กรมการค้าภายใน

DIT คุมเข้ม! ราคาชุดดำ เตือนห้ามฉวยโอกาส

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่คุมเข้ม เตือนพ่อค้า-แม่ค้า อย่าฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน ขึ้นราคาชุดดำช่วงไว้อาลัย พร้อมเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ รองรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มพรุ่งนี้

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) เปิดเผยหลังจากลงพื้นที่ตรวจติดตามร้านค้าปลีกจำหน่ายชุดและเสื้อผ้าดำย่านท่าน้ำนนท์ ว่า “จากสถานการณ์ที่ประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจร่วมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ส่งผลให้ความต้องการจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในออกติดตามสถานการณ์ด้านราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้า พร้อมกำชับให้ดูแลให้มีสินค้าเพียงพอและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม”

นายวิทยากร กล่าวว่า “ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้มีการวางแผนจัดการ โดยได้มีการพูดคุยกับโรงงานผู้ผลิตรายใหญ่และเช็คสต๊อกกับห้างค้าส่งค้าปลีก ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ช่วงแรกอาจจะมีความขลุกขลักเล็กน้อย เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมตัว แต่ตอนนี้สถานการณ์ของโรงงานผู้ผลิตมีความพร้อมแล้ว ในส่วนห้างโมเดิร์นเทรดใหญ่ซึ่งมีสต๊อกของสินค้าอยู่แล้วก็พร้อมจำหน่ายให้แก่พี่น้องประชาชนได้ทันที”

นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า DIT ยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดมสายตรวจลงพื้นที่อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ได้ลงพื้นที่แหล่งค้าส่งขนาดใหญ่ ได้แก่ ประตูน้ำ โบ๊เบ๊ สำเพ็ง พาหุรัด มีการจำหน่ายในราคาปกติ และวันนี้ได้ลงพื้นที่ย่านท่าน้ำนนท์ จังหวัดนนทบุรี ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี นายสงกรานต์ เพ็ชรน้ำเขียว และเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายชุดดำและผ้าสีดำ พบว่ามีการแข่งขันด้านราคาสูง สินค้ามีเพียงพอ ราคาโดยรวมยังอยู่ในระดับปกติ และผู้ประกอบการให้ความร่วมมือดีในการปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน

“ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนบางส่วน โดยกรณีแรกเกี่ยวกับราคาส่ง–ราคาปลีกที่แตกต่างตามจำนวนที่ซื้อ ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นไปตามปกติของระบบการค้า อีกกรณีเป็นเรื่องราคาของผ้าที่ซื้อจำนวนมากกับซื้อจำนวนน้อย ซึ่งราคาจะต่างกันตามคุณภาพและต้นทุน ทั้งนี้ ได้กำชับให้ผู้ประกอบการต้องแสดงราคาจำหน่ายทุกประเภทให้โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างเป็นธรรม” นายวิทยากรกล่าว

นอกจากนี้ ในช่องทางออนไลน์ กรมฯ ได้จัดชุดติดตามพิเศษ เนื่องจากมีการจำหน่ายสินค้าทั้งจากในประเทศและนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งราคามีความหลากหลายขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า โดยกรมฯ จะกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้คำโฆษณาหรือบอกราคาที่หลอกลวงผู้บริโภค

“ขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือในช่วงเวลาที่ประชาชนมีความต้องการสินค้าเพื่อถวายความอาลัย โดยกรมการค้าภายในใช้หลักกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หากผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาตามมาตรา 28 มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาชุดดำสูงเกินสมควรเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากประชาชนซื้อสินค้าแล้วไม่ได้คุณภาพ ไม่ตรงปก หรือพบเห็นการเอาเปรียบด้านราคา สามารถแจ้งสายด่วน 1569 ของกรมการค้าภายในได้ทันที กรมฯ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว

ในส่วนของมาตรการลดค่าครองชีพ นายวิทยากรเปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เตรียมความพร้อมรองรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งจะเริ่มวันในวันที่ 29 ต.ค. 68 โดยที่กรมการค้าภายในได้เก็บข้อมูลราคาจำหน่ายสินค้า และขอความร่วมมือร้านจำหน่ายชุดดำทุกราย ให้งดปรับขึ้นราคาหลังเริ่มโครงการคนละครึ่ง และให้จำหน่ายในราคาที่เหมาะสมต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังได้มีแผนประสานร้านอาหารธงฟ้ากว่า 1,500 แห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้มีเมนูอาหารราคาประหยัดจำหน่ายแก่ประชาชน โดยกรมฯ จะจัดหาวัตถุดิบสำคัญ เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ และผักสด ไปสนับสนุนเพื่อช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการและให้สามารถจำหน่ายอาหารคุณภาพดีในราคาพิเศษ

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะรายงานผลการติดตามสถานการณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้ามาตรการเชิงรุกทุกด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลดูแลทุกมิติของค่าครองชีพอย่างแท้จริง และจะไม่ยอมให้มีการฉวยโอกาสทางการค้าในช่วงเวลาที่คนไทยกำลังร่วมแสดงความอาลัยของแผ่นดิน

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

DIT คุมเข้ม! ราคาชุดดำ เตือนห้ามฉวยโอกาส

กรมการค้าภายใน คุมเข้มราคาชุดดำ

  • ตรวจสอบราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด
  • ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา
  • ดูแลให้มีสินค้าเพียงพอและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม

สถานการณ์ราคาชุดดำในช่วงนี้เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กรมการค้าภายในเข้ามาควบคุมดูแลเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเองและป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ไม่หวังดี

ที่มา – DIT คุมเข้มราคาชุดดำ เตือนห้ามฉวยโอกาส ลุยมาตรการลดค่าครองชีพ รับ “คนละครึ่งพลัส”

คุมเข้มราคาชุดดำ! ห้ามขึ้นราคา ฝ่าฝืนโทษหนัก

DIT ขอความร่วมมือผู้ประกอบการจำหน่ายชุดดำในราคาที่เหมาะสม ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา ย้ำต้องปิดป้ายชัดเจน – สถานการณ์จำหน่ายทั่วประเทศราคาทรงตัว สินค้ามีเพียงพอรองรับความต้องการประชาชนช่วงถวายความอาลัย

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชนทั่วประเทศร่วมถวายความอาลัย ทำให้ความต้องการจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กรมการค้าภายในจึงได้เร่งติดตามสถานการณ์ด้านราคาและต้นทุนสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาหรือจำหน่ายสินค้าเอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้จำหน่ายสินค้าดังกล่าวในราคาที่เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนจริง และต้องแสดงป้ายราคาชัดเจนทุกชิ้น ทุกช่องทาง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อได้อย่างโปร่งใส เรื่องของการคุมเข้มราคาชุดดำเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ

นายวิทยากร ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่าต้นทุนวัตถุดิบสำหรับการผลิตเสื้อสีดำไม่มีการปรับเพิ่ม โดยผ้า TC ซึ่งใช้ในการผลิตเสื้อโปโลและผ้ายืด ยังคงมีราคาทรงตัวที่ประมาณ 40 บาทต่อหลา ขณะที่ผ้ายืดสำเร็จรูปอยู่ที่ 180–400 บาทต่อกิโลกรัม (หนึ่งกิโลกรัมผลิตเสื้อได้ประมาณ 3 ตัว) และมีปริมาณสต๊อกเพียงพอต่อความต้องการของโรงงานผู้ผลิต

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน

ด้านการจำหน่ายสินค้าในตลาด พบว่าสินค้ามีเพียงพอต่อการรองรับความต้องการ โดยผู้ผลิตรายใหญ่และร้านค้าส่ง ยังคงราคาจำหน่ายส่งอยู่ในช่วง 100–400 บาทต่อชิ้น ตามแบบและคุณภาพของผ้า ส่วนห้างค้าปลีกรายงานว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคา เสื้อคอกลมจำหน่ายที่ 199–299 บาท เสื้อโปโล 299–359 บาท และเสื้อเชิ้ตแขนยาว 399–499 บาท และพร้อมเตรียมจำหน่ายในโครงการคนละครึ่งในราคาสนับสนุนตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลาสำคัญ

อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนผ่านสายด่วน 1569 เกี่ยวกับร้านค้าจำหน่ายชุดดำในราคาสูงขึ้น 1 ราย ในพื้นที่ตลาดโบ๊เบ๊ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตลาด ร้านค้าจำหน่ายเสื้อผ้า และช่องทางออนไลน์ทั่วประเทศ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยกรณีไม่ปิดป้ายราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หากจำหน่ายในราคาที่สูงเกินสมควรหรือเอาเปรียบผู้บริโภค มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีกักตุนสินค้าเพื่อหวังผลกำไร มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายวิทยากร ย้ำว่า "DIT จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนสามารถจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์ได้ในราคาที่เป็นธรรม มีทางเลือกหลากหลายทั้งจากหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะไม่ถูกเอาเปรียบจากสถานการณ์ปัจจุบัน".

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม

คุมเข้มราคาชุดดำ!

จากสถานการณ์ที่ประชาชนมีความต้องการชุดดำเพิ่มมากขึ้น การคุมเข้มราคาชุดดำจึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ นอกจากนี้การปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อได้

มาตรการคุมเข้มราคาชุดดำ

  • ขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้จำหน่ายในราคาที่เหมาะสม
  • ต้องแสดงป้ายราคาอย่างชัดเจน
  • ตรวจสอบสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด
  • ดำเนินคดีกับผู้ที่ฉวยโอกาสขึ้นราคา

หากพบเห็นการจำหน่ายชุดดำในราคาที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายในพร้อมดำเนินการตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภคอย่างเต็มที่ การร่วมมือกันตรวจสอบและแจ้งเบาะแสเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การคุมเข้มราคาชุดดำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ภาครัฐเข้ามาควบคุมและดูแลราคาสินค้าในช่วงเวลาที่ประชาชนมีความต้องการสูง ถือเป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค สิ่งสำคัญคือการที่ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือในการจำหน่ายสินค้าในราคาที่เหมาะสม รวมถึงการแสดงป้ายราคาอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรม

การคุมเข้มราคาชุดดำไม่ใช่แค่เรื่องของการควบคุมราคา แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคในช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

ที่มา – คุมเข้มราคาชุดดำ เตือนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา-ต้องปิดป้ายชัดเจน ฝ่าฝืนโทษหนัก

DIT ตรวจโรงบรรจุก๊าซพิษณุโลก พบน้ำหนักขาด สั่งดำเนินคดี

กรมการค้าภายใน (DIT) ลุยตรวจโรงบรรจุก๊าซหุงต้มในจังหวัดพิษณุโลกอย่างเข้มงวด พบถังก๊าซบรรจุน้ำหนักขาด จึงสั่งดำเนินคดีกับสถานประกอบการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า นี่คือผลจากการ DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) หรือ CIB ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) สำหรับหุงต้ม และโรงบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวในพื้นที่ตำบลพลายชุมพล ตำบลท่าทอง และตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 จากการตรวจสอบพบว่า สถานประกอบการแห่งหนึ่งในตำบลท่าโพธิ์ มีถังก๊าซบรรจุขนาด 15 กิโลกรัม จำนวน 52 ถัง มีน้ำหนักก๊าซที่บรรจุไม่ครบตามปริมาณที่ระบุไว้เฉลี่ยขาด 1.3 กิโลกรัมต่อถัง เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของกลางไว้ในที่เกิดเหตุ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน “เป็นผู้บรรจุสินค้าหีบห่อโดยรู้ว่าปริมาณของสินค้าที่บรรจุไม่ถูกต้องตามที่แสดงไว้ ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” และ “เป็นผู้จำหน่ายสินค้าหีบห่อที่แสดงปริมาณไว้โดยรู้ว่าปริมาณของสินค้าที่บรรจุไม่ถูกต้องตามที่แสดงไว้” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน

นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า “ภายหลัง (วันที่ 17 ตุลาคม 2568) สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขตพิษณุโลก ได้เข้าตรวจสอบเพิ่มเติมที่โรงบรรจุก๊าซแห่งเดียวกัน พบว่ามีก๊าซหุงต้มที่บรรจุไว้แล้วแต่ยังไม่ผนึกซีลอีก 193 ถัง โดยทั้งหมดมีน้ำหนักขาดจากที่ระบุ เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้ผู้จัดการโรงบรรจุดำเนินการบรรจุก๊าซให้ครบตามปริมาณที่ระบุข้างถัง และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบยืนยันความถูกต้องก่อนนำออกจำหน่ายให้ประชาชน”

รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า “การกระทำดังกล่าวถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างร้ายแรง เพราะผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนแต่ได้รับสินค้าที่มีปริมาณน้อยกว่าที่แสดงไว้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นธรรมทางการค้าและความเชื่อมั่นของประชาชน กรมการค้าภายในจึงดำเนินการอย่างเข้มงวดในการตรวจสอบเครื่องชั่ง เครื่องวัด และสถานประกอบการบรรจุก๊าซทั่วประเทศ เพื่อให้การซื้อขายสินค้าเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม และขอให้ประชาชนสังเกตการใช้งานว่าหมดก๊าซหุงต้มเร็วกว่าปกติที่เคยใช้หรือไม่ โดยหากพบการจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่มีน้ำหนักไม่ครบตามที่ระบุไว้ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร.1569 สำนักงานสาขาชั่งตวงวัด หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจของประเทศ”

DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก

กรณี DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและควบคุมมาตรฐานสินค้าเพื่อปกป้องผู้บริโภค การที่กรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างจริงจัง ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าสินค้าที่ซื้อมานั้นมีคุณภาพและปริมาณที่ถูกต้อง หากไม่มีการตรวจสอบเช่นนี้ ผู้บริโภคอาจถูกเอารัดเอาเปรียบได้โดยง่าย

ผลกระทบจากการ DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก

  • สร้างความเป็นธรรมทางการค้า
  • ปกป้องสิทธิผู้บริโภค
  • สร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ
  • ป้องปรามการกระทำผิด

การ DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก ไม่ได้เป็นเพียงการจับปรับผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานสินค้าและบริการ หากผู้ประกอบการทุกรายให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมาย ก็จะช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืนได้ในระยะยาว

อย่าลืมตรวจสอบน้ำหนักและปริมาณสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ หากพบความผิดปกติ แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที!

ที่มา – DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก พบถังบรรจุน้ำหนักขาด สั่งยายัด-ดำเนินคดี

กินเจ 2568: เช็กราคาสินค้าตลาดยิ่งเจริญ เทียบปีก่อน!

เทศกาลกินเจ 2568 ใกล้เข้ามาแล้ว หลายคนคงกำลังเตรียมตัวจับจ่ายซื้อของเพื่อทำอาหารเจทานเอง หรือซื้ออาหารเจสำเร็จรูป วันนี้เราจะพาไปสำรวจราคาสินค้าที่ตลาดยิ่งเจริญกันค่ะ

กรมการค้าภายใน ตรวจราคาสินค้าช่วงเทศกาลกินเจ 2568 ที่ตลาดยิ่งเจริญ พบราคาสินค้าส่วนใหญ่ลดลงจากปีก่อน มีเพียงผักบางชนิดที่ปรับขึ้นเล็กน้อย พร้อมผลักดันร้านธงฟ้า-ร้านค้าประชารัฐ กว่า 8 หมื่นแห่งทั่วประเทศร่วมคนละครึ่งพลัส เพิ่มทางเลือกประชาชนซื้อของถูก

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เผยภายหลังการติดตามสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ณ ตลาดยิ่งเจริญ เมื่อวันที่ 22 ต.ค.68 ว่า สถานการณ์การจำหน่ายสินค้าเทศกาลกินเจ 2568ตลาดยิ่งเจริญ เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาจับจ่ายจำนวนมาก โดยพบว่าผู้ประกอบการให้ความร่วมมืออย่างดี ในการติดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนครบถ้วน และมีการจัดโปรโมชั่น “3 อย่าง 100 บาท” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนแผงจำหน่ายวัตถุดิบอาหารเจ เช่น ผักสด เต้าหู้ หมี่ซั่ว และสินค้าโปรตีนทางเลือก เพื่อรองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน

จากการสอบถามแม่ค้าและผู้บริโภค พบว่า ราคาวัตถุดิบอาหารเจปีนี้ลดลงจากปีก่อน โดยเฉพาะกะหล่ำปลี หัวไชเท้า ผักกาด และแครอท ขณะที่ซอสปรุงรสและอาหารแห้ง เช่น ฟองเต้าหู้ เห็ดหอม และหมี่ซั่ว มีราคาทรงตัวจากปีก่อน ไม่ได้ปรับขึ้น ส่วนผักบางชนิด เช่น คะน้าและกวางตุ้ง ราคาขยับขึ้นเล็กน้อยตามสภาพผลผลิตจากสภาพอากาศ โดยประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับว่าตลาดยิ่งเจริญเป็นแหล่งซื้อสินค้าเทศกาลกินเจ ที่มีราคาย่อมเยา และมีสินค้าหลากหลายตอบโจทย์การบริโภคเจได้ครบในที่เดียว

สำหรับเทศกาลเจปี 2568 กรมได้จัดกิจกรรม “มหกรรมสินค้าลดราคาสินค้าเทศกาลกินเจ อิ่มบุญ ราคาประหยัด” ระหว่างวันที่ 21–29 ต.ค.68 ลดราคาสินค้าครอบคลุมทั้งวัตถุดิบอาหารเจ ซอสปรุงรส อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารแห่งอนาคต (Plant-based) และอาหารสด–ปรุงสำเร็จ พร้อมเชื่อมโยงผักปลอดภัยจากเกษตรกรโดยตรงเข้าสู่ตลาด จำหน่ายในราคาประหยัดอย่างต่อเนื่องตลอดเทศกาล โดยมีพันธมิตรกว่า 97 ราย ทั้งจากห้างค้าส่ง–ค้าปลีก ตลาดสด ตลาดกลาง และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าร่วม สามารถลดราคาสินค้าได้สูงสุดถึง 56% เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงอาหารเจ คุณภาพดีในราคาย่อมเยา พร้อมทั้งเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ยังได้ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบการแสดงป้ายราคาสินค้าอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมและสามารถเปรียบเทียบราคาได้อย่างโปร่งใส โดยจากการลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดยิ่งเจริญในกรุงเทพมหานคร พบว่าประชาชนให้การตอบรับกิจกรรมลดราคาคึกคัก

“กรมจะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเทศกาล หากพบการจำหน่ายสินค้าเกินราคาที่สมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือบิดเบือนปริมาณ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน และหากพบเห็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมโทร.1569 จะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ และหากพบผิด จะดำเนินการตามกฎหมาย”

นายกรนิจ กล่าวต่อถึงโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลว่า กรมได้เร่งขยายเครือข่ายร้านค้าประชารัฐและร้านค้าธงฟ้ากว่า 80,000 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิคนละครึ่งซื้อสินค้าได้จริง ลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเพิ่มช่องทางรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง.

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

กินเจ 2568 ตรวจราคาสินค้าตลาดยิ่งเจริญ ส่วนใหญ่ลดลงจากปีก่อน เว้นผักบางชนิด

สรุปได้ว่า เทศกาลกินเจ 2568 นี้ ราคาสินค้าหลายรายการในตลาดยิ่งเจริญมีการปรับลดลง ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารเจได้ในราคาที่ย่อมเยา อย่างไรก็ตาม ผักบางชนิดอาจมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากสภาพอากาศ หากใครที่กำลังวางแผนจะซื้อของเตรียมทำอาหารเจ อย่าลืมเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อนะคะ

เช็กราคาสินค้า กินเจ 2568 ก่อนช้อป!

  • ผักสด: กะหล่ำปลี, หัวไชเท้า, ผักกาด, แครอท ราคาลดลง
  • ซอสปรุงรสและอาหารแห้ง: ฟองเต้าหู้, เห็ดหอม, หมี่ซั่ว ราคาทรงตัว
  • ผักบางชนิด: คะน้า, กวางตุ้ง ราคาขึ้นเล็กน้อย

นอกจากนี้ อย่าลืมมองหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อใช้สิทธิลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในช่วงเทศกาลกินเจ 2568 นี้นะคะ

ที่มา – กินเจ 2568 ตรวจราคาสินค้าตลาดยิ่งเจริญ ส่วนใหญ่ลดลงจากปีก่อน เว้นผักบางชนิด

พาณิชย์คุมเข้ม! ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย

พาณิชย์ ประสานสหกรณ์รับซื้อข้าวเหนียวเชียงรายต่อเนื่อง คุมเข้มห้ามกดราคา พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ระดมตรวจเครื่องชั่ง–วัดความชื้น ป้องกันเกษตรกรถูกเอาเปรียบ ลั่นพบใครซื้อกดราคา หรือเอาเปรียบเกษตรกรถูกดำเนินคดีเด็ดขาด

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามกรณีที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวในพื้นที่อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เกิดความกังวลเกี่ยวกับการจำหน่ายผลผลิต จึงได้ประสานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายเพื่อเร่งหารือร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ตัวแทนเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตรพญาเม็งราย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการรับซื้อข้าวเหนียวในพื้นที่ โดยขณะนี้สหกรณ์ได้รับซื้อข้าวเหนียวจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการหยุดหรือปฏิเสธการรับซื้อ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายได้อย่างมั่นใจ ไม่เกิดความกังวลเรื่องขาดช่องทางระบายผลผลิต

นอกจากนี้ ในช่วงที่ข้าวออกสู่ตลาดมาก กรม และจังหวัดมีแผนจัดตลาดนัดข้าวเปลือก เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรนำข้าวมาจำหน่าย ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองในการจำหน่ายข้าวมากขึ้น โดยกำหนดจัดตลาดนัด 2 ครั้ง วันที่ 11 – 13 พ.ย.นี้ ณ สหกรณ์การเกษตรป่าแดด จำกัด อำเภอป่าแดด และ วันที่ 18 – 20 พ.ย.นี้ ณ สหกรณ์การเกษตรแม่สาย จำกัด อำเภอแม่สาย 

ในส่วนข้อเรียกร้องของเกษตรกรเรื่อง พันธุ์ข้าว กข 22 ที่ไม่ได้คุณภาพ เนื่องจากการกลายพันธุ์ ทำให้ขายราคาไม่ดีเท่าที่ควรนั้น หน่วยงานในพื้นที่เตรียมลงพื้นที่พิสูจน์พันธุ์เพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งกรมจะเร่งประสานกรมการข้าว เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สำหรับสถานการณ์ข้าวเหนียวจังหวัดเชียงรายล่าสุด ณ วันที่ 19 ต.ค.68 ผลผลิตออกสู่ตลาด 24% หรือ 202,854 ตัน ของผลผลิตทั้งหมดที่ 845,225 ตัน แบ่งเป็น ข้าวเหนียว 539,977 ตัน สัดส่วน 62%, ข้าวเจ้า 192,543 ตัน  สัดส่วน 22%, ข้าวหอมมะลิ 117,540 ตัน สัดส่วน 14% และข้าวหอมปทุม 13,893 ตัน สัดส่วน 2% ขณะที่ราคารับซื้อ ข้าวเหนียวความชื้น 25 – 30% กิโลกรัม (กก.) ละ 6.70 – 7.30 บาท สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ได้ประสานชมรมโรงสีข้าวจังหวัด และเครือข่ายโรงสีในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเตรียมรับซื้อเพิ่มในช่วงที่ผลผลิตออกมากขึ้น เพื่อเพิ่มการแข่งขันด้านราคา ไม่ให้เกษตรกรถูกกดราคา และสร้างเสถียรภาพด้านการตลาด

“กรม ยืนยันว่าได้ติดตามสถานการณ์การรับซื้อข้าวเหนียวอย่างใกล้ชิด ขอให้เกษตรกรเชื่อมั่นว่าการรับซื้อเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดลงพื้นที่ตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความชื้น และตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ”

ทั้งนี้ หากเกษตรกร พบเห็นการกดราคา ใช้เครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือสงสัยว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่ สายด่วนกรมโทร. 1569 ซึ่งกรมจะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ และหากพบการกระทำผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยการไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือแสดงราคาไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจงใจกดราคา เอาเปรียบเกษตรกร หรือกระทำการฝ่าฝืนตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ย้ำ! จะไม่ยอมให้มีการ กดราคาข้าวเหนียวเชียงราย อย่างแน่นอน พร้อมดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่เอาเปรียบเกษตรกร

ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย

จับตา! มาตรการคุมเข้ม ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย

สถานการณ์ การกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ทางภาครัฐได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เช่น การจัดตลาดนัดข้าวเปลือก เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตโดยตรง และมีอำนาจในการต่อรองราคามากขึ้น

การที่ภาครัฐเข้ามาดูแลและควบคุมสถานการณ์ ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย อย่างเข้มงวด ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เพื่อให้มาตรการต่างๆ ที่ออกมานั้น สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรอย่างแท้จริง

หากเกษตรกรพบว่ามีการ กดราคาข้าวเหนียวเชียงราย หรือพบเห็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่าจะมีการเอารัดเอาเปรียบ สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนได้ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ที่มา – “พาณิชย์” คุมเข้ม ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย ลุยตรวจเครื่องชั่ง สกัดเอาเปรียบเกษตรกร

โปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท ส่งตรงทั่วประเทศ

โปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท ส่งตรงทั่วประเทศ

ในช่วงเศรษฐกิจที่ยังคงท้าทาย กรมการค้าภายในได้ร่วมมือกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เพื่อนำเสนอโปรโมชั่นสุดคุ้มอย่าง โปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท โดยส่งตรงเนื้อหมูคุณภาพดีถึงมือประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของไทย โปรนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าครองชีพให้กับผู้บริโภค แต่ยังช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่กำลังเผชิญกับปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำจากปัจจัยต่างๆ เช่น เศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อลดลง การท่องเที่ยวหดตัว และแรงงานต่างชาติที่กลับประเทศ

โปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท เกิดจากอะไร?

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่าการจัดโปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท นี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการบริหารจัดการปริมาณผลผลิตสุกรที่ล้นตลาด โดยดึงเนื้อสุกรคุณภาพจากฟาร์มสมาชิกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จำนวนกว่า 100,000 กิโลกรัม มาจำหน่ายในราคาพิเศษนี้ เนื้อหมูทุกชิ้นผ่านมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัย เพื่อให้ประชาชนได้รับสินค้าที่ดีในราคาที่เอื้อมถึงได้ง่าย

ปัจจุบัน เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรกำลังประสบปัญหาหนัก เมื่อราคาสุกรหน้าฟาร์มดิ่งลงต่ำกว่าต้นทุน เนื่องจากความต้องการบริโภคที่ลดลงจากหลายสาเหตุ โปรนี้จึงช่วยระบายผลผลิตส่วนเกิน ลดภาระให้เกษตรกร และช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อเนื้อสัตว์หลักในมื้ออาหารประจำวัน

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน

จุดจำหน่ายโปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท

โปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท จะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ เป็นต้นไป ในงานธงฟ้าที่กรมการค้าภายในจัดขึ้นทั่วประเทศ รวมถึงจุดจำหน่ายอื่นๆ ใน 6 ภูมิภาค ผู้ที่สนใจสามารถติดตามสถานที่จำหน่ายได้ทางเพจ Facebook ของกรมการค้าภายใน (DIT) หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดใกล้บ้านคุณ การจำหน่ายครั้งแรกในจังหวัดลำพูนได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น ช่วยให้เกษตรกรระบายสินค้าได้จำนวนมาก

นอกจากโปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท แล้ว สมาคมผู้เลี้ยงสุกรยังมีมาตรการอื่นๆ เพื่อจัดการปัญหาเหล่านี้ เช่น:

  • โครงการตัดวงจรลูกสุกร โดยนำลูกสุกร 100,000 ตัว มาทำเป็นหมูหันทันที เพื่อลดผลผลิตในช่วง 4 เดือนข้างหน้า
  • ขอความร่วมมือจากบริษัทผู้เลี้ยงรายใหญ่ 4 ราย ให้เก็บสุกรเข้าห้องเย็นเป็นเวลา 6 เดือน ลดปริมาณเนื้อสุกรที่เข้าสู่ตลาด
  • กำหนดน้ำหนักสุกรเข้าเชือดไม่เกิน 110 กิโลกรัมต่อตัว เพื่อชะลอการผลิตเนื้อส่วนเกิน

มาตรการเหล่านี้คาดว่าจะช่วยให้ราคาสุกรและปริมาณผลผลิตกลับสู่สมดุลภายในไม่นาน

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ยืนยันว่าการจำหน่ายผ่านงานธงฟ้าและจุดต่างๆ เป็นช่องทางที่ดีในการระบายผลผลิต และได้รับ feedback เชิงบวกจากผู้บริโภคจำนวนมาก โปรนี้ไม่ใช่แค่ช่วยเกษตรกร แต่ยังทำให้ครอบครัวไทยมีอาหารโปรตีนคุณภาพในราคาย่อมเยา

ในมุมมองของผู้เขียน การริเริ่มโปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท นี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐและเอกชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างตรงจุด หากคุณกำลังมองหาเนื้อหมูสดใหม่ในราคาถูก ลองติดตามจุดจำหน่ายใกล้บ้านและรีบไปช้อปกันนะครับ เพราะนอกจากประหยัดเงินแล้ว ยังช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วย

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ที่มา – โปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท กรมการค้าภายในจับมือสมาคมผู้เลี้ยงสุกรส่งตรงทั่วประเทศ

กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ

กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ กรมการค้าภายใน (DIT) ไม่นิ่งนอนใจ ได้ลุยมาตรการ Quick Big Win เพื่อลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างจริงจัง ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ

กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน เริ่มจากมหกรรมธงฟ้า

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า มาตรการหลักคือการจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ที่จังหวัดศรีสะเกษ และต่อเนื่องตลอดปี 2569 รวมถึงช่วงเทศกาลสำคัญอย่างปีใหม่ เทศกาลกินเจ ตรุษจีน และเปิดเทอม เพื่อลดราคาสินค้าจำเป็น คาดว่าช่วยประชาชนประหยัดได้กว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงสินค้าเกษตรเข้าตลาดใหญ่ และเพิ่มช่องทางขายในต่างจังหวัด ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยรวมทั้งโครงการธงเขียวที่ลดราคาปุ๋ยและยาเกษตร

มาตรการ MOU กับโรงพยาบาล ลดค่ายาและเวชภัณฑ์

MOU โรงพยาบาลเปิดเผยค่ายา

อีกมาตรการเด่นคือการลงนาม MOU กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้โรงพยาบาลเปิดเผยราคายาและเวชภัณฑ์ก่อนชำระเงิน ช่วยให้ผู้ป่วยเลือกซื้อจากร้านยาภายนอกได้อย่างโปร่งใส คาดประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี ลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ และเพิ่มผู้ใช้บริการให้เอกชน สำหรับเวชภัณฑ์สำคัญอย่างผ้ากอซ สำลี แผ่นแปะแผล ชุดตรวจ ATK ถุงมือยาง และแผ่นรองซับ กรมฯ กำกับต้นทุน คาดช่วยประหยัดอีก 1,100 ล้านบาท

นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน ยังครอบคลุมสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ควบคุมการนำเข้าจากพื้นที่เผาไหม้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพื่อสิ่งแวดล้อม และประกันราคารับซื้อให้เกษตรกร สำหรับมันสำปะหลัง ส่งเสริมแปรรูปเป็นมันเส้น สนับสนุนเครื่องจักร และใช้พันธุ์ต้านโรคใบด่าง ควบคุมนำเข้าสินค้าต่ำคุณภาพ ป้องกันอุตสาหกรรมไทย

สินค้าเกษตร

ผลักดันผลไม้และพืชเศรษฐกิจ

สำหรับกระเทียม หอมแดง หอมใหญ่ ที่ผลผลิตออกมามากและเน่าเสียง่าย กรมฯ ร่วมห้างค้าปลีกกระจายผลผลิต เชื่อมโยงซื้อขายล่วงหน้า และรณรงค์กินผลไม้ไทย เพื่อรักษาราคาให้เป็นธรรมทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงลดค่าครองชีพ แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโต

  • จัดมหกรรมธงฟ้าลดราคาสินค้าจำเป็น
  • MOU โรงพยาบาลโปร่งใสค่ายา
  • สนับสนุนเกษตรกรเพิ่มรายได้
  • ควบคุมนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำ

โดยรวมแล้ว กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน จะช่วยให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้บริโภค อย่าลืมติดตามกิจกรรมเหล่านี้เพื่อประโยชน์สูงสุด มุมมองของผมคือ นโยบายแบบนี้คือกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต

ที่มา – กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน

Scroll to top