กระทรวงพาณิชย์

“ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก

“ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก

ในยุคที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทายมากมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ประกาศนโยบายสำคัญที่มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประชาชนและภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ “ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพลดราคาข้าวและผลักดันการส่งออก ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและยั่งยืน นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังเสริมศักยภาพการค้าของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก

นโยบาย “Quick Big Win” นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์รวดเร็วและมีนัยสำคัญ โดยมี 7 ด้านหลักที่ครอบคลุมปัญหาหลักๆ ของเศรษฐกิจไทย ข้อแรกคือการเจรจากับสหรัฐอเมริกาเพื่อสรุปความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ (ART) ภายในเดือนธันวาคม 2568 การเจรจานี้ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงปรับปรุงกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้สินค้าไทยได้รับสิทธิลดภาษีตอบโต้ 19% แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ แต่ไม่กระทบต่อกระบวนการนี้ และคาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีและสภาเห็นชอบก่อนลงนาม

การค้าชายแดนและลดค่าครองชีพ

ด้านที่สองมุ่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านการจัดมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ สนับสนุนค่าขนส่งสินค้าฟรี 100 บาทต่อชิ้น ร่วมกับไปรษณีย์ไทย และเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการดูแลค่าครองชีพโดยร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่ง ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน ประชาชนสามารถนำใบสั่งยาไปซื้อนอกโรงพยาบาลได้ คาดว่าจะช่วยลดรายจ่ายได้ปีละกว่า 32,400 ล้านบาท นี่คือส่วนสำคัญของ “ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพราคาถูกลง

สำหรับด้านที่สาม คือการเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) และบุกตลาดใหม่ โดยตั้งเป้าปิดการเจรจากับเกาหลีใต้ในปีนี้ และขยายตลาดไปยังตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงแอฟริกาใต้ อินเดีย และเวียดนาม การบุกตลาดใหม่เหล่านี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสส่งออก

รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร

นโยบายที่สี่เน้นการดูแลราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นหัวใจของเกษตรกรไทย จะเร่งผลักดันการส่งออกข้าวให้ได้ 1 ล้านตันในระยะสั้น ผ่านการขายรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีน 500,000 ตัน MOU กับสิงคโปร์ 100,000 ตัน และเจรจากับญี่ปุ่นให้คงโควตานำเข้าอย่างน้อย 300,000 ตัน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเชิงรุกก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา “ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก จึงเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับเกษตรกรที่ต้องการความช่วยเหลือ

ด้านที่หกคือการเสริมแกร่ง SME และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย ผ่านการสนับสนุนเข้าถึงตลาดใหม่ พัฒนาศักยภาพด้วยเทคโนโลยี และสินเชื่อพิเศษ สุดท้าย ด้านที่เจ็ดมุ่งปรับกฎระเบียบและใช้เทคโนโลยี เช่น นำ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลทางการค้า ขยายช่องทางขายออนไลน์ และปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ

จากข้อมูลของกรมการค้าภายใน โรงพยาบาลเอกชนเครือใหญ่ๆ เช่น ธนบุรี เกษมราษฎร์ และอื่นๆ ได้ร่วมมือแล้ว คาดเริ่มมาตรการเปิดเผยราคายาได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ ขณะที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเตรียมจัดคณะเจรจาธุรกิจกับจีน เวียดนาม อินเดีย และเชิญผู้นำเข้าจากสหรัฐฯ มาจับคู่ธุรกิจ คาดว่าการส่งออกปีนี้จะโต 6-7% มูลค่าทะลุ 12 ล้านล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์ แม้เป้าหมายเดิมจะอยู่ที่ 2-3%

นโยบายเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของนางศุภจีที่มุ่งเน้นผลลัพธ์รวดเร็ว หากประชาชนและผู้ประกอบการติดตามและมีส่วนร่วม จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการ สามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ได้ทันที

ที่มา – “ศุภจี” มอบ 7 นโยบาย “Quick Big Win” ลดค่าครองชีพ-แก้ราคาข้าว-ดันส่งออก

ส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง

ส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง: สาเหตุและแนวโน้ม

ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยกรมการค้าต่างประเทศรายงานว่าปริมาณส่งออกอยู่ที่ 5.04 ล้านตัน ลดลงถึง 23.98% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ส่งออกได้ 6.63 ล้านตัน มูลค่าการส่งออกก็ลดลง 30.58% เหลือ 2,987 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 99,061 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากผลผลิตข้าวในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาข้าวกดทอนลง นอกจากนี้ ผู้นำเข้าหลักอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังชะลอการนำเข้าออกไป ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 7% ก็ทำให้ข้าวไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับอินเดียและเวียดนามที่ค่าเงินอ่อนค่าลง 3-5%

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

แม้สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง แต่ไทยยังคงรั้งอันดับ 3 ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก รองจากอินเดียที่ส่งออกกว่า 13 ล้านตันใน 7 เดือน และเวียดนามที่ส่งออกกว่า 5 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม มีตลาดที่เติบโต เช่น จีน สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยข้าวหอมมะลิ ข้าวนึ่ง ข้าวเหนียว และข้าวกล้องมีการส่งออกเพิ่มขึ้น ในขณะที่ข้าวขาวและข้าวหอมไทยลดลงเนื่องจากการแข่งขันด้านราคากับเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน

ส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง แต่ยังมั่นใจเป้าปีทั้งปี

สำหรับเป้าหมายส่งออกข้าวทั้งปี 2568 ที่ตั้งไว้ 7.5 ล้านตัน แม้การส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง แต่กรมการค้าต่างประเทศยังมั่นใจว่าจะทำได้ หากในช่วง 4 เดือนที่เหลือ ส่งออกได้เดือนละ 600,000 ตัน โดยกำลังเร่งผลักดัน เช่น สัญญาขายข้าวรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีนที่ค้าง 280,000 ตัน คาดส่งมอบภายในพฤศจิกายน 2568 และขอซื้อเพิ่ม 220,000 ตัน ชัดเจนตุลาคมนี้ นอกจากนี้ ยังต้อนรับคณะผู้นำเข้าจากฮ่องกงในเดือนพฤศจิกายน เพื่อผลักดันข้าวหอมมะลิไทย เร่งส่งออกข้าวขาวและข้าวนึ่งไปอิรักและซาอุดีอาระเบีย ทำ MOU กับสิงคโปร์ 100,000 ตัน และพาผู้ประกอบการไปงานแสดงสินค้าที่ซาอุดีอาระเบีย เยอรมนี และจีน

สาเหตุหลักของการส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง

  • ผลผลิตข้าวโลกเพิ่มขึ้น กดราคาข้าว
  • อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ชะลอนำเข้า
  • ค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้เสียเปรียบคู่แข่ง

นอกจากข้าวแล้ว การส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 8 เดือนแรกกลับเติบโต โดยส่งออก 6.37 ล้านตัน เพิ่ม 36.70% จากปีก่อน มูลค่า 69,888 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 12.93% แต่ได้รับแรงหนุนจากการผลักดันสู่จีนและซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการจัดประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลกที่มียอดสั่งซื้อกว่า 10,000 ล้านบาท สำหรับช่วงที่เหลือ กรมจะจัดคณะเจรจาตลาดที่ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน อเมริกาเหนือ และยุโรป เพื่อขยายสู่หลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อาหารสัตว์ อาหาร เคมี กาว และกระดาษ มั่นใจส่งออกได้ 7.5 ล้านตันทั้งปี

โดยรวมแล้ว แม้การส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง แต่ด้วยมาตรการเร่งรัดและการขยายตลาดใหม่ ไทยยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ หากเกษตรกรและผู้ประกอบการปรับตัวเข้ากับตลาดโลก ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารเพื่อวางแผนการผลิตและส่งออกให้เหมาะสม

ที่มา – ส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือน ปี 68 ลดลง เหตุผลผลิตข้าวโลกเพิ่ม ต่างประเทศชะลอนำเข้า

“พาณิชย์” ร่วมถก รมต.การค้าอาเซียน เตรียมลงนามยกระดับการค้าสินค้า ต.ค.นี้

กระทรวงพาณิชย์ของไทยกำลังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการค้าภูมิภาคอาเซียน ล่าสุด “พาณิชย์” ร่วมถก รมต.การค้าอาเซียน เตรียมลงนามยกระดับการค้าสินค้า ต.ค.นี้ โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“พาณิชย์” ร่วมถก รมต.การค้าอาเซียน เตรียมลงนามยกระดับการค้าสินค้า ต.ค.นี้

ในวันที่ 23 กันยายน 2567 นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นตัวแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียน ครั้งที่ 39 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย การประชุมนี้มุ่งเน้นไปที่การผลักดันการดำเนินการด้านการค้าสินค้าที่สำคัญของอาเซียน รวมถึงการสรุปผลการเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (Upgraded ATIGA) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาการค้าในภูมิภาค

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการปรับโอนพิกัดศุลกากรของตารางการลดภาษีให้สอดคล้องกับระบบพิกัดศุลกากรฉบับล่าสุดขององค์การศุลกากรโลก (HS 2022) เพื่อให้การค้าสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาคและการต่อต้านการฉ้อฉลถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งจะช่วยรับประกันว่าสินค้าที่ค้าขายกันในอาเซียนมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่แท้จริง สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ

นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์
นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์

ผลการเจรจาและการลงนามพิธีสารแก้ไข Upgraded ATIGA

จากข้อมูลที่ได้ อาเซียนได้สรุปผลการเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียนเรียบร้อยแล้ว และเตรียมลงนามพิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (Upgraded ATIGA) ในช่วงการประชุมผู้นำอาเซียนเดือนตุลาคมนี้ การแก้ไขนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนให้รองรับรูปแบบการค้าใหม่ๆ เช่น การค้าในภาวะวิกฤต การค้าที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มกลไกแก้ไขข้อพิพาททางการค้าเพื่อให้การค้าดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยทุกประเทศสมาชิกตกลงเร่งรัดกระบวนการภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ในปี 2570 ซึ่งจะเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

อาเซียนยังเห็นพ้องกันในการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการค้าผิดกฎหมาย การหลีกเลี่ยงมาตรการ และการฉ้อฉลถิ่นกำเนิดสินค้า สิ่งเหล่านี้จะสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใสและมั่นคงทางชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับประกันว่าสินค้าส่งออกไปยังตลาดใหญ่เช่นสหรัฐฯ มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียนจริง

การพัฒนาระบบ ASEAN Single Window เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือการพัฒนาผ่านระบบ ASEAN Single Window (ASW) ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าภายในภูมิภาค ปัจจุบันระบบนี้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Form D) และใบขนสินค้าของอาเซียน (ASEAN Customs Declaration Document) ได้ครบทั้ง 10 ประเทศแล้ว

นอกจากนี้ ยังกำลังเร่งรัดการแลกเปลี่ยนข้อมูลใบรับรองสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์ (e-Phyto certificate) และใบรับรองสุขภาพสัตว์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Animal Health certificate) ให้ครอบคลุมทุกประเทศ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำที่สามารถแลกเปลี่ยน e-Phyto certificate แล้ว และกำลังทดสอบระบบ e-Animal Health certificate กับอินโดนีเซีย ซึ่งจะช่วยลดเวลาและต้นทุนในการค้าขายสินค้าเกษตรและสัตว์

  • ระบบ ASW ช่วยลดขั้นตอนเอกสารจากหลายวันเหลือไม่กี่ชั่วโมง
  • เพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสทุจริต
  • สนับสนุนการค้าสินค้าไทยสู่ตลาดอาเซียนได้ดียิ่งขึ้น

การริเริ่มเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมเศรษฐกิจอาเซียนเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในภาคการผลิตและส่งออก ที่จะได้รับโอกาสใหม่ๆ จากการค้าที่ไร้พรมแดนมากขึ้น

จากมุมมองของผู้เขียน การลงนามยกระดับการค้าสินค้าครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับอาเซียน โดยเฉพาะไทยที่สามารถใช้ประโยชน์จากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ผู้ประกอบการควรเตรียมตัวรับมือกับโอกาสเหล่านี้โดยศึกษากฎเกณฑ์ใหม่และปรับกลยุทธ์การส่งออกให้สอดคล้อง หากคุณเป็นนักธุรกิจ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในตลาดอาเซียน

ที่มา – “พาณิชย์” ร่วมถก รมต.การค้าอาเซียน เตรียมลงนามยกระดับการค้าสินค้า ต.ค.นี้

กระทรวงพาณิชย์บุกจีนปิดดีลข้าวจีทูจีค้าง 2.8แสนตัน

กระทรวงพาณิชย์บุกจีน เร่งปิดดีลข้าวจีทูจีคงค้าง 2.8 ล้านตัน พร้อมเสนอยอดใหม่ 5 แสนตัน เป็นข่าวดีสำหรับวงการข้าวไทยที่กำลังมองหาตลาดส่งออกหลัก กรมการค้าต่างประเทศได้นำคณะผู้แทนจากภาครัฐและเอกชน เดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อเจรจากับ COFCO Corporation รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรของจีน โดยมุ่งเน้นการเร่งรัดการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ที่ค้างอยู่กว่า 280,000 ตัน จากสัญญาเดิม 1 ล้านตัน นอกจากนี้ ยังเสนอให้เพิ่มการนำเข้าอีก 220,000 ตัน รวมเป็น 500,000 ตัน เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน

กระทรวงพาณิชย์บุกจีน เร่งปิดดีลข้าวจีทูจีคงค้าง 2.8 ล้านตัน พร้อมเสนอยอดใหม่ 5 แสนตัน

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงการเยือนจีนระหว่างวันที่ 17-19 กันยายน 2568 ว่าคณะไทยได้หารืออย่างเข้มข้นกับผู้บริหาร COFCO เพื่อแก้ไขสัญญาที่ค้างชายังไม่เสร็จสิ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันที่จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ โดยไทยหวังว่าการปิดดีลนี้จะช่วยกระตุ้นการส่งออกข้าวไทยสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดอันดับต้นๆ ของเรา การเพิ่มยอดนำเข้าใหม่นี้ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ แต่ยังช่วยลดภาระสต็อกข้าวในประเทศและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยอีกด้วย

ความร่วมมือด้านการตลาดและการปกป้องแบรนด์ข้าวไทย

นอกจากการเจรจาด้านปริมาณแล้ว คณะไทยยังได้พูดคุยถึงแผนความร่วมมือด้านการตลาด โดยทั้งสองฝ่ายจะจัดกิจกรรมโปรโมทข้าวไทยในจีน เช่น การจัดนิทรรศการและแคมเปญประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้บริโภคชาวจีนรู้จักคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศยังเข้าพบสำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีน (SAMR) เพื่อหารือแนวทางการปกป้องการค้าข้าวไทย ไทยได้นำเสนอข้อมูลมาตรฐานข้าวไทย การจดทะเบียนเครื่องหมาย GI สำหรับข้าวหอมมะลิ และวิธีตรวจสอบความแท้ เพื่อป้องกันการปลอมแปลง SAMR ยืนยันความพร้อมให้ความช่วยเหลือ หากไทยพบการละเมิดสิทธิ์ สามารถแจ้งเพื่อดำเนินการทันที

การเยือนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงพาณิชย์ในการขยายตลาดข้าวไทย โดยเฉพาะจีนที่เป็นคู่ค้าสำคัญ สถิติการส่งออกข้าวไทยไปจีนในปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) อยู่ที่ 406,720 ตัน มูลค่า 6,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 125.09% ในปริมาณและ 61.24% ในมูลค่า เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยข้าวขาวครองสัดส่วน 57.90% ข้าวเหนียว 27.80% และข้าวหอมมะลิ 12.08% แสดงถึงความต้องการที่หลากหลายในตลาดจีน

ประโยชน์ต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจไทย

กระทรวงพาณิชย์บุกจีน เร่งปิดดีลข้าวจีทูจีคงค้าง 2.8 ล้านตัน พร้อมเสนอยอดใหม่ 5 แสนตัน จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการรองรับผลผลิตข้าวไทยปีละกว่า 30 ล้านตัน ซึ่งส่วนหนึ่งมักเผชิญปัญหาสต็อกล้นตลาด การมีสัญญา G2G ที่มั่นคงจะสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการและเกษตรกร ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดนและห่วงโซ่อุปทานข้าวทั้งประเทศ ในยุคที่การค้าโลกเผชิญความท้าทายจากสงครามการค้าและโควิด การเสริมสร้างพันธมิตรกับจีนจึงเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด

  • เร่งรัดสัญญาค้าง 280,000 ตัน เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาส
  • เสนอเพิ่ม 220,000 ตัน สร้างดีลใหม่ฉลอง 50 ปีไทย-จีน
  • ความร่วมมือการตลาด เพิ่มการรับรู้แบรนด์ข้าวไทย
  • ปกป้องสิทธิ์ ป้องกันการปลอมแปลงในตลาดจีน

จากสถิติเฉลี่ยปีละ 400,000-500,000 ตัน แสดงว่าตลาดจีนมีศักยภาพมหาศาล หากไทยสามารถปิดดีลนี้ได้สำเร็จ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตลาดในอนาคต โดยเฉพาะข้าวคุณภาพสูงอย่างหอมมะลิที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังวางรากฐานความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมข้าวไทย หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้สนใจส่งออก ลองติดตามพัฒนาการข่าวนี้และเตรียมตัวสำหรับโอกาสใหม่ๆ ที่จะตามมา สนับสนุนข้าวไทยให้ดังไกลระดับโลกกันเถอะ!

ที่มา – กระทรวงพาณิชย์ บุกจีน เร่งปิดดีลข้าวจีทูจีคงค้าง 2.8 ล้านตัน พร้อมเสนอยอดใหม่ 5 แสนตัน

คาด “อนุทิน” คุมความมั่นคงเอง หลังแบ่งงานรองนายกฯ

นายกฯ แบ่งงาน 6 รองนายกฯ ครม.อนุทิน 1 มอบ “บวรศักดิ์” คุม ยุติธรรม-คณะกรรมการคดีพิเศษ-สำนักพุทธฯ ขณะที่ “เอกนิติ” คุมพาณิชย์-สำนักงบฯ ด้าน “ธรรมนัส” คุมท่องเที่ยว-เกษตร คาดว่านายอนุทินจะคุมความมั่นคงเอง

วันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 19.15 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณา เรื่อง การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตรวจพิจารณาร่างมติคณะรัฐมนตรีและกลั่นกรองเรื่องคดีและเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายก่อนเสนอนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี ดังนี้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดูแลกระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน

ด้านนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านสังคม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สถาบันนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานบริหารจัดการที่ดิน (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย กำกับดูแล กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คณะกรรมการคดีพิเศษ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำกับดูแลกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกฯ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอุตสาหกรรม

ส่วนของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกฯ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) รวมทั้งกำกับดูแลสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

ด้านนางสาวศุภมาส อิศรภักดี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ และบริษัท อสมท. (จำกัดมหาชน)

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ กำกับดูแล สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สำนักพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

นายสันติ ปิยะทัต สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปองดอง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการมอบหมายงานกำกับดูแลให้กับรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 คน ไร้ซึ่งคำสั่งมอบหมายการกำกับดูแลด้านความมั่นคง คาดว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้กำกับดูแลด้วยตัวเอง

คาด “อนุทิน” คุมความมั่นคงเอง

หลังจากมีการแบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 ท่านแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่ไม่มีการมอบหมายงานด้านความมั่นคงให้กับรองนายกฯ ท่านใดเลย ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่านายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นผู้ที่คุมความมั่นคงเอง โดยควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงหลักในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

ทำไมนายกฯ อนุทินถึงอาจคุมความมั่นคงเอง?

เหตุผลที่นายกฯ อาจตัดสินใจคุมความมั่นคงเองนั้นอาจมีหลายปัจจัย เช่น

  • ความสำคัญของงานด้านความมั่นคง: งานด้านความมั่นคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารประเทศ การที่นายกฯ ดูแลเองอาจทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์: นายกฯ อนุทินมีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างยาวนาน การที่ท่านควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงเป็นการใช้ความรู้ความสามารถของท่านให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • การสร้างความเชื่อมั่น: การที่นายกฯ ลงมาดูแลงานด้านความมั่นคงด้วยตนเอง อาจเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม การที่นายกฯ ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็อาจมีข้อเสียบ้าง เช่น ภาระงานที่หนักเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานด้านอื่นๆ ควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียของการตัดสินใจครั้งนี้

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อาจจะตัดสินใจคุมความมั่นคงเองนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างมาก และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ที่มา – คาด “อนุทิน” คุมความมั่นคงเอง หลังแบ่งงาน 6 รองนายกฯ ให้ “บวรศักดิ์” คุม​ ยุติธรรม​-DSI

Scroll to top