การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่

เชื่อว่าพี่น้องชาวสตูลและนักท่องเที่ยวหลายท่านคงตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญอย่างการพัฒนาท่าเรือตันหยงโป เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่พร้อมจะยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลให้ก้าวไกลไปอีกขั้น

พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับศักยภาพของสตูลอย่างจริงจัง พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายในการเชื่อมโยงการเดินทางไปยังหมู่เกาะชื่อดังอย่างเกาะหลีเป๊ะ และเกาะตะรุเตา ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

รายละเอียดโครงการท่าเรือตันหยงโป

กรมเจ้าท่าได้วางงบประมาณปี 2570 ไว้กว่า 30 ล้านบาท เพื่อเนรมิตสะพานท่าเทียบเรือความยาว 150 เมตร ที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องโครงสร้าง แต่ยังใส่ใจในรายละเอียดด้านดีไซน์ โดยนำเอา:

  • ลายฉลุมลายู: สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ที่งดงาม
  • อุทยานธรณีโลกสตูล: เพิ่มอัตลักษณ์ด้วยลวดลายฟอสซิลแอมโมไนต์

โครงการ พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่ ครั้งนี้ ยังมุ่งหวังให้เรือสปีดโบ๊ทสามารถเทียบท่าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงอีกต่อไป ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น แทนที่จะต้องไปกระจุกตัวอยู่ที่ท่าเรือปากบาราเพียงจุดเดียว

นอกเหนือจากการสร้างท่าเรือแล้ว รัฐบาลยังมีแผนบูรณาการโครงข่ายคมนาคมทางบก เช่น การเร่งก่อสร้างเส้นทางสายใหม่เชื่อมจากสะเดา จ.สงขลา สู่ควนกาหลง จ.สตูล ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางได้ถึง 60 กิโลเมตร รวมถึงการเร่งพัฒนาท่าเรือตำมะลังเพื่อเปิดประตูสู่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซียอีกด้วย นับเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนสตูลให้กลายเป็นฮับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภาคใต้ฝั่งอันดามันอย่างแท้จริง การพัฒนาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชน ร้านค้า และผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวในท้องถิ่นให้ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงอย่างแน่นอน

ที่มา – “พิพัฒน์” ลุยสตูลปักหมุด “ตันหยงโป” ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่เชื่อมมาเลเซีย

ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70

ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70

ข่าวดีสำหรับชาวชุมพรและผู้ที่สัญจรผ่านไปมาครับ! ล่าสุด กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ออกมาตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการเดินหน้าโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย ชพ.4035 แยกทางหลวงหมายเลข 3180 เชื่อมบ้านเนินคีรี อำเภอปะทิว และอำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการคมนาคมในเขตพื้นที่นี้ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการ ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70 ว่าขณะนี้การดำเนินงานมีความคืบหน้าไปกว่า 30% แล้ว โดยเน้นการพัฒนาถนนระยะทางรวมกว่า 13.520 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางบก ทางราง และทางอากาศ ให้มีความไร้รอยต่อมากที่สุด

ศักยภาพของโครงการถนนสาย ชพ.4035

การดำเนินงานโครงการ ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70 ครั้งนี้ ไม่ได้เพียงแค่การปรับปรุงผิวจราจรเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายถนนเป็น 2-4 ช่องจราจร พร้อมระบบอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยที่ครบวงจร ซึ่งไฮไลท์สำคัญคือ:

  • เชื่อมต่ออย่างง่ายดายเข้าสู่ท่าอากาศยานชุมพร
  • เชื่อมต่อสถานีรถไฟรางคู่ ได้แก่ สถานีสะพลี สถานีหนองเนียง และสถานีนาชะอัง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางการเกษตร เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ให้ส่งถึงตลาดได้รวดเร็วขึ้น
  • ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่

โครงการนี้ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 164.350 ล้านบาท โดยนอกจากงานผิวจราจรแบบแอสฟัลต์คอนกรีตแล้ว ยังมีการติดตั้งระบบระบายน้ำ กำแพงกันดิน และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยหน้าโรงเรียน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนและนักเรียนในพื้นที่อย่างเต็มที่

ผมมองว่าการที่ ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70 นั้น เป็นก้าวที่สำคัญมากของจังหวัดชุมพร เพราะการมีถนนที่ดีจะช่วยสนับสนุนทั้งภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้โตขึ้นแบบก้าวกระโดด เชื่อว่าเมื่อแล้วเสร็จในปี 2570 ชีวิตของชาวชุมพรจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ใครที่อยู่ในพื้นที่ก็คอยติดตามความคืบหน้ากันต่อไปนะครับ รับรองว่าคุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอน

ที่มา – ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70

สส.พรรคกล้าธรรมตำหนิจัดงบประมาณปี2570 แหกกฎเกณฑ์ชูกระทรวงลูกเทพ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงทิศทางการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่หลายฝ่ายมองว่ามีความเหลื่อมล้ำและไม่ตอบโจทย์การพัฒนาฐานราก โดยเฉพาะกรณีที่ สส.พรรคกล้าธรรมตำหนิจัดงบประมาณปี2570 แหกกฎเกณฑ์ชูกระทรวงลูกเทพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการดึงเม็ดเงินเข้าสู่ส่วนกลางและลดทอนความสำคัญของงบประมาณพัฒนาจังหวัดอย่างน่าตกใจ

สส.พรรคกล้าธรรมตำหนิจัดงบประมาณปี2570 แหกกฎเกณฑ์ชูกระทรวงลูกเทพ

การอภิปรายในรัฐสภาโดยนายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก จากพรรคกล้าธรรม ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับงบเพิ่มขึ้นถึง 33.6% ซึ่งถูกเปรียบเปรยว่าเป็นดั่ง “กระทรวงลูกเทพ” เพราะการได้รับงบประมาณที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดนี้ ดูเหมือนจะไร้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน จนสร้างความกังขาให้กับประชาชนและผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน

ปัญหาการลดงบพัฒนาจังหวัดที่กระทบต่อพื้นที่

นอกจากประเด็นกระทรวงลูกเทพแล้ว สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการปรับลดงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งลดลงเหลือเพียง 4,200 ล้านบาท หรือหายไปกว่า 26,000 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา นี่คือเหตุผลสำคัญที่ สส.พรรคกล้าธรรมตำหนิจัดงบประมาณปี2570 แหกกฎเกณฑ์ชูกระทรวงลูกเทพ เพราะการกระทำนี้เปรียบเสมือนการรื้อโครงสร้างการกระจายอำนาจ และผลักภาระให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องไป “ง้อ” งบกลางแทนที่จะมีการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับท้องถิ่นประกอบด้วย:

  • ขาดงบประมาณในการซ่อมแซมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
  • เศรษฐกิจฐานรากหยุดชะงัก เนื่องจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นถูกตัดลด
  • ความไม่เท่าเทียมในการกระจายงบประมาณตามสีทางการเมืองของแต่ละพื้นที่
  • ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประชาชนในจังหวัดที่ห่างไกล

ในฐานะประชาชน เราควรจับตามองว่ารัฐบาลจะสามารถชี้แจงความคุ้มค่าของการจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ได้อย่างไร การที่ สส.พรรคกล้าธรรมตำหนิจัดงบประมาณปี2570 แหกกฎเกณฑ์ชูกระทรวงลูกเทพ นั้นเป็นสัญญาณเตือนว่า หากงบประมาณถูกดึงกลับเข้าส่วนกลางมากเกินไป ความเจริญจะกระจุกตัวและไม่ถึงมือพี่น้องในระดับจังหวัดอย่างแน่นอน ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนแนวทางเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเน้นย้ำถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นที่ตั้ง

ที่มา – สส.พรรคกล้าธรรมตำหนิจัดงบประมาณปี2570 แหกกฎเกณฑ์ชูกระทรวงลูกเทพ

“เท้ง” บุก 3 ตลาดจตุจักรขอคะแนน ชูกาบัตร 2 ใบ ส่ง “ดร.โจ”

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาอัปเดตบรรยากาศการเมืองสุดคึกคักที่เขตจตุจักร เมื่อ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุธ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีมลงพื้นที่ลุยตลาด 3 แห่งรวด เพื่อเดินหน้าขอคะแนนเสียงอย่างเต็มกำลัง โดยกิจกรรมครั้งนี้ถือว่าได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้าและชาวจตุจักรเป็นอย่างมากเลยครับ

“เท้ง” บุก 3 ตลาดจตุจักรขอคะแนน ชูกาบัตร 2 ใบ ส่ง “ดร.โจ”

การลงพื้นที่ครั้งนี้นายณัฐพงษ์ หรือ “เท้ง” ไม่ได้มาตัวเปล่า แต่มาพร้อมกับนายอภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย อดีต สก. ขวัญใจคนจตุจักร ซึ่งการที่เขาเลือกมาลงพื้นที่ครั้งนี้ภายใต้ธีม “เท้ง” บุก 3 ตลาดจตุจักรขอคะแนน ชูกาบัตร 2 ใบ ส่ง “ดร.โจ” ก็เพื่อตอกย้ำให้ประชาชนเห็นถึงความพร้อมในการส่งผู้สมัครเข้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในนาม ดร.โจ ซึ่งเป็นตัวแทนที่พรรคประชาชนมั่นใจว่าจะสามารถเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นได้จริง

ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง: เลือก สก. และผู้ว่าฯ ให้ครบ

สำหรับไฮไลท์สำคัญที่ทีมงานพรรคประชาชนเน้นย้ำกับชาวบ้าน คือกติกาการเลือกตั้งที่หลายคนอาจจะสับสน แต่ถ้าจำง่ายๆ ก็คือ “กา 2 ใบ” โดย“เท้ง” บุก 3 ตลาดจตุจักรขอคะแนน ชูกาบัตร 2 ใบ ส่ง “ดร.โจ” เป็นแคมเปญหลักที่ต้องการสื่อสารให้ชัดว่า:

  • บัตรใบสีชมพู: เลือก สก. (สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร)
  • บัตรใบสีเขียว: เลือกผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งในครั้งนี้คือ ดร.โจ เบอร์ 10 นั่นเองครับ

ทางด้านนายอภิวัฒน์ หรือ “อดีต สก. อภิวัฒน์” ได้กล่าวว่า ตนเองทำงานหนักในพื้นที่จตุจักรมานานกว่า 7 ปี มีความเข้าใจปัญหาในทุกซอกทุกมุมของเขตนี้เป็นอย่างดี การกลับมาลงสมัครครั้งนี้จึงมั่นใจว่าสามารถ “สานงานต่อได้ทันที” โดยไม่ต้องใช้เวลาเสียเปล่าในการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้ชาวบ้านให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นตลอดการลงพื้นที่ตลาดเช้าเสนานิคม ตลาดศรีเสนา และตลาดบางเขน

ในมุมมองของผู้เขียน การลงพื้นที่แบบ “เคาะประตูบ้าน” และการลงตลาดของหัวหน้าพรรคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงพลังที่ชัดเจนว่าทางพรรคไม่ได้มองข้ามการเมืองท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุง และนี่คือโค้งสุดท้ายที่ทุกฝ่ายต่างเร่งเครื่องกันอย่างหนัก เพื่อคว้าความไว้วางใจจากประชาชนให้มากที่สุดครับ

ที่มา – “เท้ง” บุก 3 ตลาดจตุจักรขอคะแนน ชูกาบัตร 2 ใบ ส่ง “ดร.โจ เบอร์ 10” นั่งผู้ว่าฯ

ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา”

ข่าวใหญ่สำหรับชาวกระบี่และนักท่องเที่ยวทั่วไทย ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาคอขวดของการเดินทางและยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นครับ

โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา คือความหวังใหม่ของชาวกระบี่

หลายคนที่เคยไปเที่ยวเกาะลันตาอาจจะเคยประสบปัญหาการรอคิวลงแพขนานยนต์ ซึ่งทำให้เสียเวลาในการเดินทางค่อนข้างมาก โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตาจึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมการขนส่งในจังหวัดกระบี่ โดยโครงการนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างครบถ้วน ทั้งสะพานขึงและโครงสร้างที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะกลางกับเกาะลันตาน้อย ทำให้การสัญจรเชื่อมถึงกันได้สะดวกรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ความคืบหน้าล่าสุดของการดำเนินโครงการ

หลังจากที่ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” ทางกรมทางหลวงชนบทก็พร้อมที่จะเดินหน้างานก่อสร้างทันที โดยโครงการนี้ครอบคลุมระยะทางกว่า 2.5 กิโลเมตร ใช้งบประมาณกว่า 1,800 ล้านบาท ทั้งนี้ ทางรัฐบาลยืนยันว่าจะมีการปฏิบัติตามมาตรการสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยจะปลูกป่าทดแทนกว่า 20 เท่าของพื้นที่ที่เสียไป เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่าชายเลนเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

นอกเหนือจากเรื่องของความสะดวกสบาย โครงการนี้ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าขายในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล เพราะเมื่อการขนส่งสินค้าและการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวทำได้ง่าย จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น และช่วยให้ชาวบ้านในท้องถิ่นมีรายได้หมุนเวียนมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ในส่วนของมาตรการชดเชยด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดให้มีการติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจได้ว่าการพัฒนาในครั้งนี้จะมาพร้อมกับการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ใส่ใจธรรมชาติไปพร้อมกันครับ

โดยสรุปแล้ว การที่ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการปลดล็อกปัญหาการจราจรบนเกาะเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับจังหวัดกระบี่ ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญที่น่าชื่นชมครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา”

“สุชาติ” สั่งรับมือ “สภาวะเอลนีโญ” อาจลากยาวถึง ม.ค. 2570

“สุชาติ” สั่งรับมือ “สภาวะเอลนีโญ” อาจลากยาวถึง ม.ค. 2570

เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงนี้สภาพอากาศของโลกเรามีความแปรปรวนอย่างหนัก ล่าสุด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้ความสำคัญและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือกับ “สุชาติ” สั่งรับมือ “สภาวะเอลนีโญ” อาจลากยาวถึง ม.ค. 2570 หลังจากมีรายงานจากหน่วยงานระดับโลกอย่าง NOAA และ ECMWF ยืนยันว่า มีโอกาสสูงมากที่โลกจะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงกลางปี 2569 นี้ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมได้หากเราจัดการไม่ดีพอ

ผลกระทบที่คนไทยต้องเตรียมตัวรับมือ

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า เมื่อ “สุชาติ” สั่งรับมือ “สภาวะเอลนีโญ” อาจลากยาวถึง ม.ค. 2570 สิ่งที่ตามมาคือปริมาณฝนที่น้อยลงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่เราอาจจะไม่ได้สัมผัสกับอากาศหนาวเย็นเหมือนปีก่อนๆ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของภัยแล้งและการเปลี่ยนทิศทางของพายุหมุนเขตร้อน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร

เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ กรมลดโลกร้อนจึงได้เดินหน้าพัฒนาฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูง เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยวางแผนและป้องกันภัยพิบัติเชิงรุก โดยมีการตั้งศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อแชร์ข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Map) ในระดับตำบล ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าพื้นที่ไหนมีความเปราะบางต่อภัยแล้งหรือน้ำท่วมบ้าง

ประโยชน์ของการมีฐานข้อมูลระดับสูงและแผนที่ความเสี่ยง ได้แก่:

  • การบริหารจัดการน้ำอย่างแม่นยำ: ทำให้ภาครัฐสามารถชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงได้ทันที
  • ความมั่นคงทางอาหาร: ช่วยเกษตรกรวางแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ
  • การผังเมืองที่ยืดหยุ่น: ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น

ท้ายที่สุด การที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับเรื่องนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ใช่แค่เรื่องของหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องใส่ใจและปรับตัวให้เท่าทันสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป การมีข้อมูลที่แม่นยำจะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความเสียหายน้อยที่สุดครับ

ที่มา – “สุชาติ” สั่งรับมือ “สภาวะเอลนีโญ” อาจลากยาวถึง ม.ค. 2570

ยกระดับสนามบินขอนแก่น ติดตั้งระบบ ILS เพิ่มความปลอดภัย

ข่าวดีสำหรับชาวอีสานและผู้ที่เดินทางบ่อยๆ ครับ! ล่าสุดรัฐบาลได้เดินหน้าโครงการสำคัญในการ ยกระดับสนามบินขอนแก่น ติดตั้งระบบ ILS เพิ่มความปลอดภัย เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าที่ค้างคามานานกว่า 10 ปี ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะทำให้สนามบินขอนแก่นก้าวสู่มาตรฐานระดับสากลอย่างเต็มรูปแบบ

ยกระดับสนามบินขอนแก่น ติดตั้งระบบ ILS เพิ่มความปลอดภัยการบิน

การติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS (Instrument Landing System) จะช่วยให้นักบินสามารถนำเครื่องลงจอดได้อย่างแม่นยำแม้ในสภาพอากาศไม่เป็นใจ เช่น ช่วงที่มีหมอกลงจัดหรือฝนตกหนัก ซึ่งจะช่วยลดปัญหาเที่ยวบินล่าช้าและช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้งสายการบินและผู้โดยสารที่ใช้บริการสนามบินขอนแก่นเป็นอย่างมาก

เปิดแผนยกระดับสนามบินขอนแก่น ติดตั้งระบบ ILS เพิ่มความปลอดภัย

ทางกระทรวงคมนาคมได้เร่งประสานขอใช้พื้นที่จากกองทัพบกเพื่อดำเนินการติดตั้งระบบนี้ให้เร็วที่สุด โดยมีเป้าหมายหลักคือ:

  • เพิ่มความแม่นยำในการนำเครื่องลงจอดตามมาตรฐานสากล
  • ลดการบินวนรอนานๆ ในช่วงสภาพอากาศปิด
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับสายการบินต่างๆ ในการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ

นอกเหนือจากการติดตั้ง ILS แล้ว ยังมีการพัฒนาอาคารผู้โดยสารใหม่ที่เน้นความเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 นี้ ซึ่งสนามบินแห่งนี้ถูกวางเป้าหมายให้เป็นประตูบานใหญ่สำหรับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือครับ

ไม่หมดแค่นั้น รัฐบาลยังได้ผลักดันโครงการ “Fly and Drive” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ต่อเนื่องจากการลงเครื่องบินสู่การท่องเที่ยวตามแหล่งต่างๆ ในจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางอากาศและทางบกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ผมเชื่อว่าการเข้ามาจัดการปัญหาที่ล่าช้ามากว่าทศวรรษครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อภาพรวมการเดินทางของคนขอนแก่นและพี่น้องชาวอีสานอย่างมหาศาล ใครที่วางแผนจะบินมาเที่ยวขอนแก่นในอนาคต เตรียมพบกับการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้นได้เลยครับ!

ที่มา – รัฐบาลยกระดับสนามบินขอนแก่น เดินหน้าติดตั้งระบบ ILS เพิ่มความปลอดภัยการบิน–รองรับท่องเที่ยวอีสาน

“บิ๊กหยม” ควง 8 ผู้สมัคร สก. ลุยฝั่งธนบุรี ประเดิมเดิน “ตลาดท่าดินแดง”

สวัสดีครับพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครทุกคน วันนี้เรามาติดตามบรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงที่คึกคักสุดๆ เมื่อ “บิ๊กหยม” ควง 8 ผู้สมัคร สก. ลุยฝั่งธนบุรี ประเดิมเดิน “ตลาดท่าดินแดง” เพื่อรับฟังปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้จัดเต็มทั้งทีมงานและนโยบายที่เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากเป็นหลัก

“บิ๊กหยม” ควง 8 ผู้สมัคร สก. ลุยฝั่งธนบุรี ประเดิมเดิน “ตลาดท่าดินแดง”

การลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช หรือ “บิ๊กหยม” ได้ร่วมเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดท่าดินแดง ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อหลายพื้นที่ โดยมีผู้สมัคร สก. ฝั่งธนบุรีมาร่วมผนึกกำลังกันอย่างคับคั่ง บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและได้รับความสนใจจากประชาชนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมากครับ

ทีมงานคุณภาพพร้อมขับเคลื่อนฝั่งธนบุรี

สำหรับทีมผู้สมัคร สก. ที่มาร่วมขบวนกับ “บิ๊กหยม” ควง 8 ผู้สมัคร สก. ลุยฝั่งธนบุรี ประเดิมเดิน “ตลาดท่าดินแดง” ในครั้งนี้ ได้แก่:

  • คุณโจ-ทรงวุฒิ (เขตคลองสาน)
  • คุณบัณทัต ฤทธิบุตร (เขตธนบุรี)
  • คุณภูบฎิณณ์ วงศ์สง่าศรี (เขตบางกอกใหญ่)
  • คุณธเนศ ชูแสงโรจน์ (เขตบางแค)
  • คุณบอย-สุทิน (เขตบางขุนเทียน)
  • คุณสงกรานต์ พงษ์พันนา (เขตจอมทอง)
  • คุณวาสนา ชาหอม (เขตบางคอแหลม)
  • คุณณัชยา บ้านแก้ว (เขตทวีวัฒนา)

หลังจากเดินทักทายที่ตลาดท่าดินแดงแล้ว ทีมงานได้ขึ้นรถแห่กระจายเสียงประชาสัมพันธ์นโยบายไปตามเส้นทางต่างๆ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ย่านวงเวียนใหญ่และตลาดเสสะเวช เพื่อเน้นย้ำเรื่องการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนและการเพิ่มช่องทางการค้าขายให้กับผู้ประกอบการรายย่อย

บิ๊กหยมเน้นย้ำเสมอว่า ประสบการณ์ของเขารวมถึงความพร้อมของผู้สมัคร สก. ทุกคน จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันกรุงเทพฯ ให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น พร้อมแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด นี่ไม่ใช่แค่การเดินขอคะแนนเสียง แต่เป็นการเข้าถึงปัญหาจริงในตรอกซอกซอยที่หลายคนอาจมองข้าม

สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าจับตา หากท่านต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ โดยเฉพาะเรื่องปากท้องและคุณภาพชีวิตในระดับชุมชน สิ่งสำคัญคือการเลือกตัวแทนที่พร้อมทำงานเป็นทีมและเข้าใจพื้นที่อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “บิ๊กหยม” ควง 8 ผู้สมัคร สก. ลุยฝั่งธนบุรี ประเดิมเดิน “ตลาดท่าดินแดง”

ดีเดย์ 3 มิ.ย. 69 เปิดใช้ 2 อุโมงค์ทางลอดเมืองโคราช

ข่าวดีสำหรับชาวโคราชและผู้ที่ต้องเดินทางสัญจรผ่านเส้นทางถนนมิตรภาพ เมื่อกรมทางหลวงยืนยันความพร้อมในการเปิดใช้งานโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ กับโครงการ ดีเดย์ 3 มิ.ย. 69 เปิดใช้ 2 อุโมงค์ทางลอดเมืองโคราช แยกประโดก-แยกเทอร์มินอล อย่างเป็นทางการ เพื่อคลายปมปัญหาจราจรที่ติดขัดมาอย่างยาวนานในเขตเศรษฐกิจสำคัญของภาคอีสาน

ดีเดย์ 3 มิ.ย. 69 เปิดใช้ 2 อุโมงค์ทางลอดเมืองโคราช แยกประโดก-แยกเทอร์มินอล

ด้วยปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดนครราชสีมา อธิบดีกรมทางหลวงกล่าวว่า การเร่งเปิดใช้งานโครงการเหล่านี้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการจัดการจราจรคอขวด โดยเชื่อมั่นว่า ดีเดย์ 3 มิ.ย. 69 เปิดใช้ 2 อุโมงค์ทางลอดเมืองโคราช แยกประโดก-แยกเทอร์มินอล จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เดินทางให้สะดวกรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

รายละเอียดอุโมงค์ทางลอดแยกเทอร์มินอล

สำหรับอุโมงค์ทางลอดแยกนครราชสีมา (Terminal) ได้ดำเนินการก่อสร้างบนจุดตัดทางหลวงหมายเลข 2 ตัดกับทางหลวงหมายเลข 224 ระยะทางรวม 1.181 กิโลเมตร ใช้งบประมาณกว่า 373 ล้านบาท เป็นอุโมงค์ขนาด 2 ช่องจราจร ช่วยอำนวยความสะดวกขาออกจากขอนแก่นมุ่งหน้าเข้าสู่สระบุรีได้อย่างคล่องตัว

รายละเอียดอุโมงค์ทางลอดแยกประโดก

ในส่วนของอุโมงค์ทางลอดแยกประโดกนั้น ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีความยาวถึง 1.750 กิโลเมตร ใช้งบประมาณกว่า 849 ล้านบาท ออกแบบเป็นอุโมงค์คอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 6 ช่องจราจร ซึ่งจะช่วยรองรับปริมาณรถในชั่วโมงเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันได้เริ่มเปิดให้ทดลองใช้ชั่วคราวแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเปิดใช้เต็มรูปแบบในตามกำหนดการ

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการเปิดอุโมงค์

  • ลดปัญหาจราจรติดขัดในตัวเมืองนครราชสีมาอย่างเป็นรูปธรรม
  • เพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าในภูมิภาค
  • ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางร่วมทางแยก
  • เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมหลัก ทั้งถนนมิตรภาพ รถไฟฟ้าความเร็วสูง และมอเตอร์เวย์ M6

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องการเดินทาง แต่ยังเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่สนับสนุนการขยายตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต หากคุณเป็นผู้ใช้รถใช้ถนนเส้นทางนี้ อย่าลืมปฏิบัติตามป้ายเตือนและสัญญาณจราจรภายในอุโมงค์อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยส่วนบุคคล นี่คือโฉมหน้าใหม่ของการคมนาคมไทยที่จะก้าวไปสู่ความทันสมัยและยั่งยืนยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – ดีเดย์ 3 มิ.ย. 69 เปิดใช้ 2 อุโมงค์ทางลอดเมืองโคราช แยกประโดก-แยกเทอร์มินอล

Scroll to top