กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง

สว.เดือด แฉยับ “ไอ้โม่ง” ฟันกำไรสต๊อกน้ำมัน

สว.เดือด แฉยับ “ไอ้โม่ง” ฟันกำไรสต๊อกน้ำมัน ค่าไฟจ่อขึ้นรับสงกรานต์! วิกฤติพลังงานกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ซ้ำเติมประชาชนไทย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังใกล้เข้ามา รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักจากสมาชิกวุฒิสภาที่ออกมาแฉพฤติกรรมไม่โปร่งใสของผู้ประกอบการน้ำมันบางราย

สว.เดือด แฉยับ “ไอ้โม่ง” ฟันกำไรสต๊อกน้ำมัน ค่าไฟจ่อขึ้นรับสงกรานต์

ในวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้แถลงข่าวอย่างดุเดือด โดยชี้ว่าการขาดแคลนน้ำมันที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะประชาชนตื่นตระหนกอย่างที่กรมธุรกิจพลังงานอ้าง แต่มีพิรุธชัดเจนจากการลดโควตาน้ำมันที่ปั๊มหลายแห่ง

ข้อมูลจากกรรมาธิการฯ พบว่าปั๊มน้ำมันจำนวนมากถูกลดปริมาณน้ำมันส่งมา ทำให้เกิดการกักตุนที่ต้นทางคือโรงกลั่น รัฐบาลตรวจสอบแค่ปลายทางแต่ไม่กล้าแตะโรงกลั่น สว. จึงเตรียมทำหนังสือจี้ขอข้อมูลทั้งระบบ เพื่อหาความจริงว่าน้ำมันหายไปไหน และใครคือผู้รับผิดชอบ

ผลกระทบลูกโซ่: ค่าไฟพุ่ง – สินค้าของแพงรับสงกรานต์

สว.เดือด แฉยับ “ไอ้โม่ง” ฟันกำไรสต๊อกน้ำมัน ค่าไฟจ่อขึ้นรับสงกรานต์ ไม่ใช่แค่น้ำมันเท่านั้น แต่ราคาน้ำมันที่ขึ้น 6-8 บาทต่อลิตร จะลามไปยังค่าไฟฟ้าอย่างแน่นอน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รายงานต้นทุนก๊าซ LNG พุ่งจาก 13 ดอลลาร์เป็น 25 ดอลลาร์ต่อล้าน BTU ส่งผลให้แบกหนี้กว่า 30,000 ล้านบาท คาดการณ์เดือนพฤษภาคม 2569 ค่าไฟจะขึ้นอย่างน้อย 50-60 สตางค์ต่อหน่วย

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยอมรับว่าสามารถตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคได้ถึงแค่มกราคม-เมษายนเท่านั้น หลังสงกรานต์ ประชาชนต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้อทั้งระบบ สินค้าจำเป็นอย่างข้าวสาร เนื้อสัตว์ และน้ำมันทำอาหารจะแพงขึ้นตาม

  • น้ำมันดีเซลขึ้น 8 บาท: ช็อกเศรษฐกิจทันที ส่งผลกระทบขนส่ง ค่าอาหาร ค่าน้ำมันรถ
  • ค่าไฟขึ้น 0.50-0.60 บาท/หน่วย: ครัวเรือนและโรงงานเดือดร้อน
  • สินค้าอุปโภค: หลังสงกรานต์ ราคาแตกกระจาย

ข้อเสนอแนะจาก สว. เพื่อแก้ปัญหา

กรรมาธิการฯ มีข้อเสนอชัดเจนให้รัฐบาลเร่งใช้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ดึงกำไรส่วนเกินจาก ค่าการกลั่น ที่พุ่งจาก 2 บาทเป็น 6 บาทต่อลิตร รวมถึงกำไรจากสต๊อกน้ำมันเก่าที่ซื้อมาราคาถูกแต่ขายราคาใหม่ นอกจากนี้ต้องยกเลิกราคาอ้างอิงสิงคโปร์ที่บวกค่าขนส่ง phantom ทำให้คนไทยเสียเงินฟรีปีละ 36,000 ล้านบาท ทั้งที่น้ำมันกลั่นในไทยเอง

นายสุนทร พฤกษ์พิพัฒน์ สว. ประธานอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ระบุด้วยอารมณ์เดือดว่านายกรัฐมนตรีควรแสดงพัฒนาการแก้ปัญหาดีกว่านี้ การอ้างไม่มีอำนาจตรวจสต๊อกคือข้อแก้ตัวที่ยอมรับไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายห้ามตรวจเพื่อปกป้องประชาชน

วิกฤตินี้สะท้อนปัญหาการกำกับดูแลพลังงานที่อ่อนแอ ผู้ประกอบการ “ไอ้โม่ง” ใช้โอกาสสงครามโลกกินส่วนต่างกำไรพุงกาง ขณะประชาชนต้องแบกรับภาระ สว. จึงเรียกร้องให้รัฐเปิดข้อมูลโปร่งใสและลงโทษผู้กระทำผิดทันที

ในมุมมองผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐต้องปฏิรูประบบพลังงานด่วน ประชาชนควรรวมตัวเรียกร้องสิทธิ์ผ่านสื่อโซเชียลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบอีก คุณคิดอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ทราบ เพื่อสร้างกระแสเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – สว.เดือด แฉยับ “ไอ้โม่ง” ฟันกำไรสต๊อกน้ำมัน ค่าไฟจ่อขึ้นรับสงกรานต์

ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์ออกโรงวิจารณ์รัฐบาลอย่างหนัก กรณีประกาศขึ้นราคาน้ำมันแบบกะทันหัน 6 บาทต่อลิตร ในช่วงดึกหลังสภาฯปิดประชุม ชี้เป็นการลักไก่ผลักภาระให้ประชาชนแบกหนักโดยไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วประเทศ

ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน

วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้า น.ส.การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช ได้ร่วมพูดคุยในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลที่ประกาศขึ้นราคาน้ำมันก๊าดแก็สโซฮอล์และดีเซล 6 บาทต่อลิตรแบบไม่ทันตั้งตัว โดยทำในช่วงดึกประมาณ 22.00-23.00 น. หลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง

นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า การประกาศขึ้นราคาในเวลาดังกล่าวอาจเป็นการจงใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูก ส.ส. ตรวจสอบหรือซักถามในสภา ซึ่งขัดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่รัฐมนตรีควรแถลงชี้แจงต่อสาธารณะและสภาโดยตรง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่โปร่งใส

3 ประเด็นหลักที่ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สรุปความล้มเหลวของรัฐบาลในวิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้ไว้เป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

  • ขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์: รัฐบาลไม่มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะตรึงราคาน้ำมันไว้เท่าใด หรือจนกว่าราคาตลาดโลกจะปรับตัว ส่งผลให้ภาคเอกชนและประชาชนวางแผนชีวิตไม่ได้
  • ผลักภาระประชาชนฝ่ายเดียว: ไม่ขอความร่วมมือจากโรงกลั่นน้ำมันให้ส่งเงินค่าการกลั่นที่สูงขึ้น (ลาภลอย) เข้ากองทุนน้ำมัน หรือลดภาษีสรรพสามิต แต่ปล่อยให้ราคาดีเซลพุ่งสูงทันที
  • มาตรการช่วยเหลือล่าช้า: ถึงมีแผนช่วยเหลือ 5 กลุ่มเป้าหมาย แต่ยังไม่บังคับใช้ ขณะที่ราคาน้ำมันขึ้นไปแล้ว ควรทำควบคู่กัน
ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังอ้างอภิปรายของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ที่ชี้ข้อมูลย้อนแย้ง ภาครัฐบอกน้ำมันสำรองพอ แต่ปั๊มขาดแคลน สะท้อนการกักตุนโดย “ไอ้โม่ง” การขึ้นราคา 6 บาทรวดจึงเหมือน “ปล่อยผีไอ้โม่ง” ให้ปล่อยน้ำมันออกมาขายหลังราคาขึ้นตามที่ต้องการ

“การขึ้นราคาทีเดียว 6 บาทเมื่อคืนนี้ เปรียบเสมือนการปล่อยผีไอ้โม่ง เพราะก่อนหน้านี้มีการกักตุนน้ำมันไว้เนื่องจากราคาไม่สะท้อนความเป็นจริง แต่พอราคาขยับขึ้นมาแบบนี้ก็ไม่มีใครไปตามจับไอ้โม่งแล้ว” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายกรณ์ จาติกวณิช เสริมว่า สาเหตุน้ำมันขาดแคลนมาจากรัฐบาลค้างชำระเงินชดเชยโรงกลั่นกว่า 20,000 ล้านบาท เพราะกองทุนน้ำมันยังกู้เงินไม่ได้ โรงกลั่นจึงขาดสภาพคล่อง ถ้าปล่อยราคาตลาดจริง ราคาอาจพุ่งอีก 10 บาทต่อลิตร จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยงบกองทุนน้ำมันให้โปร่งใส

การกระทำของรัฐบาลครั้งนี้ไม่เพียงสร้างภาระค่าครองชีพให้ประชาชนเพิ่มขึ้น แต่ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย เนื่องจากขาดการรับผิดชอบต่อสภา ในอนาคต รัฐบาลควรมีแผนรับมือราคาน้ำมันระยะยาว เช่น เพิ่มการสำรองน้ำมัน ลดการพึ่งพานำเข้า และกระจายภาระอย่างเป็นธรรม

สุดท้ายแล้ว ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าประชาชนต้องติดตามนโยบายอย่างใกล้ชิด คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลให้เพื่อนๆ ทราบ!

ที่มา – ปชป. ซัดรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ผลักภาระประชาชน จงใจขึ้นหลังปิดสภาฯ หรือไม่

เทียบต้นทุนพลังงาน น้ำมันกับ EV ราคาปัจจุบัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ใช้รถทุกคน! ในช่วงนี้ราคาน้ำมันพุ่งสูงกันสุดๆ ทำให้หลายคนเริ่มลังเลว่าควรจะขับรถน้ำมันต่อไปหรือหันมาเล่นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ดี วันนี้เรามาเทียบต้นทุนพลังงาน น้ำมันกับ EVกันแบบชัดเจน ในสถานการณ์ราคาปัจจุบันกันเลย จะได้ช่วยตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะครับ

สถานการณ์ล่าสุด (ข้อมูลอัพเดท มีนาคม 2567) ราคาน้ำมันโลกผันผวนรุนแรงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง Brent Crude ทะลุ $103-$112 ต่อบาร์เรล WTI $91-$98 นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทยและ EIA คาดว่าราคาอาจยืนเหนือ $100 ไปอีก 1-3 เดือน ถ้าสถานการณ์ไม่คลี่คลาย แต่ระยะยาวปลายปีอาจลงมาที่ $70-$80 ถ้าการผลิต Non-OPEC เพิ่ม

เทียบต้นทุนพลังงาน น้ำมันกับ EV

หันมาดูไทย กองทุนน้ำมันติดลบ 35,000 ล้าน กบง. ปรับราคาขึ้นทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร (26 มี.ค.) ราคาขายปลีกกรุงเทพฯ ดีเซล 32.94-33 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 35.05 บาท/ลิตร, เบนซิน 95 43.64 บาท/ลิตร แพงสุดในรอบปี!

ทีนี้มาสนุกกับการเทียบต้นทุนพลังงาน น้ำมันกับ EVต่อกิโลเมตร โดยสมมติฐานมาตรฐาน: รถน้ำมันกิน 15 กม./ลิตร (แต่ปรับตามค่าเฉลี่ยจริง), รถ EV กินไฟ 6 กม./หน่วย (หรือ 16.6 kWh/100 กม.)

ต้นทุนต่อกม. รถน้ำมัน (ICE)

  • ดีเซล: ประมาณ 2.60 บาท/กม.
  • แก๊สโซฮอล์ 95: ประมาณ 2.74 บาท/กม.
  • แก๊สโซฮอล์ E20: ประมาณ 2.40 บาท/กม. (ประหยัดสุดในกลุ่มน้ำมัน)

ต้นทุนต่อกม. รถไฟฟ้า (EV)

  • ชาร์จไฟบ้าน (Off-Peak): ประมาณ 0.49 บาท/กม. (ถูกสุด! ถ้าไฟบ้าน 3-4 บาท/หน่วย)
  • ชาร์จสถานีสาธารณะ (DC Fast Charge): 1.25-1.58 บาท/กม.

เห็นภาพชัดเลยใช่มั้ยครับ จากการเทียบต้นทุนพลังงาน น้ำมันกับ EV แล้ว EV ยังคงประหยัดกว่าชัดเจน 2-5 เท่าเลยนะ โดยเฉพาะถ้าชาร์จที่บ้านได้ทุกคืน แต่ถ้าข่าวปรับค่าไฟสาธารณะขึ้นเป็น 11 บาท/หน่วย ต้นทุน EV จะขยับเป็น 1.83 บาท/กม. ซึ่งเริ่มใกล้เคียงรถ Hybrid ประหยัดน้ำมัน 23-25 กม./ลิตรแล้วล่ะ

อย่าลืมต้นทุนแฝงด้วยนะครับ เช่น ค่าประกันภัย EV แพงกว่ารถน้ำมัน 20-30% เพราะอะไหล่แพงและเทคโนโลยีใหม่ แถมยางรถ EV สึกหรอเร็วกว่าปกติจากน้ำหนักตัวรถหนักและแรงบิดมหาศาลตอนออกตัว คิดรวมๆ แล้ว EV ยังคุ้มในระยะยาวถ้าวิ่งเยอะและชาร์จบ้านได้

สำหรับคนที่บ้านมี Wallbox ชาร์จช้าๆ ค่าไฟถูก ลองคำนวณดู: วิ่ง 20,000 กม./ปี EV ชาร์จบ้านประหยัดเงินได้ปีละ 30,000-50,000 บาทเทียบกับรถน้ำมัน! แต่ถ้าต้องพึ่งสถานีชาร์จอย่างเดียว โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ยังน้อย อาจไม่ต่างจาก Hybrid มากนัก

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายสนับสนุน EV อย่างลดภาษีนำเข้า เงินอุดหนุนค่าไฟชาร์จ ลองเช็คสิทธิ์ได้เลย สถานการณ์ราคาน้ำมันยังผันผวน รัฐแก้กักตุนไม่ได้ง่ายๆ EV จึงเป็นทางเลือกอนาคตที่ชัวร์กว่า

สรุปแล้วครับ เทียบต้นทุนพลังงาน น้ำมันกับ EV ในตอนนี้ EV ยังเป็นผู้ชนะ ถ้าคุณพร้อมติดตั้งจุดชาร์จบ้านและขับในเมือง แต่ถ้าวิ่งไกลหรืองบน้อย Hybrid ก็เป็นตัวเลือกกลางๆ ที่ลงตัว คุณล่ะพร้อมเปลี่ยนเป็น EV หรือยัง? ลองคำนวณต้นทุนส่วนตัวแล้วแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ อย่าลืมกดไลค์แชร์ถ้าชอบด้วยนะ!

ที่มา – เทียบต้นทุนพลังงาน ระหว่างน้ำมันแต่ละประเภทกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในสถานการณ์ราคาปัจจุบัน

กบน. ขยับดีเซล 33 บาท ลดภาระกองทุนน้ำมัน

สวัสดีครับทุกท่านที่ติดตามข่าวสารด้านพลังงาน! วันนี้เรามีเรื่องสำคัญที่กำลังเป็นกระแสกบน. ขยับดีเซล 33 บาท เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งทะยานแบบไม่เคยเห็นมาก่อน สถานการณ์นี้เกิดจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเหตุการณ์โจมตีที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ทำให้ราคาดีเซลในตลาดสิงคโปร์กระโดดจาก 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไปสูงถึง 223 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 131 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแปรเป็นต้นทุนเพิ่ม 26 บาทต่อลิตรเลยทีเดียว!

กบน. ขยับดีเซล 33 บาท เพื่อบริหารสภาพคล่องกองทุน

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซล ส่งผลให้ราคาขายปลีกวันพรุ่งนี้ (24 มีนาคม 2569) อยู่ที่ 33 บาทต่อลิตร นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อธิบายว่า การกบน. ขยับดีเซล 33 บาทนี้เป็นการจำเป็นเร่งด่วน เพราะกองทุนต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงวันละเกือบ 2,400 ล้านบาท หรือเดือนละ 70,000 ล้านบาท ถ้าปล่อยไว้อาจกระทบสภาพคล่อง ทำให้ไม่สามารถรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาวได้

สาเหตุหลักจากราคาตลาดโลกพุ่งแรง

ราคาน้ำมันโลกผันผวนรุนแรงจากความขัดแย้ง geopolitical โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าน้ำมันดีเซลของไทยพุ่งสูง กบน. จึงต้องปรับราคาเพื่อไม่ให้กองทุนขาดสภาพคล่อง หากไม่ทำตอนนี้ อนาคตอาจเกิดปัญหาความมั่นคงทางพลังงานได้ครับ

สร้างสมดุลราคากับประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ การคงราคาดีเซลต่ำเกินไปยังเสี่ยงต่อการลักลอบนำออกนอกประเทศ เพราะประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเพิ่งปรับราคาจาก 32.40 บาท เป็น 38.70 บาทต่อลิตรเมื่อ 16 มีนาคม การกบน. ขยับดีเซล 33 บาทจะช่วยลดส่วนต่างราคา ป้องกันการกักตุนเก็งกำไรและการรั่วไหลของทรัพยากรชาติ

  • ลดภาระกองทุนน้ำมัน: จากวันละ 2,400 ล้านบาท
  • ป้องกันลักลอบนำออก: ราคาสมดุลกับเพื่อนบ้าน
  • รักษาเสถียรภาพระยะยาว: ให้กองทุนมีสภาพคล่องเพียงพอ
  • รับมือวิกฤตโลก: จากราคาพุ่ง 131 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

“ผลจากการประชุม กบน. ในวันนี้ ที่ประชุมมีมติปรับราคาดีเซลขึ้นสู่เพดาน 33 บาทต่อลิตร เพื่อบริหารสภาพคล่องกองทุนฯ ให้พยุงราคาต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤตราคาตลาดโลก และลดส่วนต่างกับประเทศเพื่อนบ้าน หากไม่ปรับตอนนี้ ภาระจะหนักเกินไป วอนประชาชนเข้าใจ” นายพรชัยกล่าว

ผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจไทย

น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักของรถบรรทุกและขนส่ง ซึ่งอาจทำให้ค่าขนส่งสินค้าปรับขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค แต่กระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะมีมาตรการบรรเทาผลกระทบ เช่น สนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในมุมมองของผม การขยับราคานี้แม้จะกระทบระยะสั้น แต่เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดเพื่อป้องกันวิกฤตใหญ่ในอนาคต ถ้ากองทุนล้ม เราอาจเจอราคาน้ำมันพุ่งแบบไม่ลิมิต!

คุณคิดอย่างไรกับการกบน. ขยับดีเซล 33 บาทนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมสมัครรับข่าวสารอัปเดตราคาน้ำมันและพลังงานจากบล็อกเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญนะครับ สุดท้ายแล้ว ความเข้าใจและการปรับตัวร่วมกันจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้!

ที่มา – “กบน.” เผยจำเป็นต้องขยับดีเซลแตะ 33 บาท ลดภาระกองทุนน้ำมัน หลังราคาตลาดโลกพุ่งแรง

กระทรวงพลังงาน ยืนยัน ยังใช้มาตรการตรึงราคาดีเซล-เบนซิน

กระทรวงพลังงาน ยืนยัน ยังใช้มาตรการตรึงราคาดีเซล-เบนซิน ต่อไป เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาขายปลีกในไทยถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างเห็นได้ชัด วันนี้เรามาดูรายละเอียดกันว่ามาตรการนี้ช่วยเหลือประชาชนอย่างไรบ้าง

กระทรวงพลังงาน ยืนยัน ยังใช้มาตรการตรึงราคาดีเซล-เบนซิน

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้แถลงสถานการณ์ประจำวันจากศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยเฉพาะน้ำมันดิบดูไบที่พุ่งสูงถึง 158 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 122% จากช่วงก่อนวิกฤต สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อราคาพลังงานในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานยังคงยืนยันมาตรการเดิม โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชย เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันในประเทศผันผวนมากเกินไป ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ปัจจุบันราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 31.14 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E10 อยู่ที่ 33.5 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

เปรียบเทียบราคาน้ำมันไทยกับอาเซียน

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังส่งเสริมการใช้น้ำมันชีวภาพอย่างไบโอดีเซล เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า สำหรับราคาในภูมิภาคอาเซียน พบว่าประเทศเพื่อนบ้านทยอยปรับราคาขึ้นต่อเนื่อง เช่น มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์

  • ไทย: ดีเซล 31.14 บาท/ลิตร, เบนซิน E10 33.5 บาท/ลิตร
  • มาเลเซีย: ดีเซล 38-39 บาท/ลิตร
  • เวียดนาม: ราคาเบนซินและดีเซลปรับขึ้นหลายครั้งในเดือนนี้
  • สิงคโปร์: ราคาสูงกว่าราคาไทยเกือบ 50%

จากตัวเลขเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีราคาน้ำมันที่ถูกที่สุดในอาเซียน ช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์และธุรกิจขนส่งประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล

ผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกและแนวทางแก้ไข

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนมาจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันหลัก กระทรวงพลังงานจึงต้องบริหารกองทุนอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กองทุนขาดสภาพคล่อง หากประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน จะช่วยรักษาเสถียรภาพได้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

นอกจากมาตรการตรึงราคาแล้ว รัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว เช่น การขยายสถานีชาร์จรถ EV และ补贴สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกในอนาคต

สำหรับประชาชนทั่วไป คำแนะนำคือตรวจสภาพรถยนต์ให้พร้อม ลมยางให้ถูกต้อง ขับขี่นุ่มนวล และหลีกเลี่ยงการเร่ง-เบรกบ่อยๆ เพื่อประหยัดน้ำมันได้ถึง 10-20% นอกจากนี้ การใช้รถร่วมหรือขนส่งสาธารณะก็เป็นทางเลือกที่ดี

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการนี้ของกระทรวงพลังงานเป็นการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ความยั่งยืนต้องมาจากการประหยัดร่วมกันของทุกคน ลองเริ่มจากตัวเองวันนี้ แล้วคุณจะเห็นความแตกต่าง

CTA: แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ทราบ และคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณประหยัดน้ำมันอย่างไรบ้าง เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียกัน!

ที่มา – กระทรวงพลังงาน ยืนยัน ยังใช้มาตรการตรึงราคาดีเซล-เบนซิน

เร่ง ‘ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2’ ลดค่าครองชีพ

ในยุคที่ราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งสูง รัฐบาลไทยไม่นิ่งนอนใจ โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการเด่นอย่าง ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนและผู้ประกอบการ มาตรการนี้มุ่งเน้นการลดการใช้พลังงานลงอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการร่วมมือทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม หรือภาครัฐ

ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2

มาตรการประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2 เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน โดยวันที่ 18 มีนาคม 2567 นางสาวพัชรี จงรักษ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล เน้นย้ำว่ารัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยพยุงราคา พร้อมเร่งหาแหล่งพลังงานในประเทศเพิ่มเติม มาตรการนี้ขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง จัดทำแผนประหยัดพลังงานระยะสั้น 1-3 เดือน เช่น ปรับเวลาเปิด-ปิดเครื่องจักร หรือควบคุมอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม

สำหรับภาครัฐ มีเป้าหมายลดการใช้พลังงานลง 10% ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 10 มีนาคม 2567 โดยส่งเสริม Work From Home (WFH) และประชุมออนไลน์ ลดการใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์ที่น่าดึงดูดสำหรับประชาชนทั่วไป

สิทธิประโยชน์จากการติดตั้ง Solar Rooftop

หนึ่งในไฮไลต์คือการติดตั้ง Solar Rooftop หรือแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน สามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดถึง 200,000 บาท ช่วยให้บ้านของคุณผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าไฟฟ้าบิลรายเดือน และยังเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าไฟแพงแบบนี้

  • ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท
  • ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าไฟ
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการ Co-pay สำหรับโรงงานและผู้ประกอบการ

สำหรับผู้ประกอบการ มีโครงการ Co-pay ที่รัฐช่วยสนับสนุนงบ 20-30% ในการเปลี่ยนเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย ช่วยให้โรงงานประหยัดพลังงานได้มากขึ้น ในภาคขนส่ง ผู้ประกอบการสามารถปรับปรุงอุปกรณ์และระบบจัดการ ลดต้นทุนลง 20-30% วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาทต่อสถานประกอบการ

นอกจากนี้ กรมฯ ยังร่วมกับสถาบันการเงิน ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพ หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อคลินิกอนุรักษ์พลังงานที่เบอร์ 063-826-9784 เพื่อขอคำปรึกษาฟรี

มาตรการประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2 ไม่ใช่แค่การลดใช้พลังงาน แต่เป็นการสร้างความมั่นคงพลังงานให้ประเทศ ลดการพึ่งพานำเข้า และช่วยประชาชนผ่านวิกฤตค่าครองชีพไปได้

คุณพร้อมร่วมมือแล้วหรือยัง? เริ่มจากติด Solar Rooftop ที่บ้าน หรือปรับแผนประหยัดพลังงานในโรงงานของคุณวันนี้ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ลองคำนวณค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

ที่มา – เร่งขับเคลื่อนมาตรการ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” ลดภาระค่าครองชีพประชาชน

กองทุนน้ำมันฯ เพิ่มเงินอุดหนุน “ดีเซล” เป็น 20.36 บาทต่อลิตร

กองทุนน้ำมันฯ เพิ่มเงินอุดหนุน “ดีเซล” เป็น 20.36 บาทต่อลิตร เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลในท้องตลาดทะลุเกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่าไม่เหมาะสมตามนโยบายพลังงานแห่งชาติ ข่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติออกประกาศฉบับที่ 22/2569 เรื่องการกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืน และอัตราเงินชดเชยคืนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง

กองทุนน้ำมันฯ เพิ่มเงินอุดหนุน “ดีเซล” เป็น 20.36 บาทต่อลิตร

การตัดสินใจครั้งนี้มาจากกรอบนโยบายการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเฉพาะในข้อ 3.2.1 (1) ข. ที่ระบุถึงเหตุการณ์ราคาน้ำมันขายปลีกเกิน 30 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน ชะลอการขาดแคลนพลังงาน และรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ

หลักการสำคัญคือเป็นมาตรการระยะสั้น สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง ไม่กระทบกลไกตลาดเสรี คำนึงถึงความผันผวนของราคาตลาดโลก และหลีกเลี่ยงการอุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross Subsidies) โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 14(4), 27, 29, 31, 32, 54 และ 55 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว

รายละเอียดอัตราเงินอุดหนุนและชดเชย

ประกาศนี้ยกเลิกประกาศฉบับที่ 21/2569 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2569 และกำหนดอัตราใหม่ดังนี้:

  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา และ B20: อุดหนุน 20.36 บาทต่อลิตร (ทั้งผลิตในประเทศและนำเข้า)
  • น้ำมันเบนซิน: ส่งเข้ากองทุน 0.10 บาทต่อลิตร (ไม่ชดเชย)
  • แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91: ชดเชย 9.73 บาทต่อลิตร
  • E20: ชดเชย 11.06 บาทต่อลิตร

สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาและพรีเมียม เช่น Caltex Power Diesel +Techron D, ไฮ พรีเมียมดีเซล S, Shell V-Power Diesel รวมถึง B20 ที่มีสัดส่วนไบโอดีเซลตามเกณฑ์

ขอบเขตและข้อยกเว้น

อัตราดังกล่าวใช้กับน้ำมันที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อใช้ในประเทศ โดยมีข้อยกเว้นสำหรับน้ำมันที่ส่งออก น้ำมันเบนซินที่ผสมเอทานอลเป็นแก๊สโซฮอล์ หรือน้ำมันดีเซลพื้นฐานที่ผสมไบโอดีเซล น้ำมันทุกประเภทต้องมีลักษณะและคุณภาพตามที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานกำหนดตามกฎหมายการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง

ในกรณีส่งออก หากตรวจสอบอัตราไม่ได้ จะใช้อัตราเดียวกับข้างต้น การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

ผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจ

กองทุนน้ำมันฯ เพิ่มเงินอุดหนุน “ดีเซล” เป็น 20.36 บาทต่อลิตร จะช่วยให้ราคาดีเซลคงที่ ไม่พุ่งสูงเกิน 30 บาท ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้รถกระบะ รถบรรทุก และภาคการขนส่งที่พึ่งพาดีเซลเป็นหลัก ส่งผลดีต่อต้นทุนสินค้าและบริการ ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงราคาน้ำมันโลกผันผวนจากปัจจัย geopolitics และอุปสงค์โลก

อย่างไรก็ตาม การอุดหนุนนี้เป็นมาตรการชั่วคราว เพื่อไม่ให้กระทบงบประมาณกองทุนในระยะยาว ผู้บริโภคควรติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและนโยบายรัฐบาลต่อไป

สรุปแล้ว การเคลื่อนไหวของกองทุนน้ำมันฯ ครั้งนี้แสดงถึงความพยายามรักษาเสถียรภาพพลังงาน หากคุณเป็นผู้ใช้ดีเซล แนะนำให้เช็คราคาที่ปั๊มน้ำมันใกล้บ้านและวางแผนการเติมน้ำมันให้ดี เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงนี้ ติดตามข่าวอัพเดทจากเราต่อไปเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – กองทุนน้ำมันฯ เพิ่มเงินอุดหนุน “ดีเซล” เป็น 20.36 บาทต่อลิตร

สส.ปชน. เตือนปั๊มรายย่อยตาย รัฐช่วยรายใหญ่

สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่ ประเด็นนี้กำลังเป็นที่ฮือฮาในแวดวงการเมืองและพลังงานเลยครับ มาจากปากของ “โต๋ ศุภโชติ” สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่ออกมาเตือนรัฐบาลกลางแจ้ง ว่าปั๊มน้ำมันรายย่อยกำลังจะสูญพันธุ์ แต่มาตรการตรึงราคาดันช่วยเฉพาะรายใหญ่ซะงั้น! วันนี้เรามาฟังมุมมองกันแบบเป็นกันเอง ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ และรัฐควรทำอะไรต่อ

สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โต๋ ศุภโชติ” ได้วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง รัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคาดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน แต่โต๋ตั้งคำถามใหญ่หลวง ว่ามาตรการนี้ช่วยทุกคนจริงหรือ แค่เอื้อรายใหญ่?

ปั๊มรายย่อยกำลังเดือดร้อนหนัก

จากรายงานและเสียงสะท้อนในพื้นที่ ปั๊มน้ำมันที่ไม่มีแบรนด์หรือปั๊มอิสระ กำลังเจอต้นทุนพุ่งสูง บางแห่งต้องตั้งราคาแพงกว่าปั๊มใหญ่เพื่ออยู่รอด บางปั๊มขาดน้ำมัน หยุดบริการชั่วคราว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล เกษตรกรเดือดร้อนหนัก เพราะน้ำมันแพง ต้นทุนเกษตรพุ่ง ไถนา รดน้ำ ทำนา ลำบากหมด

โครงสร้างตลาดน้ำมันไทย โรงกลั่นและผู้ค้ารายใหญ่ผูกกันแน่น มีเครือข่ายปั๊มตัวเอง สัญญาระยะยาว ราคามั่นคง แต่ปั๊มย่อย 17,500 แห่ง จากทั้งหมด 26,000 แห่ง ต้องซื้อผ่าน “จ็อบเบอร์” หรือพ่อค้าคนกลาง ราคาสูงกว่ามาก!

จ็อบเบอร์คือตัวการราคาแพง?

จ็อบเบอร์ซื้อจากโรงกลั่นหรือคลัง แล้วขายต่อให้ปั๊มย่อย ในวิกฤตราคา พวกเขาขายแพงกว่าปั๊มใหญ่ที่ได้ชดเชยจากกองทุน เช่น ดีเซลราคา 45 บาท/ลิตร กองทุนชดเชย 15.45 บาทให้รายใหญ่ แต่ย่อยยังจ่าย 40+ บาท แย่เลย!

ยิ่งไปกว่านั้น บางรายใหญ่มีบริษัทลูกเป็นจ็อบเบอร์ ขายแพงให้ย่อย รัฐตรึงราคาแต่ไม่มีกฎห้าม สุดท้ายปั๊มย่อยแข่งไม่ได้ หายไป การแข่งขันลด ผูกขาดง่าย

สส.ปชน. เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน

โต๋เสนอว่ารัฐต้องโปร่งใส เปิดข้อมูลทั้งห่วงโซ่ ทำ 3 ข้อหลัก:

  • เปิดข้อมูลห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ: ต้นทุนน้ำมันดิบ การกลั่น กำไรโรงกลั่น ตรวจค้ากำไรเกินควรไหม?
  • ตรวจสอบจ็อบเบอร์: กักตุน ปั่นราคาให้ย่อยหรือเปล่า?
  • ป้องกันการเอาเปรียบ: ห้ามจ็อบเบอร์ขายเกินราคาตรึงในวิกฤต

นอกจากนี้ รัฐมนตรีพลังงานบอกจะให้ปั๊มย่อยซื้อตรงจากรายใหญ่ได้ แต่ล่าช้า สถานการณ์วิกฤต ผู้ประกอบการทุนน้อย ทนไม่ไหว ปิดกิจการระลอกแล้วระลอกเล่า ผลกระทบถึงชาวบ้าน โดยเฉพาะเกษตรกร ต้องลุยหาน้ำมันไกล

หากปล่อยไป ไทยเหลือแต่ปั๊มรายใหญ่ไม่กี่เครือ ผูกขาด กำไรพุ่ง ประชาชนจ่ายแพง หาน้ำมันยาก สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่ เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐไม่ใช่เครื่องมือทุนใหญ่

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างตลาดพลังงานที่ไม่เป็นธรรม รัฐต้องรีบแก้ไขเพื่อรักษาการแข่งขันและปกป้องผู้บริโภคตัวจริง คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวพลังงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บเรา!

ที่มา – สส.ปชน. แนะรัฐเปิดข้อมูลห่วงโซ่น้ำมันทั้งระบบ เตือนปั๊มรายย่อยกำลังจะตาย แต่รัฐพยุงผู้ค้ารายใหญ่

“อภิสิทธิ์” จี้ดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุน ลั่นทบทวนราคาพลังงาน

สถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนชาวไทยอย่างมาก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่รัฐบาลพยายามตรึงไว้ แต่เบื้องหลังนั้นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระหนี้สินมหาศาล ล่าสุด “อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อช่วยลดภาระและป้องกันปัญหาในอนาคต นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ เพื่อให้เหมาะสมกับวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบัน

“อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอบนเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันค่าการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สิ่งนี้ทำให้บริษัทน้ำมันได้กำไรส่วนต่างมหาศาล ขณะที่ประชาชนต้องเผชิญราคาน้ำมันแพง

อภิสิทธิ์เสนอว่ารัฐบาลควรนำกำไรส่วนนี้เข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อชดเชยการตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละเกือบ 16 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงผิดปกติ หากไม่ทำเช่นนี้ กองทุนจะขาดสภาพคล่องและอาจนำไปสู่การปรับราคาขึ้นในอนาคต สร้างผลกระทบหนักต่อผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะรถบรรทุกและแท็กซี่ที่พึ่งพาดีเซลเป็นหลัก

กรณ์ จาติกวณิช เตือนฟันกำไร 3 เท่าใน 10 วัน กองทุนเสี่ยงหนี้อ่วม

ในโพสต์เดียวกัน นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ประชาชนอาจไม่รู้ว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังนิ่งสนิทเพราะกองทุนชดเชย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ชดเชยดีเซลถึง 16.97 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 ชดเชย 7.41 บาท รัฐประกาศตรึงดีเซลที่ 29.94 บาทต่อลิตรจนถึง 17 มีนาคม 2569 หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ราคาอาจพุ่งสูงเพื่อให้ตลาดปรับตัวและส่งเสริมการประหยัดพลังงาน

ที่น่ากังวลคือค่าการกลั่นพุ่ง 3 เท่าใน 10 วัน จากเดิม 2 บาทต่อลิตร เป็น 6 บาท หมายความว่ารัฐกำลังใช้เงินภาษีประชาชนจ่ายกำไรให้บริษัทกลั่นน้ำมัน หากกระทรวงพาณิชย์ควบคุมให้ค่ากลั่นปกติที่ 2 บาท ราคาน้ำมันจะถูกลงทันที 4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระกองทุนได้อย่างมาก

  • ค่ากลั่นเพิ่มจาก 2 บาท เป็น 6 บาทต่อลิตร ในเวลาเพียง 10 วัน
  • กองทุนชดเชยดีเซล 16.97 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 7.41 บาท/ลิตร
  • ตรึงราคาดีเซล 29.94 บาท จนถึง 17 มี.ค. 2569
  • หากไม่ดึงกำไรเข้าสกน กองทุนอาจขาดทุนหนัก ส่งผลราคาน้ำมันพุ่ง
  • ต้องทบทวนราคาก๊าซหุงต้มและไฟฟ้าด้วย เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ

วิกฤติพลังงานครั้งนี้เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามรัสเซีย-ยูเครน และนโยบาย OPEC ที่ลดกำลังการผลิต ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูง ในไทยที่นำเข้าน้ำมันเกือบ 100% จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ รัฐบาลต้องมีมาตรการเร่งด่วน ไม่ใช่แค่ตรึงราคา แต่ต้องปรับโครงสร้างให้โปร่งใสและยั่งยืน

การที่ “อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ถือเป็นข้อเสนอที่ตรงจุดและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน หากนำไปปฏิบัติ จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและลดการเก็งกำไร นอกจากนี้ การทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งหมด รวมถึงก๊าซ LPG และไฟฟ้า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยไม่ปล่อยให้เอกชนได้กำไรเกินควรในยามวิกฤติ

ในมุมมองของผู้เขียน ข้อเสนอนี้สมเหตุสมผลและควรเร่งดำเนินการ รัฐบาลไม่ควรละเลยเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านที่มุ่งช่วยเหลือประชาชน ชาวไทยทุกคนควรติดตามและกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คุณคิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่าการกลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ลั่นต้องทบทวนโครงสร้างราคาพลังงาน

Scroll to top