กรมอุตุนิยมวิทยา

กรมอุตุฯ เตือน! 4-7 ธ.ค. 68 ภาคใต้ฝนเพิ่ม

กรมอุตุนิยมวิทยา เตือน 4-7 ธ.ค. 68 ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนภาคเหนือ อีสานล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีฝนเกิดขึ้นได้บ้าง เตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา โพสต์ข้อความแจ้งเตือนว่า วันที่ 4 – 7 ธันวาคม 2568 ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่อาจเกิดขึ้นได้

เนื่องจากมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันออก เคลื่อนเข้าปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและห่างฝั่งทะเลอันดามันจะมีกำลังแรงขึ้น ชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีคลื่นลมแรง

ส่วนภาคเหนือ อีสานล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีฝนเกิดขึ้นได้บ้าง ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด

กรมอุตุนิยมวิทยา เตือน 4-7 ธ.ค. 68 ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ฝนตกหนักบางแห่ง

สถานการณ์ กรมอุตุนิยมวิทยา เตือน 4-7 ธ.ค. 68 ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น นี้เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย การเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ทำไมต้องติดตามข่าวสาร กรมอุตุนิยมวิทยา เตือน 4-7 ธ.ค. 68 ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น

  • เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้น
  • เพื่อวางแผนการเดินทางและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย
  • เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพย์สิน

การติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณสามารถรับมือกับสถานการณ์ กรมอุตุนิยมวิทยา เตือน 4-7 ธ.ค. 68 ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่เสี่ยงภัยในช่วงที่มีฝนตกหนัก
  • เตรียมพร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น ไฟฉาย ร่ม และเสื้อกันฝน
  • ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณและคนที่คุณรัก

นอกจากนี้ การมีสติและไม่ประมาทเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การวางแผนรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนปลอดภัยจากสถานการณ์ฝนตกหนัก และขอให้ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – กรมอุตุนิยมวิทยา เตือน 4-7 ธ.ค. 68 ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ฝนตกหนักบางแห่ง

“ไชยชนก” ชง ครม. อนุมัติใช้ระบบ Tomorrow.io

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตรียมเสนอโครงการสำคัญเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติ “ไชยชนก” ชง ครม. อนุมัติใช้ระบบ Tomorrow.io ยกระดับการพยากรณ์อากาศและการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำเอาระบบดาวเทียมตรวจสอบสภาพอากาศของ Tomorrow.io ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีภูมิอากาศแถวหน้าของโลกมาใช้ โดย Tomorrow.io ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำมากมาย เช่น NASA, U.S. Air Force และ Bill & Melinda Gates Foundation ระบบนี้ใช้ดาวเทียมรุ่นใหม่ถึง 9 ดวง ที่มีระบบ Microwave Sounder สามารถสแกนบรรยากาศโลกได้ถี่มาก ต่ำกว่าชั่วโมงต่อรอบ และยังส่งรายงานผลประมวลผลด้วย AI ได้ทุกๆ 15 นาที ทำให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์

ข้อมูลที่ได้จะครอบคลุมทั้งพายุ, ปริมาณฝน, น้ำท่วมฉับพลัน, ฟ้าผ่า, กระแสลม และสภาพอากาศทางทะเล นอกจากนี้ ยังมีการสร้างแบบจำลองสภาพอากาศที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ เพื่อนำมาบูรณาการเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตุนิยมวิทยาของประเทศไทย

“ไชยชนก” ชง ครม. อนุมัติใช้ระบบ Tomorrow.io

นายไชยชนก กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาจำเป็นต้องยกระดับความสามารถในการพยากรณ์อากาศ โดยการวิเคราะห์สภาพอากาศที่แม่นยำ และการพยากรณ์เหตุการณ์ภัยพิบัติล่วงหน้า เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที

ทำไม “ไชยชนก” ชง ครม. อนุมัติใช้ระบบ Tomorrow.io

แพลตฟอร์มของ Tomorrow.io ยังสามารถแปลงข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่ซับซ้อนให้เป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานรัฐ ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนทั่วไปใช้ในการตัดสินใจที่รวดเร็วและเป็นระบบ ช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากสภาพอากาศรุนแรง ศักยภาพเหล่านี้จะทำให้กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นศูนย์กลางของการเฝ้าระวังภัยพิบัติแห่งชาติ สร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับประชาชน จึงเตรียมนำเรื่องนี้เสนอต่อ ครม. เพื่อขออนุมัติงบประมาณ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีไชยชนกยังได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเตรียมรับมือและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งต้องมีระบบสำรองฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น

การที่ “ไชยชนก” ชง ครม. อนุมัติใช้ระบบ Tomorrow.io นี้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการรับมือภัยพิบัติของประเทศไทย เพราะระบบนี้จะช่วยให้กรมอุตุนิยมวิทยาสามารถพยากรณ์อากาศได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น และแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ

การลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัยเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากภัยพิบัติ และเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา – “ไชยชนก” ชง ครม. อนุมัติใช้ระบบ Tomorrow.io ยกระดับการรับมือภัยพิบัติ

อุตุฯ ฉบับ 10: ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้น ยอดดอยหนาว

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศฉบับที่ 10 เตือนถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน โดยอุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อยและมีหมอกในตอนเช้า แต่บริเวณยอดดอยยังคงมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด ขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศดังกล่าว

อุตุฯ ฉบับ 10 ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย ยอดดอยยังมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด

ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 พายุโซนร้อน “โคโตะ” (KOTO) กำลังเคลื่อนตัวอยู่ในทะเลจีนใต้ตอนกลาง โดยมีศูนย์กลางห่างจากชายฝั่งเวียดนามประมาณ 300 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม พายุนี้คาดว่าจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนาม และไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง

สำหรับประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน อุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อยและมีหมอกในตอนเช้า แต่บริเวณยอดดอยและยอดภูยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวจัด โดยอุณหภูมิต่ำสุดบริเวณยอดดอยอยู่ที่ 6–11 องศาเซลเซียส และยอดภูอยู่ที่ 8–13 องศาเซลเซียส

สิ่งที่ต้องระวังจากประกาศ อุตุฯ ฉบับ 10 ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย ยอดดอยยังมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด

  • รักษาสุขภาพ: สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ควรดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
  • ระวังอัคคีภัย: สภาพอากาศแห้งอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย ควรระมัดระวังในการใช้ไฟ
  • ผลผลิตทางการเกษตร: เกษตรกรควรระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1–2 เมตร และอาจสูงกว่า 2 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนติดตามประกาศและข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเราได้ การติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

การที่ อุตุฯ ฉบับ 10 ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย ยอดดอยยังมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้เราต้องใส่ใจและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของเราเอง

ดังนั้น การรับรู้ข้อมูลข่าวสารจาก อุตุฯ ฉบับ 10 ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย ยอดดอยยังมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – อุตุฯ ฉบับ 10 ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย ยอดดอยยังมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด

ไทยตอนบนและใต้ตอนบนอุ่นขึ้นแต่ยังเย็น ยอดดอยหนาวจัด

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศฉบับที่ 8 เรื่อง “อากาศหนาวเย็น” ที่ส่งผลกระทบช่วงวันที่ 30 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคมนี้ โดย ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาว ส่วนบริเวณยอดดอยจะมีอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 5-10 องศาเซลเซียส

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเรื่อง พายุ “โคโตะ” และอากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบนฉบับที่ 8 ซึ่งมีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายนถึง 1 ธันวาคม 2568

ประกาศระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 พายุโซนร้อนกำลังแรง “โคโตะ” (KOTO) อยู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 13.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 112.4 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 93 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือค่อนทางทิศตะวันออกเล็กน้อยอย่างช้าๆ ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นปกคลุมประเทศเวียดนามและทะเลจีนใต้ตอนบน คาดว่าพายุจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนาม โดยพายุนี้จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย

สำหรับไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน จะมีอุณหภูมิสูงขึ้นกับมีหมอกในตอนเช้า แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวสำหรับบริเวณยอดดอยและยอดภู โดยยอดดอยจะมีอุณหภูมิต่ำสุด 5-10 องศาเซลเซียส และยอดภูมีอุณหภูมิต่ำสุด 7-11 องศาเซลเซียส

เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบนมีกำลังอ่อนลง ขอให้ประชาชนบริเวณไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน ดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงให้ระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศแห้ง เกษตรกรควรระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรด้วย

ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและห่างฝั่งของทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน อุณหภูมิสูงขึ้นแต่ยังมีอากาศเย็น ยอดดอยหนาวจัด

อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ง่าย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

ทำไมอากาศถึงเปลี่ยนแปลงบ่อยใน ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน?

ปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อยใน ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน เกิดจากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงของมวลอากาศเย็นที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ซึ่งเมื่อมวลอากาศเย็นอ่อนกำลังลง อุณหภูมิก็จะสูงขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ สภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงในบริเวณไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน ก็มีส่วนทำให้เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิในแต่ละพื้นที่ด้วย

การเตรียมตัวรับมือกับอากาศที่เปลี่ยนแปลงใน ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน

  • ดูแลสุขภาพ: รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น
  • เตรียมเสื้อผ้าให้พร้อม: เตรียมเสื้อผ้าที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพอากาศ ทั้งเสื้อกันหนาวและเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
  • ติดตามข่าวสาร: ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่อาจเกิดขึ้น

การเข้าใจถึงสาเหตุและการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงใน ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถดูแลสุขภาพและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน

ที่มา – ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน อุณหภูมิสูงขึ้นแต่ยังมีอากาศเย็น ยอดดอยหนาวจัด 5–10 องศา

อุตุฯ เผย: 29-30 พ.ย. ไทยตอนบนยังเย็นถึงหนาว

กรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 7 ประกาศเตือนว่าในช่วงวันที่ 29–30 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบนยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวเย็นต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณยอดดอยและยอดภูที่จะมีอุณหภูมิต่ำสุดถึง 5-11 องศาเซลเซียส สภาพอากาศเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตประจำวันของประชาชน ดังนั้นการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

อุตุฯ เผย: 29-30 พ.ย. ไทยตอนบนยังเย็นถึงหนาว

ประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาฉบับนี้เน้นย้ำถึงสถานการณ์อากาศหนาวเย็นที่จะยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ซึ่งรวมถึงภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ การสวมใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่น การดื่มน้ำอุ่น และการพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น

พายุ “โคโตะ” ไม่กระทบไทย แต่เหนือ-ใต้ยังหนาว

นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังได้รายงานถึงพายุโซนร้อนกำลังแรง “โคโตะ” ในทะเลจีนใต้ ซึ่งคาดว่าจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนาม และไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศหนาวเย็นยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเช้าที่จะมีหมอกลงหนาจัด ประชาชนควรใช้ความระมัดระวังในการเดินทางและหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในบริเวณที่มีหมอกหนา เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรเตรียมมาตรการป้องกันความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรจากสภาพอากาศหนาวเย็น เช่น การคลุมดิน การให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และการใช้สารป้องกันความเสียหายจากความเย็นจัด

ในส่วนของภาคใต้ตอนบน กรมอุตุนิยมวิทยายังคงเตือนถึงคลื่นลมแรงในบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันตอนบน โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร และอาจสูงมากกว่า 2 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เพื่อความปลอดภัย

สรุปได้ว่าในช่วงวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบนยังคงต้องเผชิญกับสภาพอากาศเย็นถึงหนาวเย็น ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของตนเองและครอบครัว

การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ การเตรียมตัวรับมือและปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญ การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายเหล่านี้ไปได้อย่างปลอดภัย

อุตุฯ เผย: 29-30 พ.ย. ไทยตอนบนยังเย็นถึงหนาว จึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องใส่ใจดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการเกษตรและการเดินเรือด้วย

ที่มา – อุตุฯ ฉบับ 7 เผยช่วง 29–30 พ.ย. 68 ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบนยังเย็นถึงหนาว

อุตุฯ ฉบับ 2: พายุ “โคโตะ” ไม่เข้าไทย แต่เย็นลง!

ประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 2 พายุ “โคโตะ” ไม่เคลื่อนเข้าประเทศไทยแล้ว แต่เตรียมรับมืออากาศเย็นที่จะแผ่ลงมาในช่วงวันที่ 27-29 พฤศจิกายนนี้ โดยเฉพาะทางตอนบนของประเทศ ภาคอีสานเตรียมตัวลดลง 4-7 องศาเซลเซียส ยอดดอยและยอดภูอากาศจะหนาวถึงหนาวจัดเลยทีเดียว

พายุ “โคโตะ” ไม่เข้าไทย แต่อากาศเย็นกำลังมา

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เกี่ยวกับพายุ “โคโตะ” และสภาวะอากาศหนาวเย็นที่จะเกิดขึ้นบริเวณประเทศไทยตอนบน โดยมีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 27-30 พฤศจิกายน 2568

พายุโซนร้อนกำลังแรง “โคโตะ” ที่อยู่ในทะเลจีนใต้ตอนกลาง ได้พัฒนาเป็นพายุไต้ฝุ่นแล้วเมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 27 พฤศจิกายน ศูนย์กลางของพายุอยู่ที่ ละติจูด 13.1 องศาเหนือ ลองจิจูด 114.3 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 113 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกค่อนไปทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตาม พายุ “โคโตะ” จะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนใต้ และจะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ดังนั้นประเทศไทยจึงไม่ได้รับผลกระทบจากพายุโดยตรง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ…

อุณหภูมิลดฮวบ! เตรียมรับมืออากาศเย็น 27-29 พ.ย.

ถึงแม้ว่าพายุ “โคโตะ” ไม่เข้าไทย แต่สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือคือ อากาศที่เย็นลงในช่วงวันที่ 27-29 พฤศจิกายนนี้ โดยประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิลดลงอย่างเห็นได้ชัด และจะมีอากาศเย็นถึงหนาว พร้อมกับลมแรง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน บ้านเฮา จะมีอุณหภูมิลดลงมากที่สุด คือ 4-7 องศาเซลเซียส ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส ใครที่อยู่บนยอดดอยหรือยอดภู เตรียมสัมผัสอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุดอาจจะอยู่ที่ 3-12 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

สาเหตุที่ทำให้อุณหภูมิลดลง เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่ลงมา ดังนั้นขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน และภาคใต้ตอนบนดูแลสุขภาพให้ดีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรระมัดระวังเรื่องการเจ็บป่วยที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ ขอให้ระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจจะเกิดขึ้นจากสภาพอากาศแห้งและลมแรง เกษตรกรก็ควรระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรด้วย

สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ต้องระมัดระวังในการเดินเรือ เนื่องจากคลื่นลมจะมีกำลังปานกลาง คลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

สรุป: พายุ “โคโตะ” ไม่เข้าไทย แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ สภาพอากาศที่หนาวเย็นลงในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ

  • คำแนะนำสำหรับประชาชน:
  • ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่น
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่เย็นเป็นเวลานาน
  • ระวังอันตรายจากอัคคีภัย
  • เกษตรกรควรป้องกันผลผลิตทางการเกษตร

ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศเป็นสิ่งสำคัญ การติดตามข่าวสารและการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้อย่างปลอดภัย อย่าลืมดูแลตัวเองและคนรอบข้างนะครับ

ที่มา – อุตุฯ ฉบับ 2 พายุ “โคโตะ” ไม่เข้าไทย แต่ช่วง 27-29 พ.ย. ไทยตอนบนอุณหภูมิจะลด

ประกาศฉบับ 1 เตือนพายุโคโตะและอากาศหนาวเย็น

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 1 เตือนเรื่องพายุ “โคโตะ” และอากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบน ซึ่งจะมีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 26-30 พฤศจิกายนนี้ โดยเฉพาะ 8 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างที่ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ ฝนตกหนัก

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้เผยแพร่ประกาศเรื่อง ประกาศฉบับ 1 เตือนพายุ “โคโตะ” และอากาศหนาวเย็น บริเวณประเทศไทยตอนบน โดยมีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 26-30 พฤศจิกายน 2568

พายุโซนร้อนกำลังแรง “โคโตะ” (KOTO) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันนี้ (26 พ.ย. 68) มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 12.3 องศาเหนือ ลองจิจูด 115.7 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 102 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกค่อนไปทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าพายุ “โคโตะ” จะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนใต้ และพายุนี้จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยตอนบน ในช่วงวันที่ 26-29 พฤศจิกายนนี้ จะมีอุณหภูมิลดลงและมีอากาศเย็นถึงหนาว พร้อมกับลมแรง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จะมีอุณหภูมิลดลงถึง 5-8 องศาเซลเซียส ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยและยอดภูจะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และอุณหภูมิต่ำสุด 3-12 องศาเซลเซียส สำหรับภาคใต้ตอนบนอุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส

เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลง ระมัดระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศแห้งและลมแรง รวมถึงเกษตรกรควรระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร

คลื่นลมในอ่าวไทยและห่างฝั่งของทะเลอันดามันตอนบนจะมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ประกาศฉบับ 1 เตือนพายุโคโตะและอากาศหนาวเย็น

นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังได้แจ้งเตือน พื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมาก ประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึงเวลา 18.00 น. ของวันพรุ่งนี้

พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักจากพายุโคโตะ

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ฝนตกหนัก (ปริมาณน้ำฝน 35.1 ถึง 90.0 มม.) คือ 8 จังหวัดในภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ กระบี่ ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

  • กระบี่
  • ตรัง
  • พัทลุง
  • สตูล
  • สงขลา
  • ปัตตานี
  • ยะลา
  • นราธิวาส

สรุปคือ แม้ว่าพายุ “โคโตะ” จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ประกาศฉบับ 1 เตือนพายุ “โคโตะ” และอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะเรื่องของอุณหภูมิที่ลดลงในหลายพื้นที่ และสถานการณ์ฝนตกหนักในภาคใต้ตอนล่าง ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ประกาศฉบับ 1 เตือนพายุ “โคโตะ” และอากาศหนาวเย็น เช็ก 8 จังหวัดยังเสี่ยงฝนตกหนัก

เตือน! 7 จังหวัดใต้ รับมือ “ฝนตกหนัก”

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับสุดท้าย เตือน! ภาคใต้ตอนล่างยังคงต้องรับมือกับ “ฝนตกหนัก” โดยเฉพาะ 7 จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เสี่ยงฝนตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก อ่าวไทยยังมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 23 (362/2568) เรื่อง อากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบน ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื่องจนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568

ประกาศฉบับสุดท้าย เตือน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ยังต้องรับมือ “ฝนตกหนัก”

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือ ภาคใต้ตอนล่างยังคงเผชิญกับฝนตกหนักในบางพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัด พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล สาเหตุหลักมาจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่เคลื่อนตัวไปปกคลุมบริเวณทะเลอันดามันตอนล่างและช่องแคบมะละกา ประกอบกับอิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน

คำแนะนำสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย “ฝนตกหนัก”

  • ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น จัดเตรียมสิ่งของจำเป็น ย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น พื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน หรือพื้นที่ลุ่ม
  • หากอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้สังเกตระดับน้ำและเตรียมพร้อมอพยพหากจำเป็น
  • ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยตอนบน อากาศจะเย็นลงและมีลมแรง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีอากาศเย็นถึงหนาว ส่วนภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน จะมีอากาศเย็นลง ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศแห้งและลมแรง

ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีน ได้แผ่ลงปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ตอนบนแล้ว กรมอุตุนิยมวิทยาจึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าประกาศฉบับนี้เป็นฉบับสุดท้ายของเหตุการณ์ “ฝนตกหนัก” ในครั้งนี้ แต่สถานการณ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น การติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

แม้ว่าประกาศฉบับนี้จะเป็นฉบับสุดท้าย แต่เราไม่ควรประมาท ควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเสมอ การมีสติและวางแผนรับมือกับภัยธรรมชาติ จะช่วยลดความเสียหายและรักษาชีวิตของเราและคนรอบข้างได้

ที่มา – ประกาศฉบับสุดท้าย เตือน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ยังต้องรับมือ “ฝนตกหนัก”

สทนช. เตือน! ฝนตกหนักภาคใต้รอบ 300 ปี

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ล่าสุด “เลขาธิการ สทนช.” ได้ออกมาเตือนให้เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง หลังพบว่าระดับน้ำสูงเกินตลิ่งกว่า 2 เมตร และยอมรับว่าเป็นเหตุการณ์ฝนตกหนักในรอบ 300 ปี ที่ระบบจัดการน้ำที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับได้ทัน

“เลขาธิการ สทนช.” เผยฝนหนักภาคใต้รอบ 300 ปี

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีความแตกต่างจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคกลางและภาคเหนือ เนื่องจากระบบจัดการน้ำของสงขลาเป็นการใช้คลองระบายน้ำเป็นหลัก

นายดนุชา กล่าวว่า สถานการณ์ในครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ เนื่องจากมีปริมาณฝนตกสะสมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในอำเภอสะเดา ทำให้คลอง ร.1 ซึ่งมีความสามารถในการรองรับน้ำได้เพียง 1,200 ลูกบาศก์เมตร ไม่สามารถรองรับปริมาณฝนสะสมที่สูงถึง 880 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงได้ นอกจากนี้ ยังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่โดยรอบ ทำให้ระบบคลองในพื้นที่ไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปริมาณฝนหนักในรอบ 300 ปี ทำสถานการณ์ทวีความรุนแรง

“เลขาธิการ สทนช.” ยอมรับว่า ปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือว่าหนักมากในรอบ 300 ปี และได้แนะนำแนวทางการบริหารจัดการน้ำในอนาคตว่า จำเป็นต้องขุดลอกคลอง ร.1 ให้ลึกขึ้น และขยายคลองอู่ตะเภา เพื่อรองรับสถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในอนาคต แม้จะไม่บ่อยนัก

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และระดมสรรพกำลังเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่อย่างเต็มที่ และยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศเตือนว่า จะมีฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ต่อไป

จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่าระดับน้ำริมตลิ่งในช่วงเวลา 11:00-13:00 น. ของวันนี้ ได้เพิ่มสูงขึ้นอีก 2 เมตร 20 เซนติเมตร เนื่องจากมีปริมาณฝนตกหนักในช่วงคืนที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง และประชาชนในพื้นที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

การแก้ไขปัญหาระยะยาวจำเป็นต้องมีการวางแผนจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขุดลอกคลอง การสร้างอ่างเก็บน้ำ หรือการปรับปรุงระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นไปอย่างยั่งยืน และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

“เลขาธิการ สทนช.” ย้ำว่า ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยควรติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยหากจำเป็น เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและครอบครัว

แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ครั้งนี้จะรุนแรง แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ และเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากมากขึ้น การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

ที่มา – “เลขาธิการ สทนช.” รับฝนตกหนักภาคใต้รอบ 300 ปี ขอเฝ้าระวังต่อเนื่อง หลังน้ำสูงเกินตลิ่งกว่า 2 เมตร

Scroll to top