กระทรวงคมนาคม

“ภัทรพงศ์” กาง 5 นโยบายปั้นโรงแรมสุวรรณภูมิ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนักเดินทางและคนรักการท่องเที่ยว! วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการการบินและโรงแรมมาฝากกันแบบสดๆ ร้อนๆ เลย นั่นคือ “ภัทรพงศ์” กาง 5 นโยบายปั้นโรงแรมสุวรรณภูมิ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ World-class Aviation Hub หรือศูนย์กลางการบินระดับโลกของไทย นโยบายเหล่านี้มาจากนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เพิ่งตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด (รทส.) เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 ครับ (หมายเหตุ: ปีในข่าวอาจคลาดเคลื่อน แต่สาระสำคัญยังคงเดิม)

ทำไมนโยบายนี้ถึงน่าจับตามอง? เพราะโรงแรม Hyatt Regency Bangkok Suvarnabhumi Airport คือประตูสำคัญเชื่อมต่อผู้โดยสารทั้งขาเข้า-ขาออก โดยเฉพาะ transit และ transfer ที่ต้องรองรับนักเดินทางนับล้านคนต่อปี ถ้าปรับปรุงให้เจ๋งขึ้น จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้เทียบชั้นสิงคโปร์หรือดูไบได้เลยนะ!

“ภัทรพงศ์” กาง 5 นโยบายปั้นโรงแรมสุวรรณภูมิ

นโยบายทั้ง 5 ด้านนี้ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับคุณภาพบริการ สร้างรายได้เติบโตยั่งยืน และรองรับการเป็นศูนย์กลางการบินโลก มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

นโยบายที่ 1: เร่งปรับปรุงโรงแรมให้ทันสมัย

ให้ รทส. ดำเนินโครงการปรับปรุงโรงแรม Hyatt Regency Bangkok Suvarnabhumi Airport ให้เสร็จตามกำหนด ครอบคลุมงานที่ปรึกษา ควบคุมโครงการ และก่อสร้าง ภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป้าหมายคือยกระดับมาตรฐานอาคารและบริการให้เทียบเท่าโรงแรมสากล ช่วยเสริมภาพลักษณ์สุวรรณภูมิให้พร้อมเป็น aviation hub ระดับโลก

นโยบายที่ 2: ยกระดับเป็น Smart Hotel 5 ดาว

เปลี่ยนโรงแรมให้เป็น Smart Hotel มาตรฐาน 5 ดาว ผสานอัตลักษณ์ไทยในฐานะ The Gateway to Thailand วิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจลูกค้า สร้างประสบการณ์สุดพรีเมียม เน้น Seamless Connectivity เชื่อมต่อผู้โดยสารไร้รอยต่อ และรองรับ transit/transfer เพิ่มขีดแข่งขันยั่งยืน

นโยบายที่ 3: ขยายพันธมิตรและรายได้ Non-Room

จับมือสายการบินและพันธมิตรบินโลก ให้โรงแรมเป็นที่พักหลักของนักเดินทางพรีเมียม บริหารรายได้เชิงรุก โดยเพิ่ม Non-Room Revenue เช่น จัด MICE (ประชุม สัมมนา นิทรรศการ) ให้เอกชนและราชการ ยกระดับ Medical & Wellness Hub ตอบโจทย์ลูกค้าสากล

นโยบายที่ 4: ยกระดับบุคลากรสู่ High Performance

ดูแลสวัสดิการ ค่าตอบแทนให้เหมาะสม เป็นธรรม เทียบชั้นรัฐวิสาหกิจชั้นนำและโรงแรมสากล สร้างขวัญกำลังใจ ความมั่นคง แรงจูงใจ พัฒนาทักษะ AI Data Analytics สำหรับ Personalized Service รองรับ aviation hub

นโยบายที่ 5: เป็นผู้นำด้านความยั่งยืน ESG

ขับเคลื่อน Green & Smart Airport Hotel ลดใช้ทรัพยากร ประหยัดพลังงาน ส่งเสริม ESG โปร่งใส ตรวจสอบได้ เช่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์ Phase 2, เปลี่ยนรถเป็น EV, จัด BCP รองรับวิกฤตโรคระบาด โลกร้อน วิกฤตตะวันออกกลาง

นายภัทรพงศ์ เน้นย้ำว่าต้องบูรณาการ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน, บริษัทวิทยุการบิน, สถาบันการบินพลเรือน และ รทส. กระทรวงคมนาคมพร้อมสนับสนุนงบและเทคโนโลยี เพื่อประโยชน์ประชาชน ความสะดวกปลอดภัยสูงสุด

ด้านนางสาวไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธาน รทส. ยืนยันพร้อมขานรับ โดยโครงการโซลาร์เซลล์ Phase 2 จะเสร็จพ.ค. 2567 ลดก๊าซเรือนกระจก เพิ่มพลังงานหมุนเวียน และเปลี่ยนรถบริการเป็น EV บูรณาการกับหน่วยงานอื่นเพื่อยกระดับโครงข่ายการบินไทย

นโยบาย “ภัทรพงศ์” กาง 5 นโยบายปั้นโรงแรมสุวรรณภูมิ นี้ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นก้าวสำคัญสู่การท่องเที่ยวและการบินไทยที่ยั่งยืน ในมุมมองผม นี่คือโอกาสทองสำหรับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวที่อยากเห็นสุวรรณภูมิเป็นฮับจริงๆ ถ้าทำได้ตามแผน ไทยจะแซงหน้าคู่แข่งในภูมิภาคแน่นอน!

คุณล่ะคิดเห็นยังไง? นโยบายไหนที่คุณตื่นเต้นที่สุด หรือมีไอเดียเพิ่มเติมมั้ย? คอมเมนต์มาบอกกันด้านล่างเลยนะครับ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจการบินและโรงแรมด้วย!

ที่มา – “ภัทรพงศ์” กาง 5 นโยบายปั้นโรงแรมสุวรรณภูมิสู่ World-class Aviation Hub

“คมนาคม” อัดฉีด 2 หมื่นล้าน หนุนขนส่ง 7 กลุ่ม EV

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวขนส่งและคนรักรถ EV ทุกท่าน! วันนี้มีข่าวร้อนที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมวงการขนส่งไทยให้เป็นสีเขียวกันเลยนะครับ นั่นคือ คมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน เพื่อหนุนผู้ประกอบการขนส่ง 7 กลุ่มใหญ่ ให้เปลี่ยนรถเก่าๆ มาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบเต็มระบบ ด้วยแพ็กเกจสุดคุ้มอย่างช่วยเงินดาวน์ ดอกเบี้ยคนละครึ่ง และภาษีป้ายรถ 0% ฟังดูน่าสนใจใช่มั้ยล่ะ?

คมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน หนุนขนส่ง 7 กลุ่ม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยความคืบหน้าแผนใหญ่ของกระทรวงคมนาคม ที่เตรียมหารือกับกระทรวงการคลังในสัปดาห์นี้เลย เพื่อสรุป

รูปแบบช่วยเหลือให้ชัดเจน ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป แทนที่จะเป็นแค่รถเก่าแลกรถใหม่ แต่ปรับมาเป็นโมเดลเช่าซื้อหรือซื้อรถใหม่แทน โดยรัฐจะช่วยอุดหนุนตรงจุด เช่น เงินดาวน์ ดอกเบี้ยสินเชื่อคนละครึ่งกับผู้ประกอบการ และยกเว้นภาษีป้ายรถประจำปีเหลือ 0% สุดๆ ไปเลย!

คาดว่างบประมาณที่ต้องใช้อยู่ที่ 10,000-20,000 ล้านบาท มุ่งเป้าไปที่รถที่ใกล้หมดอายุการใช้งานก่อน เพราะเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว โดยทั่วประเทศมีรถเข้าข่ายเกือบ 1 แสนคัน เช่น รถสองแถวอายุเกิน 10 ปีที่มีอยู่ราว 17,000 คัน นอกจากนี้ยังเปิดกว้างให้รถที่ยังไม่หมดอายุแต่เจ้าของอยากเปลี่ยนเป็น EV เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงแพงๆ ก็สมัครได้ตามความสมัครใจเลยครับ

7 กลุ่มขนส่งที่จะได้รับการสนับสนุนจากคมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน

  • รถแท็กซี่
  • รถตู้โดยสารประจำทาง
  • รถเมล์หรือรถบัสโดยสารประจำทาง
  • รถสองแถว
  • รถยนต์รับจ้างส่วนบุคคล (ไม่เกิน 7 ที่นั่ง)
  • รถตุ๊กตุ๊กและรถจักรยานยนต์รับจ้าง
  • รถบรรทุกสินค้า

กลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบหนักจากราคาน้ำมันที่พุ่งปรี๊ดและต้นทุนการเดินรถที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในยุควิกฤตพลังงานโลกตอนนี้ การเปลี่ยนเป็น EV จะช่วยลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงลงได้มหาศาล เพราะชาร์จไฟฟ้าถูกกว่าน้ำมันหลายเท่า แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้อากาศในเมืองไทยสะอาดขึ้นด้วยนะครับ

ทำไมนโยบายคมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน ถึงสำคัญมาก?

ปัจจุบัน รถขนส่งส่วนใหญ่ยังใช้พลังงานฟอสซิลที่แพงและสกปรก รัฐบาลไทยเองก็กำลังผลักดัน EV อย่างจริงจังอยู่แล้ว ด้วยการลดภาษีนำเข้า EV และสร้างสถานีชาร์จทั่วประเทศ นโยบายนี้จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น โดยเฉพาะรถที่หมดอายุตามกฎหมาย เช่น รถตู้โดยสารที่ไม่ขยายอายุแล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถมินิบัส EV เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและคนขับ ประโยชน์ไม่ใช่แค่ประหยัดเงิน แต่ยังยกระดับภาพลักษณ์ขนส่งไทยให้ทันสมัย สามารถแข่งขันได้ในยุค Net Zero ด้วย

ลองคิดดูสิครับ ถ้ารถแท็กซี่หรือรถตู้เปลี่ยนเป็น EV เต็มตัว ค่าใช้จ่ายรายวันลดลง 30-50% เลยนะ เพราะน้ำมันแพงขนาดนี้ แถมบำรุงรักษาน้อยกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในอีก ผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังลำบากจะหายใจหายคอได้ง่ายขึ้น รัฐยังได้บรรลุเป้า ESG ด้านสิ่งแวดล้อมด้วย มัน win-win สุดๆ ไปเลย!

อย่างไรก็ตาม ต้องรอสรุปจากที่ประชุมคลังก่อน แต่เชื่อว่าดีลนี้จะออกมาแจ่มแน่นอน เพื่อนๆ ผู้ประกอบการขนส่งล่ะครับ พร้อมเปลี่ยนรถเป็น EV กันยัง? นโยบายนี้เป็นโอกาสทองเลยนะ ช่วยลดภาระหนี้และต้นทุนระยะยาวได้จริง หากคุณมีประสบการณ์ใช้ EV หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนรถ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน หรือติดตามอัปเดตข่าว EV และนโยบายรัฐเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – “คมนาคม” อัดฉีด 2 หมื่นล้าน หนุนขนส่ง 7 กลุ่มเปลี่ยนรถ EV ชูช่วยเงินดาวน์-ภาษี 0%

“พิพัฒน์” สั่งปัดฝุ่นแบริเออร์ยางพารา เร่ง 3 Quick-Win

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวถนนทุกคน! วันนี้มีข่าวเด็ดจากวงการคมนาคมเลยนะครับ เมื่อ“พิพัฒน์” สั่งปัดฝุ่นแบริเออร์ยางพารา เร่ง 3 Quick-Win ลุยสะพานเกาะลันตา-สงขลา นโยบายเจ๋งๆ นี้มาจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เพิ่งมอบนโยบายให้กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ไปขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานให้ตรงใจประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคใต้ที่กำลังจะคึกคัก!

“พิพัฒน์” สั่งปัดฝุ่นแบริเออร์ยางพารา เร่ง 3 Quick-Win ลุยสะพานเกาะลันตา-สงขลา

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ นโยบายหลักคือการนำแบริเออร์ยางพารา (Rubber Fender Barrier: RFB), เสาหลักนำทางยางพารา (Rubber Guide Post: RGP) และแผ่นยางหุ้มการ์ดเรล กลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดแรงกระแทกในจุดเสี่ยงอุบัติเหตุบนถนน นี่ไม่ใช่แค่นโยบายเก่า แต่ปัดฝุ่นมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคนี้เลย โดยจะตั้งคณะทำงานชุดพิเศษ นำโดยนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดคมนาคม มาจัดการเรื่องงบ ระยะทาง ประสานสหกรณ์ยาง 29 แห่งทั่วประเทศ ผ่านมาตรฐานจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คาดสรุปใน 3 เดือน ปี 70 อาจใช้งบเหลือปีเก่า นำร่องจุดเสี่ยงก่อน ปี 71-72 จะเป็นเมนูหลัก!

ทำไมถึงเจ๋ง? จากผลทดสอบในเกาหลีใต้และ ม.สงขลานครินทร์ พบว่ายางพาราช่วยลดความรุนแรงบาดเจ็บได้ 10-20% เลยนะครับ โดยเฉพาะหุ้มราวเหล็กทางโค้ง ลดได้เกือบ 40%! แถมยังช่วยเกษตรกรยางพารา ราคายางตอนนี้ 80 บาท/กก. ฤดูปกติ 55-58 บาท/กก. คุ้มสุดๆ สร้างรายได้ กระจายงานให้สหกรณ์ยางที่มีเครื่องจักรพร้อมอยู่แล้ว จะได้ win-win ทั้งปลอดภัยถนนและราคายางดีขึ้น

ประโยชน์สองต่อจากแบริเออร์ยางพาราในนโยบาย “พิพัฒน์” สั่งปัดฝุ่นแบริเออร์ยางพารา

นอกจากเซฟชีวิตแล้ว ยังอุ้มราคายางพาราที่เคยดราม่ามานาน เกษตรกรหลายล้านรายจะได้ยิ้มได้กว้างขึ้นครับ สหกรณ์ 29 แห่งจะถูกเชิญมาคุย เพื่อยืนยันความพร้อมและเดินหน้าจริงจัง

เร่ง 3 Quick-Win ลุยเมกะโปรเจกต์ภาคใต้

ไม่หยุดแค่นั้น สั่ง ทช. ลุย Quick-Win 3 ด้านทันที: 1) เร่งโครงการก่อสร้างเปิดใช้เร็วๆ 2) ประกวดราคาโครงการพร้อมสร้าง 3) เสนอ ครม. อนุมัติโครงการใหม่ โครงการไฮไลต์คือสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (สงขลา-พัทลุง) และสะพานเชื่อมเกาะลันตา (กระบี่) ผู้ชนะประมูลแล้ว รอ สบน. เจรจาเงินกู้ World Bank 141.51 ล้านเหรียญ (ราว 4,500 ล้านบาท) คาดเซ็นสัญญามิ.ย. 2569 สร้าง 3 ปี เสร็จ 2572!

อีกโครงการใหญ่ ถนน Thailand Riviera หรือถนนเลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน-อ่าวไทย สนับสนุนท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล กระตุ้นเศรษฐกิจให้ปัง!

รายละเอียด Thailand Riviera 5 ระยะ เดินหน้าอย่างไร?

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดี ทช. อัปเดตความคืบหน้า แบ่ง 5 ระยะ:

  • ระยะ 1: สมุทรสงคราม-ประจวบคีรีขันธ์-ระนอง-ชุมพร (ทช. 514.616 กม.) สรุปแล้วเสร็จ!
  • ระยะ 2: ชุมพร-สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช-สงขลา (~600 กม.) ของบ 70 ล้านปี 70 จ้างที่ปรึกษาศึกษา
  • ระยะ 3 (1): สมุทรปราการ-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม (83 กม.) สำรวจ EIA เสร็จ เตรียมสร้าง ปี 70 สำรวจที่ดิน
    ระยะ 3 (2): เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ (350 กม.) EIA ผ่าน เริ่มสร้าง 2 โครงการ 81 กม. แล้ว
  • ระยะ 4: สงขลา-ปัตตานี-นราธิวาส (155.680 กม.) ศึกษาความเป็นไปได้ เสร็จปี 69
  • ระยะ 5: ระนอง-พังงา-ภูเก็ต-กระบี่-ตรัง-สตูล (600.268 กม.) สนข. กำลังศึกษา

ปี 70 ใช้งบ 20 ล้าน สำรวจสิชล-ท่าศาลา 30 กม. ด้วย โครงการนี้จะยกระดับท่องเที่ยวภาคใต้ให้เป็นริเวียร่าของไทยเลยครับ!

สรุปแล้ว นโยบาย “พิพัฒน์” สั่งปัดฝุ่นแบริเออร์ยางพารา เร่ง 3 Quick-Win ลุยสะพานเกาะลันตา-สงขลา ถือเป็นสัญญาณดีที่รัฐบาลคิดถึงทั้งความปลอดภัยประชาชน เศรษฐกิจเกษตรกร และการท่องเที่ยว ถ้าทุกอย่างไปได้สวย การเดินทางภาคใต้จะสนุกและปลอดภัยขึ้นเยอะ ลองติดตามความคืบหน้า แล้วแชร์ความเห็นคุณในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะครับ ว่าคุณคิดยังไงกับไอเดียแบริเออร์ยางพารา!

ที่มา – “พิพัฒน์” สั่งปัดฝุ่นแบริเออร์ยางพารา เร่ง 3 Quick-Win ลุยสะพานเกาะลันตา-สงขลา

รัฐบาลดัน DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล รถเก่าแลกใหม่

รัฐบาลดัน DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคขนส่งไทย โดยเตรียมแผน “รถเก่าแลกใหม่” สำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะ สนับสนุนผู้ประกอบการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้การขนส่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคมกำลังเดินหน้ายกระดับระบบขนส่งทางถนนและโลจิสติกส์ของไทย ภายใต้นโยบาย Digital Government ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาพัฒนาระบบให้ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล

โครงการหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการพัฒนาระบบ DLT-TMS (Transport Management System) โดยกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลกลางสำหรับการขนส่งทางถนน ระบบนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อวางแผนการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการดำเนินงาน และยกระดับมาตรฐานการบริการให้เทียบเท่าระดับสากล

สำหรับภาครัฐ ระบบ DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายที่แม่นยำ ปรับปรุงโครงสร้างต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งโดยรวมของประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังอย่าง “รถตีเที่ยวเปล่า” ที่ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูง โดยใช้ข้อมูลจริงในการบริหารจัดการ

ประโยชน์หลักของ DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล

  • ลดต้นทุนการขนส่งสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่สามารถวางแผนเส้นทางและกำหนดการได้ดีขึ้น
  • ปรับสูตรคำนวณอัตราค่าขนส่งและค่าโดยสารให้สะท้อนต้นทุนจริง ลดความเหลื่อมล้ำ
  • เพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ด้วยการติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์
  • สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลใหญ่ (Big Data) สำหรับนโยบายรัฐบาล
  • ยกระดับมาตรฐานสากล ทำให้โลจิสติกส์ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก

ปัจจุบัน ระบบนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา และคาดว่าจะช่วยเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมขนส่งไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) กำลังเป็นแนวทางหลัก

โครงการรถเก่าแลกใหม่ ส่งเสริมการใช้ EV

นอกจาก DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล แล้ว รัฐบาลยังเตรียมเสนอโครงการ “รถเก่าแลกใหม่” สำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โครงการนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ง่ายขึ้น ลดมลพิษจากภาคขนส่งที่เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลัก และส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืน

ควบคู่กันนี้ คือการผลักดันมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการได้รับการรับรอง 462 ราย ครอบคลุมรถบรรทุกกว่า 64,000 คัน มาตรฐานนี้ช่วยยืนยันคุณภาพการบริการและเพิ่มความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

เหตุผลที่ต้องเปลี่ยนสู่รถยนต์ไฟฟ้าในภาคโลจิสติกส์

  • ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว เนื่องจากไฟฟ้ามีราคาถูกลง
  • ลดการปล่อยมลพิษ สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2070
  • ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ เช่น เงินอุดหนุนหรือสินเชื่อพิเศษ
  • เพิ่มภาพลักษณ์แบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่

การรวม DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล เข้ากับโครงการ EV จะสร้าง ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ โดยผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลจากระบบเพื่อเลือก EV ที่เหมาะสมกับเส้นทาง ทำให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นยิ่งขึ้น

โดยรวมแล้ว นโยบายเหล่านี้จะช่วยให้ SMEs เข้าถึงข้อมูลสำคัญ ลดต้นทุน และแข่งขันได้ในระดับสากล รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาโลจิสติกส์ดิจิทัลต่อเนื่อง เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบาย DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล และรถเก่าแลกใหม่ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ไม่เพียงแก้ปัญหาปัจจุบัน แต่ยังปูทางสู่อนาคตสีเขียวของอุตสาหกรรมขนส่งไทย หากผู้ประกอบการเตรียมตัวรับมือ จะได้เปรียบคู่แข่งอย่างแน่นอน คุณพร้อมหรือยัง? แสดงความคิดเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนในวงการได้ประโยชน์ไปด้วยกัน!

ที่มา – รัฐบาลดัน DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล เตรียมแผน “รถเก่าแลกใหม่” เปลี่ยนใช้รถยนต์ไฟฟ้า

“ภัทรพงศ์” สั่งเบรกโอน 3 สนามบิน ทอท. หวั่นกระทบ ทย.

“ภัทรพงศ์” สั่งเบรกโอน 3 สนามบินให้ ทอท. หวั่นกระทบรายได้ ทย. เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจเลยนะครับ วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับนโยบายล่าสุดจากนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่สั่งการให้กรมท่าอากาศยาน หรือ ทย. เร่งยกระดับสนามบินภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและการขนส่งที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการปลดล็อกข้อจำกัดเก่าๆ ที่เคยพัฒนาเพื่อความมั่นคง ทำให้ตอนนี้สามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้เต็มที่

หลายคนอาจสงสัยว่า “ภัทรพงศ์” สั่งเบรกโอน 3 สนามบินให้ ทอท. ทำไมถึงเป็นประเด็นใหญ่? ก็เพราะสนามบินกระบี่ อุดรธานี และบุรีรัมย์ ถือเป็นแหล่งรายได้หลักที่ช่วยพยุงสนามบินเล็กๆ อีก 28 แห่งของ ทย. ถ้าโอนไปให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. บริหาร อาจกระทบฐานะการเงินของ ทย. หนักเลยครับ เพราะโมเดลปัจจุบันคือ “สนามบินใหญ่เลี้ยงเล็ก” ไม่ต้องพึ่งงบแผ่นดินมาก ตอนนี้เลยสั่งให้ ทย. กับ ทอท. หารือกันใหม่ ก่อนเสนอ ครม. เพื่อความรอบคอบ โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้

“ภัทรพงศ์” สั่งเบรกโอน 3 สนามบินให้ ทอท. หวั่นกระทบรายได้ ทย.

นโยบายนี้ชัดเจนมากครับ นายภัทรพงศ์ ยอมรับว่าการโอนอาจไม่เหมาะสม เพราะ ทย. ยังบริหารได้ดี สนามบินกำไรช่วยขาดทุนได้ แม้ ครม. จะมีมติเก่า แต่ตอนนี้กำลังศึกษาร่วมกัน โดย ทอท. มองเชิงธุรกิจ ส่วน ทย. มองภาพรวมทั้งระบบ ถ้าตัวเลขไม่ตรงกัน ต้องหาข้อสรุปก่อน ถ้าไม่โอนก็เสนอยกเลิกมติเดิมเลย

เร่งยกระดับสนามบินภูมิภาคด้วยเทคโนโลยีไบโอเมตริก

นอกจากเบรกการโอนแล้ว ยังมีแผนเจ๋งๆ อีกเพียบ เช่น สั่งติดตั้งระบบไบโอเมตริกใน 8 สนามบินภูมิภาค เพื่อให้บริการรวดเร็ว ปลอดภัยขึ้น นำร่องที่กระบี่และอุดรธานี คาดพร้อมปี 2570 สนามบินที่รวมไว้มี:

  • กระบี่
  • สุราษฎร์ธานี
  • อุบลราชธานี
  • ขอนแก่น
  • นครศรีธรรมราช
  • ตรัง
  • พิษณุโลก
  • อุดรธานี

ระบบนี้จะช่วยคัดกรองผู้โดยสารแบบอัตโนมัติ ลดเวลารอ สะดวกสุดๆ สำหรับนักเดินทาง

ส่วนโครงสร้างพื้นฐาน ก็เดินหน้าขยายรันเวย์ เช่น ชุมพร 1,500 ล้านบาท ระนองดำเนินการ แพร่เริ่มสำรวจปี 2569 และจ่อสร้างสนามบินบึงกาฬแห่งที่ 29 งบ 4,000-5,000 ล้าน เริ่มก่อสร้าง 2572 ถ้าครม. อนุมัติ นอกจากนี้ยังศึกษามุกดาหาร สตูล พะเยา พัทลุง อีก 4 แห่ง

ปลดล็อกพื้นที่เชิงพาณิชย์ ดึงเอกชนลงทุน

เพื่อเพิ่มรายได้ กระทรวงคมนาคมกับการคลัง จ่อทำ MOU ใหม่ ขยายสัญญาเช่าพื้นที่ราชพัสดุ จาก 3 ปี เป็น 5-10 ปี ในอาคาร และสูงสุด 30 ปี นอกอาคาร จูงใจเอกชนสร้างโรงแรม คอมเมอร์เชียล สร้างเอกลักษณ์แต่ละสนามบิน ดึงโลจิสติกส์ คาร์โก้ ท่องเที่ยว

ยังมีระบบฟีดเดอร์เชื่อมสนามบิน-ตัวเมือง รถโดยสารจอดตรง สนามบินใหญ่มีศูนย์ขนส่ง แท็กซี่ไม่ชาร์จเพิ่ม ล่าสุดลดค่าจอดเครื่องบิน 50% 6 เดือน ช่วยสายการบินช่วงราคาน้ำมันแพง

โดยรวมแล้ว นโยบาย “ภัทรพงศ์” สั่งเบรกโอน 3 สนามบินให้ ทอท. หวั่นกระทบรายได้ ทย. จะช่วยให้สนามบินภูมิภาคแข็งแกร่ง รองรับการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ดีขึ้นในอนาคต ถ้าทำสำเร็จ นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางสะดวก รายได้ประเทศพุ่งแน่นอน คุณคิดว่านโยบายนี้จะเวิร์กไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างครับ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการต่อไป

ที่มา – “ภัทรพงศ์” สั่งเบรกโอน 3 สนามบินให้ ทอท. หวั่นกระทบรายได้ ทย. เร่งยกระดับสนามบินภูมิภาค

“พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง

ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และมอบนโยบายสำคัญที่ชื่อว่า “พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง โดยเน้นการพัฒนาโครงการเร่งด่วนเพื่อยกระดับระบบคมนาคมทางอากาศให้ทันสมัย สะดวก และปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

“พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่าตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมเร่งบูรณาการระบบขนส่งทั้งประเทศ โดยมุ่งโครงการ Quick-Win 3 ด้านหลักเพื่อให้เกิดผลลัพธ์รวดเร็ว ดังนี้

  • เร่งรัดโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการ: รวมถึงโครงการจัดหาเทคโนโลยีตรวจจับและยับยั้งอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และโครงการป้องกันอันตรายจากนก (Bird Strike) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ท่าอากาศยาน
  • เร่งประกวดราคาโครงการที่พร้อม: เช่น โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ผู้ประกอบการรายที่ 2) และโครงการคลังสินค้าที่สุวรรณภูมิ (รายที่ 2)
  • เร่งนำเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรี: อย่างโครงการ East Expansion ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แผนแม่บทสุวรรณภูมิ 2568 การพัฒนาดอนเมืองระยะ 3 เชียงใหม่ระยะ 1 ภูเก็ตระยะ 2 และการศึกษาความเป็นไปได้ของท่าอากาศยานอันดามันและล้านนา

นโยบายเร่งขยายสนามบินและยกระดับบริการ

นอกจากนี้ “พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง โดยแบ่ง 3 ด้านหลัก คือ พัฒนาระบบคมนาคมทางอากาศเพื่อยั่งยืน ลงทุนขยายขีดความสามารถท่าอากาศยานด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติ และศึกษาการพัฒนาท่าอากาศยานใหม่ เช่น อันดามันและล้านนา เพื่อแบ่งเบาการจราจรจากสนามบินหลักอย่างสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต

AOT ในฐานะผู้บริหารท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของไทย ซึ่งเป็นประตูสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ จะเร่งขยายศักยภาพรองรับผู้โดยสารกว่า 180 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577 โดยเฉพาะสุวรรณภูมิที่จะมี East Expansion และอาคารทิศใต้ รวมถึงเปิดบริการลานจอดและคลังสินค้ารายที่ 2-3 ภายในปี 2570 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ยืนยันความพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการบินโลก ด้วยบริการเลิศ ทันสมัย ยั่งยืน และปลอดภัยตามมาตรฐาน ICAO นอกจาก 6 สนามบินหลัก AOT จะพัฒนาอีก 5 แห่งให้คุ้มค่า รองรับเที่ยวบินมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีสากลทุกขั้นตอน สร้างบรรยากาศผ่อนคลายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงป้องกัน Drone และ Bird Strike

ด้านความปลอดภัย AOT จับมือสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จัดหา Anti-Drone ด้วย AI ตรวจจับและตอบโต้ภัยคุกคามทั้งใกล้-ไกล รวมถึงเทคโนโลยีจัดการนกและสัตว์อันตรายด้วยระบบแจ้งเตือน เฝ้าระวัง ขับไล่ และวิเคราะห์ข้อมูล การดำเนินงานได้รับการรับรองจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และ ICAO ทุกประการ

นโยบายนี้ไม่เพียงยกระดับท่าอากาศยานไทยให้เทียบชั้นโลก แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค สร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจ ลดต้นทุนฟุ่มเฟือย และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินหลังโควิด

ติดตามข่าวสารและพัฒนาการท่าอากาศยานไทยเพิ่มเติม เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยวางแผนการเดินทางของคุณ!

ที่มา – “พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง

คมนาคมสั่งลุย ทอท. กางแผน 5 ปี ขยายสนามบิน 8 หมื่นล้าน

ข่าวดีสำหรับวงการคมนาคมและการท่องเที่ยวไทย เมื่อ คมนาคมสั่งลุย ทอท. กางแผน 5 ปี ขยายสนามบิน อัดงบ 8 หมื่นล้าน ดันไทยสู่ฮับการบิน โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เร่งรัดโครงการขยายสนามบินสำคัญอย่างสุวรรณภูมิและดอนเมือง เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คมนาคมสั่งลุย ทอท. กางแผน 5 ปี ขยายสนามบิน อัดงบ 8 หมื่นล้าน ดันไทยสู่ฮับการบิน

หลังการมอบนโยบาย รัฐมนตรีพิพัฒน์ได้สั่งการให้ ทอท. เร่งประกวดราคาโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ รายที่ 2 รวมถึงคลังสินค้ารายที่ 2 ซึ่งสัญญากำลังจะหมดในเดือนกันยายน 2569 นอกจากนี้ ยังให้เสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด่วนๆ เช่น ส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก หรือ East Expansion ที่สุวรรณภูมิ และโครงสร้างขยายสนามบินดอนเมืองเฟส 3 เพราะสถิติผู้โดยสารทางอากาศยังคงพุ่งสูง แม้หลังโควิด รัฐบาลมองว่าการพัฒนาสนามบินจะช่วยให้ไทยเป็นจุดเปลี่ยนเครื่องบินหลักของโลก

ทอท. พร้อมลุย East Expansion สุวรรณภูมิ งบ 1.2 หมื่นล้าน

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทอท. เปิดเผยว่า แผนลงทุน 5 ปีมียอดรวมกว่า 80,000 ล้านบาท โดยโครงการนำร่องคือ East Expansion สนามบินสุวรรณภูมิ วงเงิน 12,000 ล้านบาท ซึ่งผลศึกษาความเหมาะสมพร้อมแล้ว กำลังเสนอสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดเสนอครม. และเปิดประมูลสิ้นปีนี้ เริ่มก่อสร้างต้นปี 2570 ใช้เวลา 4 ปี เปิดให้บริการปี 2573 โครงการนี้จะช่วยเพิ่มพื้นที่ผู้โดยสารและสิ่งอำนวยความสะดวก ทำให้สุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น

ขยายดอนเมืองเฟส 3 งบพุ่ง 6.9 หมื่นล้าน เหตุค่าก่อสร้างแพง

สำหรับสนามบินดอนเมืองเฟส 3 วงเงินรวม 69,000 ล้านบาท สูงจากเดิมที่ศึกษไว้ 36,000 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์สงครามโลก ค่าอุปกรณ์และก่อสร้างปรับขึ้น รวมถึงการออกแบบที่ละเอียดและใช้งานจริงมากกว่าเดิม ใน 5 ปีแรกจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและอาคารผู้โดยสาร 3 ราว 30,000 ล้านบาท คาดเสนอครม. ปีนี้ เริ่มก่อสร้างต้นปีหน้า โครงการนี้จะช่วยให้ดอนเมืองซึ่งเป็นสนามบินสำหรับเที่ยวบินราคาประหยัด สามารถรองรับผู้โดยสาร Low-Cost ได้ดีขึ้น

แผนลงทุนทอท. ครอบคลุมสนามบินอื่นๆ ด้วย

นอกจากสุวรรณภูมิและดอนเมือง แผน 5 ปียังรวมแผนแม่บทสุวรรณภูมิ ฉบับ 2568 ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค 20,000 ล้านบาท รวมถึงขยายท่าอากาศยานภูเก็ตเฟส 2 งบ 10,000 ล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถจาก 12.5 ล้านคนเป็น 18 ล้านคนต่อปี ซึ่งภูเก็ตเป็นจุดหมายท่องเที่ยวยอดนิยม จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

  • East Expansion สุวรรณภูมิ: 12,000 ล้านบาท เพิ่มพื้นที่ผู้โดยสาร
  • ดอนเมืองเฟส 3: 69,000 ล้านบาท (เฟสแรก 30,000 ล้าน) รองรับ LCC
  • แผนแม่บทสุวรรณภูมิ: 20,000 ล้านบาท พัฒนาโครงสร้าง
  • ภูเก็ตเฟส 2: 10,000 ล้านบาท เพิ่มผู้โดยสาร 5.5 ล้านคน

ทอท. มั่นใจความพร้อมทางการเงิน มีกระแสเงินสดสะสมกว่า 10,000 ล้านบาท และจัดสรรงบแยกต่างหาก ใน 5 ปีแรกไม่ต้องกู้ยืมเลย สะท้อนถึงการบริหารที่แข็งแกร่งหลังวิกฤตโควิด

แผน คมนาคมสั่งลุย ทอท. กางแผน 5 ปี ขยายสนามบิน อัดงบ 8 หมื่นล้าน ดันไทยสู่ฮับการบิน นี้ จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมให้ไทยแข่งขันกับสิงคโปร์ ฮ่องกง ได้ โดยคาดว่าจะสร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง กระตุ้น GDP จากการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ ผู้โดยสารจะได้ประโยชน์จากบริการที่ดีขึ้น ตั๋วเครื่องบินราคาถูกลง สนามบินสะอาดทันสมัยมากขึ้น ในยุคที่การบินฟื้นตัวเต็มที่ แผนนี้มาถูกจังหวะจริงๆ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับแผนขยายสนามบินของทอท.? จะช่วยดันไทยเป็นฮับการบินได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่ชื่นชอบเรื่องเที่ยวบินนะครับ!

ที่มา – คมนาคมสั่งลุย ทอท. กางแผน 5 ปี ขยายสนามบิน อัดงบ 8 หมื่นล้าน ดันไทยสู่ฮับการบิน

“พิพัฒน์” ย้ำไม่ได้น้อยใจ แลนด์บริดจ์ 90 วัน

ในวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทยช่วงนี้ มีข่าวสำคัญที่หลายคนจับตามอง นั่นคือเรื่องที่พิพัฒน์ ย้ำไม่ได้น้อยใจ แลนด์บริดจ์ 90 วัน โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาพูดถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการให้กระทรวงการคลังตั้งคณะทำงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ภายในระยะเวลา 90 วัน นายพิพัฒน์ยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้รู้สึกน้อยใจแต่อย่างใด และมองว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมเพื่อให้การศึกษาครอบคลุมทุกมิติ

พิพัฒน์ ย้ำไม่ได้น้อยใจ แลนด์บริดจ์ 90 วัน

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge คือแนวคิดการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งอ่าวไทยทั้งสองด้าน คือท่าเรือชุมพร-ระนอง และท่าเรือสงขลา-นครศรีธรรมราช โดยใช้ระบบขนส่งทางบก ทางราง และท่อ เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในการค้าขายกับยุโรปและตะวันออกกลาง

ก่อนหน้านี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เคยศึกษามาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน แต่สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น ค่าผ่านทางช่องแคบมะละกาที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลใหม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้จะดึงหน่วยงานหลายกระทรวงมาร่วม เช่น คลัง คมนาคม พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อวิเคราะห์รอบด้าน

มิติสำคัญที่คณะทำงานจะศึกษาใน 90 วัน

  • ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: คำนวณต้นทุน-ผลประโยชน์ รวม ROI และการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
  • โครงสร้างพื้นฐาน: ระบบราง ถนน ท่อขนส่งน้ำมัน และการพัฒนาหลังท่าเรือ
  • ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA): ประเมินผลกระทบต่อ生态และชุมชน พร้อมแผนบรรเทา
  • เวนคืนที่ดินและชุมชน: ฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช
  • เชื่อมโยงเศรษฐกิจ: บูรณาการกับ EEC ท่าเรือแหลมฉบัง และ Southern Economic Corridor (SEC)

หากผลการศึกษาพบว่าคุ้มค่า รัฐบาลพร้อมผลักดันเข้าครม.ทันที และคาดการณ์ว่าการก่อสร้างอาจเริ่มในปี 2573 นายพิพัฒน์เน้นย้ำว่าพิพัฒน์ ย้ำไม่ได้น้อยใจ แลนด์บริดจ์ 90 วัน เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพื่อข้อมูลที่ทันสมัย ลดข้อกังวลทุกฝ่าย และสร้างประโยชน์ระยะยาวให้ประเทศ

ประโยชน์ของโครงการแลนด์บริดจ์ต่อเศรษฐกิจไทย

โครงการนี้ไม่ใช่แค่สร้างท่าเรือ แต่เป็นการปฏิวัติโลจิสติกส์ไทย ลดเวลาขนส่งสินค้าจากอ่าวไทยสู่มหาสมุทรอินเดียลงเหลือไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะอ้อมสิงคโปร์หลายวัน ประหยัดต้นทุนได้มหาศาล ดึงดูดการลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง เชื่อมโยงกับรถไฟจีน-ลาว และเป็นส่วนหนึ่งของ BCG Economy สร้างงานนับหมื่นตำแหน่งในภาคใต้

แม้จะมีเสียงคัดค้านเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเวนคืนที่ดิน แต่ด้วยการศึกษารอบด้านครั้งนี้ คาดว่าจะคลายกังวลได้ นอกจากนี้ ยังช่วยกระจายความเจริญสู่ภาคใต้ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

พิพัฒน์ ย้ำไม่ได้น้อยใจ แลนด์บริดจ์ 90 วัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดนี้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน หากคุณสนใจโครงการใหญ่ที่อาจเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย ติดตามอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด และแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคิดอย่างไรกับโครงการนี้!

ที่มา – “พิพัฒน์” ย้ำไม่ได้น้อยใจ นายกฯ สั่งคลังศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วัน ชี้หากคุ้มค่าลุยต่อทันที

ครม.รับลูก กสม.ทบทวนแลนด์บริดจ์ฟังชาวบ้าน

ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติสำคัญที่สะท้อนถึงความใส่ใจต่อสิทธิชุมชน เมื่อ ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน “แลนด์บริดจ์” โดยย้ำว่าต้องฟังเสียงชาวบ้านเพื่อตัดสินอนาคตโครงการนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ได้เผยรายละเอียดหลังการประชุมว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อให้โครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน (ชุมพร-ระนอง) สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่จริง

ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์

โครงการแลนด์บริดจ์เป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ เพื่อย่นระยะทางขนส่งสินค้าจากฝั่งอ่าวไทยไปยังทะเลอันดามัน ลดการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่กสม. ชี้ว่าต้องไม่ละเลยสิทธิชุมชน ข้อเสนอหลักคือให้ ฟังเสียงคนในพื้นที่ ทุกกลุ่มอาชีพ โดยสั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ลงพื้นที่ระนองและชุมพร เพื่อเช็กความต้องการจริง ก่อนลุยต่อ

ครม. จึงกำชับ สศช. นำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้เดิมมาพิจารณาร่วมกับความเห็นท้องถิ่น ไม่ใช่ยัดเยียดจากส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังมอบหมายกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพหลัก ประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และ สศช. ให้สรุปผลภายใน 30 วัน ส่งกลับสำนักเลขาธิการครม. เพื่อนำเสนอที่ประชุมครม. อีกครั้ง

ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์: ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้

  • สิทธิชุมชนเป็นหลัก: กสม. ย้ำสิทธิกำหนดเจตจำนงของประชาชนในพื้นที่ ต้องไม่ละเมิดวิถีชีวิต
  • ลงพื้นที่จริง: สศช. ต้องรับฟังทุกกลุ่ม เพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่
  • กรอบเวลา 30 วัน: เร่งรัดสรุปผล ไม่ให้โครงการล่าช้าแต่ต้องยั่งยืน
  • หน่วยงานร่วม: คมนาคมนำ ทส. มท. สศช. ช่วยวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม

โครงการนี้มีศักยภาพสูงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้จากการขนส่งสินค้าเกินแสนล้านบาทต่อปี ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และดึงดูดการลงทุนต่างชาติ แต่ชาวบ้านกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลน และการประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลัก การที่ ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์ จึงเป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก ว่าพร้อมพัฒนาแบบมีส่วนร่วม หากทำสำเร็จ แลนด์บริดจ์จะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของภาคใต้ สร้างงาน สร้างรายได้ แต่ต้องแก้痛点ของชาวบ้านให้ได้ เช่น การชดเชยที่ดิน การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการกระจายผลประโยชน์

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การทบทวนครั้งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงโครงการล้มเหลวจากคดีความหรือการประท้วง หากรัฐบาลฟังเสียงประชาชนจริง โครงการจะเดินหน้าด้วยความราบรื่น

สุดท้าย การพัฒนาต้องควบคู่สิทธิมนุษยชน รัฐบาลชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมรับฟัง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามอัปเดตโครงการแลนด์บริดจ์เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน “แลนด์บริดจ์” ย้ำต้องฟังเสียงชาวบ้านตัดสินอนาคต

Scroll to top