กระทรวงคมนาคม

รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน อย่าห่วงแลนด์บริดจ์

รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน หลังจากที่ ส.ส. ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า ภคมน” โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความกังวลเรื่องประชาชนภาคใต้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์โดยอาจเข้าใจไม่ครบทุกมิติ รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่ารัฐบาลได้ให้ข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน พร้อมรับฟังความเห็นทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา

รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกชี้แจงทันที ต่อกรณีที่ รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน ซึ่งเป็นโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความว่าประชาชนในพื้นที่ภาคใต้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์มากเกินไป โดยมองเห็นผลดีแค่มิติเดียว และรัฐบาลให้ข้อมูลด้านเดียว ไม่ตอบข้อกังวลของประชาชนและเอกชน รองโฆษกฯ ย้ำว่ารัฐบาลรับทราบข้อโต้แย้งทุกประเด็น รวมถึง EIA และ EHIA และกำลังทำทุกขั้นตอนให้ครบถ้วน

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge Project เป็นโครงการใหญ่ที่รัฐบาลผลักดันเพื่อเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกสองแห่ง คือ ท่าเรือระนองฝั่งอันดามัน กับท่าเรือชุมพรฝั่งอ่าวไทย ผ่านระบบรถไฟและถนนพิเศษ จะช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าข้ามคอขาดกระได้ถึง 5-7 วัน จากเดิมที่ต้องลัดเลาะทะเล ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลให้ภาคใต้

ประโยชน์โครงการแลนด์บริดจ์ที่รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน ย้ำชัด

นอกจากการชี้แจงแล้ว รองโฆษกรัฐบาลยังเน้นย้ำถึงประโยชน์ที่ประชาชนภาคใต้จะได้รับ โดยเฉพาะการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงของคนไทย จะกลายเป็น “เครื่องจักรเศรษฐกิจ” ตัวใหม่

  • สร้างการจ้างงานนับหมื่นตำแหน่ง ในด้านก่อสร้าง โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
  • ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นจากภาษีและธุรกิจท่องเที่ยว
  • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
  • เพิ่ม GDP ภาคใต้ให้เติบโตเฉลี่ย 5-7% ต่อปี จากการเป็นฮับการค้าทางบก
  • ลดการพึ่งพาทางทะเล ลดความเสี่ยงจากพายุและภัยธรรมชาติ

รัฐบาลได้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจทั้งข้อดีและข้อเสีย รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน โดยชี้ว่าไม่ต้องห่วง เพราะมีการศึกษาทุกขั้นตอนละเอียดแล้ว

กำหนดการลงพื้นที่รับฟังความเห็นหลังรองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน

เพื่อแสดงความจริงใจ รัฐบาลเตรียมลงพื้นที่จริง ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะเดินทางไปจังหวัดชุมพรและระนอง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ชี้แจงรายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ การจ้างงาน ข้อดีข้อเสีย และตอบคำถามทุกประเด็นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนท้องถิ่น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวเพิ่มเติมว่า “รัฐบาลไม่นิ่งเฉยต่อข้อกังวลของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการสร้างการรับรู้ต่อประชาชนพื้นที่ภาคใต้ ลิซ่า ภคมน ไม่ต้องห่วง การขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ มีการศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอยู่แล้ว รัฐบาลตั้งใจทำโครงการนี้ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ของคนไทย”

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ โครงการนี้คล้ายกับ “พานามาแคนาล” บนบก จะช่วยให้ไทยแข่งขันกับคู่แข่งอย่างเวียดนามและมาเลเซียได้ดีขึ้น แต่ต้องจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ดี EIA และ EHIA จึงเป็นกุญแจสำคัญที่รัฐบาลยืนยันว่าจะทำอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนยังคงตั้งคำถามต่อเนื่อง โดย ส.ส. ภคมน ชี้ว่าประชาชนขาดข้อมูลในการตัดสินใจ รองโฆษกรัฐบาลจึงใช้โอกาสนี้ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมตอบทุกข้อสงสัย และเชิญชวนทุกคนเข้าร่วมเวทีรับฟัง

โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่ถนนหรือรถไฟ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ให้ยั่งยืน หากดำเนินการสำเร็จ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคเหนือ-กลาง-ใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในฐานะนักสังเกตการณ์ จากข้อมูลที่รองโฆษกรัฐบาลนำเสนอ โครงการนี้มีศักยภาพสูง หากรัฐบาลรักษาความโปร่งใสและรับฟังทุกเสียง จะกลายเป็นมรดกการพัฒนาที่ดีให้คนรุ่นหลัง

คุณคิดอย่างไรกับโครงการแลนด์บริดจ์และการชี้แจงของรองโฆษกรัฐบาล? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงพี่น้องภาคใต้กันเถอะ!

ที่มา – รองโฆษกรัฐบาล เบรก “ลิซ่า ภคมน” อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล “แลนด์บริดจ์” พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

รัฐบาลเร่งพัฒนาระบบราง ลดค่าโดยสาร ยกระดับความปลอดภัย

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวดีสำหรับคนไทยที่ใช้ระบบขนส่งสาธารณะกันค่ะ รัฐบาลเร่งพัฒนาระบบราง อย่างจริงจัง เพื่อลดค่าโดยสาร ยกระดับความปลอดภัย และขยายโครงข่ายบริการให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยมุ่งดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นในทุกวัน โดยเฉพาะในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูง การเดินทางที่ถูกและปลอดภัยคือสิ่งที่ทุกคนต้องการใช่มั้ยล่ะ?

จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่ารัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคม กำลังเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบขนส่งทางราง ภายหลังจากพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 บังคับใช้เมื่อ 27 มีนาคม 2569 เป้าหมายหลักคือทำให้ระบบรางสะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม ลดภาระค่าครองชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชน

รัฐบาลเร่งพัฒนาระบบราง

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ครั้งที่ 1/2569 เมื่อ 30 เมษายน 2569 มีมาตรการเชิงรุก 3 มิติหลัก ได้แก่ ลดภาระค่าใช้จ่าย ยกระดับความปลอดภัย และพัฒนาโครงข่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์เร็วๆ นี้ รัฐบาลเร่งพัฒนาระบบราง จะช่วยแก้ปัญหาการเดินทางในเมืองใหญ่ที่แออัด ลดการใช้รถส่วนตัว ลดฝุ่น PM2.5 และช่วยประหยัดน้ำมันให้ประชาชนได้มหาศาล

มิติที่ 1: ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

รัฐบาลกำหนดเพดานค่าโดยสาร ป้องกันการเรียกเก็บเกินจริง สิ่งเด่นคือ ยกเว้นค่าแรกเข้าเมื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า เช่น จากสายสีน้ำเงินไปสายสีเขียว ไม่ต้องเสียซ้ำ ช่วยประหยัดได้ 16-40 บาทต่อเที่ยว นอกจากนี้ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับกลุ่มเปราะบางอย่างเด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ทหารผ่านศึก และมาตรการชดเชยหากรถล่าช้าหรือยกเลิก จะทำให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบมากขึ้น สร้างความเป็นธรรม

  • กำหนดเพดานค่าโดยสารสูงสุด
  • ยกเว้นค่าแรกเข้าเปลี่ยนสาย
  • ส่วนลดกลุ่มเปราะบาง
  • ชดเชยความล่าช้า/ยกเลิก

มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดค่าเดินทางรายวัน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ประชาชนใช้รถไฟฟ้ากันเยอะ หากคำนวณคร่าวๆ คนเดินทางวันละ 2 เที่ยว เดือนละ 20 วัน ประหยัดได้หลักร้อยบาทเลยทีเดียว

มิติที่ 2: ยกระดับความปลอดภัย

เพื่อสร้างความเชื่อมั่น รัฐบาลเร่งพัฒนาระบบราง โดยกำหนดเขตระบบและเขตปลอดภัยชัดเจน ควบคุมมาตรฐานตัวรถ โครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแรง บุคลากรต้องผ่านการรับรอง และผู้ประกอบการต้องทำประกันอุบัติเหตุ ครอบคลุมทุกความเสี่ยง หากเกิดเหตุ ผู้โดยสารจะได้รับการคุ้มครองเต็มที่ ปัจจุบันระบบรางไทยมีอุบัติเหตุน้อย แต่มาตรการนี้จะยกระดับให้เทียบเท่านานาชาติ

  • กำหนดเขตปลอดภัยชัดเจน
  • มาตรฐานตัวรถและโครงสร้าง
  • บุคลากรรับรองคุณสมบัติ
  • ประกันภัยผู้โดยสาร

มิติที่ 3: พัฒนาโครงข่ายและบริการ

รัฐบาลเร่งลงทุนขยายโครงข่าย เช่น โครงการรถไฟฟ้าในเมืองใหญ่และรถไฟทางคู่ในภูมิภาคที่กำลังก่อสร้าง เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ สนับสนุนเศรษฐกิจ เปิดให้เอกชนร่วมทุน เพิ่มการแข่งขัน ลดต้นทุน คุณภาพดีขึ้น โครงการสำคัญอย่างรถไฟฟ้าสายสีส้ม สายสีชมพู จะเชื่อมต่อกรุงเทพฯ ให้เดินทางง่าย ส่วนต่างจังหวัด รถไฟทางคู่จะลดเวลาขนส่งสินค้า ช่วย SME เติบโต

  • เร่งโครงการรถไฟฟ้าเขตเมือง
  • รถไฟทางคู่ภูมิภาค
  • เปิดเอกชนร่วมลงทุน
  • เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์

รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า “รัฐบาลมุ่งมั่นเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อบริการที่สะดวก ปลอดภัย เป็นธรรม ลดค่าใช้จ่ายประจำวัน และเสริมเศรษฐกิจระยะยาว”

โดยรวม รัฐบาลเร่งพัฒนาระบบราง ครั้งนี้คือโอกาสทองสำหรับการเปลี่ยนแปลงการเดินทางในไทย หากดำเนินการสำเร็จ จะลดปัญหาจราจร ต้นทุนชีวิต และเพิ่ม GDP จากการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือการติดตามและมีส่วนร่วมจากประชาชน เพื่อให้มาตรการตรงใจจริงๆ

คุณคิดว่านโยบายนี้จะช่วยชีวิตประจำวันของคุณได้แค่ไหน? ลองคำนวณค่าโดยสารที่ประหยัดได้ แล้วมาแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะคะ ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – รัฐบาลเร่งพัฒนาระบบราง ลดค่าโดยสาร ยกระดับความปลอดภัย ดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน

โฆษกรัฐบาล ป้องนายกฯ ไม่ได้เลี่ยงตอบกระทู้สดสภาฯ

โฆษกรัฐบาล ป้องนายกฯ ไม่ได้เลี่ยงตอบกระทู้สดสภาฯ เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงวิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีไม่เข้าร่วมตอบคำถามในสภาผู้แทนราษฎร แต่ทางโฆษกรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่ใช่การเลี่ยงตอบ แต่เกิดจากภารกิจที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และได้มอบหมายให้รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบไปชี้แจงแทน เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุด

โฆษกรัฐบาล ป้องนายกฯ ไม่ได้เลี่ยงตอบกระทู้สดสภาฯ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อชี้แจงกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ไปตอบกระทู้สดสภาฯ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยยืนยันว่าระบบการถามกระทู้สดของสภาผู้แทนราษฎร จะแจ้งหัวข้อให้คณะรัฐมนตรีทราบในเช้าวันพฤหัสบดีเท่านั้น ไม่มีใครทราบประเด็นล่วงหน้า ทำให้บางครั้งไม่สามารถปรับภารกิจได้ทัน หากเป็นกระทู้ที่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี สามารถมอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไปตอบแทนได้ตามระเบียบ

ในกรณีนี้ กระทู้สดเกี่ยวกับ “โครงการแลนด์บริดจ์” ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่เชื่อมโยงการขนส่งทางบก ทางราง และทางทะเล จากฝั่งอันดามันไปยังอ่าวไทย เพื่อลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไปตอบแทน เนื่องจากกระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ

เหตุผลที่รัฐมนตรีคมนาคมมอบหมายต่อ

อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ ติดภารกิจเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขนส่งทางราง ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเป็นวาระสำคัญมาก หลังจากพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อ 27 มีนาคม 2569 การประชุมนี้ถูกนัดไว้ล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ และมีมติสำคัญหลายประการ เช่น

  • มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในการใช้บริการขนส่งทางราง
  • รักษาสิทธิผู้โดยสารให้ครบถ้วน
  • เร่งรัดออกกฎหมายเพื่อระบบตั๋วร่วม (Common Ticketing) ให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด

ดังนั้น รองนายกฯ พิพัฒน์ จึงมอบหมายให้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไปชี้แจงต่อสภาแทน ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมเพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ส่วนนายกรัฐมนตรีเอง ในวันนั้นมีภารกิจแน่นเอี๊ยดตั้งแต่เช้า ไม่ว่าจะเป็นการประชุมคณะกรรมการตำรวจ การประชุมทีมเศรษฐกิจ และเป็นประธานแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ทุจริตสวมตัวตน แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย หลังเสร็จสิ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ท่านก็รีบไปร่วมประชุมสภาต่อทันที

ทำไมการมอบหมายจึงเป็นทางเลือกที่ดี?

โฆษกรัฐบาล ย้ำว่านายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติ สนับสนุนการตรวจสอบของสภาเต็มที่ การมอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไปตอบ ไม่ใช่การเลี่ยง แต่เพื่อให้ข้อมูลละเอียดและแม่นยำที่สุด เพราะผู้รับผิดชอบหลักจะรู้ลึกถึงโครงการ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เป็นฮับการขนส่งอาเซียน ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา และสร้างงานให้คนไทยนับหมื่นตำแหน่ง

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการทำงานเป็นทีมของรัฐบาล ที่แบ่งปันภาระหน้าที่ให้เหมาะสมกับผู้เชี่ยวชาญ หากนายกฯ ไปตอบทุกเรื่อง อาจไม่ครอบคลุมเท่ารัฐมนตรีที่ดูแลโดยตรง ในยุคที่การเมืองไทยมีความเข้มข้น การชี้แจงแบบนี้ช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความโปร่งใส

สำหรับประชาชนที่ติดตามข่าวการเมือง เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่ารัฐบาลยังคงเคารพกระบวนการสภา แม้จะมีภารกิจมากมายก็ตาม โครงการแลนด์บริดจ์เอง กำลังเป็นที่จับตามองจากนักลงทุนต่างชาติ เพราะจะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไทยให้ทัดเทียมโลก

มุมมองผู้เขียน: การชี้แจงของโฆษกรัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความเป็นมืออาชีพ หากทุกฝ่ายเข้าใจบริบทแบบนี้ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้นมาก คุณคิดว่านี่เป็นการเลี่ยงหรือไม่? หรือเป็นการบริหารจัดการที่ดี? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ป้องนายกฯ ไม่ได้เลี่ยงตอบกระทู้สดสภาฯ แจงติดภารกิจ มอบรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงชี้แจงแทน

“สรรเพชญ” สั่งเคลียร์ด่วน ปมถมทะเลแหลมฉบังเฟส 3 ล่าช้า

สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่สนใจข่าวสารด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของไทย วันนี้เรามีข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแส “สรรเพชญ” สั่งเคลียร์ด่วน ปมถมทะเลแหลมฉบังเฟส 3 ล่าช้า ซึ่งนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 และสั่งการให้เร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยขีดเส้นให้หาข้อยุติภายใน 60 วันเท่านั้น! ปัญหานี้ทำให้โครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ชะงักงัน ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

สรรเพชญ สั่งเคลียร์ ปมถมทะเลแหลมฉบังเฟส 3

“สรรเพชญ” สั่งเคลียร์ด่วน ปมถมทะเลแหลมฉบังเฟส 3 ล่าช้า

ปัญหาหลักเกิดขึ้นที่งานถมทะเลท่าเทียบเรือ F1 ซึ่งล่าช้าถึง 6 เดือน จากกำหนดเดิมส่งมอบพฤศจิกายน 2566 ขยับมาเป็นมิถุนายน 2567 สาเหตุมาจากข้อกำหนดทางเทคนิคไม่ตรงกันระหว่างสัญญาจ้างถมทะเลกับสัญญาสัมปทานกับกลุ่ม GPC (กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี, พีทีที แทงค์, ไชน่า ฮาร์เบอร์) โดยเฉพาะค่าความหนาแน่นของดินถม สัญญาถมทะเลกำหนดค่าทรุดตัวไม่เกิน 20 ซม. ใน 30 ปี แต่สัญญา GPC ต้องการไม่น้อยกว่า 75% ทำให้ GPC ไม่ยอมรับพื้นที่

งานถมทะเล F1 โดยกิจการร่วมค้า CNNC (เอ็น.ที.แอล.มารีน, นทลิน, จงก่าง คอนสตรั๊คชั่น) เสร็จแล้วและส่งมอบให้ กทท. แต่ติดแก้ไขปัญหา ส่วน F2 คืบหน้า 89% คาดส่งมอบกลางปี 2567 ล่าสุด GPC ส่งหนังสือเรียกค่าเสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท จากค่าเสียโอกาสและปรับปรุงพื้นที่ พร้อมขอขยายเวลาก่อสร้างอีก 2 ปี (จาก 2 เป็น 4 ปี) และบริหารรวม 37 ปี (จาก 35 ปี)

สรรเพชญ ตรวจพื้นที่แหลมฉบังเฟส 3

ขีดเส้น 60 วันแก้ “สรรเพชญ” สั่งเคลียร์ด่วน ปมถมทะเลแหลมฉบังเฟส 3 ล่าช้า

นายสรรเพชญ สั่งตั้งคณะทำงาน 3 ฝ่าย (หน่วยงานรัฐ ผู้เชี่ยวชาญ เอกชน) โดยนายปัญญา ชูพานิช รองปลัดคโม เป็นประธาน หาทางออกโปร่งใสภายใน 60 วัน เสนอ รมว.คโม ต่อ พิจารณาแนวทางวิศวกรรม เช่น ตอกเสาเข็มเพิ่ม ลดต้นทุนจาก 2,000 ล้านเหลือ 1,000 ล้านด้วยเทคโนโลยีใหม่ ร่วมสภาวิศวกร ย้ำไม่โทษใคร แต่แก้ปัญหาเพื่อประโยชน์ชาติ

ปัญหาถมทะเลท่าเรือ F1 แหลมฉบัง

นอกจากนี้ ยังมอบนโยบาย 6 ด้านสำคัญให้ กทท. เพื่อยกระดับท่าเรือไทยสู่ฮับภูมิภาค:

  • 1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ เร่งแหลมฉบังเฟส 3, ท่าเรือกรุงเทพอัตโนมัติ, ท่าเรือภูมิภาคอย่างระนอง เชียงแสน เชียงของ
  • 2. เชื่อมโยงขนส่ง Multimodal ถนน-ราง-น้ำไร้รอยต่อ พัฒนา Dry Port, ทางด่วน S1 เสนอ ครม. ปี 67 เริ่มก่อ 70
  • 3. Smart Port ด้วยเทคโนโลยี
  • 4. แก้จราจรท่าเรือหลัก
  • 5. Green Port มุ่ง Net Zero
  • 6. ยกระดับองค์กรรับมือเศรษฐกิจโลก
นโยบาย กทท. จากสรรเพชญ

ส่วนการแต่งตั้งบอร์ด กทท. และผอ.คนใหม่ เตรียมเสนอ ครม. ภายใน 1-2 สัปดาห์ สรรหาโปร่งใส เสร็จใน 90 วัน การเคลื่อนไหวนี้น่าจะช่วยให้ท่าเรือไทยแข็งแกร่งขึ้น แข่งขันโลกได้ดีกว่าเดิม

ในมุมมองของผม การแก้ปัญหา “สรรเพชญ” สั่งเคลียร์ด่วน ปมถมทะเลแหลมฉบังเฟส 3 ล่าช้า อย่างโปร่งใส จะเป็นจุดเริ่มต้นสู่ Smart Port-Green Port ที่ยั่งยืน หากสำเร็จ ไทยจะเป็นฮับโลจิสติกส์อาเซียนตัวจริง ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมในบล็อกเราได้เลยนะครับ!

ที่มา – “สรรเพชญ” สั่งเคลียร์ด่วน ปมถมทะเลแหลมฉบังเฟส 3 ล่าช้า ขีดเส้น 60 วันต้องจบ

“ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามนายกฯ สอยพิพัฒน์พ้นครม

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในสภาไทยกันเลยครับ “ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน เป็นข่าวที่หลายคนจับตา เพราะโยงเรื่องกักตุนน้ำมัน ทุนเทา สแกมเมอร์ และบุคคลระดับสูงในรัฐบาล เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 30 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ยิงคำถามสดใส่นายกรัฐมนตรีเรื่องนี้ แต่นายกฯ ส่งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม มาแทน แต่พิพัฒน์ติดภารกิจ ส่งนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม มาชี้แจงแทน สร้างดราม่าต่อเนื่อง!

“ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน

นายณัฐพงษ์ย้ำชัดว่ากระทู้ถามสดนี้ต้องตอบโดยนายกฯ หรือพิพัฒน์โดยตรง เพราะเรื่องใหญ่โต เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันของ “เสี่ยตือ” ที่อ่างทอง ซึ่งโยงใยกับกลุ่มทุนเทา แก๊งสแกมเมอร์ และคนใหญ่คนโตในรัฐบาล เขาตั้งคำถามว่าเป็นแค่ “เหตุบังเอิญ” หรือมีอะไรลึกกว่านั้น? และทำไมรัฐบาลยังเงียบ ไม่ให้คำตอบชัดเจนต่อสังคมไทย

5 เหตุผลตั้งข้อสงสัยที่นายณัฐพงษ์ชี้

นายณัฐพงษ์รวบรวม 5 เหตุบังเอิญที่น่าสงสัยมาให้ฟัง ดังนี้ครับ:

  • 1. เสี่ยตือเจ้าของคลังน้ำมันเพชรบุรี – ขายให้ BCPG บริษัทลูกบางจาก ปี 2566 มูลค่าสูงเกินจริง 9,000 ล้าน จากประเมิน 5,000 ล้าน ซื้อแพงขนาดนี้เพื่ออะไร?
  • 2. เจ้าของคาสิโนกัมพูชา – อาจโยงทุนเทา สแกมเมอร์ ที่จะฮุบหุ้นบางจาก
  • 3. พ่อของลูกชายที่ถูกหมายจับฟอกเงินเว็บพนัน – เลขาฯพรรคภูมิใจไทยยืนยัน ลูกชายพยายามติดสินบน 40 ล้านเพื่อยุติคดี
  • 4. พ่อของลูกสาวถือหุ้นบริษัทน้ำมันอ่างทอง – ที่ DSI กำลังสอบลักลอบกักตุน
  • 5. เพื่อนสนิทรองนายกฯ พิพัฒน์ – พิพัฒน์ยอมรับต่อสื่อ และปล่อยกู้เครือข่ายเสี่ยตือ 100 ล้านบาท แต่ตอบเลี่ยงประเด็น

นายณัฐพงษ์บอกว่านี่ไม่ใช่บังเอิญธรรมดา แต่เป็น “เหตุบังเอิญพลัส” ที่บ่งชี้เครือข่ายไอ้โม่ง อาชญากรข้ามชาติ โยงบุคคลระดับสูง สังคมรอคำตอบจากนายกฯ และพิพัฒน์มานาน!

ฟาดสองมาตรฐาน และดราม่าตอบกระทู้สด

เด็ดสุดคือ นายณัฐพงษ์เหน็บนายกฯ ว่าตอนโทรหาวรภัค อดีตอังคมนตรีช่วยคลัง ให้ลาออกเพราะโยงทุนเทา แต่กรณีพิพัฒน์ที่ยอมรับเป็นเพื่อนเสี่ยตือ จะทำยังไง? หรือสองมาตรฐานเพราะพิพัฒน์เป็นหัวจ่ายเงินพรรคภูมิใจไทย? นายสิริพงศ์ชี้แจงแทน บอกไม่เกี่ยวกับคมนาคม เรื่องอยู่ใน DSI ถามรมว.ยุติธรรมดีกว่า

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงหนัก! ชี้ว่ากระทู้สดต้องนายกฯ-รัฐมนตรีมาตอบเอง เว้นมีเหตุจำเป็นแจ้งหนังสือต่อประธานสภา (โสภณ ซารัมย์) แต่ครั้งนี้ไม่มี! อย่าปล่อยให้นายกฯ-รมต.หนีสภาแบบนี้ สร้างความไม่โปร่งใส นายโสภณโต้ตามแนวปฏิบัติเก่า แต่นายอภิสิทธิ์ยืนกรานต้องมีหลักฐานเหตุจำเป็นเผยแพร่ นายกรวีร์ วิปรัฐบาล ขอฝ่ายค้านแจ้งล่วงหน้า แต่นายพริษฐ์แย้งต้องยึดข้อบังคับ 151 หนังสือต้องมา!

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่หลายคนกังวล ความโปร่งใสในสภา บรรทัดฐานการเมือง และการตรวจสอบรัฐบาลเรื่องทุนเทา สังคมไทยสมควรได้คำตอบชัดเจน ไม่ใช่บังเอิญซ้ำๆ “ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน ทำให้เห็นว่าฝ่ายค้านสู้เต็มที่เพื่อประชาชน

ในมุมผมคิดว่ารัฐบาลควรตอบคำถามตรงๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น หากพิพัฒน์ไม่มีส่วน เปิดข้อมูลให้ชัด จะได้ไม่โดนเหน็บสองมาตรฐาน คุณคิดยังไง? คอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่เลย!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน

“พิพัฒน์” แจง ยังไม่ลดค่าทางด่วน 50 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ และผู้ใช้ทางด่วนทั่วประเทศที่กำลังรอคอยข่าวดีเรื่อง “พิพัฒน์” แจง ยังไม่ตั้งไข่ลดค่าทางด่วนไม่เกิน 50 บาท วันนี้เรามีอัพเดทล่าสุดจากปากรัฐมนตรีคมนาคมเองเลยนะครับ เรื่องนี้กลายเป็นกระแสฮือฮาเพราะหลายคนหวังว่าจะได้ลดภาระค่าผ่านทางที่แพงหูฉี่ในแต่ละวัน แต่เอาเข้าจริงยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลยครับ มาฟังรายละเอียดกันเลย

“พิพัฒน์” แจง ยังไม่ตั้งไข่ลดค่าทางด่วนไม่เกิน 50 บาทตลอดสาย ถามเอาข่าวมาจากไหน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 27 เมษายน 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างชัดเจน ถึงแนวคิดนโยบายลดค่าทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ให้เหลือไม่เกิน 50 บาทตลอดสายทุกเส้นทาง โดยย้ำหนักแน่นว่า ขณะนี้ยังไม่ดำเนินการ ยังไม่มีอะไรเลย แถมยังหันไปถามสื่อมวลชนกลับว่า “เอาข่าวมาจากไหน ใครเอาข่าวมาพูด ตนไม่รู้ และยังไม่ทราบเลย” ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนข่าวลือที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงข่าวที่ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจในวันนั้น นายพิพัฒน์ก็ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่อง ส่วนการลงพื้นที่ติดตามโครงการแลนด์บริดจ์ในภาคใต้ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ก็ต้องขอหารือวิธีระดมความคิดเห็นก่อน และย้ำอีกครั้งว่ายังไม่มีการทำประชาพิจารณ์ใดๆ เลยครับ

สถานการณ์ค่าทางด่วนปัจจุบันเป็นอย่างไร

ก่อนอื่นเรามาดูภาพรวมค่าทางด่วนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกันก่อนนะครับ ปัจจุบันค่าผ่านทางด่วนของ กทพ. มีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับเส้นทางและระยะทาง เช่น

  • ทางด่วนบรมราชชนนี-วงแหวนตะวันตก: สูงสุด 110 บาท
  • ทางด่วนเฉลิมมหานคร (วงแหวนรอบนอก): 80-100 บาท
  • ทางด่วนศรีรัช-นั่งเก้าอี้: เริ่มต้น 40 บาท แต่สะสมได้แพง
  • ทางด่วนกาญจนาภิเษร: เฉลี่ย 60-70 บาทต่อเที่ยว

หลายคนใช้ทางด่วนวันละ 2-3 เที่ยว ค่าใช้จ่ายรวมเกิน 200 บาทต่อวันสบายๆ โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศที่ต้องฝ่ารถติด ถ้านโยบายลดเหลือไม่เกิน 50 บาทตลอดสายจริง คงช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มหาศาล แต่ตอนนี้ “พิพัฒน์” แจง ยังไม่ตั้งไข่ลดค่าทางด่วนไม่เกิน 50 บาท แบบนี้ต้องรอต่อไป

ทำไมนโยบายนี้ถึงเป็นกระแส

กระแสเรื่องนี้มาจากความเดือดร้อนของประชาชนที่สะสมมานาน ค่าทางด่วนปรับขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงโควิดและน้ำมันแพง รัฐบาลชุดก่อนเคยมีนโยบายช่วยเหลือ เช่น ลดค่าบัตรประชาชน แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกเส้น นอกจากนี้ยังมีประเด็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ อย่างรถไฟฟ้าและทางด่วนใหม่ที่ กทพ. กำลังขยาย หากลดค่าอาจกระทบรายได้ที่ต้องเอาไปชำระหนี้สิน ซึ่งเป็นเหตุผลที่รัฐมนตรีต้องชั่งใจให้ดี

ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์ที่กล่าวถึง เป็นแผนเชื่อมทางรถไฟ-เรือ-รถบรรทุกจากชุมพร-นครศรีธรรมราช เพื่อลดการขนส่งทางทะเลไปสิงคโปร์ ซึ่งนายพิพัฒน์เน้นต้องทำประชาพิจารณ์ก่อน ไม่อยากให้เป็นข่าวลือแบบนี้อีก

ความเห็นจากผู้ใช้ทางด่วน

จากโซเชียลมีเดีย หลายคนแสดงความเห็นหลากหลาย บางคนผิดหวัง บางคนเข้าใจว่ารัฐต้องคำนวณงบประมาณให้รอบคอบ ถ้าลดแบบกะทันหัน อาจกระทบบริการหรือความปลอดภัย เราคิดว่านี่เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังฟังเสียงประชาชน แต่ต้องใช้เวลา

สรุปแล้ว “พิพัฒน์” แจง ยังไม่ตั้งไข่ลดค่าทางด่วนไม่เกิน 50 บาท ยังไม่มีแวว แต่เราควรติดตามการประชาพิจารณ์ที่กำลังจะมา มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายดีๆ ในอนาคต สิ่งที่เราทำได้คือแสดงความเห็นผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ เพื่อให้รัฐรับรู้ปัญหาจริงๆ

คำแนะนำจากเรา: ในระหว่างรอ ลองใช้แอป M-Pass หรือบัตร Easy Pass เพื่อสะสมแต้มลดราคา และวางแผนเส้นทางหลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? คอมเมนต์บอกเราด้านล่างเลยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่ใช้ทางด่วนประจำได้อ่านด้วย!

นอกจากนี้ ถ้าคุณอยากประหยัดจริงๆ ลองพิจารณารถสาธารณะอย่าง BTS หรือ MRT ที่กำลังขยายเส้นทาง มันอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในระยะยาว

ที่มา – “พิพัฒน์” แจง ยังไม่ตั้งไข่ลดค่าทางด่วนไม่เกิน 50 บาทตลอดสาย ถามเอาข่าวมาจากไหน

สาโรจน์ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แลนด์บริดจ์ เริ่มงาน

สาโรจน์ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แลนด์บริดจ์ เพื่อความสิริมงคลก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ประจำรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยนายสาโรจน์ สามารถ ได้สักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบ เพื่อขอพรให้การทำงานราบรื่น

สาโรจน์ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แลนด์บริดจ์ ยืนยันเดินหน้าเต็มสูบ

หลังจากไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสร็จ นายสาโรจน์ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยยืนยันว่านายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นจริง โครงการแลนด์บริดจ์คือการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ผ่านภาคใต้ โดยใช้ทางรถไฟและท่าเรือน้ำลึกสองแห่ง เพื่อลดระยะเวลาการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

นายสาโรจน์ระบุว่า โครงการนี้ถูกศึกษามาอย่างละเอียดยาวนาน แม้จะมีงบประมาณสูง แต่ประโยชน์ที่ได้รับจะยั่งยืน โดยเฉพาะในสถานการณ์โลกที่ผันผวน เช่น สงครามตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางค้าทางทะเล โครงการนี้จะช่วยเชื่อมทะเลทั้งสองฝั่ง ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างแท้จริง

สาโรจน์ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แลนด์บริดจ์ แก้กระแสต่อต้านอย่างไร

สำหรับกระแสต่อต้านจากพื้นที่ท้องถิ่น นายสาโรจน์ยอมรับว่ามีความเห็นต่างเป็นธรรมดาในสังคม แต่ย้ำว่านายพิพัฒน์พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น โดยจะยึดหลักเหตุผลและประโยชน์ส่วนรวม รัฐบาลจะจัดเวทีรับฟังความเห็นอย่างโปร่งใส เพื่อให้โครงการเกิดขึ้นโดยไม่ละเลยสิทธิชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีอีกเรื่องคือ แนวคิดลดค่าผ่านทางด่วนเพื่อบรรเทาภาระประชาชน นายสาโรจน์มั่นใจว่านายพิพัฒน์ซึ่งมีวิสัยตรงไปตรงมาและคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก จะทำให้เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ รายละเอียดรอการประกาศอย่างเป็นทางการ

ประโยชน์โครงการแลนด์บริดจ์ต่อคนไทย

มาดูกันว่าสาโรจน์ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แลนด์บริดจ์ จะนำพาประโยชน์อะไรบ้าง:

  • ลดต้นทุนขนส่ง: สินค้าจากตะวันออกไปตะวันตก ลดเวลาเหลือไม่กี่วัน แทนหลายสัปดาห์
  • สร้างงาน: สร้างอาชีพใหม่ในภาคใต้ นับหมื่นตำแหน่ง
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ เพิ่ม GDP ประเทศ
  • ความมั่นคง: ลดการพึ่งพาเส้นทางทะเลที่เสี่ยงภัย

โครงการนี้ไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นอนาคตของชาติที่เราต้องลงมือทำทันที

ในมุมมองของผม โครงการแลนด์บริดจ์คือโอกาสทองของไทย หากทำสำเร็จจะเปลี่ยนโฉมหน้าภาคใต้และเศรษฐกิจทั้งประเทศ คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? คอมเมนต์ด้านล่าง แชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ข่าวดี และติดตามอัปเดตโครงการแลนด์บริดจ์จากเราได้ทุกวัน!

ที่มา – “สาโรจน์” ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ประเดิมทำงาน รองเลขาฯ “พิพัฒน์” ยันเดินหน้าแลนด์บริดจ์

“สส.ลิซ่า” ซัด พิพัฒน์ น่าสงสัยดันแลนด์บริดจ์

“สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและโซเชียลมีเดียช่วงนี้ หลังจาก น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือที่รู้จักกันในนาม สส.ลิซ่า ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์โครงการแลนด์บริดจ์อย่างดุเดือด

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge เป็นหนึ่งในอภิมหาโครงการพื้นฐานของรัฐบาล มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยมีเป้าหมายพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสองแห่ง คือ ท่าเรือชุมพรฝั่งอ่าวไทย และท่าเรือรันคเวย์ที่สุราษฎร์ธานีฝั่งอันดามัน เชื่อมต่อด้วยรถไฟความเร็วสูงและระบบโลจิสติกส์ เพื่อสร้างเส้นทางขนส่งสินค้าทางบกที่ลัดฟัน ลดเวลาและต้นทุนจากการขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นจุดอับคอขวดของการค้าทั่วโลก โครงการนี้คาดว่าจะช่วยยกระดับไทยให้เป็นฮับคมนาคมแห่งอาเซียน สร้างรายได้มหาศาลและงานจ้างการจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ว่า โครงการมีความคืบหน้าเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรีช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ โดยจะเชิญเอกชนลงทุน ไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ใช้การจัดสรรที่ดินและสิทธิสัมปทานแทน

“สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์

สส.ลิซ่าถึงกับตั้งข้อสังเกตหนักว่า การดันทุรังทั้งที่ยังตอบคำถามเรื่องความคุ้มทุนและนักลงทุนไม่ได้นั้นน่าสงสัย “ประเทศไทยไม่ใช่สมบัติท่านคนเดียว ที่จะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ” เธอเน้นย้ำว่า ทุกโครงการของรัฐต้องวัดผลจากประโยชน์สาธารณะและความคุ้มค่า ไม่ใช่แค่มีคนได้ประโยชน์บางกลุ่ม โดยเฉพาะ “สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์ จนกลายเป็นข่าวใหญ่

จุดวิจารณ์หลักมาจากรายงานศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ (สนข.) ที่อ้างว่ารายได้ต่อปีสูงถึง 58,000 ล้านบาท โดย 8,000 ล้านบาทมาจากค่าบริการขนส่ง แต่ส่วนใหญ่กว่า 50,000 ล้านบาทมาจากการขายน้ำมันให้เรือสินค้าที่แวะเติม แต่สส.ลิซ่าชี้แจงชัดว่า ไทยไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตัวเอง การขายน้ำมันเพื่อกำไรขนาดนั้นต้องลงทุนกลั่นเองเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของแผนโครงการ นี่คือการ “จับแพะชนแกะ” ที่ทำให้ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ

ประเด็นน่าสงสัยในโครงการแลนด์บริดจ์ที่สส.ลิซ่าชี้

  • ขาดความชัดเจนเรื่องความคุ้มทุน: ยังไม่มีตัวเลข BCR (Benefit-Cost Ratio) ที่ชัดเจนและยอมรับได้จากผู้เชี่ยวชาญ
  • นักลงทุนลึกลับ: ยังไม่เปิดเผยชื่อเอกชนที่สนใจลงทุนจริงจัง
  • สิทธิสัมปทานยาวนาน: อยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.SEC ที่ให้สิทธิ์ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ซึ่งอาจทำให้ทรัพยากรชาติตกเป็นของต่างชาติ
  • เสี่ยงกำไรเข้าบางกลุ่ม: เกรงว่าประโยชน์จะตกกับนักการเมืองหรือกลุ่มทุนใกล้ชิด แต่ประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยงหากล้มเหลว

สส.ลิซ่ายังจี้ให้นายกรัฐมนตรีและนายพิพัฒน์ตอบคำถามประชาชนให้ได้ เนื่องจากถึงแม้ไม่ใช้งบแผ่นดิน แต่การให้สัมปทานที่ดินและสิทธิพิเศษคือการใช้ทรัพย์สินของชาติ โครงการนี้อาจสร้างความมั่งคั่งให้ภาคใต้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม แต่หากขาดการตรวจสอบ อาจกลายเป็นหนี้สินระยะยาวเหมือนโครงการอื่นๆ ในอดีต

ก่อนหน้านี้ โครงการแลนด์บริดจ์เคยถูกวิจารณ์จากสว. นักวิชาการ และนักสิ่งแวดล้อม เรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเล ชุมชนชาวประมง และความยั่งยืนทางการเงิน หากรัฐไม่แก้ไขข้อกังวลเหล่านี้ การผลักดันต่อไปอาจยิ่งจุดชนวนความขัดแย้ง

มุมมองสรุป: “สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นการเตือนใจที่ดีให้รัฐบาลโปร่งใสมากขึ้น โครงการใหญ่ต้องตอบโจทย์ชาติ ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คุณเห็นด้วยกับสส.ลิซ่าหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – “สส.ลิซ่า” ซัดประเทศไทยไม่ใช่สมบัติใคร อัด “พิพัฒน์” น่าสงสัยรีบดันโครงการแลนด์บริดจ์

“พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้

ในวงการเศรษฐกิจและการคมนาคมของไทยกำลังมีข่าวร้อนที่ทุกคนจับตามอง นั่นคือ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาให้ข้อมูลล่าสุดว่า โครงการยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทนี้ จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อสานต่อให้เกิดความเป็นจริง รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่ารัฐไม่ต้องใช้งบประมาณลงทุนเอง แต่จะให้สิทธิสัมปทานที่ดินแก่เอกชนที่เข้ามาลงทุนเท่านั้น

“พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Land Bridge ถือเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย โดยมีแนวคิดหลักในการสร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งทะเล คือฝั่งทะเลอันดามันทางภาคใต้ และฝั่งอ่าวไทยทางภาคตะวันออก เพื่อเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งทางบก รถไฟ และโลจิสติกส์ ทำให้สินค้าสามารถลัดผ่านประเทศไทย แทนที่จะต้องอ้อมช่องแคบมาลัคก้าหรือเสี่ยงปัญหาความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นายพิพัฒน์ กล่าวถึงโอกาสจากวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซว่า นี่คือโอกาสทองของไทยในการก้าวขึ้นเป็นฮับการขนส่งระดับโลก นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ก็เห็นด้วยและสนับสนุนให้เดินหน้าต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เรือสินค้าต้องถ่ายลำสินค้าอยู่แล้วกว่า 90% ของการขนส่งคอนเทนเนอร์ทั่วโลก

ยันรัฐไม่ได้ออกเงิน ให้แค่สัมปทานที่ดินลงทุน

หนึ่งในประเด็นที่หลายคนกังวลคือภาระงบประมาณของรัฐ แต่ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ โดยชี้แจงว่ารัฐไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท เอกชนจะเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด รัฐให้แค่สัมปทานที่ดินและสิทธิ์ในการดำเนินโครงการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้สำรวจข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว และนายพิพัฒน์จะลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองในเดือนพฤษภาคมนี้

สำหรับการประมูล จะเปิดกว้างทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ โดยให้โอกาสเท่าเทียมกัน เริ่มลงทุนได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ หลังจากได้มติครม. แล้ว

เคลียร์ประเด็นวิจารณ์เรื่องเวลาและสิ่งแวดล้อม

หลายคนตั้งคำถามว่า การขนถ่ายสินค้าที่แลนด์บริดจ์จะเสียเวลาใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ตอบโต้ว่า จากข้อมูลจริง การขนส่งคอนเทนเนอร์ส่วนใหญ่เป็นการถ่ายลำสินค้าอยู่แล้ว ไม่ใช่ขนตรงจากต้นทางถึงปลายทาง 100% หากถ่ายลำที่ไทย ก็ไม่ต่างจากถ่ายที่สิงคโปร์ แต่ไทยจะได้ประโยชน์เพิ่มจากการดึงดูดสินค้ามาใช้บริการมากขึ้น

ส่วนผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ก็จำเป็นต้องทำอย่างแน่นอน นายพิพัฒน์ยอมรับว่ามีปัญหาจากการต่อต้านของชาวบ้านและ NGO แต่จะลงพื้นที่เจรจา ชี้แจงข้อมูลจริง โดยข้อมูลที่ต่อต้านอาจมาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

  • ประโยชน์หลักของโครงการแลนด์บริดจ์:
  • ลดระยะทางและเวลาขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์
  • สร้างรายได้จากการให้บริการท่าเรือและถ่ายลำสินค้า
  • พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง
  • เสริมความมั่นคงด้านพลังงานและสินค้าส่งออก
  • ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเอเชีย

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังสอดคล้องกับนโยบาย BCG Economy (Bio-Circular-Green) โดยจะเน้นเทคโนโลยีสีเขียว ลดการปล่อยคาร์บอนในการขนส่ง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการแลนด์บริดจ์นี้คือก้าวกระโดดสู่อนาคต หากรัฐบาลจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ดี จะช่วยให้ไทยแข่งขันกับสิงคโปร์และเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณคิดอย่างไรกับ “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดต!

ที่มา – “พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดินหน้าแลนด์บริดจ์ มิ.ย.นี้ ยันรัฐไม่ได้ออกเงิน ให้แค่สัมปทานที่ดินลงทุน

Scroll to top