักเรียนชายอย่างกว้างขวาง หลายคนแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจครูผู้สอน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการลงโทษนักเรียนที่ก่อเหตุอย่างเหมาะสม

มีการเปิดเผยคลิปจากกล้องวงจรปิดในห้องเรียน ซึ่งแสดงให้เห็นภาพเหตุการณ์ขณะที่นักเรียนชายรูปร่างกำยำเข้าทำร้ายครูสาวที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าชั้นเรียน ท่ามกลางสายตาของนักเรียนหญิงเกือบ 20 คน คลิปวิดีโอดังกล่าวยิ่งสร้างความสะเทือนใจและโกรธแค้นให้กับผู้ที่ได้รับชม

แหล่งข่าวระบุว่า ครูหญิงที่ถูกทำร้ายร่างกายยืนยันที่จะดำเนินคดีกับนักเรียนชายให้ถึงที่สุด แต่ยังไม่พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ จนกว่าจะปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียก่อน ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์นักเรียนและผู้ปกครอง แต่ไม่สามารถติดต่อได้

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีกระเเสข่าวว่านักเรียน ม.5 ไม่พอใจคะแนนสอบจึงได้ก่อเหตุในครั้งนี้

เหตุการณ์นักเรียน ม.5 ไม่พอใจคะแนนสอบและทำร้ายครูครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนปัญหาการควบคุมอารมณ์และการเคารพผู้อื่นของเยาวชนในปัจจุบัน การอบรมสั่งสอนทั้งจากครอบครัวและสถานศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – วิจารณ์สนั่น นักเรียน ม.5 ไม่พอใจคะแนนสอบ รัวชกครูสาวกลางห้อง จนซี่โครงอักเสบ

7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา: สถานการณ์สงบ

สถานการณ์ใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงสงบ ประชาชนเริ่มทยอยกลับบ้านหลังจากหลายพื้นที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยแล้ว หน่วยงานต่างๆ เร่งดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้รายงานว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 10 สิงหาคม 2568 จนถึงช่วงเช้าของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ไม่มีเหตุการณ์ปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาแต่อย่างใด

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า สถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) หลายพื้นที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยแล้ว ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ภายใต้การดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบางพื้นที่ที่พบวัตถุระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัยตกค้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบและเก็บกู้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน หากประชาชนพบเห็นพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัย หรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอความร่วมมือแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการโดยเร็ว

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบและการฟื้นฟูพื้นที่ชายแดนให้ปลอดภัยจากวัตถุระเบิดตกค้าง เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถกลับบ้านและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างรอบคอบและรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ยังสงบ

การทำงานของหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเก็บกู้วัตถุระเบิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมา การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมให้ประชาชนกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ ล้วนเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ความสำคัญของการแจ้งเบาะแสใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

การแจ้งเบาะแสเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะนอกจากจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการเก็บกู้ได้อย่างทันท่วงที ยังเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์อีกด้วย ดังนั้น หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังและแจ้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ยังช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสงบและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน

รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนทุกวิถีทาง เพื่อให้ประชาชนใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด ความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชน คือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

สถานการณ์ที่สงบลงนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ การทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ และความเสียสละของทุกภาคส่วน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การกลับคืนสู่สภาวะปกติของพื้นที่ชายแดน ไม่ได้หมายถึงแค่การไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้กลับคืนมาดังเดิม รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชายแดน และส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ที่มา – 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ยังสงบ เร่งเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้าง

อย่าหาทำ! รุก“ดอยผาฮุ้ง” อุทยานฯ เตือนอันตราย

กรมอุทยานฯ เตือนอย่าหาทำ หลังพบผู้บุกรุกพื้นที่หวงห้าม “ดอยผาฮุ้ง” อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ย้ำอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ รวมถึงเป็นอันตรายต่อชีวิตของตนเองและผู้อื่น

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 68 เพจเฟซบุ๊ก “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 68 เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยมุ่งเน้นเส้นทางดอยผาฮุ้ง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่มีระบบนิเวศเปราะบางและถูกกำหนดให้เป็นเขตธรรมชาติหวงห้าม (Strict Nature Reserve zone) ตามหลักการของ IUCN ประเภท Ia

ระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลเข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต และได้กระทำการบางอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ รวมถึงอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของตนเองและผู้อื่น เจ้าหน้าที่จึงเข้าเจรจาพูดคุยเพื่อว่ากล่าวตักเตือน พร้อมทั้งชี้แจงถึงข้อกฎหมายและโทษของการกระทำดังกล่าว ก่อนจะขอให้กลุ่มบุคคลนั้นออกจากพื้นที่หวงห้ามโดยทันที

ภาพจากเพจ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ภาพจากเพจ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

สำหรับ “ดอยผาฮุ้ง” เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาดอยนางนอน มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีพรรณไม้และสัตว์ป่าหายาก และมีระบบนิเวศที่เปราะบาง จึงเป็นพื้นที่คุ้มครองที่มีการจำกัดการเข้าถึงอย่างเข้มงวด ห้ามกิจกรรมทุกประเภทที่อาจส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศให้คงอยู่ต่อไป

อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงฯ ขอเตือนนักท่องเที่ยวและประชาชนทุกคน ดอยผาฮุ้งเป็นเขตธรรมชาติหวงห้ามเด็ดขาด และเป็นพื้นที่สำคัญที่มีระบบนิเวศเปราะบาง การเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตนอกจากจะถือเป็นความผิดทางกฎหมายแล้ว ยังอาจเกิดอันตรายต่อชีวิต จึงขอความร่วมมือจากทุกท่านเคารพกฎระเบียบของอุทยานฯ เพื่อความปลอดภัยของท่านเองและเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของชาติให้คงอยู่สืบไป ทั้งนี้หากจะเข้าไปในพื้นที่ให้ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้ง

ภาพจากเพจ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ภาพจากเพจ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

(คลิกเพื่อชมโพสต์)

ทำไมถึงห้ามเข้า “ดอยผาฮุ้ง”?

  • เป็นพื้นที่เขตธรรมชาติหวงห้าม
  • ระบบนิเวศเปราะบาง
  • มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
  • พรรณไม้และสัตว์ป่าหายาก
  • อาจเกิดอันตรายต่อชีวิต

อย่าหาทำ! รุก“ดอยผาฮุ้ง”

ผลกระทบจากการบุกรุก “ดอยผาฮุ้ง”

การบุกรุกดอยผาฮุ้ง ไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อระบบนิเวศที่เปราะบางของพื้นที่ดังกล่าว ความหลากหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ของดอยผาฮุ้ง ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของพรรณไม้และสัตว์ป่าหายาก อาจถูกทำลายลงจากการกระทำของผู้ที่ไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ

นอกจากนี้ การบุกรุกอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของดิน การปนเปื้อนของแหล่งน้ำ และการรบกวนวิถีชีวิตของสัตว์ป่า ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบนิเวศในระยะยาว การรักษาความสมบูรณ์ของดอยผาฮุ้งจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เท่านั้น

ร่วมมือกันปกป้อง “ดอยผาฮุ้ง”

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการปกป้อง “ดอยผาฮุ้ง” ได้โดยการปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยานฯ และให้ความเคารพต่อธรรมชาติ หากพบเห็นการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที การท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ การลดปริมาณขยะ และการสนับสนุนกิจกรรมอนุรักษ์ในท้องถิ่น เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยรักษาสมบัติทางธรรมชาติอันล้ำค่านี้ไว้ให้กับคนรุ่นหลัง

การอนุรักษ์ “ดอยผาฮุ้ง” ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มาร่วมกันสร้างสังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุกคน

ที่มา – อย่าหาทำ รุกพื้นที่หวงห้าม “ดอยผาฮุ้ง” อุทยานเตือน เสี่ยงอันตราย-กระทบระบบนิเวศ

Omoda ปรับปรุง 5 และ 5 EV ใหม่หมด หลังขายในอังกฤษ

หลังจากวางจำหน่ายในอังกฤษได้ไม่ถึงปี Omoda ก็ทำการปรับปรุง 5 และ 5 EV ใหม่หมด ทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ได้รับการปรับจูนใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น การยกเครื่องรถครอสโอเวอร์รุ่น 5 และ E5 ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้รถมีสมรรถนะการใช้งานที่เหนือกว่าเดิม แม้ว่า Omoda จะมียอดขายมากกว่า 11,000 คันในอังกฤษ แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเสียงวิจารณ์จากสื่ออังกฤษที่ได้ทดสอบและรีวิวรถรุ่นนี้

Omoda 5 รุ่นเครื่องยนต์เบนซินได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยเน้นไปที่การใช้วัสดุคุณภาพสูงขึ้นในการตกแต่งภายใน หน้าจอแสดงผลมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 12.25 นิ้ว ทั้งสำหรับหน้าปัดและระบบอินโฟเทนเมนต์ นอกจากนี้ ยังมีการปรับตำแหน่งคันเกียร์ใหม่ การปรับเบาะที่นั่งด้วยระบบไฟฟ้าที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น พวงมาลัยแบบใหม่ และ “ตำแหน่งที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น” สำหรับแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย

การปรับปรุงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภายนอกและภายในเท่านั้น ขุมกำลังเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร ได้รับการปรับลดกำลังลงเหลือ 145 แรงม้า เพื่อลดการปล่อยมลพิษลงเหลือ 170 กรัม/กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงรูปทรงเรขาคณิตของระบบกันสะเทือนด้านหน้า จูนระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้าใหม่ เปลี่ยนดุมล้อหน้าใหม่ ตลับลูกปืนและสายเบรกใหม่ การยกเครื่องระบบขับเคลื่อนใหม่ทั้งหมด รวมถึงการถอดล้ออะไหล่ออกจากห้องเก็บสัมภาระ ทำให้มีพื้นที่เก็บสัมภาระเพิ่มขึ้นเป็น 430 ลิตร

สำหรับ Omoda 5 รุ่นมอเตอร์ไฟฟ้า ก็มีการเปลี่ยนแปลงฮาร์ดแวร์ควบคุมการทำงานใหม่ พร้อมแบตเตอรี่ใหม่ขนาด 61 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งมีความหนาแน่นพลังงานไฟฟ้าที่ดีขึ้น ทำให้วิ่งได้ระยะทางประมาณ 430 กิโลเมตร (WLTP) ระบบชาร์จที่เร็วขึ้นเป็น 130 กิโลวัตต์ และระบบระบายความร้อนใหม่ใน Omoda 5 รุ่นท็อป

Omoda ปรับปรุง 5 และ 5 EV ใหม่หมด

ราคาของ Omoda 5 EV ในอังกฤษเริ่มต้นที่ 33,065 ปอนด์ (ประมาณ 1,427,000 บาท) ในขณะที่ Omoda 5 รุ่นเครื่องยนต์เบนซินมีราคาเริ่มต้นที่ 23,990 ปอนด์ (ประมาณ 1,035,000 บาท)

ทำไม Omoda ถึงต้องปรับปรุง 5 และ 5 EV ใหม่หมด หลังวางขายในอังกฤษไม่ถึงปี?

การตัดสินใจปรับปรุง 5 และ 5 EV ใหม่หมด อย่างรวดเร็วเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Omoda ที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภคและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้อาจส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว

โดยรวมแล้ว การ ปรับปรุง 5 และ 5 EV ใหม่หมด ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของ Omoda ต่อคุณภาพและประสบการณ์ของผู้ใช้งาน การปรับปรุงทั้งในด้านสมรรถนะ ฟังก์ชันการใช้งาน และดีไซน์ ทำให้ Omoda 5 และ 5 EV เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้า

ที่มา – Omoda ปรับปรุง 5 และ 5 EV ใหม่หมด หลังวางจำหน่ายในอังกฤษไม่ถึงปี

สลด! หนุ่มขี่ จยย. ฝ่าแนวกั้น ตกบ่อร้อยสายไฟดับ


อุบัติเหตุสุดสลด! หนุ่มวัย 26 ปี ขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าแนวกั้น พุ่งชนฝาคอนกรีตอย่างแรง ร่างกระเด็นตกลงไปในบ่อร้อยสายไฟใต้ดิน ความลึกกว่า 10 เมตร กลางถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณหน้าศาลปกครอง เสียชีวิตคาที่ เกิดเป็นอุบัติเหตุที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

หนุ่มขี่ จยย. ฝ่าแนวกั้น ร่างกระเด็นตกบ่อร้อยสายไฟใต้ดิน ลึก 10 ม. เสียชีวิต

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 00.30 น. ของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 โดยร้อยตำรวจโทเจนวิทย์ เหลือผล รองสารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง ได้รับแจ้งเหตุร้ายว่ามีรถจักรยานยนต์ประสบอุบัติเหตุพุ่งตกลงไปในบ่อร้อยสายไฟใต้ดิน บนถนนแจ้งวัฒนะขาออก บริเวณด้านหน้าศาลปกครอง แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร หลังจากได้รับแจ้งเหตุจึงรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุพร้อมด้วยอาสาสมัครจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่าเป็นถนนขนาด 5 เลน โดยบริเวณช่องทางซ้ายสุด 3 เลนถูกปิดเพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับการก่อสร้างโครงการร้อยสายไฟใต้ดิน เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สกู๊ปปี้ สีครีม หมายเลขทะเบียน 9ขถ1938 กรุงเทพมหานคร ล้มคว่ำอยู่ สภาพรถพังยับเยิน โดยรถได้พุ่งชนเข้ากับเครื่องปั่นไฟที่อยู่ใกล้กับบ่อที่มีความลึกถึง 10 เมตร เจ้าหน้าที่จึงทำการโรยตัวลงไปตรวจสอบภายในบ่อ และพบร่างของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์จมอยู่ในน้ำเสียชีวิต จึงได้นำร่างขึ้นมา

จากการตรวจสอบ ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายสันติสุข (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี สภาพศพสวมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้น นุ่งกางเกงกีฬาขาสั้นสีน้ำเงิน จากการชันสูตรเบื้องต้น พบว่ามีบาดแผลที่กะโหลกศีรษะแตก เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการบันทึกและรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุเพื่อทำการสอบสวนต่อไป

คำให้การจากพยานในที่เกิดเหตุ

จากการสอบถามคนงานที่อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุให้การว่า พวกเขาได้ทำการปิดช่องจราจร 3 เลน และติดตั้งสัญญาณไฟเตือนไว้ตลอดแนว เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่ก่อสร้าง ก่อนที่จะเปิดฝาคอนกรีตของพื้นถนนออกเพื่อให้คนงานลงไปทำการเจาะผนังใต้ดินเพื่อวางท่อร้อยสายไฟ ขณะที่กำลังปฏิบัติงานอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับขี่ฝ่าแนวกั้น พุ่งชนเข้ากับฝาคอนกรีตอย่างจัง ส่งผลให้ร่างของผู้ขับขี่กระเด็นตกลงไปจมน้ำในบ่อที่มีความลึกถึง 10 เมตร

คนงานยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การทำงานในพื้นที่ดังกล่าว จะทำการปิดถนนตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึง 03.00 น. ซึ่งได้ดำเนินการมาเป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้ว ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์อันน่าสลดใจนี้ขึ้น

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำการสอบสวนวิศวกรผู้ควบคุมงานอย่างละเอียด เพื่อสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ ส่วนร่างของผู้เสียชีวิตได้ถูกนำส่งไปยังโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เพื่อรอการติดต่อจากญาติให้มารับศพไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป

ข้อควรระวังในการขับขี่ในพื้นที่ก่อสร้าง

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่านเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการก่อสร้าง ควรสังเกตป้ายเตือน สัญญาณไฟ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

  • ลดความเร็วเมื่อเข้าใกล้พื้นที่ก่อสร้าง
  • สังเกตป้ายเตือนและสัญญาณไฟอย่างระมัดระวัง
  • หลีกเลี่ยงการฝ่าแนวกั้นหรือสิ่งกีดขวาง
  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่

การป้องกันอุบัติเหตุเป็นหน้าที่ของทุกคน การขับขี่ด้วยความระมัดระวังและมีสติอยู่เสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและรักษาชีวิตของตนเองและผู้อื่นได้

ที่มา – หนุ่มขี่ จยย. ฝ่าแนวกั้น ร่างกระเด็นตกบ่อร้อยสายไฟใต้ดิน ลึก 10 ม. เสียชีวิต

ตุรกีแผ่นดินไหว 6.1 ดับ 1 เจ็บ 29 บ้านพัง

เกิดเหตุแผ่นดินไหว 6.1 แมกนิจูดในจังหวัดบัลลิเคซีร์ ประเทศตุรกี สะเทือนหลายเมืองรวมถึงนครอิสตันบูล ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บ 29 ราย อาคารบ้านเรือนพังถล่ม 16 หลัง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อเวลา 19.53 น. ของวันที่ 10 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่นในตุรกี หรือประมาณ 23.53 น. ของคืนที่ผ่านมา ตามเวลาในประเทศไทย ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหว 6.1 แมกนิจูด ในจังหวัดบัลลิเคซีร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ครอบคลุมหลายจังหวัด รวมทั้งนครอิสตันบูล

สำนักงานจัดการภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินของตุรกี (AFAD) ระบุว่า แผ่นดินไหว 6.1 ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ระดับความลึกประมาณ 11 กิโลเมตรจากผิวดิน ขณะที่ศูนย์วิจัยธรณีวิทยาแห่งเยอรมนี (GFZ) วัดความรุนแรงได้ 6.1 แมกนิจูด และความลึก 10 กิโลเมตร

นายอาลี เยร์ลิกายา รัฐมนตรีมหาดไทยตุรกี เปิดเผยว่า เหตุแผ่นดินไหว 6.1 ครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายชราวัย 81 ปี ที่เสียชีวิตหลังจากถูกช่วยเหลือออกมาจากซากอาคาร นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 29 ราย อาคารบ้านเรือนเสียหายหรือพังถล่มรวม 16 หลัง ปัจจุบันภารกิจค้นหาและกู้ภัยได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และไม่พบผู้สูญหายเพิ่มเติม

ตุรกีแผ่นดินไหว 6.1: ผลกระทบและความช่วยเหลือ

เหตุแผ่นดินไหว 6.1 ในตุรกีครั้งนี้สร้างความเสียหายและความสูญเสียให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก รัฐบาลตุรกีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว มอบอาหารและเครื่องดื่ม และให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมีการประเมินความเสียหายของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อวางแผนการฟื้นฟูในระยะยาว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากแผ่นดินไหว 6.1

แม้ว่าความเสียหายจากแผ่นดินไหว 6.1 จะจำกัดอยู่ในพื้นที่บางส่วนของตุรกี แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศได้ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลตุรกีอาจต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตุรกีมีความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูประเทศและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้

สถานการณ์ภัยพิบัติเช่นแผ่นดินไหว 6.1 ที่เกิดขึ้นในตุรกี เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ การสร้างบ้านเรือนที่แข็งแรง การมีแผนฉุกเฉิน และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความสูญเสียและผลกระทบจากภัยพิบัติได้

ที่มา – แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี ดับ 1 ศพ บาดเจ็บ 29 ราย หลังบ้านเรือนของประชาชนพังถล่มนับสิบหลัง

ชาวสวนญี่ปุ่นช้ำ! โจรขโมยแตงโมกว่า 600 ลูก

ชาวสวนญี่ปุ่นสุดช้ำ! โจรขโมยแตงโมกว่า 600 ลูก มูลค่า 1.2 ล้านเยน

เรื่องราวสุดสะเทือนใจเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเหล่ามิจฉาชีพใจบาปได้ทำการขโมยแตงโมกว่า 600 ลูกไปจากสวนของเกษตรกรรายหนึ่งในเมืองมัตสึโมโตะ จังหวัดนากาโนะ สร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึง 1.2 ล้านเยน หรือราว 262,600 บาทไทยเลยทีเดียว เหตุการณ์นี้สร้างความเดือดร้อนและเสียใจให้กับชาวสวนเป็นอย่างมาก และขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2568 เมื่อเกษตรกรเจ้าของสวนได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงเช้าตรู่ เวลาประมาณ 7:00 น. หลังจากที่เขาพบว่าแตงโมในสวนของตนเอง ซึ่งอยู่ในช่วงที่พร้อมเก็บเกี่ยว หายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม เวลาประมาณ 11:00 น. ก่อนที่เขาจะออกจากสวนไปนั้น ทุกอย่างยังคงเป็นปกติ ไม่มีสิ่งผิดสังเกตใดๆ เกิดขึ้น

สถานการณ์การโจรกรรมแตงโมที่น่ากังวล

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า สวนแตงโมแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับถนน ทำให้คนร้ายอาจฉวยโอกาสในช่วงเวลากลางคืน ลักลอบขนแตงโมขึ้นรถบรรทุกแล้วหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงเพื่อหาร่องรอยของคนร้าย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาแนะนำให้เกษตรกรติดตั้งกล้องวงจรปิด และสร้างรั้วรอบขอบชิด พร้อมติดตั้งสัญญาณเตือนภัย เพื่อป้องกันการโจรกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมากเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรโดยตรง

สถานการณ์ชาวสวนญี่ปุ่นสุดช้ำ! โจรขโมยแตงโมกว่า 600 ลูกนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เกษตรกรทั่วโลกเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลรักษาผลผลิตของตนเอง และพิจารณาลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ไม่คาดฝัน

  • ติดตั้งกล้องวงจรปิด: เพื่อบันทึกภาพและเป็นหลักฐาน
  • สร้างรั้วรอบขอบชิด: เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยง่าย
  • ติดตั้งสัญญาณเตือนภัย: เพื่อแจ้งเตือนเมื่อมีผู้บุกรุก
  • เพิ่มความถี่ในการตรวจตรา: เพื่อสังเกตความผิดปกติ

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของเกษตรกร แม้จะทุ่มเทแรงกายแรงใจในการเพาะปลูก แต่กลับต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากมิจฉาชีพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและขวัญกำลังใจอย่างมาก เราหวังว่าทางการจะสามารถจับกุมคนร้ายได้โดยเร็ว และออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม

ที่มา – ชาวสวนญี่ปุ่นสุดช้ำ โจรขโมยแตงโมกว่า 600 ลูก มูลค่า 1.2 ล้านเยน

วิธีดูแลความสะอาดเสื้อผ้าเด็ก: เคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณแม่ต้องรู้

สวัสดีค่ะคุณแม่ทุกคน! การดูแลเสื้อผ้าของลูกน้อยเป็นเรื่องที่คุณแม่หลายท่านให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะผิวของเด็กบอบบางและแพ้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เสื้อผ้าที่ไม่สะอาดอาจก่อให้เกิดผื่นคัน หรืออาการแพ้ต่างๆ ได้ วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ในการ วิธีดูแลความสะอาดเสื้อผ้าเด็ก มาฝากกันค่ะ

วิธีดูแลความสะอาดเสื้อผ้าเด็ก

1. แยกซักเสื้อผ้าเด็กออกจากเสื้อผ้าผู้ใหญ่: ข้อนี้สำคัญมากๆ ค่ะ เพราะเสื้อผ้าของผู้ใหญ่อาจมีแบคทีเรีย หรือสารเคมีจากน้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่างๆ ที่อาจระคายเคืองผิวลูกน้อยได้ ควรแยกตะกร้าผ้าสำหรับเสื้อผ้าเด็กโดยเฉพาะ และซักแยกกันเสมอ

2. เลือกใช้น้ำยาซักผ้าสูตรอ่อนโยน: มองหาน้ำยาซักผ้าที่ระบุว่า “สำหรับเด็ก” หรือ “สูตรอ่อนโยน” เพราะน้ำยาซักผ้าเหล่านี้มักปราศจากสารเคมีรุนแรง น้ำหอม หรือสารฟอกขาว ที่อาจก่อให้เกิดการแพ้ได้

3. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม: ถึงแม้ว่าน้ำยาปรับผ้านุ่มจะทำให้เสื้อผ้าหอมนุ่มน่าสัมผัส แต่สารเคมีในน้ำยาปรับผ้านุ่มอาจตกค้างบนเสื้อผ้า และระคายเคืองผิวลูกน้อยได้ หากต้องการให้เสื้อผ้านุ่มขึ้น อาจลองใช้น้ำส้มสายชูเล็กน้อยแทนได้ค่ะ

เคล็ดลับเพิ่มเติมในการดูแลความสะอาดเสื้อผ้าเด็ก

4. ซักเสื้อผ้าใหม่ก่อนใส่: เสื้อผ้าใหม่มักมีสารเคมีที่ใช้ในการผลิตติดอยู่ ดังนั้นควรซักเสื้อผ้าใหม่ทุกครั้งก่อนให้ลูกน้อยสวมใส่ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพ้

5. ขจัดคราบสกปรกทันที: หากเสื้อผ้าลูกน้อยเปื้อนคราบต่างๆ เช่น คราบนม คราบอาหาร ให้รีบขจัดคราบออกทันที เพื่อป้องกันไม่ให้คราบฝังแน่น ซักออกยาก

6. ตากแดดให้แห้งสนิท: แสงแดดเป็นตัวช่วยฆ่าเชื้อโรคตามธรรมชาติ ควรตากเสื้อผ้าเด็กให้แห้งสนิทในที่ที่มีแสงแดดส่องถึง หากไม่สะดวกตากแดด อาจใช้เครื่องอบผ้า แต่ควรตั้งอุณหภูมิต่ำ เพื่อป้องกันเสื้อผ้าหดตัว

7. รีดเสื้อผ้าด้วยความร้อนต่ำ: การรีดผ้าจะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่อาจหลงเหลืออยู่บนเสื้อผ้าได้ ควรใช้ไฟอ่อนๆ หรือไฟสำหรับรีดผ้าเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เสื้อผ้าไหม้ หรือเสียรูปทรง

8. ทำความสะอาดเครื่องซักผ้าอย่างสม่ำเสมอ: เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค และแบคทีเรียในเครื่องซักผ้า ควรทำความสะอาดเครื่องซักผ้าอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดเครื่องซักผ้า หรือน้ำส้มสายชู

การใส่ใจใน วิธีดูแลความสะอาดเสื้อผ้าเด็ก เป็นการดูแลสุขภาพของลูกน้อยอีกทางหนึ่ง คุณแม่ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้กันดูนะคะ รับรองว่าลูกน้อยของคุณจะมีเสื้อผ้าที่สะอาด ปลอดภัย ใส่สบายอย่างแน่นอน

การเลือกผลิตภัณฑ์ซักผ้าและปรับผ้านุ่มที่เหมาะสมสำหรับเด็กเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองและอาการแพ้ต่างๆ ลองมองหาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากแพทย์ผิวหนังหรือกุมารแพทย์เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยของลูกน้อยนะคะ

ที่มา –

สหรัฐฯ ติดโควิดเพิ่ม! คาดสายพันธุ์ใหม่ “สเตรตัส” เป็นเหตุ

สถานการณ์โควิด-19 ในสหรัฐฯ น่ากังวลอีกครั้ง! จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีการคาดการณ์ว่าสาเหตุหลักอาจมาจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ย่อยตัวใหม่ที่เรียกว่า “สเตรตัส” (Stratus) ซึ่งกำลังเป็นที่จับตา

สหรัฐฯ คนติดโควิดเพิ่ม! คาดสายพันธุ์ใหม่ “สเตรตัส” เป็นเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การกลับมาระบาดของโควิด-19 ในช่วงฤดูร้อนนี้ ทำให้หลายฝ่ายกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้ช่วงเปิดเทอมของเด็กๆ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเร่งให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ความเสี่ยงของการระบาดระลอกใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางความสับสนเกี่ยวกับคำแนะนำเรื่องวัคซีนโควิด-19 หลังจากที่นาย โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ ได้ออกมาเปลี่ยนแปลงคำแนะนำของรัฐบาลกลาง ทำให้เกิดคำถามว่าใครควรเข้ารับวัคซีนบ้าง

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ได้ยกระดับการเฝ้าระวังกิจกรรมของไวรัสในน้ำเสียแห่งชาติ จากระดับ “ต่ำ” เป็น “ปานกลาง” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (8 สิงหาคม) โดยพื้นที่ที่ตรวจพบเชื้อโควิด-19 ในน้ำเสียมากที่สุดคือฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ครอบคลุมรัฐอะแลสกา แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด เนวาดา และยูทาห์

ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ก็พบการเพิ่มขึ้นของระดับกิจกรรมของไวรัสในน้ำเสียเช่นกัน โดยรัฐลุยเซียนามีสถิติสูงสุด ตามข้อมูลที่วัดได้ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม

การเฝ้าระวังผ่านการตรวจน้ำเสียเป็นวิธีที่สามารถตรวจจับการแพร่ระบาดของไวรัสในชุมชนได้รวดเร็วกว่าการทดสอบทางคลินิก เนื่องจากสามารถตรวจพบเชื้อได้ก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการหรือเดินทางไปพบแพทย์

นอกจากนี้ การตรวจน้ำเสียยังสามารถตรวจพบการติดเชื้อในผู้ที่ไม่แสดงอาการได้อีกด้วย หากพบระดับกิจกรรมของไวรัสในน้ำเสียเพิ่มสูงขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการติดเชื้อ

CDC ประเมินว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 กำลังเพิ่มขึ้นใน 45 รัฐทั่วประเทศ โดยมีเพียง 4 รัฐเท่านั้นที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังคงที่ ได้แก่ อะแลสกา นอร์ทดาโกตา เมน และนิวแฮมป์เชียร์ ส่วนรัฐไวโอมิงไม่มีข้อมูลสถิติ

สำหรับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า XFG “สเตรตัส” นั้น ถูกตรวจพบครั้งแรกในเดือนมกราคมที่ผ่านมา จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยในช่วงครึ่งแรกของปี สายพันธุ์นี้แทบไม่มีบทบาทในสหรัฐฯ เลย

แต่ในเดือนมิถุนายน จู่ๆ จำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ “สเตรตัส” กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คิดเป็น 14% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ในบรรดาสายพันธุ์ย่อยทั้งหมด

เชื้อสายพันธุ์ XFG นั้นเป็นการรวมตัวกันของเชื้อสายพันธุ์ย่อย 2 ตัว คือ LF.7 และ LP.8.1.2 โดยเชื้อ LP.8.1.2 เป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในสหรัฐฯ

ทำความรู้จักสายพันธุ์ “สเตรตัส”

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ XFG อยู่ในรายการเฝ้าระวังแล้ว เนื่องจากมีศักยภาพในการปรับตัวและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะถูกจัดว่ามีความเสี่ยงต่อสาธารณสุขในระดับ “ต่ำ” ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม WHO ระบุว่า วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงจากไวรัสสายพันธุ์สเตรตัสได้

อาการป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ “สเตรตัส” ไม่มีความแตกต่างจากเชื้อโควิดสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ ได้แก่ มีไข้ หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ และมีอาการคั่งของโลหิต แต่บางรายงานระบุว่า อาการเสียงแหบอาจเป็นเอกลักษณ์ของผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้ แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างชัดเจน

ถึงแม้ว่าสายพันธุ์ “สเตรตัส” จะยังไม่แสดงอาการที่รุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น แต่การที่จำนวนผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ก็เป็นสัญญาณที่ควรเฝ้าระวังและป้องกันตัวเองอย่างสม่ำเสมอ การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และรักษาระยะห่างทางสังคม ยังคงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

ที่มา – สหรัฐฯ คนติดโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น คาดสายพันธุ์ใหม่ “สเตรตัส” เป็นเหตุ

Scroll to top