ข่าววันนี้

กฟภ. แจงแล้ว! ปมบิลค่าไฟ หลังเยียวยา

เกิดอะไรขึ้น ทำไมชาวบ้านที่อพยพถึงยังได้ บิลค่าไฟ ทั้งๆ ที่รัฐบาลประกาศเยียวยา? มาไขข้อสงสัยกับประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในขณะนี้กันค่ะ

กฟภ. ชี้แจงปมชาวบ้านได้ “บิลค่าไฟ” หลังเยียวยา

จากกรณีที่มีข่าวว่าชาวบ้านที่อพยพจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อกลับถึงบ้านกลับต้องตกใจ เพราะเจอบิลค่าไฟพุ่งสูงถึง 2,000 บาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือเรื่องค่าน้ำค่าไฟเป็นเวลา 2 เดือน ทำเอาหลายคนเกิดความสงสัยและตั้งคำถามถึงความชัดเจนของมาตรการดังกล่าว

ล่าสุด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวของชาวบ้านในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้รับใบแจ้งค่าไฟฟ้า ทั้งที่รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยางดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลา 2 เดือนนั้น กฟภ. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และขอชี้แจงให้ทราบดังนี้

ทำไมถึงยังได้รับบิลค่าไฟ?

กฟภ. อธิบายว่า ค่าไฟฟ้าที่ปรากฏในบิลนั้น เป็นค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีการจดหน่วยและแจ้งค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ดังนั้น จึงอาจเกิดความสับสนในทางปฏิบัติกับมาตรการเยียวยาที่รัฐบาลประกาศออกมา ทั้งนี้ ทาง กฟภ. ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยอย่างเคร่งครัด

ตามนโยบายดังกล่าว กฟภ. จะให้ความช่วยเหลือค่าไฟฟ้าฟรีในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2568 ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐประกาศให้อพยพไปยังศูนย์พักพิง

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน กฟภ. จึงขอย้ำว่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว จะไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2568 หากท่านได้ชำระเงินไปแล้ว ทาง กฟภ. จะดำเนินการคืนเงินให้โดยนำไปหักลดจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่โทร. 1129 PEA Contact Center ตลอด 24 ชั่วโมง

สรุปง่ายๆ คือ บิลค่าไฟที่ได้รับนั้นเป็นของเดือนก่อนหน้าที่จะมีมาตรการเยียวยา แต่ไม่ต้องกังวล เพราะ กฟภ. จะดูแลค่าไฟในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมให้ฟรีตามเงื่อนไขที่กำหนด

ข่าวนี้สอนให้เรารู้ว่า การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้นได้

กฟภ. ชี้แจงปมชาวบ้านได้ “บิลค่าไฟ” หลังเยียวยา ก็เพื่อให้ทุกคนคลายความกังวลใจ และเข้าใจถึงขั้นตอนการดำเนินการของมาตรการเยียวยาอย่างถูกต้องนั่นเอง

ที่มา – กฟภ. ชี้แจงปม ชาวบ้านอพยพได้ “บิลค่าไฟ” หลังรัฐบาลประกาศเยียวยาไม่เก็บ 2 เดือน

ธนกฤตแจ้ง หลวงพ่ออลงกต ปมศพผู้ป่วยเอดส์

“ธนกฤต” แจ้ง “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ปมเก็บศพผู้ป่วยเอดส์ หวังทำเป็นทานบารมี หวั่นอาจมีการแพร่ของเชื้อโรค ต้องฌาปนกิจให้ถูกต้อง

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 20 ส.ค. 2568 นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีโอกาสได้พบ “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ โดยเห็นความกังวลเล็กน้อยของหลวงพ่อ ซึ่งตนก็ได้กล่าวถึงศาลาธรรมสังเวชที่มีการเก็บศพไว้เพื่อดูเรื่องสังขาร ซึ่งอาจมีการแพร่ของเชื้อโรคได้ จึงได้แจ้งให้หลวงพ่อทำการฌาปนกิจศพไปเสีย

ซึ่งท่านก็ยอมรับว่าไม่รู้เรื่องกฎหมาย อยากทำเป็นเรื่องของทานบารมี และยับยั้งโรคเอดส์ที่แพร่ระบาดอย่างหนัก ซึ่ง ดร.ธนกฤต กล่าวว่ามันไม่ถูกต้อง ซึ่งหลวงพ่อท่านก็ไม่ขัด รับปากจะดำเนินการให้เรียบร้อยต่อไป

ส่วนเรื่องสถานชีวาภิบาล และที่ดูแลผู้ป่วย HIV ได้แจ้งให้ท่านไปแก้ไขเรื่องยาต้านสำหรับผู้ป่วย HIV ที่ได้รับมาจาก รพ.พระนารายณ์มหาราช ซึ่งต้องมีการจัดเก็บรักษาให้เรียบร้อย ไม่ปนเปื้อนไปกับยาชนิดอื่นๆ ซึ่งท่านก็รับปากเช่นกัน ก่อนขอตัวกลับ

อย่างไรก็ตาม จากการที่ได้คุยกับหลวงพ่อ ท่านก็ยังอยากจะช่วยเหลือผู้ป่วย ประชาชนต่อ ถึงแม้ว่าท่านจะยังมีความวิตกกังวลกับปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาหลายเรื่องก็ตาม.

ธนกฤตแจ้ง หลวงพ่ออลงกต ปมศพผู้ป่วยเอดส์

ประเด็นสำคัญของการหารือระหว่าง ดร.ธนกฤต และ หลวงพ่ออลงกต คือเรื่องการจัดการศพผู้ป่วยเอดส์ที่วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย สาธารณสุข และความเชื่อทางศาสนา

ดร.ธนกฤตได้ชี้แจงถึงความกังวลเรื่องการแพร่เชื้อโรคจากการเก็บศพไว้โดยไม่ได้ฌาปนกิจอย่างถูกวิธี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยรอบ และเสนอแนะให้หลวงพ่อดำเนินการฌาปนกิจศพตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

ความสำคัญของการจัดการศพผู้ป่วยเอดส์อย่างถูกวิธี

การจัดการศพผู้ป่วยเอดส์อย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ HIV ซึ่งสามารถติดต่อได้ผ่านทางของเหลวในร่างกาย ดังนั้น การฌาปนกิจศพจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการกำจัดเชื้อโรค

นอกจากนี้ การดูแลผู้ป่วย HIV และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ยังเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง การให้ความช่วยเหลือด้านยา การดูแลสุขภาพ และการสนับสนุนทางจิตใจเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

ประเด็นที่ ดร.ธนกฤตได้แจ้ง “หลวงพ่ออลงกต” เกี่ยวกับเรื่องยาต้านไวรัส HIV ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ยาเหล่านี้ต้องได้รับการจัดเก็บและดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันการแพร่เชื้อ

การที่ “ธนกฤต” เข้าไปแจ้งเรื่องนี้กับ “หลวงพ่ออลงกต” แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในสุขภาพของประชาชน และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโรคเอดส์อย่างจริงจัง หวังว่าการหารือครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงแนวทางการจัดการศพผู้ป่วยเอดส์ และการดูแลผู้ป่วย HIV ให้ดียิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่า “ธนกฤต” จะแจ้งเตือนเรื่องต่างๆ แต่หลวงพ่อก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยและประชาชนต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่ก็ต้องคำนึงถึงความถูกต้องตามกฎหมายและหลักการด้านสาธารณสุขด้วย

การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรศาสนา และประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับปัญหาโรคเอดส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ธนกฤต” แจ้ง “หลวงพ่ออลงกต” ปมเก็บศพผู้ป่วยเอดส์ หวั่นมีการแพร่เชื้อโรค

ไชยา สั่งปิด! หนีสภาล่มครั้งที่ 4 แก้วิกฤติรัฐบาล

เกิดเหตุการณ์สภาล่มอีกครั้ง! “ไชยา พรหมา” สั่งปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างรวดเร็วเป็นครั้งที่ 4 ในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม หลังจากสมาชิกในห้องประชุมมีจำนวนน้อยมาก จนต้องกดออดเรียกหลายครั้ง เหตุการณ์นี้ทำให้นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. พรรคประชาชน ออกมาโวยวาย เรียกร้องให้ สส. ฝ่ายค้านช่วยรักษาองค์ประชุม

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระสำคัญคือการพิจารณาร่างกฎหมายหลายฉบับ โดยหลังจากที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …. เสร็จสิ้นลง

ในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการตั๋วร่วม ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการสร้างระบบตั๋วร่วมสำหรับการคิดค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม และค่าบริการ ในกรณีที่ผู้โดยสารใช้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่เชื่อมต่อกันระหว่างรูปแบบต่างๆ หรือระหว่างผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะหลายราย โดยมีหลักการคำนวณอัตราค่าโดยสารจากต้นทางไปยังปลายทางตามอัตราที่รัฐมนตรีกำหนด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง

ในขณะที่การอภิปรายดำเนินมาถึงมาตรา 35 นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม กำลังจะให้สมาชิกแสดงตนเพื่อลงมติในมาตรา 35 แต่ปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมจำนวนน้อยมาก ทำให้ประธานต้องกดออดเรียกสมาชิกหลายครั้ง สร้างความไม่พอใจให้กับนายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. ระยอง พรรคประชาชน ที่ได้หารือว่า สส. ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่รักษาองค์ประชุมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มาโดยตลอด เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาล เขาจึงไม่อยากเห็นสภาฯ ต้องเผชิญกับปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ และการทำงานของ ส.ส. เป็นไปอย่างติดขัด หากรัฐบาลยืนยันที่จะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ให้แล้วเสร็จในวันนี้ พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะเป็นองค์ประชุมให้ แต่มีข้อแม้ว่าฝ่ายรัฐบาลต้องแสดงความพร้อมในการรักษาองค์ประชุมด้วยเช่นกัน เพราะเห็นว่าประธานได้กดออดเรียกสมาชิกหลายครั้งแล้ว และไม่แน่ใจว่าองค์ประชุมจะครบหรือไม่ นายไชยาได้ขอร้องให้นายชุติพงศ์รอสมาชิกสักครู่ เนื่องจากหลายท่านกำลังรับประทานอาหารอยู่และกำลังเดินทางมา ก่อนที่จะกล่าวตัดบทว่า การประชุมในวันนี้ได้ดำเนินมาเป็นเวลานานแล้ว และขอสั่งปิดประชุมในเวลา 18.50 น. การตัดสินใจนี้ถือเป็นการชิงปิดประชุมเพื่อหนีสภาล่มครั้งที่ 4

ไชยา พรหมา สั่งปิด หนีสภาล่มครั้งที่ 4

สรุปเหตุการณ์สำคัญ:

  • สภาล่มซ้ำซาก: นี่คือครั้งที่ 4 แล้วที่สภาผู้แทนราษฎรต้องเผชิญกับปัญหาองค์ประชุมไม่ครบจนต้องปิดประชุม
  • พ.ร.บ. ตั๋วร่วม: ร่างกฎหมายสำคัญที่รัฐบาลผลักดัน กลายเป็นชนวนเหตุของความขัดแย้ง
  • เสียงปริ่มน้ำ: สถานการณ์รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ทำให้การรักษาองค์ประชุมเป็นเรื่องยากลำบาก

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์หนีสภาล่มครั้งที่ 4?

หลายปัจจัยอาจเป็นสาเหตุของเหตุการณ์หนีสภาล่มครั้งที่ 4 นี้ ได้แก่:

  • การบริหารจัดการเวลา: การจัดสรรเวลาในการพิจารณากฎหมายอาจไม่เหมาะสม
  • ความสำคัญของกฎหมาย: ส.ส. บางส่วนอาจมองว่ากฎหมายบางฉบับมีความสำคัญน้อยกว่าฉบับอื่น
  • ความเหนื่อยล้า: การประชุมที่ยาวนานอาจทำให้ ส.ส. เหนื่อยล้าและไม่เข้าร่วมประชุม

เหตุการณ์หนีสภาล่มครั้งที่ 4 แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการสภาผู้แทนราษฎร และความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อให้การพิจารณากฎหมายเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การขาดความร่วมมือและการรักษาองค์ประชุมที่ยั่งยืนจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสภาและกระบวนการออกกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อประชาชนในระยะยาว

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ ความสำคัญของการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบของ ส.ส. ทุกคนในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การทำงานของสภาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – หนีสภาล่มครั้งที่ 4 “ไชยา” สั่งปิดประชุม แก้เกมรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ หลัง สส. ปชน. โวย

ดราม่า! หนุ่มขาย “เตียงผู้ป่วย” โดนทัวร์ลง


กลายเป็นประเด็นดราม่าเมื่อหนุ่มโพสต์ขาย “เตียงผู้ป่วย” มือสอง แต่กลับโดนทัวร์ลง เหตุชาวเน็ตแนะนำให้บริจาคมากกว่าขาย สุดท้ายจบที่การขายต่อให้ผู้ที่ต้องการใช้งานจริง

ดราม่าขาย “เตียงผู้ป่วย”

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ หลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ขายเตียงสำหรับผู้ป่วยในกลุ่ม “หาอะไรก็เจอพุทไธสง” โดยระบุว่าเป็นเตียงของผู้สูงอายุที่เสียชีวิตแล้ว แต่กลับมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่แนะนำให้บริจาคเตียงให้กับผู้ยากไร้มากกว่าที่จะนำมาขาย ทำให้เกิดเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง บ้างก็เห็นด้วยว่าควรบริจาค บ้างก็มองว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ขายที่จะตัดสินใจ

จากกระแสดราม่าที่เกิดขึ้น หนุ่มเจ้าของโพสต์ได้ออกมากล่าวว่า “ขอบคุณทุกคนนะครับ ผมอ่านทุกคอมเมนต์เลยครับ ตอนที่ผมโพสต์ขายคนเข้ามาว่าผมเต็มเลย จนผมรู้สึกผิดมากว่าทำไมถึงโพสต์ขาย เขามีแต่เอาไปบริจาคกัน ผมก็งงๆ เพราะไม่ได้คิดอะไรมาก ผมคิดว่าน่าจะทำอะไรผิด ผมเลยลบโพสต์นั้นไป เลยตั้งโพสต์ใหม่ว่าจะเอาไปบริจาคที่อนามัยใกล้ๆ บ้านแทน แต่ช่วงเช้ามีพี่คนหนึ่งแกหลังไมค์มาบอกว่า พ่อเขาป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายขอซื้อต่อ ไม่อยากขอฟรี เขาถามผมจะขายเท่าไหร่ ผมเลยบอกผมเอา 1,500 พร้อมวิลแชร์ให้ไปด้วย เตียงหลังนี้ผมซื้อมาราคา 5,000 บาท เป็นของมือ 1 ยังใช้งานได้ปกติทุกอย่าง”

เปิดใจเจ้าของโพสต์ขาย “เตียงผู้ป่วย”

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสัมภาษณ์ นายอภินันท์ อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ เจ้าของโพสต์ดังกล่าว โดยเขาเล่าว่า โพสต์ขาย“เตียงผู้ป่วย” ในราคา 2,500 บาท รวมรถวีลแชร์ หลังจากนั้นก็ไม่ได้เข้ามาดู กระทั่งผ่านไป 4-5 ชั่วโมง จึงพบว่ามีคอมเมนต์มากมายที่ไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าเตียงเป็นของคนป่วยหรือคนเสียชีวิต ไม่ควรนำมาขาย แต่ควรบริจาคมากกว่า

นายอภินันท์ ยอมรับว่ารู้สึกงงกับคำแนะนำดังกล่าว เพราะในความคิดแรกของเขาไม่เคยคิดเรื่องการบริจาค มองว่าเป็นของซื้อมาขายไปเหมือนสินค้ามือสองทั่วไป แต่เมื่อมีคนแนะนำก็รู้สึกว่าตัวเองอาจจะคิดน้อยไป

“โพสต์แรกมีคนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทั้งอยากให้บริจาค และอยากให้ขายเพราะเราเป็นเจ้าของ จึงตัดสินใจลบโพสต์ไป กลัวเขาทะเลาะกันมากกว่านี้ หลังจากนั้นได้โพสต์คำขอโทษขึ้นมาอีกครั้ง ไม่คิดว่าจะมีคนมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก ทั้งในคอมเมนต์และอินบ็อกซ์” นายอภินันท์ กล่าว

หลังจากโพสต์ขอโทษ ก็มีเพื่อนในเฟซบุ๊กแจ้งว่าโพสต์ของตนถูกแชร์ไปจำนวนมาก มีทั้งแนะนำว่าไม่ต้องทำบุญก็ได้ และควรขายเพราะเป็นของที่ซื้อมาเอง ตอนแรกตั้งใจว่าจะนำไปบริจาคตามคำแนะนำ แต่สุดท้ายมีคนทักมาขอซื้อ จึงขายไปในราคา 1,500 บาท พร้อมวีลแชร์ โดยผู้ซื้อได้ให้คำอนุโมทนาบุญอีกด้วย

เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกันในสังคมเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของผู้เสียชีวิต บางคนมองว่าการบริจาคเป็นสิ่งที่ควรทำ ในขณะที่บางคนก็เห็นว่าการขายเป็นสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของ

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับ“เตียงผู้ป่วย” หรือทรัพย์สินอื่นๆ ย่อมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละบุคคล ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดอย่างชัดเจน แต่สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงความเหมาะสมและสถานการณ์ของตนเองเป็นหลัก

ที่มา – หนุ่มเปิดใจดราม่า ประกาศขาย “เตียงผู้ป่วย” หลังเจอทัวร์ลง คนแนะให้เอาไปบริจาค

แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด เครียดกลัวไม่มีเงินเลี้ยง

คดีสะเทือนใจ! แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด ใช้ผ้าห่มกดปิดหน้าลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก สาเหตุจากความเครียด กลัวไม่มีเงินเลี้ยงดู

จากกรณีที่ตำรวจได้ทำการจับกุมพ่อแม่ที่นำร่างของทารกแรกเกิดไปเผาในเตาเผาถ่านที่บ้านเพื่อน โดยอ้างว่าเผลอทับลูกจนเสียชีวิตและนำไปเผาเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด แต่คำให้การดังกล่าวขัดแย้งกับผลการชันสูตรของแพทย์ ซึ่งพบว่าเด็กชายมีบาดแผลถูกกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณศีรษะด้านหลัง และไม่พบร่องรอยการกดทับที่หน้าอก นอกจากนี้แพทย์ยังพบสัญญาณชีพที่บ่งบอกว่าเด็กยังมีชีวิตอยู่หลังคลอด (อ่านข่าว : จับพ่อแม่ เผาลูกเพิ่งคลอดในเตาเผาถ่าน อ้างเผลอทับตาย ขัดแย้งผลชันสูตร)

แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด เครียดกลัวไม่มีเงินเลี้ยง

ล่าสุด พ.ต.อ.กรภพ เนตรไธสง ผกก.สภ.บ้านฝาง เปิดเผยว่า นางสาวปนัดดา (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ได้ยอมรับสารภาพแล้วว่า เธอเป็นผู้เผาลูกเพิ่งคลอดจริง โดยให้การว่า คลอดลูกเองในห้องพัก และเกิดความเครียดอย่างหนักเนื่องจากกังวลเรื่องฐานะทางการเงินที่ไม่มั่นคง ทำให้กลัวว่าจะไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ ด้วยความสิ้นหวัง เธอจึงใช้ผ้าห่มกดปิดใบหน้าของลูกจนแน่นิ่ง จากนั้นเธอเองก็หมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าลูกเสียชีวิตแล้ว

เหตุการณ์เผาลูกเพิ่งคลอดนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก และเป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงปัญหาความเครียดและความกดดันที่ผู้หญิงต้องเผชิญหลังคลอดบุตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูที่อาจเกินกำลัง

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด

สาเหตุหลักที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมเผาลูกเพิ่งคลอดในครั้งนี้ มาจากความเครียดและความกังวลใจของแม่เกี่ยวกับปัญหาทางการเงิน การเลี้ยงดูบุตรเป็นภาระที่หนักอึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีฐานะยากจน การขาดความช่วยเหลือและสนับสนุนจากคนรอบข้างและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

นอกจากนี้ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้เป็นแม่ ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคนหลังคลอดบุตร และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ความคิดและการกระทำที่เป็นอันตรายต่อตนเองและบุตรได้

ดังนั้น การป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของผู้หญิงหลังคลอดบุตร จัดให้มีการให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านการเงินและสังคมสงเคราะห์ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความท้าทายในการเป็นแม่ได้อย่างมั่นใจและมีความสุข

  • ปัญหาทางการเงิน: ความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร
  • ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด: ความผิดปกติทางอารมณ์ที่อาจนำไปสู่ความคิดและการกระทำที่เป็นอันตราย
  • ขาดความช่วยเหลือ: การขาดการสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนฝูง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้หญิงที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการเลี้ยงดูบุตร การให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก

หากคุณกำลังรู้สึกเครียดหรือสิ้นหวัง โปรดขอความช่วยเหลือจากคนที่คุณไว้ใจ หรือติดต่อหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต มีคนพร้อมที่จะรับฟังและช่วยเหลือคุณเสมอ

ที่มา – แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด ใช้ผ้าห่มกดปิดหน้าเด็ก เครียดกลัวไม่มีเงินเลี้ยง

เพื่อไทยมั่นใจ “นายกฯ อิ๊งค์” บริสุทธิ์ใจ-หวังดีกับบ้านเมือง

เพื่อไทยไม่กังวล ยังเชื่อมั่น “นายกฯ อิ๊งค์” บริสุทธิ์ใจ-หวังดีกับบ้านเมือง

“วิสุทธิ์” เชื่อมั่นความบริสุทธิ์ใจ “แพทองธาร ชินวัตร” หวังดีกับบ้านเมือง-ไม่มีเจตนาร้าย ย้ำพรรคเพื่อไทยไม่กังวล เชื่อไม่มีปัญหา กำชับ สส. ทำหน้าที่อยู่ในสภา เท่ากับการเป็นกำลังให้นายกฯ แล้ว

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะเดินทางไปร่วมไต่สวนคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในวันพรุ่งนี้ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. ว่า ทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการ น.ส.แพทองธาร มีทีมกฎหมายอยู่แล้ว เชื่อว่าชี้แจงได้ พรรคเพื่อไทยไม่ได้กังวลใจในเรื่องนี้

วิสุทธิ์ ไชยณรุณ
วิสุทธิ์ ไชยณรุณ

เมื่อถามว่าจะมี สส. เดินทางไปให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายวิสุทธิ์ ตอบว่าไม่มี เพราะ สส. ต้องทำหน้าที่เป็นองค์ประชุมในสภาฯ ส่วนทีมงานนายกรัฐมนตรีจะมีใครไปบ้างนั้นตนไม่ทราบ แต่เชื่อว่ามีทีมกฎหมายไปให้ข้อมูลอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเราเจอนายกรัฐมนตรีที่สภาฯ ได้ให้กำลังใจกันอยู่แล้ว เชื่อว่าไม่มีปัญหา และในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 มีคนถามว่าต้องไปหรือไม่ ตนได้บอกไปว่าไม่ให้ไป เพราะ สส. ต้องทำหน้าที่อยู่ในสภาฯ เพราะการทำงานในสภาฯ ก็เท่ากับการเป็นกำลังให้นายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อกรณีมีการปล่อยข่าวเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป นายวิสุทธิ์ เผยว่า เราไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้ เราเชื่อมั่นความบริสุทธิ์ใจของนายกรัฐมนตรีที่หวังดีกับบ้านเมือง ไม่มีเจตนาร้าย และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม.

พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่น “นายกฯ อิ๊งค์” ทำเพื่อบ้านเมือง

จากกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องเข้าร่วมไต่สวนคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด และเชื่อมั่นในทีมกฎหมายของนายกรัฐมนตรีว่าจะสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่า สส. ทุกคนควรทำหน้าที่ของตนเองในสภา ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีอีกทางหนึ่งด้วย

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า พรรคไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว เนื่องจากทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานและความหวังดีของ “นายกฯ อิ๊งค์” ที่มีต่อบ้านเมือง และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเต็มไปด้วยข่าวลือมากมาย การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรีจึงเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพภายในพรรค การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกันในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายต้องเคารพในกระบวนการยุติธรรม และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดในการเผชิญกับข่าวลือและการใส่ร้ายต่างๆ

การที่ สส. ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ในสภา ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทยไม่กังวลและยังคงเชื่อมั่นใน “นายกฯ อิ๊งค์” จึงเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพรรค ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ท้ายที่สุดแล้ว การทำงานเพื่อส่วนรวมและการยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง จะเป็นสิ่งที่นำพาประเทศชาติและพรรคการเมืองไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ที่มา – เพื่อไทยไม่กังวล ยังเชื่อมั่น “นายกฯ อิ๊งค์” บริสุทธิ์ใจ-หวังดีกับบ้านเมือง

จับพ่อแม่ เผาลูกเพิ่งคลอดในเตาเผาถ่าน จริงหรือ?

ตำรวจขอนแก่นรวบตัวพ่อแม่สุดโหด! หลังพบหลักฐานนำร่างลูกเพิ่งคลอดไปเผาในเตาเผาถ่านบ้านเพื่อน อ้างว่าเผลอทับลูกตายเพราะกลัวความผิด แต่ผลชันสูตรกลับขัดแย้ง พบทารกน้อยมีบาดแผลถูกกระแทกที่ศีรษะด้านหลังอย่างรุนแรง คดีนี้สะเทือนใจสังคม ตำรวจคุมตัวทำแผนฯ พ่อเด็กร่ำไห้ ส่วนแม่เป็นลมล้มพับ!

จับพ่อแม่ เผาลูกเพิ่งคลอดในเตาเผาถ่าน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.กรภพ เนตรไธสง ผกก.สภ.บ้านฝาง นำกำลังตำรวจเข้าจับกุม นางสาวปนัดดา (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี และ นายพงศธร (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี สองสามีภรรยาชาวขอนแก่น ตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ทำลายศพ เพื่อปิดบังอำพรางการตาย หลังสืบสวนพบว่าทั้งคู่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำศพลูกเพิ่งคลอดไปเผาอำพรางคดี

คดีนี้เริ่มจากเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ร.ต.อ.ณัฐวรรธน์ แก้วหาญ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.บ้านฝาง ได้รับแจ้งเหตุพบศพทารกถูกเผาในเตาเผาถ่านกลางไร่อ้อย พื้นที่บ้านหินฮาว อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น สภาพศพถูกเผาไหม้จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ยังมีสายรกติดอยู่ สร้างความสลดใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญจากกล้องวงจรปิด บันทึกภาพชายหญิงคู่หนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกัน โดยฝ่ายหญิงถือตะกร้าพลาสติกสีชมพู มุ่งหน้าไปยังไร่อ้อยจุดเกิดเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าทั้งคู่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำทารกมาเผาทำลาย

คำให้การขัดแย้งผลชันสูตร

จากการสอบสวน นางสาวปนัดดา ให้การว่า เธอคลอดลูกเพิ่งคลอดเป็นเพศชาย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เพียงลำพังในห้องพัก ระหว่างที่อ่อนเพลีย สามีออกไปทำงาน เมื่อสามีกลับมาพบว่าลูกเสียชีวิตแล้ว ด้วยความตกใจและกลัวความผิด จึงตัดสินใจนำศพลูกไปเผาอำพรางคดี โดยอ้างว่าเผลอทับลูกจนเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม คำให้การของนางสาวปนัดดา ขัดแย้งกับผลชันสูตรของแพทย์อย่างสิ้นเชิง ผลชันสูตรพบว่า ทารกมีบาดแผลถูกกระแทกที่ศีรษะด้านหลังอย่างรุนแรง และไม่พบร่องรอยการกดทับที่หน้าอก นอกจากนี้ แพทย์ยังพบว่าทารกมีพฤติกรรมของทารกที่มีชีวิตหลังคลอด เช่น การร้องไห้ การกินนม การขับถ่าย บ่งชี้ว่าทารกไม่ได้เสียชีวิตจากการถูกทับอย่างที่กล่าวอ้าง

พ.ต.อ.กรภพ เนตรไธสง ผกก.สภ.บ้านฝาง เปิดเผยว่า ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหา และจะทำการสอบสวนเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อหาข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีนี้เป็นอุทธาหรณ์สอนใจถึงความสำคัญของการใช้สติในการแก้ไขปัญหา การกระทำที่ขาดความยั้งคิดและปราศจากมนุษยธรรม นำมาซึ่งความสูญเสียและความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การทำลายชีวิตไม่ว่ากรณีใดๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ทางสังคม

ที่มา – จับพ่อแม่ เผาลูกเพิ่งคลอดในเตาเผาถ่าน อ้างเผลอทับตาย ขัดแย้งผลชันสูตร

21 ส.ค. นัดไต่สวน “แพทองธาร-เลขาฯ สมช.” จับตา!

21 ส.ค. นัดไต่สวน “แพทองธาร-เลขาฯ สมช.” ศาลรัฐธรรมนูญถ่ายทอดวงจรปิดให้ติดตาม

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคล 2 ปากสำคัญ ได้แก่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) ในวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. สืบเนื่องจาก น.ส.แพทองธาร ยื่นพยานบุคคลจำนวน 5 ปากต่อศาล

การไต่สวนครั้งนี้เกิดขึ้นจากกรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ โดยมีประเด็นจากคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่าจะมีการถ่ายทอดภาพจากวงจรปิดการไต่สวนจากห้องพิจารณาคดี ให้ผู้สื่อข่าวที่ติดตามข่าวได้รับชมผ่านโทรทัศน์ที่ศาลเตรียมไว้บริเวณโถงด้านล่าง โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้ารับฟังภายในห้องขณะไต่สวน ไทยรัฐออนไลน์และไทยรัฐทีวีจะร่วมเกาะติดและรายงานสถานการณ์ที่สำคัญนี้อย่างใกล้ชิด ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่ด้านล่าง โดยติดตั้งโทรทัศน์ 2 เครื่องและมีรั้วกั้นไว้เรียบร้อยแล้ว

ความคืบหน้าล่าสุด 21 ส.ค. นัดไต่สวน “แพทองธาร-เลขาฯ สมช.”

ศาลรัฐธรรมนูญยังระบุว่า หากพยานบุคคลที่ศาลเรียกไม่มาตามกำหนดนัด จะถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดียื่นเป็นหนังสือต่อศาลภายในวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่นเช่นกัน

จากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.30 น. และนัดฟังคำวินิจฉัยเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะอนุญาตให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนและฟังคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคล

สถานการณ์การเมืองกำลังอยู่ในช่วงที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด การไต่สวนในวันที่ 21 ส.ค. นัดไต่สวน “แพทองธาร-เลขาฯ สมช.” นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

21 ส.ค. นัดไต่สวน “แพทองธาร-เลขาฯ สมช.” นี้เป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก ผลการไต่สวนและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – 21 ส.ค. นัดไต่สวน “แพทองธาร-เลขาฯ สมช.” ศาลรัฐธรรมนูญถ่ายทอดวงจรปิดให้ติดตาม

เกาหลีใต้ไม่ให้! อดีตสายลับอยากกลับบ้านเกิด

เรื่องราวสุดสะเทือนใจเกิดขึ้น เมื่ออดีตสายลับเกาหลีเหนือ วัย 95 ปี ถูกทางการเกาหลีใต้ห้ามไม่ให้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิด แม้ว่าความปรารถนาสุดท้ายของเขาคือการได้กลับไปฝังร่างไว้เคียงข้างสหายร่วมรบ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ อัน ฮัก-ซอบ อดีตสายลับเกาหลีเหนือ พยายามข้ามพรมแดนกลับไปยังประเทศบ้านเกิดพร้อมกับธงชาติเกาหลีเหนือ แต่ถูกทหารเกาหลีใต้ขัดขวาง โฆษกของกลุ่มภาคประชาชนที่ให้ความช่วยเหลือเรียกร้องสิทธิการส่งตัวกลับของอดีตสายลับรายนี้ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าว

อัน ฮัก-ซอบ เป็นอดีตสายลับและทหารเกาหลีเหนือที่ถูกจับกุมตัวในช่วงสงครามเกาหลี และต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำของเกาหลีใต้นานหลายสิบปี ในข้อหา “กิจกรรมต่อต้านรัฐ” และการปฏิเสธที่จะสละทิ้งอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ หลังจากได้รับการปล่อยตัว เขาและอดีตนักโทษคนอื่นๆ ได้ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลเกาหลีใต้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อขอเดินทางกลับไปยังเกาหลีเหนือ

ตามรายงานข่าว นายอันถือธงชาติเกาหลีเหนือเดินเข้าไปใกล้กับด่านตรวจการณ์ทางทหาร ก่อนที่จะถูกทหารเกาหลีใต้เข้าสกัดและนำตัวส่งโรงพยาบาล ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวยอนฮัป แสดงให้เห็นภาพของเขาถือธงชาติเกาหลีเหนือบริเวณชายแดน ซึ่งอาจถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้

อัน ฮัก-ซอบ ถูกจับกุมในปี 1953 ระหว่างปฏิบัติภารกิจแทรกซึมในช่วงสงครามเกาหลี เขาต้องโทษจำคุกยาวนานจนถึงปี 1995 โทษจำคุกของเขาอาจสิ้นสุดเร็วกว่านั้น หากเขายอมรับระบอบประชาธิปไตย แต่เขายืนกรานที่จะรักษาอุดมการณ์ของตนเองไว้

กลุ่มภาคประชาชนที่ให้การช่วยเหลืออันและอดีตนักโทษคนอื่นๆ ยืนยันว่า พวกเขาควรได้รับการปฏิบัติในฐานะ “เชลยศึก” และควรได้รับสิทธิในการกลับบ้านตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาเจนีวา อันเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่น Ganghwa News ในปี 2024 ว่า “ผมมาที่นี่ในฐานะเชลยศึก สวมเครื่องแบบทหารเกาหลีเหนือภายใต้คำสั่งพรรคแรงงาน แต่รัฐบาลเกาหลีใต้กลับไม่ปฏิบัติต่อผมเช่นนั้น และผมต้องถูกคุมขังนานกว่า 40 ปี พร้อมทั้งถูกทรมานอย่างแสนสาหัส”

กลุ่มภาคประชาชนยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดันข้อเรียกร้องการส่งตัวกลับต่อไป ในขณะที่ทางฝั่งเกาหลีเหนือยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า กำลังพิจารณาแนวทางต่างๆ เพื่อจัดการกับประเด็นดังกล่าว พร้อมทั้งระบุว่ามีอดีตนักโทษในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันอีกหลายรายที่อาจยื่นคำร้องขอส่งตัวกลับ อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงฯ ยังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดได้ ในปี 2000 เกาหลีใต้เคยส่งตัวนักโทษที่ไม่ยอมสละทิ้งอุดมการณ์คอมมิวนิสต์กลับไปยังเกาหลีเหนือจำนวน 63 ราย ที่หมู่บ้านปันมุนจอม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวจนถึงปัจจุบัน

เกาหลีใต้ไม่อนุญาต อดีตสายลับเกาหลีเหนือ วัย 95 อยากกลับไปตายบ้านเกิด

ทำไมเกาหลีใต้ถึงไม่อนุญาตให้อดีตสายลับกลับบ้านเกิด?

คำถามสำคัญคือ ทำไมรัฐบาลเกาหลีใต้ถึงไม่อนุญาตให้อดีตสายลับชราผู้นี้ได้กลับไปยังบ้านเกิดเพื่อใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายชีวิตอย่างสงบสุข? แม้ว่าเขาจะเป็นอดีตสายลับที่เคยปฏิบัติภารกิจในช่วงสงครามเกาหลี แต่ในปัจจุบันเขาเป็นเพียงชายชราวัย 95 ปี ที่มีความปรารถนาเพียงอย่างเดียวคือการได้กลับไปอยู่กับครอบครัวและสหายร่วมรบ

การปฏิเสธของรัฐบาลเกาหลีใต้ในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน รัฐบาลควรพิจารณาถึงสถานการณ์และความปรารถนาของอดีตสายลับรายนี้อย่างรอบคอบ และหาทางออกที่เหมาะสมเพื่อให้เขาได้กลับไปใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความสุข

เรื่องราวของอดีตสายลับเกาหลีเหนือ วัย 95 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากสงครามและการแบ่งแยกประเทศ ความปรารถนาที่จะกลับบ้านเกิดของเขา เป็นสิ่งที่เข้าใจได้และควรได้รับการเคารพ

อดีตสายลับเกาหลีเหนือผู้นี้ต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมายในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เขาถูกจับกุม คุมขัง และถูกปฏิเสธสิทธิในการกลับบ้านเกิด การที่เขาไม่ยอมสละทิ้งอุดมการณ์ของตนเอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาศรัทธา

เรื่องราวของอดีตสายลับเกาหลีเหนือรายนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไป ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้จะมีการพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหรือไม่ และเขาจะได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดได้หรือไม่

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า สงครามและการแบ่งแยกประเทศสร้างความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานให้กับผู้คนมากมาย และความปรารถนาที่จะกลับบ้านเกิด เป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้รับ

ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เราควรให้ความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจถึงความปรารถนาของอดีตสายลับเกาหลีเหนือรายนี้ และหวังว่าเขาจะได้รับโอกาสในการกลับไปยังบ้านเกิดก่อนที่จะสายเกินไป

ที่มา – เกาหลีใต้ไม่อนุญาต อดีตสายลับเกาหลีเหนือ วัย 95 อยากกลับไปตายบ้านเกิด

Scroll to top