ข่าวน้ําท่วมล่าสุด 2568

รฟท. งดเดินรถสายใต้ 10 ขบวน รอคลี่คลาย

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประกาศ รฟท. แจ้งงดเดินขบวนรถเส้นทางสายใต้ จำนวน 10 ขบวน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย หลังสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ทางภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีน้ำท่วมสูงกว่าระดับสันรางรถไฟในช่วงสถานีวัดควนมีด – จะนะ ทำให้ไม่สามารถเดินรถผ่านได้ นอกจากนี้ ยังมีรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ใกล้เคียงอีกหลายแห่ง ด้วยเหตุนี้ รฟท. จึงมีความจำเป็นต้องประกาศ รฟท. แจ้งงดเดินขบวนรถเส้นทางสายใต้ จำนวน 10 ขบวน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เป็นการชั่วคราว

ขบวนรถที่งดให้บริการชั่วคราวมีทั้งหมด 10 ขบวน ประกอบด้วย:

  • ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 31/32 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ชุมทางหาดใหญ่ – กรุงเทพอภิวัฒน์)
  • ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 37/38 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – สุไหงโกลก – กรุงเทพอภิวัฒน์)
  • ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 45/46 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ปาดังเบซาร์ – กรุงเทพอภิวัฒน์)
  • ขบวนรถเร็วที่ 169/170 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ยะลา – กรุงเทพอภิวัฒน์)
  • ขบวนรถเร็วที่ 171/172 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – สุไหงโกลก – กรุงเทพอภิวัฒน์)

รฟท. แจ้งงดเดินขบวนรถเส้นทางสายใต้ จำนวน 10 ขบวน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

รฟท. ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อผู้โดยสารทุกท่านที่ไม่ได้รับความสะดวกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สำหรับผู้โดยสารที่ได้ทำการซื้อตั๋วโดยสารล่วงหน้าในเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดต่อขอคืนเงินค่าตั๋วโดยสารได้เต็มจำนวน ณ สถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ

วิธีตรวจสอบสถานะการเดินรถและขอคืนเงิน

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร รฟท. ได้เปิดช่องทางให้ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบเวลาและตำแหน่งของขบวนรถแบบเรียลไทม์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ https://ttsview.railway.co.th/v3/floodingNST/ นอกจากนี้ ผู้โดยสารยังสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ทาง รฟท. จะประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ทาง รฟท. ขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นอันดับแรก และขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัยในครั้งนี้ ทาง รฟท. กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและจะกลับมาให้บริการโดยเร็วที่สุดเมื่อสถานการณ์ รฟท. แจ้งงดเดินขบวนรถเส้นทางสายใต้ จำนวน 10 ขบวน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและความห่วงใยในความปลอดภัยของผู้โดยสารของ รฟท. ถึงแม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้โดยสารจำนวนมาก แต่การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ที่มา – รฟท. แจ้งงดเดินขบวนรถเส้นทางสายใต้ จำนวน 10 ขบวน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ฝนตกหนัก! น้ำป่าท่วม รพ.สายบุรี อพยพผู้ป่วย

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! หลังฝนตกหนัก น้ำป่าทะลักท่วม รพ.สายบุรี จ.ปัตตานี ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ต้องเร่งอพยพผู้ป่วยฟอกไตเป็นการด่วนไปยัง รพ.ปัตตานี เพื่อความปลอดภัย

จากสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำป่าทะลักท่วม รพ.สายบุรี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 สืบเนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งเตือนว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ทำให้เกิดผลกระทบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อำเภอสายบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ฝนตกหนัก น้ำป่าทะลักท่วม รพ.สายบุรี

ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังและน้ำป่าไหลหลากในหลายอำเภอของจังหวัดปัตตานี ได้แก่ อำเภอยะรัง อำเภอมายอ อำเภอปะนาเระ อำเภอสายบุรี และอำเภอเมือง บางพื้นที่เกิดน้ำป่าจากภูเขาไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน สถานที่ราชการ และถนน ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ในพื้นที่บ้านปาลัส อำเภอมายอ ฝนที่ตกหนักตลอด 3 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลากจากภูเขาเข้าท่วมถนนและบ้านเรือนประชาชน ชาวบ้านต้องรีบขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงอย่างเร่งด่วนเพื่อหนีน้ำ

ที่อำเภอสายบุรี ระดับน้ำในแม่น้ำสายบุรีเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริเวณถนนท่าเสด็จ ตำบลตะลุบัน ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าตัวอำเภอสายบุรี มีน้ำท่วมขังสูงจนรถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ โดยเฉพาะบริเวณหน้าโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี เกิดน้ำท่วมสูง ทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ผลกระทบต่อโรงพยาบาลสายบุรีจากเหตุการณ์ฝนตกหนัก

โรงพยาบาลสายบุรีได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก น้ำป่าทะลักท่วม รพ.สายบุรี อย่างหนัก มวลน้ำป่าจากภูเขาด้านหลังโรงพยาบาลได้ไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ของโรงพยาบาล รวมถึงภายในตึกชั้นล่างซึ่งเป็นตึกผู้ป่วยและบริการฟอกไต ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องอพยพผู้ป่วยโรคไตและผู้มาใช้บริการฟอกไตไปยังโรงพยาบาลปัตตานีเป็นการชั่วคราว

ทางโรงพยาบาลได้ประกาศแจ้งให้ผู้ป่วยที่กำลังจะเดินทางมาฟอกไตที่โรงพยาบาลสายบุรีในช่วงนี้ ให้เดินทางไปรับบริการฟอกไตที่โรงพยาบาลปัตตานีแทนเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่โรงพยาบาลจะคลี่คลาย

สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเดินทางไปฟอกไตที่โรงพยาบาลปัตตานีได้ ทางโรงพยาบาลสายบุรีได้แจ้งให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ติดต่อที่หน่วยฟอกไตของโรงพยาบาลสายบุรีทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์และจัดการส่งต่อหรือการรักษาในแผนฉุกเฉินต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการเพื่อควบคุมสถานการณ์และจัดเตรียมแผนสำรองในการรักษาพยาบาลในพื้นที่

สถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำป่าทะลักท่วม รพ.สายบุรี ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการมีแผนฉุกเฉินที่รัดกุม เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา – ฝนตกหนัก น้ำป่าทะลักท่วม รพ.สายบุรี ต้องอพยพผู้ป่วยฟอกไตไป รพ.ปัตตานี

ปภ. เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 8 จังหวัดที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างหนัก

ปภ. เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้หลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปภ. จึงได้ระดมสรรพกำลังและเครื่องมือเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการส่ง เครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง โดยมี 8 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล และสงขลา ซึ่งมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ปภ. ได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคใต้เร่งส่ง เครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด อย่างเร่งด่วน โดยมีการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ รถบรรทุก และอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อช่วยในการระบายน้ำและช่วยเหลือผู้ประสบภัย

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา ได้สนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัย รวม 11 รายการ กระจายกำลังปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง

การติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ต่างๆ

สำหรับจังหวัดสงขลา มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดท่อส่ง 12 นิ้ว และขนาดท่อส่ง 14 นิ้ว จำนวน 7 เครื่อง ในพื้นที่ 7 จุด ได้แก่

  • ชุมชนแหล่งพระราม ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา
  • ชุมชนท่าเรือประมงเก่า ต.บ่อยาง อ.เมืองขลา
  • สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา
  • หน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา
  • ตำบลทุ่งหวัง อ.เมืองสงขลา
  • เทศบาลตำบลพะวง อ.เมืองสงขลา
  • เทศบาลตำบลกำแพงเพชร อ.รัตภูมิ

ในส่วนของจังหวัดปัตตานี มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดท่อส่ง 14 นิ้ว และขนาดท่อส่ง 16 นิ้ว จำนวน 4 เครื่อง ในพื้นที่ 3 จุด ได้แก่

  • หน้าร้านไทปัน ทม.รูสะมิแล อ.เมืองปัตตานี
  • เชิงสะพานเดชานุชิต ทม.ปัตตานี อ.เมืองปัตตานี
  • หน้าวิทยาลัยเทคนิคปัตตานี ทม.ปัตตานี อ.เมืองปัตตานี

ปภ. ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีการกระจายกำลัง เครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด รวม 338 รายการ เจ้าหน้าที่รวม 159 คน จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 แห่ง

นอกจากพื้นที่ภาคใต้แล้ว ปภ. ยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะสนับสนุนทรัพยากรเครื่องจักรกลสาธารณภัยช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย หากเรามีการวางแผนที่ดีและทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะสามารถลดผลกระทบจากภัยพิบัติและช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างทันท่วงที ปภ. เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด เป็นสัญญาณที่ดีของการพร้อมช่วยเหลือ

ที่มา – ปภ. เร่งส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม 8 จังหวัด

นครศรีธรรมราชยังอ่วม! น้ำท่วมสูง สั่งปิด อช.น้ำตกโยง

นครศรีธรรมราชยังอ่วม! สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนครศรีธรรมราชยังคงน่าเป็นห่วง ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หลายพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมสูง และล่าสุดอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยงได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 พบว่าสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราชยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต เนื่องจากฝนยังคงตกต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 แล้ว มวลน้ำป่าจากเทือกเขาหลวงนครศรีธรรมราชได้ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในหลายพื้นที่ ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครศรีธรรมราชได้สรุปสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 17-20 พฤศจิกายน 2568 พบว่ามีพื้นที่ประสบอุทกภัยแล้ว 12 อำเภอ ได้แก่ ชะอวด เมือง ท่าศาลา พรหมคีรี ทุ่งสง ร่อนพิบูลย์ นาบอน สิชล ฉวาง เฉลิมพระเกียรติ หัวไทร และลานสกา รวม 79 ตำบล 515 หมู่บ้าน 9 ชุมชน มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 80,000 ครัวเรือน หรือกว่า 200,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ความเสียหายด้านที่อยู่อาศัย การเกษตร และสาธารณประโยชน์อยู่ระหว่างการสำรวจ

นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้นายอำเภอทั้ง 23 อำเภอติดตามเฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งเตือนประชาชนให้ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด หากต้องการความช่วยเหลือสามารถแจ้งไปยังศูนย์บรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ได้ทันที

สภาพอากาศโดยทั่วไปตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาจนถึงเช้าวันนี้ (21 พ.ย.) ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องสลับกับฝนตกหนัก ส่งผลให้ภายในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะถนนสายเพนียดใน ถนนหน้าตลาดสดคูขวาง ถนนพัฒนาการคูขวาง ชุมชนหน้าสถานีรถไฟ ชุมชนบ่อทรัพย์ ถนนหน้าวัดศรีทวี สะพานยาว และถนนราชดำเนินช่วงสะพานราเมศวร์ รถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้

ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลอง ในพื้นที่ลุ่มต่ำ และตามตรอกซอยต่างๆ ได้ทำการเก็บข้าวของขึ้นที่สูง และมีการอพยพไปยังโรงเรียนต่างๆ ในเขตเทศบาลแล้ว

ด้านระบบการระบายน้ำในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วย ดร.กณพ เกตุชาติ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช นายสุรพงศ์ เจริญการยนต์ ผู้อำนวยการชลประทานที่ 15 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมและสั่งการให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในจุดวิกฤต เร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่ และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์นครศรีธรรมราชยังอ่วม

ล่าสุดระดับน้ำยังคงท่วมในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากยังมีฝนตกลงมาอย่างหนักในเช้าวันนี้ และคาดว่าหากฝนยังไม่หยุดตก ระดับน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก

อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยงปิดชั่วคราว

ขณะที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยงได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ของอุทยานเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2568 เนื่องจากฝนตกหนักมากในพื้นที่และมีแนวโน้มที่จะตกอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

สถานการณ์ นครศรีธรรมราชยังอ่วม ในขณะนี้ต้องการความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน หากท่านใดต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัย สามารถบริจาคสิ่งของจำเป็นหรือเงินช่วยเหลือผ่านช่องทางต่างๆ ที่หน่วยงานราชการและองค์กรต่างๆ ได้เปิดรับบริจาค

การที่ นครศรีธรรมราชยังอ่วม ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การวางแผนผังเมืองที่ดี และการจัดการระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน

ที่มา – นครศรีธรรมราชยังอ่วม ฝนตกต่อเนื่อง น้ำท่วมสูงหลายจุด สั่งปิด อช.น้ำตกโยง ชั่วคราว

น้ำป่าหลากท่วมทุ่งสง! รถไฟปรับเดินรถ

สถานการณ์ น้ำป่าหลาก ท่วมทุ่งสง ส่งผลกระทบต่อการเดินทางโดยรถไฟ การรถไฟฯ ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมง ทำให้เกิดกระแสน้ำป่าจากน้ำตกโยง ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และน้ำป่าจากเขื่อนวังอ้ายว่าว ตำบลนาหลวงเสน ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่หลายแห่งในอำเภอทุ่งสง โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองทุ่งสง ถูก น้ำป่าหลาก ท่วมทุ่งสง เป็นบริเวณกว้าง น้ำยังไหลท่วมถนนสายเอเชีย 41 บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันผาทอง ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพขนของขึ้นที่สูงอย่างอลหม่าน เจ้าหน้าที่กู้ภัยและฝ่ายปกครองเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รายงานสถานการณ์เพิ่มเติมว่า น้ำท่วมระหว่างสถานีช่องเขา – ร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้ต้องปิดทางตั้งแต่เวลา 08.25 น. และมีการปรับแผนการเดินรถประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ดังนี้

ผลกระทบจากน้ำป่าหลากต่อการเดินรถไฟ

กลุ่มรถด่วน/รถเร็ว (สายกรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช)

  • ขบวน 85/86: รถไฟขบวนปลายทางนครศรีธรรมราช จะเดินรถถึงแค่สถานีทุ่งสงเท่านั้น รฟท. จัดรถยนต์ขนถ่ายผู้โดยสารระหว่างทุ่งสง – นครศรีธรรมราช – ทุ่งสง
  • ขากลับ ขบวน 86 จะเริ่มต้นที่สถานีทุ่งสง

กลุ่มรถท้องถิ่น

  • ขบวน 445 เดินรถถึงสถานีทุ่งสง แล้วตีกลับเป็นขบวน 446 เดินรถจากทุ่งสง-ชุมพร
  • ขบวน 446 เดินรถถึงสถานีเขาชุมทอง แล้วตีกลับเป็นขบวน 445 เดินรถจากเขาชุมทอง-หาดใหญ่ โดยจะไม่มีรถเดินช่วงทุ่งสง-เขาชุมทอง-ทุ่งสง
  • ขบวน 447 (สุราษฎร์ธานี-สุไหงโก-ลก) เดินรถถึงสถานีทุ่งสง แล้วตีกลับเป็นขบวน 448 เดินรถจากทุ่งสง-สุราษฎร์ธานี
  • ขบวน 448 (สุไหงโก-ลก-สุราษฎร์ธานี) เดินรถถึงแค่สถานีหาดใหญ่ แล้วตีกลับเป็นขบวน 447 เดินรถจากหาดใหญ่-สุไหงโกลก โดยไม่มีรถเดินช่วงทุ่งสง-หาดใหญ่-ทุ่งสง

สำหรับขบวนรถท้องถิ่นที่เดินรถในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (เส้นทางตั้งแต่หาดใหญ่ – ยะลา – สุไหงโก-ลก) ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุ น้ำป่าหลาก ท่วมทุ่งสง ครั้งนี้

การรถไฟฯ แนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะการเดินรถก่อนออกเดินทาง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือที่สถานีรถไฟใกล้บ้านท่าน

น้ำป่าหลาก ท่วมทุ่งสง กระทบการเดินรถไฟ

สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่งผลกระทบต่อการเดินทางโดยรถไฟอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ น้ำป่าหลาก ท่วมทุ่งสง ทำให้การเดินรถไฟในหลายเส้นทางต้องหยุดชะงัก หรือมีการปรับเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร การรถไฟฯ ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและตรวจสอบสถานะการเดินรถอย่างใกล้ชิดก่อนออกเดินทาง เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างเหมาะสม

สถานการณ์ น้ำป่าหลาก ท่วมทุ่งสง ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราทุกคนควรตระหนักถึงผลกระทบและร่วมมือกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มา – น้ำป่าหลาก ทะลักท่วมทุ่งสง รถไฟปรับการเดินรถ หลังน้ำท่วมราง

นครศรีฯ อ่วม! **เกิดน้ำป่าหลาก** ดับ 2

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่งผลให้เกิดน้ำป่าหลากจากต้นน้ำบนเทือกเขาหลวง สร้างความเสียหายเเละน่าเศร้า พบผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำแล้ว 2 รายในอำเภอท่าศาลา

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์เกิดน้ำป่าหลาก ว่าจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะอำเภอแถบชายฝั่งทะเลอ่าวไทย เช่น ขนอม สิชล นบพิตำ ท่าศาลา เมือง ปากพนัง หัวไทร ทำให้ระดับน้ำในลำคลองหลายแห่งเริ่มสูงขึ้นจนเกือบล้นตลิ่ง โดยเฉพาะที่ลำคลองบ้านสามเทพ หมู่ที่ 15 ตำบลเทพราช อำเภอสิชล ซึ่งเกิดน้ำป่าหลากมาตลอดทั้งวัน สร้างความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ราบต่ำ ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ยังคงอยู่ในระดับสีเขียว แต่เนื่องจากฝนยังคงตกต่อเนื่องทั่วทั้งจังหวัด ทุกภาคส่วนจึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

ทางด้านเทศบาลนครนครศรีธรรมราชได้เตรียมการป้องกันโดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดสำคัญของตัวเมืองไว้แล้ว ที่หนานหินท่าหา บ้านคีรีวง ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำจากต้นทางบนเทือกเขาหลวงนครศรีธรรมราชก่อนที่จะไหลเข้าสู่ตัวเมือง ระดับน้ำยังคงอยู่ในภาวะปกติ แต่มีอัตราการไหลของน้ำแรงขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณภาคใต้ ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้นตั้งแต่วานนี้

ในพื้นที่ตัวเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราชเอง ฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวาน เทศบาลนครนครศรีธรรมราชได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันอุทกภัยตามจุดสำคัญต่างๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องและรอการระบายน้ำ ส่วนระดับน้ำ ณ สะพานข้ามคลองหน้าเมือง ถนนพัฒนาการคูขวาง ยังคงเป็นระดับธงสีเขียว ทั้งนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราชได้บูรณาการเตรียมการเพื่อป้องกันอุทกภัยร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเฝ้าระวังสถานการณ์อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง

และล่าสุดวันนี้ (19 พ.ย.) มีรายงานข่าวเศร้า พบผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำแล้ว 2 ราย ในอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ขณะเดียวกัน ฝนตกหนักและลมกรรโชกแรงยังทำให้ต้นมะพร้าวล้มทับบ้านเรือนของชาวบ้านได้รับความเสียหายจำนวน 2 หลัง ในพื้นที่ หมู่ 8 ตำบลทุ่งใส อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งทางเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ปภ.สิชล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือเป็นการด่วนแล้ว

นอกจากนี้ กองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 4 สิชล กองทัพภาคที่ 4 ได้ส่งกำลังพลออกติดตามสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากในหลายจุดของอำเภอสิชล โดยพบว่าในเวลา 14.20 น. ที่ผ่านมา ได้เกิดภาวะน้ำป่าไหลหลากจากต้นน้ำในพื้นที่ป่าเขาของเทือกเขาหลวง ในเขตอำเภอสิชล หลากลงมาอย่างต่อเนื่อง

เกิดน้ำป่าหลาก นครศรีธรรมราช

สถานการณ์น้ำป่าหลากล่าสุดในนครศรีธรรมราช

สถานการณ์น้ำท่วมเเละเกิดน้ำป่าหลากในนครศรีธรรมราชครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อหลายชีวิตเเละทรัพย์สิน ทั้งนี้หน่วยงานต่างๆได้เร่งให้ความช่วยเหลือเเละติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

  • ตรวจสอบสภาพบ้านเรือนเเละเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์
  • ติดตามข่าวสารเเละประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด
  • หากพบเจอสถานการณ์ฉุกเฉินให้เเจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวนครศรีธรรมราชผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี และหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ววัน

ที่มา – เกิดน้ำป่าหลาก หลังฝนตกหนักในพื้นที่นครศรีธรรมราช จมน้ำดับแล้ว 2

ชัยนาทอ่วม! **น้ำท่วมชัยนาท** 11 โรงเรียนปิด

สถานการณ์น้ำท่วมชัยนาทยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุด 11 โรงเรียนในพื้นที่ประกาศปิดการเรียนการสอนอย่างไม่มีกำหนด ปรับรูปแบบเป็นการเรียนออนไลน์เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร

น้ำท่วมชัยนาท ยังอ่วม 11 โรงเรียนปิดไม่มีกำหนด ปรับรูปแบบการเรียนเป็นออนไลน์

สถานการณ์น้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปริมาณน้ำจะเริ่มลดลงบ้างแล้ว แต่หลายพื้นที่ในจังหวัดชัยนาทยังคงประสบปัญหาน้ำท่วมสูง ทำให้บ้านเรือน วัด โรงเรียน และหน่วยงานราชการหลายแห่งยังไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

ถึงแม้ว่าสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่บางพื้นที่น้ำยังคงเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วม ทำให้ต้องรอให้น้ำลดลงกว่านี้ถึงจะสามารถระบายน้ำออกไปได้

สถานการณ์น้ำท่วมชัยนาท

ปัจจุบัน สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,788 ลบ.ม./วินาที ส่วนที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำเหนือเขื่อน 17.45 เมตร/รทก. และท้ายเขื่อน 16.29 เมตร/รทก. ซึ่งต่ำกว่าตลิ่งเพียง 5 ซม. เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 2,688 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำลดลงจากเมื่อวาน 5 ซม. กรมชลประทานได้ผันน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งรวม 640 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ

ในบางพื้นที่ น้ำท่วมขังยังคงสูงกว่า 2 เมตร ทำให้ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก และต้องใช้เรือในการเดินทางเข้าออกหมู่บ้าน

ชาวบ้านชัยนาทประสบภัยน้ำท่วม

โรงเรียนในชัยนาทปรับการเรียนการสอนเป็นออนไลน์

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท เปิดเผยว่ามีโรงเรียนในพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมและต้องปิดการเรียนการสอนแล้วถึง 11 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดอินทราราม โรงเรียนโพธิ์ประสิทธิ์ โรงเรียนวัดสมอ โรงเรียนวัดยางศรีเจริญ โรงเรียนวัดมะปราง โรงเรียนวัดศรีมงคล โรงเรียนวัดหาดอาษา โรงเรียนวัดบ้านหนอง โรงเรียนบางไก่เถื่อน โรงเรียนชุมชนวัดโคกเข็ม และโรงเรียนวัดโพธิ์มงคล เนื่องจากนักเรียนไม่สามารถเดินทางมาโรงเรียนได้ตามปกติ ทางโรงเรียนจึงได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์และ On hand แทน

โรงเรียนปรับการเรียนเป็นออนไลน์

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชัยนาท (กอ.ปภ.ชัยนาท) รายงานว่าขณะนี้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมชัยนาทแล้ว 5 อำเภอ ได้แก่ อ.วัดสิงห์ อ.มโนรมย์ อ.เมืองชัยนาท อ.สรรคบุรี และ อ.สรรพยา รวม 26 ตำบล 1 เขตเทศบาล 88 หมู่บ้าน 11 ชุมชน มีผู้ได้รับความเดือดร้อน 17,947 คน จาก 6,235 ครัวเรือน พื้นที่ทางการเกษตรเสียหายกว่า 600 ไร่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ยังคงให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์น้ำท่วมชัยนาทครั้งนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การปรับรูปแบบการเรียนการสอนของโรงเรียนเป็นออนไลน์ ถือเป็นมาตรการที่เหมาะสม เพื่อให้นักเรียนยังคงได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ การช่วยเหลือและเยียวยาจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ที่มา – น้ำท่วมชัยนาท ยังอ่วม 11 โรงเรียนปิดไม่มีกำหนด ปรับรูปแบบการเรียนเป็นออนไลน์

ภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นปัญหาที่ประเทศไทยต้องเผชิญอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ล่าสุด GISTDA ได้เผยแพร่ภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68 กับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย ผลการเปรียบเทียบแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68

GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการวิเคราะห์และเปรียบเทียบสถานการณ์น้ำท่วมขังบริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่จังหวัดชัยนาทลงไปจนถึงอ่าวไทย โดยเปรียบเทียบข้อมูลในช่วงเดือนพฤศจิกายนของปี 2554 และปี 2568

จากข้อมูลภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68 พบว่า:

  • ปี 2554 (สีแดง): มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังสูงถึง 9,511,059 ไร่
  • ปี 2568 (สีฟ้า): มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังอยู่ที่ 1,303,299 ไร่

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่น้ำท่วมขังในปี 2568 นั้น น้อยกว่าปี 2554 ในช่วงเวลาเดียวกันถึง 86% ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อสถานการณ์น้ำท่วม

แม้ว่าพื้นที่น้ำท่วมในปี 2568 จะน้อยกว่าปี 2554 อย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะไม่น่ากังวล ปัจจัยหลายอย่างอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำท่วมได้ เช่น ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในแต่ละปี การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

การที่พื้นที่น้ำท่วมน้อยลง อาจเป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ดีขึ้น หรืออาจเป็นเพราะปริมาณฝนในปี 2568 น้อยกว่าปี 2554 อย่างไรก็ตาม การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิดยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

GISTDA ได้ส่งข้อมูลภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68 ให้กับหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ เพื่อนำไปใช้สนับสนุนในการบริหารจัดการตามภารกิจ ทั้งด้านการวางแผนและการติดตาม เพื่อประเมินสถานการณ์ต่อไป ท่านสามารถติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังเพิ่มเติมได้ที่: https://disaster.gistda.or.th

การใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศในการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำท่วม เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องในการบริหารจัดการน้ำและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68 พบน้อยกว่า “มหาอุทกภัยปี 54” ราว 86%

นครสวรรค์อ่วม! น้ำเจ้าพระยาท่วม 4 ตำบล

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนครสวรรค์ยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อำเภอพยุหะคีรี ที่ขณะนี้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วม 4 ตำบล สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก บางจุดประสบปัญหาน้ำท่วมนานถึง 3 เดือน ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบากและต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง

นครสวรรค์อ่วม น้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล อ.พยุหะคีรี

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ว่า ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต แม่น้ำเจ้าพระยาได้ล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่หลายตำบล โดยเฉพาะในหมู่ 1-7 ตำบลย่านมัทรี ส่งผลให้หลายหมู่บ้านถูกตัดขาดจากเส้นทางสัญจรหลัก ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางเข้าออกหมู่บ้าน พื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่ง เช่น หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 7 ประสบปัญหาน้ำท่วมต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 เดือนแล้ว ระดับน้ำในปัจจุบันสูงถึงบริเวณชั้นสองของบ้านเรือน ทำให้ประชาชนไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้ตามปกติและต้องอพยพไปยังที่สูง หรือศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดเตรียมไว้ให้

ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีการติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ห้องสุขาเคลื่อนที่ และมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันของอำเภอพยุหะคีรีได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังคงทรงตัวในระดับสูง และคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับนี้ต่อไปอีกหลายสัปดาห์ เนื่องจากการปรับแผนการระบายน้ำของเขื่อนยังคงดำเนินอยู่ และยังมีฝนตกในพื้นที่ จึงมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมแล้ว เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อำเภอพยุหะคีรีได้รับผลกระทบจากน้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล รวมแล้วมีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 1,000 หลังคาเรือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสำรวจความเสียหายและจัดทีมเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบจากน้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล

สถานการณ์โดยรวมในพื้นที่น้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบลของ อ.พยุหะคีรี ยังคงต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องสุขอนามัยและความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดก็เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การจัดการขยะและสิ่งปฏิกูลอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

การให้ความช่วยเหลือในระยะยาวก็เป็นสิ่งที่ต้องวางแผนควบคู่กันไปด้วย เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย การฟื้นฟูบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงการเยียวยาจิตใจผู้ประสบภัย จะเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การวางแผนผังเมือง การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในอนาคต

สถานการณ์ น้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ การมีแผนฉุกเฉิน การเก็บรักษาสิ่งของจำเป็น และการเรียนรู้ทักษะในการเอาตัวรอด จะช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของเราได้

แม้สถานการณ์จะยังน่าเป็นห่วง แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย เชื่อว่าเราจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้

ที่มา – นครสวรรค์อ่วม น้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล อ.พยุหะคีรี บางจุดท่วมนาน 3 เดือน

Scroll to top