ข่าวทั่วไป

สลด! พ่วงเทรลเลอร์ชนกระบะ แม่ลูกอ่อนดับ

อุบัติเหตุสลดเกิดขึ้นบนถนนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา เมื่อรถพ่วงเทรลเลอร์ พุ่งข้ามเลนชนกระบะ เป็นเหตุให้แม่ลูกอ่อนถูกอัดก๊อบปี้ดับคารถ เจ้าหน้าที่พบแผ่นฟิล์มตรวจครรภ์ในซากรถ สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

พ่วงเทรลเลอร์ พุ่งข้ามเลนชนกระบะ แม่ลูกอ่อนถูกอัดก๊อบปี้ดับคารถ

เมื่อเวลา 06.40 น. ของวันที่ 11 สิงหาคม ร.ต.อ.สุปัญญา สิริจันดา รองสารวัตรสอบสวน สภ.โพธิ์กลาง ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์ชนกันบริเวณหน้าวัดตาลโหลน ต.ปรุใหญ่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัย

ที่เกิดเหตุอยู่บนทางหลวงหมายเลข 204 ถนนเลี่ยงเมือง ช่วงขาเข้าเมืองนครราชสีมา บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 5+300 พบรถพ่วงเทรลเลอร์ ทะเบียนสมุทรปราการ เสียหลักพุ่งข้ามเลนชนประสานงากับรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียนชลบุรี สภาพรถกระบะถูกรถพ่วงเทรลเลอร์ทับจนแบนราบตกลงไปข้างทาง ภายในซากรถที่พังยับเยิน พบร่างผู้เสียชีวิตเป็นหญิง อายุประมาณ 30 ปี ถูกอัดก๊อบปี้ดับคารถ อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยฮุก 31 นครราชสีมา ต้องใช้เครื่องตัดถ่างงัดซากรถเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตออกมา ก่อนนำไปเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

จากการตรวจสอบภายในรถกระบะ พบแผ่นฟิล์มอัลตราซาวด์ที่ระบุถึงการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ทำให้ทราบว่าผู้เสียชีวิตน่าจะเป็นแม่ลูกอ่อนที่เพิ่งคลอดบุตรได้ไม่นาน แต่ต้องมาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า

สาเหตุเบื้องต้นของอุบัติเหตุ พ่วงเทรลเลอร์ชนกระบะ

จากการสอบสวนคนขับรถพ่วงเทรลเลอร์ ทราบชื่อคือนายสุดที อายุ 58 ปี ชาว จ.สุรินทร์ ได้รับบาดเจ็บและไม่สามารถให้การได้ในขณะนั้น เบื้องต้นสันนิษฐานว่านายสุดทีอาจจะหลับใน เป็นเหตุให้รถเสียหลักพุ่งข้ามเลนมาชนกับรถกระบะที่กำลังมุ่งหน้าเข้าตัวเมือง จนทำให้แม่ลูกอ่อนเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุอยู่ระหว่างการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ผลกระทบจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ทำให้การจราจรบนถนนเลี่ยงเมืองติดขัดเป็นอย่างมาก เนื่องจากส่วนท้ายของรถพ่วงเทรลเลอร์ยื่นออกมา กีดขวางพื้นผิวถนนเหลือเพียงครึ่งเลน ส่งผลให้การจราจรติดขัดยาวกว่า 3 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ต้องทำการกั้นพื้นที่ และให้สัญญาณเตือนผู้ใช้รถใช้ถนน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ขับขี่ทุกท่านเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับขี่ในระยะทางไกล ควรพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อป้องกันอาการหลับใน และควรตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้ร่วมใช้ถนน

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ และขอให้ทุกท่านเดินทางด้วยความปลอดภัย

ที่มา – ​พ่วงเทรลเลอร์ พุ่งข้ามเลนชนกระบะ แม่ลูกอ่อนถูกอัดก๊อบปี้ดับคารถ

ทะเลเดือด! เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่เรือฟิลิปปินส์

ทะเลจีนใต้ระอุ! เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่ตามเรือฟิลิปปินส์

สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่า เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่ตามเรือฟิลิปปินส์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้กับเกาะปะการังสการ์โบโรห์ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทที่จีนและฟิลิปปินส์ต่างอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ

รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เผยแพร่วิดีโอที่แสดงให้เห็นเหตุการณ์ เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่ตามเรือฟิลิปปินส์ โดยเรือของกองทัพเรือจีนชนเข้ากับเรือของหน่วยยามฝั่งจีนเอง วิดีโอดังกล่าวกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความวุ่นวายในการปฏิบัติการของจีนในพื้นที่ดังกล่าว

พลเรือจัตวาเจย์ ทาร์เรียลา โฆษกกองทัพเรือฟิลิปปินส์ กล่าวว่า เหตุการณ์ เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่ตามเรือฟิลิปปินส์ เกิดขึ้นขณะที่หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์กำลังคุ้มกันเรือที่แจกจ่ายความช่วยเหลือให้ชาวประมงฟิลิปปินส์ในพื้นที่

จากวิดีโอที่เผยแพร่ เรือของหน่วยยามฝั่งจีน (CCG 3104) พยายามไล่ล่าเรือ BRP Suluan ของฟิลิปปินส์ด้วยความเร็วสูง โฆษกกองทัพเรือฟิลิปปินส์ระบุว่า เรือ CCG 3104 ได้ “ปฏิบัติการเสี่ยงอันตราย” จนเกิดการชนกับเรือรบของกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ส่งผลให้หัวเรือของ CCG 3104 เสียหายอย่างหนัก

ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ทวีความรุนแรง: เหตุการณ์เรือจีนชนกันเอง

เหตุการณ์ เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่ตามเรือฟิลิปปินส์ เป็นเหตุการณ์ล่าสุดในชุดของการเผชิญหน้าระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้ จีนอ้างสิทธิ์เกือบทั้งหมดในทะเลจีนใต้ แม้ว่าศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศจะตัดสินว่าข้ออ้างดังกล่าวไม่มีมูลความจริงทางกฎหมายก็ตาม

ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายประเทศในภูมิภาค พื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญ โดยมีการขนส่งสินค้ามากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของการค้าทางทะเลทั่วโลกผ่านน่านน้ำที่เป็นข้อพิพาทแห่งนี้ เกาะปะการังสการ์โบโรห์เป็นจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างจีนและฟิลิปปินส์มาตั้งแต่ปี 2012 เมื่อจีนเข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าวจากฟิลิปปินส์

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่ตามเรือฟิลิปปินส์ พลเรือจัตวาเจย์ ทาร์เรียลากล่าวว่า ลูกเรือจีน “ไม่เคยตอบรับ” ข้อเสนอความช่วยเหลือจากเรือฟิลิปปินส์

ก่อนหน้านี้ เรือ BRP Suluan ของฟิลิปปินส์เคยถูก “โจมตีด้วยปืนฉีดน้ำ” โดยจีน แต่สามารถหลบเลี่ยงได้สำเร็จ เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในทะเลจีนใต้ และความเสี่ยงของการปะทะกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ยังคงน่าจับตามอง และจำเป็นต้องมีการเจรจาและการทูตเพื่อแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าเดิม

ที่มา – เรือจีนชนกันเอง ขณะไล่ตามเรือฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้

กัมพูชาโต้! ปม ผบ.ทภ.2 ยึดปราสาทตาควาย

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา ประเด็นหลักอยู่ที่ข้อกล่าวหาเรื่องการยึดปราสาทตาควาย

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการอ้างสิทธิ์เหนือ ปราสาทตาควาย ที่เป็นข้อพิพาทสำคัญ

แถลงการณ์ระบุว่า ในวันเดียวกัน พล.ท.บุญสิน ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในอีก 51 วัน ประกาศแผน 2 ข้อ คือ 1) ยึดปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองโดยชอบธรรมของกัมพูชา และ 2) ประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาโดยสมบูรณ์

กัมพูชาชี้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ได้จากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 ก.ค. และยังขัดต่อเจตนารมณ์ของที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่มาเลเซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงในข้อ 2 ว่าจะไม่เคลื่อนย้ายกำลังหรือออกลาดตระเวนเกินตำแหน่งปัจจุบัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำจุดยืนแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าไทยจะปฏิบัติด้วยความจริงใจเพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ กัมพูชาเรียกร้องต่อประชาคมโลก ให้กดดันไทยเคารพข้อตกลง ไม่เพียงในวาจาแต่ในทางปฏิบัติ รวมถึงยุติการละเมิดและยั่วยุทุกรูปแบบ และรื้อถอนลวดหนามที่วางในดินแดนกัมพูชาโดยมิชอบทันที

ทั้งนี้ยังระบุว่า สถานการณ์โดยรวมตามแนวชายแดนยังคงสงบ และทั้งสองฝ่ายควรรักษาเสถียรภาพนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจบั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดี การออกมาแถลงการณ์โต้ตอบเรื่อง ปราสาทตาควาย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ชายแดน

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทำไมประเด็นปราสาทตาควายถึงสำคัญ?

ประเด็น ปราสาทตาควาย มีความสำคัญเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ในการครอบครอง การที่ผู้บัญชาการระดับสูงของไทยออกมากล่าวอ้างว่าจะยึดปราสาทดังกล่าว จึงถูกมองว่าเป็นการยั่วยุและละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่

  • ความสำคัญทางประวัติศาสตร์: ปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
  • ประเด็นด้านอธิปไตย: การอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทตาควายเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านอธิปไตยและเส้นแบ่งเขตแดน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ข้อพิพาทเกี่ยวกับปราสาทตาควายส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

สถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

การที่กัมพูชาออกมาตอบโต้ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน และความต้องการที่จะรักษาอธิปไตยของตนเอง การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับกรณี ปราสาทตาควาย ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ออสเตรเลียเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุม UN


ออสเตรเลียเตรียมดำเนินการรับรองสถานะของรัฐปาเลสไตน์ ในการประชุมสหประชาชาติครั้งต่อไปในเดือนกันยายน เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแคนาดา

รัฐบาลออสเตรเลียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ได้ประกาศนโยบายครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการเตรียมให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ อย่างเป็นทางการในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่ากลุ่มฮามาสจะต้องไม่มีบทบาทในการบริหารในอนาคต

นายอัลบาเนซีกล่าวว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์เป็น “ความหวังที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ” ในการยุติวงจรความรุนแรงในตะวันออกกลางและบรรเทาความทุกข์ยากในฉนวนกาซา เขายืนยันว่าออสเตรเลียจะทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อให้การรับรองนี้เกิดขึ้นจริง

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเปิดเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของคำมั่นสัญญาที่ได้รับจาก องค์การบริหารปาเลสไตน์ (Palestinian Authority) ซึ่งรวมถึงการรับรองสิทธิการมีอยู่ของอิสราเอล, การลดกำลังทหาร, และการจัดการเลือกตั้งทั่วไป โดยนายอัลบาเนซีเน้นย้ำว่าโลกไม่สามารถรอให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้เอง เพราะความสูญเสียจากสถานการณ์ปัจจุบันกำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน

ด้านนางเพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่านานกว่า 77 ปีแล้วที่ประชาคมโลกได้ให้คำมั่นกับรัฐปาเลสไตน์ แต่กระบวนการสันติภาพกลับหยุดชะงักลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 การรับรองจึงเป็น “การมีส่วนร่วมเชิงปฏิบัติ” เพื่อสร้างแรงผลักดันใหม่ให้กับสันติภาพในภูมิภาค

นายอัลบาเนซียังเปิดเผยว่าได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลอย่างตรงไปตรงมา และชี้แจงว่าสถานการณ์ในฉนวนกาซาเลวร้ายเกินกว่าที่คาดคิดไว้มาก มีผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องสังเวยชีวิต รัฐบาลอิสราเอลยังคงเพิกเฉยต่อกฎหมายระหว่างประเทศและขัดขวางการเข้าถึงความช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับชาวปาเลสไตน์ที่สิ้นหวัง

ก่อนหน้านี้ นายเนทันยาฮูได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของออสเตรเลียและประเทศอื่นๆ โดยกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ “หลงผิด” หากคิดว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์จะนำมาซึ่งสันติภาพ และเป็นการกระทำที่ “น่าละอาย” แต่ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจุดยืนของอิสราเอลได้

การเคลื่อนไหวของออสเตรเลียครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางของพันธมิตรหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแคนาดา ซึ่งต่างก็แสดงเจตจำนงที่จะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเดือนกันยายนเช่นกัน โดยมีเงื่อนไขคล้ายคลึงกันคือ กลุ่มฮามาสจะต้องไม่มีส่วนร่วมในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ยังคงมี อำนาจยับยั้งหรือวีโต้การรับรองนี้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเวลานี้เป็นการ “ให้รางวัล” แก่กลุ่มฮามาสจากเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023

ปัจจุบันมี 147 จาก 193 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติที่รับรองปาเลสไตน์เป็นรัฐอธิปไตยแล้ว การที่ออสเตรเลียจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในนั้นจึงถือเป็นช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่จะเพิ่มแรงกดดันต่ออิสราเอลและสหรัฐฯ ให้หาทางออกสำหรับสันติภาพอย่างถาวรในภูมิภาคนี้ต่อไป.

ออสเตรเลียจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนหน้า

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลเเละปาเลสไตน์เป็นปัญหาที่ซับซ้อนเเละยืดเยื้อ การที่ออสเตรเลียมีท่าทีที่จะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนหน้านี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคได้ เเต่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าการตัดสินใจนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เเละจะสามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่

ทำไมออสเตรเลียจึงตัดสินใจที่จะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนหน้า?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ออสเตรเลียตัดสินใจเช่นนี้ คือความปรารถนาที่จะยุติความขัดเเย้งเเละความรุนเเรงที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ออสเตรเลียเชื่อว่าการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพเเละความมั่นคงในภูมิภาคนี้

นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังได้รับคำมั่นสัญญาจากองค์การบริหารปาเลสไตน์ (Palestinian Authority) ว่าจะเคารพสิทธิการมีอยู่ของอิสราเอล ลดกำลังทหาร และจัดการเลือกตั้งทั่วไป สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ออสเตรเลียตัดสินใจที่จะ ออสเตรเลียจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนหน้า

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ออสเตรเลียจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนหน้า

การที่ออสเตรเลีย ออสเตรเลียจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนหน้า อาจสร้างเเรงกดดันต่ออิสราเอลเเละสหรัฐอเมริกาให้หันมาให้ความสำคัญกับการเจรจาเเละหาทางออกอย่างสันติมากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจเป็นเเรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นๆ หันมารับรองรัฐปาเลสไตน์มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปาเลสไตน์มีสถานะที่เข้มเเข็งขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจนำมาซึ่งความขัดเเย้งเเละความไม่พอใจจากฝ่ายที่สนับสนุนอิสราเอลได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรัฐบาลอิสราเอลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู

บทสรุปเเละข้อคิด

การที่ออสเตรเลียมีท่าทีที่จะ ออสเตรเลียจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนหน้า เป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญเเละอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ เเต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีอุปสรรคเเละความท้าทายอีกมากมายที่ต้องเผชิญ

สถานการณ์ความขัดเเย้งระหว่างอิสราเอลเเละปาเลสไตน์เป็นปัญหาที่ซับซ้อนเเละยืดเยื้อ การที่จะหาทางออกที่ยั่งยืนได้นั้น จำเป็นต้องมีการเจรจา การประนีประนอม เเละความเข้าใจซึ่งกันเเละกันจากทุกฝ่าย

ที่มา – ออสเตรเลียจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสหประชาชาติเดือนหน้า

อิสราเอลโจมตีใกล้รพ.กาซ่า สังหารผู้สื่อข่าว

อิสราเอลโจมตีใกล้โรงพยาบาลในฉนวนกาซา สังหารผู้สื่อข่าว-ช่างภาพ อัลจาซีรา 5 ศพ คาเต็นท์สื่อมวลชน กลายเป็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก กองทัพอิสราเอลอ้างว่าหนึ่งในผู้สื่อข่าวเป็นหัวหน้าหน่วยรบในกลุ่มฮามาส แต่ข้อกล่าวหานี้ยังคงเป็นที่ถกเถียง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 สถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา รายงานข่าวเศร้าว่า ผู้สื่อข่าวและช่างภาพรวม 5 คนของอัลจาซีราห์ ถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล บริเวณใกล้ประตูใหญ่โรงพยาบาลอัล-ชิฟา ในฉนวนกาซา ขณะที่พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเต็นท์สื่อมวลชน เหตุการณ์อิสราเอลโจมตีใกล้รพ.กาซ่า สังหารผู้สื่อข่าวครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของสื่อมวลชนในพื้นที่สงคราม

รายงานข่าวระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย นายอานัส อัล-ชาริฟ ผู้สื่อข่าวมากประสบการณ์ โมฮัมเหม็ด กุรอยเกาะห์ ผู้สื่อข่าวและช่างภาพมากฝีมือ อิบราฮิม ซาเฮอร์ รวมถึงนายโมอาเม็น อะลีวา และผู้ช่วย โมฮัมเหม็ด นูฟัล ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตรวม 7 คน จากการโจมตีครั้งนี้ การสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถเช่นนี้ เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพอิสราเอลได้ออกมายืนยันการสังหารนายอัล ชาริฟ แต่อ้างว่าเขาเป็นหัวหน้าหน่วยรบในกลุ่มฮามาส และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงจรวดใส่พลเรือนและทหารอิสราเอล ข้อกล่าวหานี้สร้างความตกตะลึงและเกิดการโต้แย้งอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นการยากที่จะพิสูจน์ความจริงในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้

ทางด้าน คณะกรรมการปกป้องนักข่าว (CPJ) ระบุว่า ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในกาซา เมื่อเดือนตุลาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน มีผู้สื่อข่าวถูกสังหารแล้วอย่างน้อย 186 คน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้สื่อข่าวต้องเผชิญในการรายงานข่าวจากพื้นที่ขัดแย้ง

อิสราเอลโจมตีใกล้รพ.กาซ่า สังหารผู้สื่อข่าว

เหตุการณ์อิสราเอลโจมตีใกล้รพ.กาซ่า สังหารผู้สื่อข่าวครั้งนี้ ทำให้ประชาคมโลกเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเคารพสิทธิของสื่อมวลชนในการรายงานข่าวอย่างอิสระและปลอดภัย

ผลกระทบจากเหตุการณ์ อิสราเอลโจมตีใกล้รพ.กาซ่า สังหารผู้สื่อข่าว

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียชีวิตของผู้สื่อข่าว แต่ยังส่งผลกระทบต่อการรายงานข่าวจากฉนวนกาซา ทำให้ผู้สื่อข่าวจำนวนมากรู้สึกหวาดกลัวและลังเลที่จะรายงานข่าวจากพื้นที่เสี่ยงภัย นอกจากนี้ ยังทำให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซาเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

  • การสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถในวงการสื่อ
  • ความหวาดกลัวและความไม่มั่นใจในการรายงานข่าวในพื้นที่เสี่ยง
  • ข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นกลาง

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียดและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การรายงานข่าวจากพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวต้องมาเป็นอันดับแรก และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันเพื่อให้สื่อมวลชนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระและปลอดภัย

เหตุการณ์ อิสราเอลโจมตีใกล้รพ.กาซ่า สังหารผู้สื่อข่าว เป็นเครื่องเตือนใจว่า สื่อมวลชนยังคงเผชิญกับความท้าทายและความเสี่ยงมากมายในการรายงานข่าวจากพื้นที่ขัดแย้ง ความพยายามในการปกป้องและสนับสนุนผู้สื่อข่าวจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ที่มา – อิสราเอลโจมตีใกล้รพ.กาซ่า สังหารผู้สื่อข่าว-ช่างภาพอัลจาซีรา 4 คนคาเต็นท์สื่อมวลชน

ทนายเกิดผลถอนตัว! คดีวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมเหตุผล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเมื่อ “ทนายเกิดผล” ประกาศถอนตัวจากการเป็นทนายความให้กับ “วัดพระบาทน้ำพุ” ท่ามกลางข่าวคราวเกี่ยวกับ “หมอบี” ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ โดยทนายเกิดผลได้ชี้แจงถึง 2 สาเหตุหลักที่ทำให้ตัดสินใจถอนตัวในครั้งนี้

ทนายเกิดผลถอนตัวจากคดีวัดพระบาทน้ำพุ เพราะอะไร?

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ความคืบหน้าในกรณีของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” หมอดูชื่อดังที่อุทิศตนทำงานจิตอาสาร่วมกับ “หลวงพ่ออลงกต” แห่งวัดพระบาทน้ำพุ ได้ออกมาอธิบายถึงกระแสข่าวที่ถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีในนามวัดและนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งหมอบียืนยันว่าไม่ได้ยักยอกเงินแต่อย่างใด หลวงพ่ออลงกตเองก็ได้ออกมาชี้แจงและโต้ตอบหมอบีเช่นกัน โดยเรื่องราวดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ทนายเกิดผล ทนายความของวัดพระบาทน้ำพุ ได้ประกาศผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ทนายเกิดผล แก้วเกิด ว่า “เรียนสื่อมวลชน เนื่องจากสภาทนายความ ได้มีการตั้งคณะทำงาน เพื่อคลี่คลายคดีวัดพระบาทน้ำพุอย่างเป็นทางการในวันสองวันนี้“

ทนายเกิดผลกล่าวต่อว่า “ดังนั้นเพื่อการทำงานของคณะทนายความ เป็นเอกภาพ ในการดำเนินการของคณะทำงาน และเนื่องจากสุขภาพผมไม่แข็งแรง อาจจะเป็นอุปสรรคในการเดินทางไปร่วมงานและร่วมประชุมกับคณะทำงาน ของสภาทนายความ ผมจึงได้ขออนุญาตและกราบเรียน หลวงพ่อว่า ขออนุญาตถอนตัวจากการเป็นทนายความของวัดในคดีวัดพระบาทน้ำพุนี้ หากสื่อมวลชน มีข้อสงสัยในการซักถามปัญหาเกี่ยวกับคดีของวัด โปรดสอบถาม ไปยังวัดหรือคณะทำงานของสภาทนายความชุดใหม่ ขอบคุณครับ”

ทั้งนี้ ทนายเกิดผลยังได้เน้นย้ำถึงเหตุผลในการถอนตัวในโพสต์ต่อมาว่า “เหตุที่ผมถอนทนายความของวัด มี 2 สาเหตุคือ ทางวัดได้แต่งตั้งทนายความคณะใหม่ โดยมรรยาท เราต้องถอนตัวออกมาและปัญหาสุขภาพ เท่านั้นครับ”

เหตุผลที่ ทนายเกิดผล ถอนตัวจากคดีวัดพระบาทน้ำพุ สรุป

  • ทางวัดได้แต่งตั้งคณะทนายความชุดใหม่
  • ปัญหาสุขภาพส่วนตัวของทนายเกิดผล

การตัดสินใจถอนตัวของทนายเกิดผลจากคดีวัดพระบาทน้ำพุนี้ สร้างความสงสัยและคำถามมากมายให้กับสังคม หลายคนอยากทราบถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงนี้ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคดีความที่เกี่ยวข้อง ทางวัดพระบาทน้ำพุและคณะทำงานชุดใหม่ของสภาทนายความจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินคดีวัดพระบาทน้ำพุอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าทนายเกิดผลจะถอนตัวไปแล้ว แต่เรื่องราวและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นที่สนใจและติดตามของประชาชนอย่างต่อเนื่อง หวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความกระจ่างในทุกประเด็นที่เกิดขึ้น

ที่มา – “ทนายเกิดผล” ประกาศถอนตัวจาก “คดีวัดพระบาทน้ำพุ” พร้อมชี้แจง 2 สาเหตุ

ยายวอน! ขอคืนผ้าไหม 56 ผืน หล่นหายเหตุปะทะ

ยายวอนทั้งน้ำตา ขอคืนผ้าไหม 56 ผืน ทำหล่นหายระหว่างอพยพเหตุปะทะ

คุณยายวัย 70 ปี ชาวอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เล่าทั้งน้ำตาว่า ผ้าไหม 56 ผืน มูลค่าเกือบหนึ่งแสนบาท ได้หล่นหายไประหว่างการอพยพหนีเหตุปะทะ เธอวอนขอให้ผู้ที่เก็บได้นำมาคืน เนื่องจากเป็นสมบัติที่มีค่าที่สะสมมาทั้งชีวิต คุณตาถึงกับเสียใจจนช็อกเมื่อทราบข่าว

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านศรีสวาย ตำบลจีกแดก อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ หลังทราบข่าวว่ามีคุณยายวัย 70 ปีทำผ้าไหมที่เก็บสะสมไว้ในกระสอบปุ๋ย หล่นหายจากท้ายรถกระบะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ระหว่างการอพยพไปยังศูนย์พักพิง ลูกสาวของคุณยายได้โพสต์ตามหา แต่ก็ยังไม่มีวี่แวว ทำให้คุณยายเสียใจมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับ คุณตา ซึ่งเป็นสามีของคุณยาย เสียใจจนช็อกต้องนอนโรงพยาบาล เพราะผ้าไหมที่หายไปมีมูลค่าเกือบหนึ่งแสนบาท และเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ทั้งคู่มีอยู่

เรื่องราวสุดเศร้าของคุณยายเสมอที่ทำผ้าไหม 56 ผืนหาย

คุณยายเสมอ วงศ์รัมย์ อายุ 70 ปี เจ้าของผ้าไหม 56 ผืน เล่าทั้งน้ำตาว่า ผ้าไหมทั้งหมดนั้น ยายเป็นคนเก็บใส่กระสอบเอง โดยเก็บเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุปะทะกัน แต่วันที่เกิดเหตุ ยายตกใจมาก พอได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังสนั่น ลูกเขยกับลูกสาวก็รีบเก็บข้าวของที่เตรียมไว้ขึ้นรถกระบะ รวมทั้งกระสอบผ้าไหมด้วย

เนื่องจากความตกใจและความเร่งรีบ ทำให้ลูกเขยไม่ได้ปิดฝาท้ายรถกระบะ ทำให้ไม่รู้ว่ากระสอบผ้าไหมตกหายที่ไหน ซึ่งผ้าไหมทั้งหมดในกระสอบ 56 ผืน เป็นสิ่งมีค่าที่ยายเก็บสะสมมา มีทั้งผ้าไหมที่ทอเอง และผ้าไหมที่ได้มาจากการไปช่วยงานแต่งของญาติพี่น้องเพื่อนฝูง มันมีค่าที่สุดในชีวิต ตอนนี้ยายไม่เหลืออะไรแล้ว ยายจึงอยากจะฝากถึงคนที่เก็บไปได้ ให้เห็นใจยายด้วย มันเป็นสมบัติที่ยายเก็บสะสมมาทั้งชีวิต ขอให้ส่งคืนยายด้วยเถิด


คุณยายร้องไห้เสียใจ

ด้านนายเจริญ วงศ์รัมย์ อายุ 69 ปี สามีของคุณยาย เล่าว่า รู้สึกเสียใจและเสียดายมาก แม้ยายจะปลอบว่าอย่าเสียใจไปเลย มันหายไปแล้ว ทำใจเถอะ แต่ตาก็ทำใจไม่ได้ เสียใจจนช็อก ลูกหลานต้องหามส่งโรงพยาบาล ระหว่างอยู่ที่ศูนย์พักพิง ต้องไปนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลถึง 2 คืน ตาก็อยากจะฝากถึงคนที่เก็บได้ ก็ขอคืนเถอะ ทั้งตาทั้งยายเสียใจมาก หากนำมาคืน ตา มี น้ำใจให้แน่นอน ยังไงก็ขอคืนด้วย

นายสุรัตน์ โกสา อายุ 43 ปี ลูกเขยของคุณยาย ซึ่งเป็นคนขับรถ เล่าว่า วันนั้นเป็นวันที่เริ่มเหตุการณ์ปะทะกันวันแรก ทั้งเด็กทั้งคนแก่ต่างก็ตกใจกลัว ร้องกันระงม ทำให้ต้องรีบเร่งออกจากพื้นที่ ข้าวของก็เต็มรถ ทำให้ไม่ได้ปิดฝาท้ายรถ ตั้งใจว่าจะวิ่งออกไปสักพัก พอพ้นวิถีกระสุนก็จะจัดเรียงของใหม่แล้วค่อยปิดฝาท้ายรถ

พอวิ่งออกไปสักพักก็จอดรถ เก็บของแล้วก็ปิดฝาท้ายรถ ตอนนั้นยังไม่ได้สังเกตว่ามีอะไรตกหล่น แต่พอไปถึงศูนย์พักพิง เก็บของลงรถถึงได้รู้ว่ากระสอบผ้าไหมหายไป ทีแรกคิดว่าลืมเอาขึ้นรถ แต่พอวันหลังกลับมาดูที่บ้าน จึงได้รู้ว่ากระสอบผ้าไหมหายไปแล้วจริงๆ รู้สึกเสียดายและสงสารแม่ยายมาก

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ความรุนแรง พวกเขาต้องสูญเสียทรัพย์สินและเผชิญกับความทุกข์ทางจิตใจ การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ยายวอนทั้งน้ำตา ขอคืนผ้าไหม 56 ผืน ทำหล่นหายระหว่างอพยพเหตุปะทะ

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่: เจาะลึกประเด็น

รักษาการนายกฯ ส่งเรื่องให้กองทัพพิจารณาการต่ออายุราชการของ “พล.ท.บุญสิน” แม่ทัพภาคที่ 2 หรือไม่ พร้อมเผยเตรียมยุบ ศบ.ทก. หากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่?

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสเรียกร้องให้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับการต่ออายุราชการหลังจากที่จะเกษียณในอีก 50 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนม้ากลางศึก โดยนายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องการต่ออายุราชการนั้นต้องพิจารณาในรายละเอียดตามกฎเกณฑ์ของกองทัพ

“ถ้ากองทัพเห็นความจำเป็นก็คงจะเสนอมา แต่ถ้าโดยปกติไม่มี ทางเราเชื่อมั่นในความสามารถซึ่งจะต้องให้กองทัพพิจารณา เป็นเรื่องของกองทัพ ไม่ใช่ไม่เห็นคุณค่าแม่ทัพภาคที่ 2 เพราะท่านทำผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว คิดว่าถ้ามีช่องทางกองทัพจะเสนอเข้ามา” นายภูมิธรรมกล่าว

ประเด็นเรื่อง กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ นั้น จึงยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ากองทัพจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป

ท่าทีต่อกรณีปราสาทตาควายและการยุบ ศบ.ทก.

ส่วนกรณีที่แม่ทัพภาค 2 กล่าวถึงการยึดปราสาทตาควายคืนเนื่องจากอยู่ในเขตไทย จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อตกลง และกองทัพซึ่งเป็นหน่วยงานหลักได้ยืนยันแล้วว่าเป็นไปตามนั้น

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนที่มีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าไทยและกัมพูชาจะเปิดฉากรบกันอีกครั้ง โดยระบุว่าเป็นข่าวปลอม และขอให้ติดตามการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 13-14 สิงหาคม ซึ่งคาดว่าจะทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) จะยุติบทบาท

“ขอให้จับตาดูการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 13-14 สิงหาคมนี้ ทุกอย่างจะเข้าสู่สภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ก็จะยุติบทบาทแล้ว ให้กลับไปสู่ภาวะปกติ ไม่มีอะไรที่เป็นเฟกนิวส์ เพราะทุกวันนี้สู้กันก็เพราะเฟกนิวส์สร้างความปั่นป่วน สร้างความรู้สึกทำให้งงกันไปหมดจนเป็นปัญหา” นายภูมิธรรมกล่าว

สำหรับการยุบ ศบ.ทก. นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าจะเกิดขึ้นเมื่อกองทัพและฝ่ายข่าวประเมินสถานการณ์แล้วว่าทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะต้องมีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ก่อน

การพิจารณา กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ควบคู่ไปกับการประเมินสถานการณ์ชายเเดนเเละการจัดการข่าวปลอมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไปด้วยความรอบคอบ เพื่อความมั่นคงของชาติเเละความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการตัดสินใจของ กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารจัดการกองทัพในอนาคต รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่

การพิจารณาเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

ที่มา – โยนกองทัพพิจารณาต่ออายุราชการ มทภ.2 หรือไม่ เผยจ่อยุบ ศบ.ทก. หากเข้าภาวะปกติ

“ภูมิธรรม” โต้ข่าว “อิ๊งค์” ชิงลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569

“ภูมิธรรม” โต้ข่าว “อิ๊งค์” ชิงลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569 ลั่นไม่มีแผนสำรอง

“ภูมิธรรม” โต้ข่าว “แพทองธาร ชินวัตร” ชิงลาออกนายกฯ หลังสภาผ่านงบประมาณ 2569 วาระ 3 บอกไม่เคยได้ยินใครพูด ถามสื่อเอาข่าวมาจากไหน ลั่นไม่มีแผนสำรองแคนดิเดต “ชัยเกษม” ทุกอย่างว่าตามกระบวนการ

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าว นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะลาออกหลังสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระ 3 โดยนายภูมิธรรม ถามกลับผู้สื่อข่าวว่าเอาข่าวมาจากไหน ไม่เคยมีกระแสข่าวนี้ และไม่เคยมีคนพูด น.ส.แพทองธาร ก็ไม่ได้พูด และก็พิสูจน์ตัวเอง จะไปเอาอะไรที่คนพูดกันนิดหน่อยมาเป็นกระแสในสังคมเพราะจะเป็นปัญหา

นายภูมิธรรม ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดเรื่องนี้ และพรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นจะต้องเตรียมแผนอะไรรับมือเรื่องของศาล ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการ พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร อย่าไปทำให้มีประเด็นอะไรที่ทำให้เขารู้สึกว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

เมื่อถามย้ำว่าแผนสำรองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรียังเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ อยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “ไม่มีแผนสำรอง ทุกอย่างว่าไปตามกระบวนการ”

“ภูมิธรรม” ย้ำชัด ไม่มีแผนสำรอง กรณี “อิ๊งค์” ลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569

จากกรณีที่มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ภายหลังจากการที่สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระที่ 3 นั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโต้ข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงและไม่มีมูล

นายภูมิธรรม ได้กล่าวว่า เขาไม่เคยได้ยินข่าวลือนี้จากที่ใดมาก่อน และยังตั้งคำถามกลับไปยังผู้สื่อข่าวถึงแหล่งที่มาของข่าว พร้อมทั้งย้ำว่านางสาวแพทองธารเองก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการลาออกจากตำแหน่งแต่อย่างใด นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงการทำงานของนางสาวแพทองธารว่า ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารประเทศ ดังนั้นการนำเอาข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริงมากระพือในสังคมจึงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหามากกว่า

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมแผนการใดๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับศาล เนื่องจากทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใดๆ เป็นพิเศษ และขอให้ทุกฝ่ายอย่าสร้างประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความรู้สึกว่าจะมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น

เมื่อถูกถามย้ำถึงความเป็นไปได้ที่นายชัยเกษม นิติสิริ จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสำรอง นายภูมิธรรมได้ตอบอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีแผนสำรอง ทุกอย่างว่าไปตามกระบวนการ” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยยังคงให้ความไว้วางใจในตัวนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

การออกมาตอบโต้ข่าวลือของนายภูมิธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคเพื่อไทยในการสนับสนุนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และเป็นการสยบข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความสับสนในสังคมได้เป็นอย่างดี การที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนได้เป็นอย่างมาก

ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

ที่มา – “ภูมิธรรม” โต้ข่าว “อิ๊งค์” ชิงลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569 ลั่นไม่มีแผนสำรอง

Scroll to top