ข่าวน้ําท่วมล่าสุด 2568

ฝนถล่มกรุงกลางดึก: สาเหตุและผลกระทบ

เมื่อคืนที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครเผชิญกับสถานการณ์ ฝนถล่มกรุงกลางดึก ทำให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบและเกิดน้ำท่วมขัง วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดของสถานการณ์นี้ สาเหตุที่เกิดขึ้น และผลกระทบที่ตามมา

ฝนถล่มกรุงกลางดึก

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ ฝนถล่มกรุงกลางดึก ว่าฝนได้เริ่มตกหนักตั้งแต่เวลาประมาณ 03:00 น. และตกต่อเนื่องในหลายเขต โดยเขตปทุมวันมีปริมาณฝนสูงสุดถึง 111 มิลลิเมตร รองลงมาคือ ราชเทวี 97 มม. ป้อมปราบศัตรูพ่าย 92 มม. ห้วยขวาง 82 มม. พญาไท 80 มม. และพระนคร 78 มม.

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ชั้นในและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีรายงานน้ำท่วมขังรวม 57 จุด ในถนนสายหลักและย่านเศรษฐกิจสำคัญ เช่น พระราม 4 พระราม 3 คลองเตย และบริเวณโดยรอบย่านรัชดาภิเษก – ประชาสงเคราะห์ – ศาลาแดง – ราชดำริ

สถานการณ์ปัจจุบันและการแก้ไข

กรุงเทพมหานครได้เร่งระบายน้ำโดยใช้สถานีสูบน้ำและเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ในจุดวิกฤต ทำให้ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน (ณ เวลา 06:00 น.) เหลือจุดน้ำท่วมขังเพียง 5 จุด ได้แก่ ถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าศาลอาญา ถนนราชดำริ ถนนศาลาแดง ถนนประชาอุทิศ และถนนประชาสุข ทาง กทม. ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ยังมีน้ำขังชั่วคราว

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ลงพื้นที่ถนนประชาสุข เขตดินแดง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขัง พบว่ามีขยะจำนวนมากถูกน้ำฝนพัดมากองอุดตันท่อระบายน้ำ ทำให้การระบายน้ำบางจุดล่าช้า จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการแก้ไข

นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าศาลอาญารัชดา เจ้าหน้าที่รายงานว่าระดับน้ำในพื้นที่รัชดา–ลาดพร้าวได้ลดลงแล้วเกือบทั้งหมด เหลือเพียงน้ำขังเล็กน้อยในบางเลนขาเข้าเมือง โดยอุโมงค์รัชโยธินสามารถเปิดให้รถสัญจรได้ตามปกติ เหลือเพียงเลนซ้ายสุดที่ยังมีน้ำขังบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งระบาย

สาเหตุของน้ำท่วมและการแก้ไขระยะยาว

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ชี้แจงว่าสาเหตุของน้ำท่วมครั้งนี้เกิดจาก ฝนถล่มกรุงกลางดึก ในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำเหนือหรือระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ระบบสูบน้ำและสถานีระบายน้ำทุกแห่งได้ทำงานเต็มกำลัง ทำให้น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างเร่งดำเนินโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำบริเวณถนนรัชดาภิเษก เชื่อมต่อคลองลาดพร้าว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแนวถนนรัชดาภิเษก และป้องกันน้ำท่วมขังซ้ำซากในพื้นที่ชั้นใน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569

สรุปได้ว่าสถานการณ์ ฝนถล่มกรุงกลางดึก ส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก การแก้ไขปัญหาระยะสั้นและการวางแผนพัฒนาระบบระบายน้ำในระยะยาวเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์เช่นนี้ในอนาคต

ในระหว่างนี้ การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคนในกรุงเทพฯ เพื่อให้สามารถปรับตัวและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันได้

ที่มา – กทม. เผยฝนถล่มกรุงกลางดึก สูงสุดที่ปทุมวัน 111 มม. ยันสาเหตุน้ำท่วมขังไม่เกี่ยวกับน้ำเหนือ

อินทร์บุรีน้ำท่วม: แนวรับน้ำใหม่พัง น้ำทะลักท่วมโรงเรียน

สถานการณ์น้ำท่วมในอินทร์บุรียังคงน่ากังวลใจ หลังจากที่ อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่ เพื่อป้องกันน้ำท่วม แต่ล่าสุดแนวรับน้ำดังกล่าวกลับพังลงมาอีกครั้ง ส่งผลให้น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ รวมถึงโรงเรียนอินทร์บุรี

ก่อนหน้านี้ เกิดเหตุการณ์พนังกั้นน้ำบริเวณหมู่ที่ 4 ตำบลอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรีพังทลายลง ทำให้มวลน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลทะลักเข้าท่วมตลาดฝั่งตะวันตกของอำเภออินทร์บุรี สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก (อ่านข่าว : พนังกั้นน้ำแตก มวลน้ำทะลักท่วม 300 หลังคา มุ่งหน้าที่ว่าการอำเภออินทร์บุรี)

เพื่อแก้ไขสถานการณ์เร่งด่วน องค์การบริหารส่วนตำบลอินทร์บุรีจึงได้ดำเนินการสร้าง อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่ โดยใช้หินคลุกเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำ บริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่พนังกั้นน้ำเดิมพังประมาณ 1 กิโลเมตร แนวรับน้ำใหม่นี้มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อหวังที่จะสกัดกั้นและชะลอการไหลบ่าของน้ำไม่ให้ขยายวงกว้างออกไป

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับเลวร้ายลงอีกครั้ง เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ด้วยกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวและรุนแรง ได้กัดเซาะแนวรับน้ำที่สร้างขึ้นใหม่จนพังทลายลง ส่งผลให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ อย่างรวดเร็ว รวมถึงโรงเรียนอินทร์บุรี ซึ่งเป็นสถานศึกษาสำคัญในพื้นที่ นอกจากนี้ น้ำที่ทะลักเข้ามายังไหลไปยังบริเวณใกล้เคียงกับโรงพยาบาลอินทร์บุรี และคาดว่าจะไหลไปบรรจบกับจุดป้องกันน้ำจากตำบลทับยา

อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำเติมนี้ สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การเดินทาง และทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อสถานศึกษาและโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในการให้บริการแก่ประชาชน

แนวทางการแก้ไขปัญหาและป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอินทร์บุรีอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนและดำเนินการในระยะยาว โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบระบายน้ำ การสร้างพนังกั้นน้ำที่แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ รวมถึงการให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วม

  • การสำรวจและประเมินความเสี่ยงของพื้นที่ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อน้ำท่วม
  • การปรับปรุงและขยายระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • การสร้างพนังกั้นน้ำที่มีความแข็งแรงและสามารถป้องกันน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำให้เป็นพื้นที่รับน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วม
  • การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วม

นอกจากนี้ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนและดำเนินการแก้ไขปัญหา จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและเกิดความยั่งยืนในระยะยาว

อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่แต่กลับพังลงมาอีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาอุทกภัยและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการน้ำ การเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และการวางแผนป้องกันในระยะยาวจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่ ล่าสุดพังลงมาอีก น้ำทะลักเข้าท่วมถึงโรงเรียนอินทร์บุรี

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ มั่นใจ สถานการณ์น้ำใน กทม. ไม่น่าเป็นห่วง


สถานการณ์น้ำในกรุงเทพฯ ช่วงนี้ เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ ล่าสุด ผู้ว่าฯ ชัชชาติออกมาให้ความมั่นใจว่า สถานการณ์น้ำใน กทม. ไม่น่าเป็นห่วง แม้ปริมาณน้ำจะใกล้เคียงกับปี 2554 เนื่องจากระดับน้ำทะเลหนุนเริ่มลดลงแล้ว ทำให้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้น

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงสถานการณ์น้ำใน กทม. ไม่น่าเป็นห่วง ในช่วงเดือนนี้ โดยระบุว่าได้ผ่านพ้นช่วงน้ำหนุนสูงสุดของรอบนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 และคาดว่าจะมีน้ำหนุนสูงสุดอีกครั้งในวันที่ 20 ธันวาคม 2568 แต่จะไม่สูงมากนัก ประกอบกับสถานการณ์น้ำเหนือที่น่าจะคลี่คลายลง และหากไม่มีพายุเข้ามาเพิ่ม สถานการณ์ก็จะดีขึ้นตามลำดับ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ มั่นใจ สถานการณ์น้ำใน กทม. ไม่น่าเป็นห่วง

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยังกล่าวถึงการปรับปรุงโครงสร้างประตูระบายน้ำที่เคยมีปัญหาในปี 2554 ให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำรอยปี 2554 ได้ ส่วนประเด็นที่น่ากังวลคือชุมชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ จำนวน 11 ชุมชน หรือประมาณ 300 หลังคาเรือน ซึ่งทาง กทม. ได้เข้าไปดำเนินการสร้างสะพานไม้และแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแล้ว

มาตรการรับมือสถานการณ์น้ำและผลกระทบ

สำหรับกรณีแนวกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วมที่ล้มนั้น เกิดจากปัญหาเรือแล่นเร็ว ทำให้เกิดคลื่นสูงซัดกระสอบทราย ทาง กทม. ได้ประสานงานกับกรมเจ้าท่า เพื่อจัดเจ้าหน้าที่ประจำตามจุดสำคัญ คอยตักเตือนผู้ที่ขับเรือเร็ว เพื่อลดผลกระทบจากคลื่นที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยังได้ส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดที่ไม่มีแนวคันกั้นน้ำ และอาจได้รับผลกระทบจากน้ำเหนือที่ปล่อยจากเขื่อน จนอาจทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่เกษตรหรือบ้านเรือนได้

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์น้ำใน กทม. ไม่น่าเป็นห่วง อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ถึงแม้น้ำจะเยอะใกล้เคียงกับปี 2554 แต่สถานการณ์ต่างๆ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น เขื่อนในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าปี 2554 ถึง 50 เซนติเมตร ทำให้กรุงเทพฯ มีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์น้ำในระดับหนึ่ง และตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กทม. ได้ทำการอุดช่องโหว่ต่างๆ ที่เป็นจุดอ่อนสำคัญไปเกือบหมดแล้ว

ดังนั้น เราจึงมั่นใจได้ว่ากรุงเทพมหานครมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานของกรุงเทพมหานครได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – ผู้ว่าฯ ชัชชาติ มั่นใจสถานการณ์น้ำใน กทม. ไม่น่าเป็นห่วง น้ำทะเลหนุนเริ่มลดแล้ว

ชาวบ้านโอด! น้ำท่วมอยุธยา กระทบ 59,830 ครัวเรือน

น้ำท่วมอยุธยายังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์น้ำท่วมอยุธยาในปีนี้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างหนัก มีรายงานว่า 11 อำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับผลกระทบแล้ว และมีจำนวนครัวเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนสูงถึง 59,830 ครัวเรือน

จากรายงานเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 สถานการณ์น้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงน่าเป็นห่วง หลังจากที่เขื่อนเจ้าพระยาในจังหวัดชัยนาทได้ปรับการระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนในอัตรา 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายชุมชนจมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต

ชุมชนเกาะเรียนเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอยุธยาอย่างหนัก ชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้การเข้าออกเป็นไปด้วยความยากลำบาก

สถานการณ์น้ำท่วมในภาพรวมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในขณะนี้ ขยายวงกว้างไปยัง 11 อำเภอ 143 ตำบล 945 หมู่บ้าน จำนวนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นเป็น 59,830 ครัวเรือน จากเดิม 59,490 ครัวเรือน แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ในชุมชนเกาะเรียน ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา มีคลองเกาะเรียนตัดผ่าน การเข้าออกทำได้ทางเดียวคือสะพานปูน หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 3 ซึ่งมีเกือบ 100 หลังคาเรือนที่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งคลองได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ชาวบ้านต้องนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์มาจอดไว้ริมถนนทางเข้าชุมชน เนื่องจากภายในชุมชนมีน้ำท่วมสูงถึง 1-2 เมตร โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบมากที่สุด ชาวบ้านเกือบ 100% ต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทางเข้าออก

น.ส.ยุภา สุขประเสริฐ อายุ 78 ปี ชาวบ้านในชุมชนเกาะเรียนกล่าวว่า “ชุมชนตรงนี้เป็นเกาะ บ้านตนเองน้ำท่วมเมื่อวันที่ 20 ก.ย. ส่วนอีกฝั่งที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาท่วมมาก่อนแล้ว ตนอยู่ฝั่งคลองเกาะเรียน ลำบากไปไหนก็ต้องพายเรือ ห้องน้ำก็เริ่มใช้ไม่ได้ ลำบากเข้าออก พ่อค้าแม่ค้าที่เข้ามาขายของก็เข้ามาไม่ได้ เราไม่มีรถมีเรือก็ไปไหนไม่ได้ ต้องรอลูกหลานกลับมาในวันหยุดไปซื้อมาตุนเก็บไว้ หรือว่าถ้ามีเท่าไหร่ก็กินเท่านั้น ช่วงนี้ลำบากไปหมด”

น.ส.ยุรี พูนวิชา อายุ 65 ปี ซึ่งบ้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเกาะเรียนเล่าว่า “เราต้องพายเรือทุกวันไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ทั้งนักเรียน คนงาน ที่อยู่บ้าน เพราะเรือมีลำเดียว เรือนี้ตนเองก็ซื้อมาตั้งแต่ปี 2538 น้ำท่วมตอนนั้นท่วมมา 2 – 3 เดือนแล้ว ขึ้นๆ ลงๆ เป็นรอบที่ 3 แล้ว บ้านเรือนส่วนใหญ่อยู่ฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำท่วมทุกปีก็หาเงินมายกพื้นสูง บ้านหลังไหนไม่ค่อยมี ชั้นล่างก็ต้องปล่อยจมน้ำ”

“แต่ลำบากมากคือการเข้าออก ปีนี้ท้อมาก ตรงที่เราล้าง ขึ้นลง ขึ้นลง หลายรอบ เหนื่อย 3 หน ถ้าบ้านไหนคนแก่ ก็ต้องจ้างเขาล้าง 9,000 บาท ที่ได้มาไม่คุ้มเลย นับวันยิ่งเหนื่อยมากขึ้นเพราะเราก็แก่แล้ว” น.ส.ยุรีกล่าวเสริม

น้ำท่วมอยุธยา

ชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ต้องใช้เรือในการเดินทางเข้าออก ส่งลูกหลานไปทำงานและโรงเรียน รวมถึงการออกมาซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็น ทำให้ความเป็นอยู่ในชุมชนเป็นไปด้วยความยากลำบาก ที่สำคัญคือสถานการณ์น้ำยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยา

หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างระดมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยาอย่างต่อเนื่อง มีการแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม ความต้องการยังคงมีอีกมาก เนื่องจากสถานการณ์ยังคงไม่คลี่คลาย

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมอยุธยา นอกจากผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว พื้นที่การเกษตรจำนวนมากถูกน้ำท่วม ทำให้พืชผลเสียหาย โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งต้องหยุดการผลิต และนักท่องเที่ยวลดลงเนื่องจากเดินทางไม่สะดวก

แม้ว่าสถานการณ์จะยากลำบาก แต่ชาวบ้านในจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงเข้มแข็งและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆ ด้วยความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในเร็ววัน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาระยะยาวเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การวางแผนการจัดการน้ำที่ดี การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมที่แข็งแรง และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการรับมือกับภัยพิบัติ เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

วิกฤตน้ำท่วมอยุธยาครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้

ที่มา – ชาวบ้านโอด “น้ำท่วมอยุธยา” เดือดร้อนหนัก ได้รับผลกระทบแล้ว 59,830 ครัวเรือน

อนุทินสั่งเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่-น้ำท่วมเกิน 30 วัน

นายกฯ สั่งการ “โสภณ-ธรรมนัส” หารือกันปรับเงินเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่ – เงินเยียวยาสมทบบ้านเรือนน้ำท่วมเกิน 30 วัน ให้แล้วเสร็จภายใน พ.ย.

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงที่ทำเนียบรัฐบาลภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับรายงานสถานการณ์น้ำท่วมจาก นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มวลน้ำจากผลกระทบพายุคัลแมกี ทำให้มีน้ำสะสมเหนือเขื่อนจำนวนมาก และมีมวลน้ำจำนวนมากที่กำลังเดินทางสมทบที่เขื่อนภูมิพล ดังนั้น ในการวางแผนระบายน้ำจากนี้ไปทางสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จะมีการระบายน้ำไปฝั่งทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ให้น้ำระบายลงไปในพื้นที่ทุ่งเพื่อเป็นการชะลอไม่ให้น้ำไหลลงมาสู่พื้นที่อยู่อาศัยในอัตราเร็วและมากจนเกินไป

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อไปว่า แต่ทั้งนี้จะมีผลกระทบประชาชนในบางพื้นที่ที่เป็นที่รับน้ำ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ได้ร่วมปรึกษาหารือกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพิจารณาอัตราเงินช่วยเหลือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่สำหรับพื้นที่ที่จะเป็นพื้นที่รับน้ำ และยังให้พิจารณาอัตราเยียวยาสมทบสำหรับประชาชนที่บ้านเรือนอยู่ในน้ำเกิน 30 วัน โดยครั้งนี้นายกรัฐมนตรีกำชับให้เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน

อนุทินสั่งเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่-น้ำท่วมเกิน 30 วัน

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาอัตราเงินช่วยเหลือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่ และผู้ที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานานเกิน 30 วัน

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม:

  • การหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรีทั้งสองท่าน จะนำไปสู่ข้อสรุปเรื่องอัตราเงินช่วยเหลือที่เหมาะสมและเป็นธรรมได้อย่างไร
  • กระบวนการจ่ายเงินเยียวยาจะมีความรวดเร็วและทั่วถึงเพียงใด
  • มาตรการระยะยาวในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ความสำคัญของการเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่และผู้ประสบภัยน้ำท่วม

การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่รับน้ำใหม่หรือผู้ที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ นอกจากนี้ การเยียวยาที่รวดเร็วและเป็นธรรม ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาของประชาชน

การเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนตามที่นายกรัฐมนตรีกำชับ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการติดตามและตรวจสอบให้แน่ใจว่าการเยียวยาเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และเงินช่วยเหลือถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม:

สถานการณ์น้ำท่วมไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง การเยียวยาที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และช่วยลดผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้น

ความท้าทายในการเยียวยา:

การเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านการประเมินความเสียหาย การจัดสรรงบประมาณ และการกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึงและเป็นธรรม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และภาคประชาชน เพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลควรพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม นอกเหนือจากเงินเยียวยา เช่น การสนับสนุนด้านการซ่อมแซมบ้านเรือน การให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร และการสร้างงานสร้างรายได้ เพื่อช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้

การช่วยเหลือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่และผู้ที่เดือดร้อนจากอุทกภัยเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาล การดำเนินการที่รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล

ที่มา – “อนุทิน” สั่ง 2 รองนายกฯ หารือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่-เยียวยาสมทบบ้านน้ำท่วมเกิน 30 วัน

นนทบุรีอ่วม! น้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สูง 50 ซม.

สถานการณ์น้ำท่วมยังคงน่าเป็นห่วง! น้ำเอ่อล้นทะลักข้ามแนวกระสอบทรายเข้าท่วม ชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง (เดิม) จังหวัดนนทบุรี ระดับน้ำสูงกว่า 50 เซนติเมตร ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนและการเปิดเรียนของโรงเรียนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง (เดิม) หมู่ 3 ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาหนุนสูงและไหลเข้าท่วมชุมชนอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำสูงเกินกว่า 50 เซนติเมตร

น.ส.ฐิติมา บัวคำ ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา น้ำเริ่มเอ่อท่วมบ้างแล้ว แต่ปริมาณยังไม่มากเท่าครั้งนี้ กระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนในชุมชนทั้งหมด โดยเมื่อวานนี้น้ำยังไหลข้ามแนวกระสอบทราย เข้าท่วมศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอีกด้วย ชาวบ้านเข้าใจดีว่าการอาศัยอยู่ริมแม่น้ำย่อมต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม แต่ปีนี้น้ำมามากและรวดเร็วกว่าที่เคย เพราะไม่เคยท่วมสูงถึงพื้นอาคารศาลมาก่อน

น้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

ชาวบ้านในชุมชนไม่ได้เรียกร้องอะไรมาก เพียงแต่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งจังหวัดและอำเภอ เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนการเดินทางเข้าออกชุมชน ทางเทศบาลได้จัดทำสะพานไม้ชั่วคราวให้แล้ว

โรงเรียนรุ่งเรืองวิทยา ตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นกัน นายปรีดา เชื้อผู้ดี นายก อบต.ท่าอิฐ นางสาววรรณวิภา ฉลาด ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งเรืองวิทยา นายกษมา ท่าอิฐ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 และเจ้าหน้าที่ ได้ร่วมกันนำกระสอบทรายมากั้นบริเวณทางเข้าโรงเรียน และขนย้ายสิ่งของออกจากห้องเรียนชั้นล่าง แต่ไม่สามารถต้านทานปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ทำให้ชั้นล่างของโรงเรียนจมอยู่ใต้น้ำ โต๊ะนักเรียน ตู้เก็บของ โต๊ะครู และอุปกรณ์ของเล่นเด็กอนุบาลได้รับความเสียหาย โรงเรียนจึงประกาศเลื่อนเปิดเรียนไปเป็นวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 และหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจต้องเลื่อนการเปิดเรียนออกไปอีก และปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์แทน

นางสาววรรณวิภา ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า โรงเรียนเพิ่งเปิดภาคเรียนที่สองไปเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แต่เปิดเรียนได้เพียง 3 วัน ก็ต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ โดยได้มอบหมายงานและทำการบ้านให้นักเรียนผ่านทางไลน์กลุ่มที่มีผู้ปกครองอยู่ ซึ่งจะมีการเรียนการสอนออนไลน์ไปจนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน และจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าจะสามารถกลับมาเปิดเรียน On-site ได้ตามปกติหรือไม่ เพราะหากหยุดเรียนไปเลย จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

โรงเรียนรุ่งเรืองวิทยา น้ำท่วม

ในช่วงปิดภาคเรียนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทางโรงเรียนได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม โดยการยกสิ่งของขึ้นที่สูง และวางกระสอบทรายรอบบริเวณโรงเรียน แต่สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้

ด้าน นายปรีดา เชื้อผู้ดี นายก อบต.ท่าอิฐ กล่าวว่า ทาง อบต. พร้อมให้การสนับสนุนและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากมีพื้นที่รับผิดชอบถึง 10 หมู่บ้าน และมีบ้านเรือนริมแม่น้ำกว่า 5,000 หลังคาเรือน ทำให้การช่วยเหลืออาจไม่ทั่วถึง ปัญหาเร่งด่วนที่ชาวบ้านต้องการคือ เตียงนอนและห้องสุขา หากกรมชลประทานมีการปล่อยน้ำเพิ่มขึ้น ทาง อบต. ก็ได้เตรียมแผนอพยพชาวบ้านมายังโรงเรียน ซึ่งสามารถรองรับได้กว่า 200 ครอบครัว ถึงแม้สถานการณ์จะยากลำบาก แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็พร้อมรับมือกับน้ำท่วม เพราะเคยผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 มาแล้ว

อบต.ท่าอิฐ ช่วยเหลือน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง นนทบุรี

ผลกระทบจากน้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

  • บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย
  • การเดินทางสัญจรลำบาก
  • โรงเรียนต้องเลื่อนเปิดเรียนและปรับการเรียนการสอนเป็นออนไลน์
  • สุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค

ชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี การแก้ไขปัญหาระยะยาว เช่น การสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม หรือการปรับปรุงระบบระบายน้ำ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่

ที่มา – กั้นไม่อยู่ น้ำท่วมชุมชนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง นนทบุรี สูงกว่า 50 ซม.

สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ 10 พ.ย. 68

เช้าวันนี้ (10 พ.ย. 2568) “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” ได้สรุป สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้

จากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้รายงาน สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ เวลา 7.00 น. ของวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 มีประเด็นสำคัญดังนี้:

สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ

1. สภาพอากาศ:

หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณตะวันตกของภาคเหนือและประเทศเมียนมา ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง สำหรับภาคใต้ ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเนื่องจากลมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุม

คาดการณ์สภาพอากาศวันที่ 11–12 พ.ย. 2568 ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนอง

หลังจากนั้น ความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิลดลงและมีลมแรง ขณะที่ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

2. สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ:

ปริมาณน้ำรวมในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 89% ของความจุ (71,574 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ 82% (47,453 ล้าน ลบ.ม.)

มีการประเมินสถานการณ์แหล่งน้ำ โดยพบว่ามีแหล่งน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่า 30% จำนวน 20 แห่ง กระจายอยู่ในภาคต่างๆ

3. คุณภาพน้ำ:

คุณภาพน้ำ ณ จุดเฝ้าระวังแม่น้ำสายหลัก พบว่าน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ สถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการอุปโภคบริโภค ส่วนแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน้ำเพื่อการเกษตร

4. สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา:

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 10 พ.ย. 2568 พบว่า 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำดังนี้:

  • เขื่อนภูมิพล: ปริมาตรน้ำ 13,319 ล้าน ลบ.ม. (99%)
  • เขื่อนสิริกิติ์: ปริมาตรน้ำ 9,279 ล้าน ลบ.ม. (98%)
  • เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน: ปริมาตรน้ำ 949 ล้าน ลบ.ม. (101%)
  • เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์: ปริมาตรน้ำ 930 ล้าน ลบ.ม. (97%)

สถานี C.2 อ.เมืองฯ จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,965 ลบ.ม. ต่อวินาที ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 0.91 ม.

เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ระบายน้ำในอัตรา 2,800 ลบ.ม. ต่อวินาที

5. การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์

กรมชลประทานได้ทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ รวมถึงกองทัพบกได้จัดกำลังพลจิตอาสาทำการบรรจุทรายเพื่อวางเป็นแนวคันกั้นน้ำและเสริมความแข็งแรงของพนังกั้นน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยต่างๆ

สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศล่าสุด

สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากฝนตกหนักในบางพื้นที่ การติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำ สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง

สถานการณ์น้ำมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการเดินทางและกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – อัปเดตล่าสุด สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ เช้าวันนี้ 10 พ.ย. 2568

น้ำทะลัก! วัดชินวรารามวรวิหาร เร่งสูบน้ำออก

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดปทุมธานียังคงน่าเป็นห่วง ประชาชนเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์น้ำทะลักเข้า “วัดชินวรารามวรวิหาร” ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสูบระบายน้ำออกเป็นการด่วน

เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำในจังหวัดปทุมธานีได้รับผลกระทบจากการปรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาในจังหวัดชัยนาท ซึ่งเพิ่มอัตราการระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนเป็น 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการแจ้งเตือนประชาชนผ่านทางโทรศัพท์ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในอำเภอเมืองและอำเภอสามโคก ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก ต่างให้ความสนใจและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลายพื้นที่ได้เสริมคันกั้นน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำล้นและเข้าท่วมพื้นที่ภายใน

นายนพดล ลัดดาแย้ม หรือ สจ.ตุ้ย อดีต สจ.ปทุมธานี ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์น้ำและประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับการเพิ่มปริมาณการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งพบว่าระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่สูงขึ้น ประกอบกับเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุน ทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมต่างเฝ้าระวังระดับน้ำและเตรียมพร้อมที่จะขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง โดยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังพบว่าร้านอาหารหลายแห่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยายังคงเปิดให้บริการลูกค้าได้ โดยได้สร้างทางเดินยกระดับจากพื้นเดิมขึ้นมาประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถเดินได้อย่างสะดวกสบาย ทำให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ และลูกจ้าง เช่น เด็กเสิร์ฟ พ่อครัว และแม่ครัว ยังคงสามารถทำงานและมีรายได้ในช่วงน้ำท่วมนี้

สถานการณ์น้ำที่ วัดชินวรารามวรวิหาร

สำหรับสถานการณ์ที่วัดชินวรารามวรวิหาร พระอารามหลวง ในตำบลบางแขยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พบว่าน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาได้ดันผุดขึ้นมาจากท่อภายในวัด ทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณโดยรอบวัด เจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี (อบจ.ปทุมธานี) ได้นำรถสูบส่งน้ำระยะไกล ซึ่งมีท่อขนาดใหญ่ มาทำการสูบน้ำจากภายในท่อรอบวัด เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ เทศบาลตำบลบางแขยง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู จังหวัดปทุมธานี ได้นำเครื่องสูบน้ำชนิดท่อพญานาค มาช่วยเร่งระบายน้ำออกจากท่อระบายน้ำขนาดเล็ก เพื่อลดระดับน้ำในพื้นที่รอบวัด

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าพื้นที่วัดประมาณ 80 เซนติเมตร ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สามารถรับมือได้ แต่เนื่องจากน้ำได้ดันขึ้นมาจากท่อสามทางของวัด ทำให้ไม่สามารถปิดท่อได้ทัน น้ำจึงทะลักเอ่อล้นเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องระดมกำลังจากทุกฝ่ายเพื่อช่วยกันสูบระบายน้ำออก เพื่อลดระดับน้ำลง เนื่องจากมีความกังวลว่าน้ำจะเข้าท่วมวิหารสมเด็จพระสังฆราชและตำหนักชินวร ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญภายในวัด

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่วัดชินวรารามวรวิหาร

การแก้ไขปัญหาน้ำทะลักเข้า “วัดชินวรารามวรวิหาร” เป็นไปอย่างเร่งด่วน โดยเจ้าหน้าที่คาดว่าจะต้องทำการสูบน้ำและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับศาสนสถานสำคัญ

สถานการณ์น้ำท่วมในปทุมธานียังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าหลายหน่วยงานจะพยายามช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่การเตรียมพร้อมรับมือและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกคน

ประชาชนต้องเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การติดตามข่าวสาร และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

น้ำทะลักเข้า “วัดชินวรารามวรวิหาร” เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนให้เราไม่ประมาท และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเสมอ

ที่มา – น้ำทะลักเข้า “วัดชินวรารามวรวิหาร” เจ้าหน้าที่เร่งสูบระบายน้ำออก เฝ้าระวังทั้งคืน

ปภ.ส่ง Cell Broadcast เตือน! อ่างทอง-อยุธยาน้ำสูง

สถานการณ์น้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่จังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยาให้เตรียมรับมือกับระดับน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้น โดยมีการส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างทันท่วงที

ปภ.ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชน “อ่างทอง-อยุธยา”ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 ปภ. รายงานว่า เขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มการระบายน้ำในอัตรา 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และคลองสาขาต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ จังหวัดอ่างทอง (อำเภอป่าโมก, อำเภอวิเศษชัยชาญ, อำเภอเมือง, อำเภอไชโย) และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (อำเภอบางบาล, อำเภอผักไห่, อำเภอเสนา, อำเภอบางไทร, อำเภอบางปะอิน, อำเภอพระนครศรีอยุธยา) รวมทั้งพื้นที่ต่อเนื่อง

ดังนั้น ปภ. จึงได้ประสานงานกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (AIS, True, และ NT) เพื่อส่งข้อความแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

พื้นที่ไหนบ้างที่ต้องเฝ้าระวัง?

สำหรับพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ พื้นที่ริมน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำในอำเภอต่างๆ ดังนี้:

  • จังหวัดอ่างทอง: อำเภอป่าโมก, อำเภอวิเศษชัยชาญ, อำเภอเมือง, อำเภอไชโย
  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา: อำเภอบางบาล, อำเภอผักไห่, อำเภอเสนา, อำเภอบางไทร, อำเภอบางปะอิน, อำเภอพระนครศรีอยุธยา

ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ควรติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมในการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก และสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ควรสังเกตพนังกั้นน้ำและคันกั้นน้ำ หากพบรอยแตกร้าวหรือจุดที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ให้รีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทันที

การที่ ปภ.ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชน “อ่างทอง-อยุธยา”ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น นี้ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างรวดเร็วและทันท่วงที ทำให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อควรปฏิบัติเมื่อได้รับการแจ้งเตือน:

  • ติดตามข่าวสารและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง
  • ดูแลสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
  • ตรวจสอบสภาพบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้าง
  • เตรียมยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น
  • หากสถานการณ์รุนแรง ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ช่องทางการติดต่อขอความช่วยเหลือ:

  • ติดต่อสายด่วนนิรภัย (ปภ.) 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • แจ้งเหตุผ่านทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” (Line ID: @1784DDPM)

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง จังหวัดอ่างทองและอยุธยา เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม การที่ ปภ.ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชน “อ่างทอง-อยุธยา”ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นการช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การตื่นตัวและเตรียมพร้อมอยู่เสมอจะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย

อย่าลืมตรวจสอบข่าวสารและประกาศจากทางราชการอย่างสม่ำเสมอนะคะ ความปลอดภัยของทุกท่านสำคัญที่สุดค่ะ

ที่มา – ปภ.ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชน “อ่างทอง-อยุธยา”ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น.

Scroll to top