ข่าววันนี้

จุฬาฯ มอบทุน ป.โท ภรรยา ส.อ.อัมรินทร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอบทุนการศึกษาปริญญาโทแก่ภรรยาของ “ส.อ.อัมรินทร์ ผาสุข” ทหารกล้าผู้เสียสละชีวิตในสมรภูมิตาเมือนธม เพื่อสานฝันการเป็นพยาบาลจิตเวช นี่คือเรื่องราวที่สร้างความประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่จุฬาฯ มีต่อครอบครัวผู้เสียสละ

จุฬาฯ มอบทุน ป.โท ภรรยา ส.อ.อัมรินทร์

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษา พร้อมให้โอวาทแก่นางสาวตะวันฉาย ลินลา นิสิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต (ภาคนอกเวลาราชการ) โดยพิธีจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 11 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ

การมอบทุนการศึกษาแก่ น.ส.ตะวันฉาย ลินลา เป็นไปตามนโยบายของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มุ่งให้ความช่วยเหลือแก่คู่สมรส หรือบุตรของทหารที่เสียสละชีพเพื่อชาติในการปกป้องอธิปไตย บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนหน้านี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลสุรินทร์ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อแสดงความห่วงใย และประกาศนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตระหนักถึงความเสียสละอย่างยิ่งของทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ ด้วยหลักการที่ว่าคนไทยทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน มหาวิทยาลัยจึงได้จัดสรรทุนการศึกษาเต็มรูปแบบ ให้แก่ภรรยาของผู้เสียสละจากเหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาโท โดยทุนครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าใช้จ่ายรายเดือน ตลอดระยะเวลา 2 ปี รวมถึงค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียนการสอน

“การมอบทุนสนับสนุนครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการให้เรียนฟรี แต่เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใย และความผูกพันที่คนไทยมีต่อกัน ครอบครัวของทหารกล้าก็คือครอบครัวของเรา เราต้องดูแลซึ่งกันและกัน การมอบทุนครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของจุฬาฯ ที่มุ่งเน้นไม่เพียงการสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ แต่ยังยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลา เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่มั่นคงและเข้มแข็ง” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวเพิ่มเติม

ศ.ดร.รัตน์ศิริ ทาโต คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ เผยว่า คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของมหาวิทยาลัย โดยรับ น.ส.ตะวันฉาย เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต (ภาคนอกเวลาราชการ) ในภาคต้น ปีการศึกษา 2568 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลครอบครัวทหารกล้าที่เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ โดย น.ส.ตะวันฉาย มีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์ของบัณฑิตวิทยาลัย ทุนการศึกษาตลอดระยะเวลา 2 ปีนี้ ครอบคลุมค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าใช้จ่ายรายเดือน ค่าหนังสือและอุปกรณ์การศึกษา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการสืบค้นวารสารทางวิชาการ

ความรู้สึกของภรรยา ส.อ.อัมรินทร์ หลังได้รับทุน

น.ส.ตะวันฉาย ลินลา พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลสุรินทร์ ภรรยาของ ส.อ.อัมรินทร์ ผาสุข ได้เปิดใจถึงการได้รับทุนการศึกษาจากจุฬาฯ ในครั้งนี้ว่า รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับทุนศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช โดยทุนครั้งนี้คือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ทั้งของตนเอง และครอบครัว แรงบันดาลใจสำคัญ มาจากการพูดคุยกับสามีที่เคยตั้งคำถาม และวางเป้าหมายว่าวันหนึ่งจะได้มาเรียนที่จุฬาฯ จนวันนี้ฝันได้กลายเป็นจริง การเลือกศึกษาต่อด้านสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น เกิดจากการตระหนักถึงปัญหาในเรื่องนี้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในสังคม ในขณะที่บุคลากรผู้เชี่ยวชาญยังมีจำนวนจำกัด เด็กเปรียบเสมือนต้นกล้า หากดูแลเพียงสุขภาพกาย แต่ละเลยสุขภาพใจ ย่อมส่งผลกระทบต่อพัฒนาการโดยรวม การศึกษาต่อปริญญาโทในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตเด็ก ครอบครัว และประชากรของประเทศ การได้รับโอกาสทางการศึกษาจากจุฬาฯ ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นเกียรติสำหรับตนเอง แต่ยังเป็นความรับผิดชอบที่จะใช้ความรู้ตอบแทนสังคม อย่างน้อยที่สุดจะได้เป็นอีกหนึ่งกำลังของประเทศ ที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนไทย

เรื่องราวการมอบทุน จุฬาฯ มอบทุน ป.โท ภรรยา ส.อ.อัมรินทร์ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความช่วยเหลือทางการศึกษา แต่ยังเป็นการส่งต่อกำลังใจและความหวังให้กับครอบครัวผู้เสียสละ เพื่อให้พวกเขาสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลซึ่งกันและกันในสังคมไทย

ที่มา – จุฬาฯ มอบทุน ป.โท ภรรยา “ส.อ.อัมรินทร์” ทหารกล้าชายแดน สานฝันการเป็นพยาบาลจิตเวช

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค. นี้!

“ภูมิธรรม” ไม่ทราบใครไปกับ “แพทองธาร ชินวัตร” ในวันที่ 21 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคล คดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ส่วนกรณีหมายจับ “อดิศร” เหตุไม่ไปฟังคำพิพากษา ว่าไปตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่ นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ไม่ไปฟังคำพิพากษาในคดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อความไม่สงบในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 9 เมษายน 2552 ในวันนี้ ทำให้ศาลออกหมายจับ ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ เนื่องจากเพิ่งกลับมาจากการแถลงจับยาเสพติดที่ จ.เชียงใหม่ แต่กรณีของนายอดิศร มีเอกสิทธิ์คุ้มครองอยู่แล้วในฐานะที่เป็น สส. ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย อะไรที่มีปัญหา กฎหมายว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น

แพทองธาร ชินวัตร
แพทองธาร ชินวัตร

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคล กรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 จะมีใครเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรีบ้าง ว่า “ยังไม่ทราบเลย ยังไม่ได้คุยกันเลย”

เมื่อถามถึงกรณีวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นวันประชุม สส.ของพรรค นายภูมิธรรม ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ตนทำงานอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลทั้งวัน เมื่อถามว่าขณะนี้ยังมีความกังวลอะไรหรือไม่ในเรื่องการเมืองที่กำลังจะเริ่มร้อนแรง นายภูมิธรรม ตอบว่า “ก็ยังไม่รู้สึกว่าจะร้อน”

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค. “ภูมิธรรม” ไม่รู้ใครไปกับ “แพทองธาร”

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญทางการเมืองต่างๆ ล่าสุดประเด็นที่ได้รับความสนใจคือกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลในคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคม 2568

นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ รวมถึงกรณีของนายอดิศร เพียงเกษ และการเดินทางมายังพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ ชินวัตร โดยยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและยังไม่รู้สึกถึงความร้อนแรงทางการเมือง

ประเด็นที่น่าสนใจ: ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค.นี้

การนัดไต่สวนพยานบุคคลของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันได้ หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าผลการไต่สวนจะเป็นอย่างไรและจะมีผลต่อการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคตหรือไม่

นอกจากนี้ กรณีที่นายภูมิธรรมกล่าวว่ายังไม่ทราบว่าใครจะเดินทางไปกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในวันดังกล่าว ก็ยิ่งทำให้เกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอาจมีบุคคลสำคัญทางการเมืองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เดินทางไปด้วย

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

การที่นายภูมิธรรมออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบและระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

มาร่วมกันติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกประเด็นสำคัญทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค. “ภูมิธรรม” ไม่รู้ใครไปกับ “แพทองธาร”

“โรม” จี้ “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ เอากัมพูชาขึ้นศาล!

“รังสิมันต์ โรม” สวด “นายกฯ อิ๊งค์” ไร้สปิริต จี้กระทรวงการต่างประเทศทำงานเชิงรุกและเอากัมพูชาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิดเรื่องโจมตีเป้าหมายพลเรือนและคอลเซ็นเตอร์

วันที่ 19 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีคลิปเสียง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และ รมว.วัฒนธรรม สนทนากับสมเด็จฮุน เซน วันที่ 21 ส.ค. ว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่จะใช้นิติสงครามใดๆ และต้องยอมรับว่านายกฯ ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองที่ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคลิปเสียง เราต้องการนักการเมืองที่กล้าหาญมากกว่านี้ ปัญหาหลายอย่างแก้ไม่ตก ท่านไม่รู้จักคำว่าความรับผิดชอบ บ้านเมืองเรายุ่งเหยิงเกิดปัญหาเสถียรภาพแบบนี้ อยากเห็นนายกฯ แสดงสปิริต แต่ก็คงช้าไปเพราะที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าท่านไม่ได้มีสปิริตอะไรเลย

นายรังสิมันต์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทหารไทยได้พบโทรศัพท์ของกัมพูชา เผยให้เห็นคลิปการวางทุ่นระเบิด ว่าตอนนี้เรามีแต้มต่อเยอะมาก แต่อยู่ที่ว่าจะใช้หรือไม่ เรื่องการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา กระทรวงการต่างประเทศต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมนานาชาติถึงไม่มีการประณามหรือตำหนิกัมพูชาที่ละเมิดอนุสัญญาในเรื่องนี้ ต้องทำงานเชิงรุกต่อไป กระทรวงการต่างประเทศเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะเสียเชิง มากไปกว่านั้น อีกทั้งต้องพากัมพูชาไปศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ดำเนินการเอาผิดได้ทั้งมิติคอลเซ็นเตอร์ การโจมตีเป้าหมายพลเรือน จุดนี้จะทำให้ไทยได้เปรียบ ถามรัฐตั้งใจยั้งมือหรือกลัวคลิปเสียง

เมื่อถามว่าการที่มติ สมช. ฟ้องสมเด็จฮุน เซน แค่ภายในประเทศ สะท้อนอะไรบ้าง นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนคิดว่ามันก็เท่านั้น ทุกคนในฝ่ายความมั่นคงทราบว่ากัมพูชาใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน มีทรัพย์สินจำนวนมากอยู่ในประเทศไทย หากไม่มีการยึดทรัพย์อย่างแท้จริงก็เปล่าประโยชน์ ตนจึงคิดว่าถ้าจะดำเนินการในประเทศก็ทำ แต่ต้องยึดทรัพย์จริงๆ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องเข้าแล้ว วันนี้ ปปง. ยังเงียบทำอะไรอยู่ ต้องนำไปสู่การยึดทรัพย์ยึดไว้ก่อนได้ เห็นความล่าช้าของหน่วยงานรัฐในหลายภาคส่วน เลยสงสัยว่าตกลงจะเอาจริงหรือไม่ หรือกลัวว่าเขาจะมีคลิปเสียงอีกจำนวนมาก วันนี้เราต้องเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักก่อน

เมื่อถามอีกว่าการที่รัฐบาลไม่ฟ้องศาล ICC เพราะมีผลประโยชน์กับนักการเมืองไทยหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนก็เป็นห่วงว่าที่ประเทศไทยยั้งมือ เพราะเรามีผลประโยชน์กับกัมพูชาเยอะหรือไม่ ถ้ามีเยอะก็เป็นไปได้ว่าเขาเอาเรื่องนี้มาต่อรอง ซึ่งรัฐบาลต้องออกมาตอบคำถามเพื่อสร้างความมั่นใจว่าตัวเองไม่มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ เรียนตามตรงว่าผลประโยชน์ของทั้งสองตระกูลก็คงมีมานาน แต่วันนี้ต้องยึดผลประโยชน์ของชาติ รัฐบาลควรยึดผลประโยชน์ของชาติให้มากที่สุด และใช้โอกาสนี้ในการสร้างสันติภาพระยะยาว

“โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศนำประเด็นกัมพูชาขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นั้น มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างละเอียด

ประเด็นความรับผิดชอบทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร

นายรังสิมันต์ โรมมองว่า น.ส.แพทองธารไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างเหมาะสมต่อกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก การที่นักการเมืองระดับสูงถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความรับผิดชอบ ถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะความไว้วางใจจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังกล่าวถึงเรื่องการใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงินของกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ หากเป็นเรื่องจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการตรวจสอบและยึดทรัพย์สินอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดกฎหมาย

ความเห็นของนายรังสิมันต์ในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจมีระหว่างนักการเมืองไทยและกัมพูชา ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา การเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใสและยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การที่นายรังสิมันต์ “โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดและโปร่งใสในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประเด็นที่นายรังสิมันต์ยกขึ้นมานั้นมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงผลประโยชน์ทางการเมือง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือการยึดมั่นในหลักการของความถูกต้องและโปร่งใส

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในประเด็นเหล่านี้ และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่ว่าผลประโยชน์ของชาติจะได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ การติดตามข่าวสารและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน

การที่ “โรม” ออกมาเรียกร้องให้ เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่าการดำเนินการใดๆ จะต้องเป็นไปตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “โรม” เฉ่ง “แพทองธาร” ไร้ความรับผิดชอบ จี้ กต. เอากัมพูชาขึ้นศาล ICC

ตะลึง! **ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ 395 หมายเลข** ทิ้งไร่อ้อย

**ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ 395 หมายเลข** ทิ้งไร่อ้อยชายแดนสระแก้ว

กองกำลังบูรพาพบกล่องต้องสงสัยถูกทิ้งในไร่อ้อยอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ภายในบรรจุซิมโทรศัพท์จำนวนมากถึง 395 หมายเลข พร้อมเครื่องสำอางและเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่เร่งขยายผลเพื่อหาผู้เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 19.00 น. กองกำลังบูรพา ฉก.อรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1304 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่บ้านหนองเอี่ยน ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ว่าพบกล่องพัสดุต้องสงสัยถูกทิ้งไว้ในไร่อ้อย จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว

จากการตรวจสอบ พบกล่องกระดาษจำนวน 3 กล่อง และกระสอบอีก 4 ใบ น้ำหนักรวมกว่า 300 กิโลกรัม ถูกทิ้งไว้ในไร่อ้อย แต่ไม่พบผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่จึงทำการยึดพัสดุทั้งหมดกลับไปตรวจสอบอย่างละเอียดที่กองร้อยทหารพรานที่ 1304

ผลการตรวจสอบ พบของกลางที่น่าสนใจหลายรายการ ประกอบด้วย:

  • ซิมโทรศัพท์ จำนวน 395 หมายเลข
  • เสื้อผ้า จำนวน 93 ชิ้น
  • เครื่องสำอาง จำนวน 300 ชิ้น
  • เครื่องทำกาแฟ จำนวน 1 เครื่อง
  • เครื่องปั่นน้ำผลไม้ จำนวน 1 เครื่อง

ทำไมต้อง **ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ 395 หมายเลข** เหล่านี้?

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ซิมโทรศัพท์จำนวนมากเหล่านี้ อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่ออาชญากรรมทางออนไลน์ หรือเป็นเครื่องมือสนับสนุนเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ซิมเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการเปิดบัญชีม้า เพื่อใช้ในการหลอกลวงทางการเงิน

เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้ทำการเก็บของกลางทั้งหมดไว้เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างละเอียด พร้อมทั้งเร่งดำเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อหาตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพัสดุดังกล่าว เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบว่าเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการทิ้งซิมโทรศัพท์เหล่านี้ มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่

การ **ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ 395 หมายเลข** ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ และการหลอกลวงประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมเป็นอย่างมาก การร่วมมือของประชาชนในการแจ้งเบาะแสข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ในที่สุด

การ **ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ 395 หมายเลข** ครั้งนี้อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิด การเฝ้าระวังและให้ความรู้แก่ประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – ตรวจยึดซิมโทรศัพท์ 395 หมายเลข ถูกทิ้งในไร่อ้อยชายแดน คาดโยงขบวนการแก๊งคอลฯ

“ธนกฤต” พบ “หลวงพ่ออลงกต” ที่ใจฟ้าอคาเดมี

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปยังใจฟ้าอคาเดมี จังหวัดลพบุรี เพื่อเข้าพบและพูดคุยกับ “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เป็นการส่วนตัว การพบปะครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากหลวงพ่ออลงกตเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพอย่างสูง และมีบทบาทสำคัญในงานด้านสาธารณสุขและการช่วยเหลือสังคม

“ธนกฤต” พบ “หลวงพ่ออลงกต” เป็นการส่วนตัว ที่ใจฟ้าอคาเดมี

การเดินทางมาพบ “หลวงพ่ออลงกต” ของนายธนกฤตในครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่หน่วยงานสาธารณสุขได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนวัดพระบาทน้ำพุในช่วงเช้าวันเดียวกัน มีรายงานว่าทางหลวงพ่ออลงกตมีความประสงค์ที่จะพูดคุยกับหน่วยงานสาธารณสุขเป็นการส่วนตัว ทำให้เกิดการนัดหมายและเดินทางมาพบกันที่ใจฟ้าอคาเดมี

แม้ว่ารายละเอียดของการพูดคุยระหว่าง “ธนกฤต” และ “หลวงพ่ออลงกต” จะยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่มีการคาดการณ์ว่าประเด็นสำคัญของการหารืออาจเกี่ยวข้องกับงานด้านสาธารณสุขที่หลวงพ่ออลงกตให้ความสำคัญมาโดยตลอด รวมถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรการกุศลในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคภัยต่างๆ

ประเด็นที่คาดว่าจะมีการหารือ

  • ความร่วมมือในการดูแลผู้ป่วย HIV/AIDS
  • การสนับสนุนด้านการแพทย์และสาธารณสุขสำหรับผู้ยากไร้
  • การพัฒนาโครงการเพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
  • การระดมทุนและการบริหารจัดการองค์กรการกุศล

หลวงพ่ออลงกตเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS และผู้ด้อยโอกาส ท่านได้ก่อตั้งวัดพระบาทน้ำพุให้เป็นสถานพักพิงและรักษาผู้ป่วยเหล่านี้มานานหลายปี นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ อีกมากมาย ด้วยความเสียสละและความมุ่งมั่นของท่าน ทำให้หลวงพ่ออลงกตได้รับความเคารพและศรัทธาจากผู้คนจำนวนมาก

การที่นายธนกฤต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางมาพบ “หลวงพ่ออลงกต” ในครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของภาครัฐต่อการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขและการช่วยเหลือสังคมที่หลวงพ่ออลงกตได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง การพูดคุยและการหารือร่วมกันระหว่างทั้งสองท่าน จะนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น และส่งผลดีต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในสังคมต่อไป

การพบปะระหว่าง “ธนกฤต” กับ “หลวงพ่ออลงกต” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้น การสนับสนุนและส่งเสริมการทำงานขององค์กรการกุศลต่างๆ จะช่วยให้ผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคมได้รับการดูแลและช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

การพูดคุยระหว่างทั้งสองท่านในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สามารถช่วยเหลือสังคมได้จริง

ที่มา – “ธนกฤต” เข้าพูดคุยกับ “หลวงพ่ออลงกต” เป็นการส่วนตัว ที่ใจฟ้าอคาเดมี

ชาวบ้านชายแดนจี้ สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดไทย-เขมร

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนยังคงใช้ชีวิตด้วยความกังวลใจ และเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งงดเว้นความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างก็ประสบกับบรรยากาศการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่คึกคักเท่าที่ควร ร้านค้าหลายแห่งยังคงปิดทำการตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นใจในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่มีการปะทะหรือการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่ก็ตาม

ประชาชนยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะสงบลงอย่างแท้จริงหรือไม่ จากการติดตามข่าวสารทั่วไป พบว่าฝ่ายกัมพูชายังคงยั่วยุและก่อกวนฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในช่วงที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้นำคณะผู้ช่วยทูตจากประเทศอาเซียน 8 ประเทศ มาร่วมสังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ทหารกัมพูชายังคงเข้ามาแสดงพฤติกรรมยั่วยุและโวยวายต่อหน้าทูตทหาร ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ชาวบ้านเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง”

นางทัศนีวรรณ แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง ทำให้การดำรงชีวิตประจำวันและการค้าขายของคนในพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก การค้าขายซบเซา และไม่กล้าซื้อสินค้ามาเก็บตุนไว้เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากขาดความมั่นใจในสถานการณ์ และไม่รู้ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

“อยากให้มีความชัดเจนของสถานการณ์มากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข ทุกวันนี้ยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวงและวิตกกังวล” นางทัศนีวรรณกล่าว

สนับสนุนเต็มที่ให้สร้าง “รั้วกำแพง”

แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวรายเดิมยังกล่าวถึงกระแสข่าวการสนับสนุนการสร้างรั้วกั้นเขตแดนไทย-กัมพูชาว่า พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ “ล้านเปอร์เซ็นต์ให้ทำรั้วกำแพงไปเถอะ เพื่อลูกหลานในอนาคต เพราะเขมรไม่รักษาสัจจะ พูดอะไรออกมาก็ไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทยเราพยายามประนีประนอมมาโดยตลอด หากรัฐบาลขาดแคลนงบประมาณ เชื่อว่าประชาชนทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น”

นางจิระภิญญา แม่ค้ากาแฟน้ำชงในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวเสริมว่า อยากให้สร้างเป็นรั้วกำแพงปูนที่มั่นคง เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่านี่คือแนวเขตแดนของประเทศไทย การมีรั้วกั้นเขตแดนที่มั่นคงจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามแนวชายแดนได้ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำเข้าสิ่งของผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่าคนไทยทุกคนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกาย

“อยากให้สร้างรั้วกั้นปิดเขตพรมแดนที่ชัดเจนไปเลย เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปิดกั้นไปเลยไม่ต้องให้คนกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย เพราะเข้ามาแล้วก็จะสร้างความวุ่นวาย ทำให้ประชาชนคนไทยได้รับความเดือดร้อน” นางจิระภิญญากล่าว “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ยังนอนหลับไม่เต็มตื่น ต้องพะวงลุ้นวันต่อวันว่าแต่ละวันจะเป็นอย่างไร ถ้าสร้างรั้วปิดประเทศได้ก็สร้างไปเลย ประชาชนอย่างพวกตนพร้อมสนับสนุน”

จากความเห็นของชาวบ้าน จะเห็นได้ว่าพวกเขาสนับสนุนให้สร้าง “รั้วกำแพง” เพื่อความสงบสุขในชีวิตของพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน เรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดพรมแดนไทย-กัมพูชา

ชาวเน็ตญี่ปุ่นแห่แชร์ ลูกไฟสว่างวาบ (คลิป)

กลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อชาวเน็ตญี่ปุ่นแห่แชร์คลิป ลูกไฟสว่างวาบ พุ่งตกจากท้องฟ้า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำคืนของวันที่ 19 สิงหาคม สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างมาก คลิปวิดีโอและภาพถ่ายปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่และส่งต่อกันอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย

ชาวเน็ตญี่ปุ่นแห่แชร์ ลูกไฟสว่างวาบพุ่งตกจากท้องฟ้า (คลิป)

ปรากฏการณ์ ลูกไฟสว่างวาบ นี้สามารถมองเห็นได้ในหลายภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณคิวชูและชิโกกุ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันบันทึกภาพและวิดีโอไว้ได้ เผยให้เห็นแสงสว่างเจิดจ้าที่พาดผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน

ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยคาดการณ์ว่า ลูกไฟสว่างวาบ ดังกล่าวน่าจะเป็นดาวตกขนาดใหญ่ (fireball) หรืออาจเป็นอุกกาบาตที่กำลังลุกไหม้ขณะพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศโลก

ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจ: ลูกไฟสว่างวาบ

นายโทชิฮิสะ มาเอดะ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์อวกาศเซ็นได ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดจากฝุ่นหรือเศษดาวเคราะห์ขนาดเล็กจากนอกโลก เผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดแสงสว่างวาบที่มองเห็นได้จากพื้นโลก และมีความเป็นไปได้ที่เศษวัตถุเหล่านั้นจะตกลงสู่มหาสมุทรในที่สุด

แม้ว่าอุกกาบาตจะตกลงสู่โลกค่อนข้างบ่อย โดยเฉลี่ยแล้วมีอุกกาบาตขนาดเล็กตกลงมากว่า 500,000 ครั้งต่อปี แต่ส่วนใหญ่มักตกลงในมหาสมุทรหรือในพื้นที่ที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ทำให้การได้เห็น ลูกไฟสว่างวาบ ที่มีขนาดใหญ่และสว่างเช่นครั้งนี้ เป็นเรื่องที่พิเศษและน่าจดจำ

อย่างไรก็ตาม อุกกาบาตที่มีขนาดใหญ่ก็สามารถก่อให้เกิดความเสียหายได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น อุกกาบาตเชลยาบินสค์ที่ระเบิดเหนือประเทศรัสเซียเมื่อปี 2013 ซึ่งสร้างความเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความยิ่งใหญ่และพลังของธรรมชาติ รวมถึงความสำคัญของการศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา การเฝ้าสังเกตและบันทึกปรากฏการณ์เหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจ แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยและพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย

คุณเคยเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจแบบนี้หรือไม่? มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ของคุณได้ในช่องแสดงความคิดเห็น!

ที่มา – ชาวเน็ตญี่ปุ่นแห่แชร์ ลูกไฟสว่างวาบพุ่งตกจากท้องฟ้า (คลิป)

เวียดนามอนุมัติ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” 6 หมื่นล้าน

เวียดนามอนุมัติลงทุน “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” มูลค่าราว 6.6 หมื่นล้านบาท โดยกลุ่ม Sun Group วางเป้าหมายเป็นศูนย์รวมกาสิโน–รีสอร์ทและแหล่งบันเทิงครบวงจร เทียบชั้นมาเก๊า-ลาสเวกัส โครงการนี้จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การท่องเที่ยวของเวียดนามอย่างแน่นอน

สื่อเวียดนามรายงานว่า คณะกรรมการประชาชนจังหวัดกว๋างนิญ ได้อนุมัติโครงการนำร่องอย่างเป็นทางการสำหรับโครงการรีสอร์ทและคาสิโนแบบครบวงจรระดับไฮเอนด์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวินโด่น ซึ่งอนุญาตให้พลเมืองเวียดนามสามารถเข้าร่วมได้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด นี่เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ภายใต้มติเลขที่ 3226/QD-UBND จังหวัดได้อนุมัติการลงทุนให้กับบริษัทหุ้นร่วมเวินโด่นซัน (Van Don Sun Joint Stock Company) ในฐานะผู้พัฒนาโครงการคาสิโนและการท่องเที่ยวแบบบูรณาการจังหวัดเวินโด่น ซึ่งจะเป็นคาสิโนแห่งแรกที่ได้รับใบอนุญาตในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวินโด่น ที่เปิดให้ผู้เล่นทั้งในและต่างประเทศ

โครงการนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 244.45 เฮกตาร์ หรือราว 1,527 ไร่ มุ่งสร้างศูนย์กลางความบันเทิงและรีสอร์ทสุดหรูที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคาสิโน ควบคู่ไปกับบริการด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพระดับโลก โครงการนี้จะสร้างงานจำนวนมากและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

องค์ประกอบสำคัญของโครงการนี้ประกอบด้วยคาสิโน โรงแรมหรู รีสอร์ท คอนโดเทล ทาวน์เฮาส์เชิงพาณิชย์ ศูนย์การค้า บริการสุขภาพ และสถานที่บันเทิง ทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ประสบการณ์ที่หรูหราและน่าจดจำ

หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของโครงการนี้คือการเปิดคาสิโนระดับไฮเอนด์ให้ชาวเวียดนามได้เข้ามาใช้บริการ โดยต้องมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่เข้มงวดตามกฎหมายปัจจุบัน นี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับชาวเวียดนามที่จะได้สัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมระดับโลก

โครงการนี้จะได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบนิเวศแบบครบวงจร โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นสูงที่กำลังเติบโตของเวียดนาม คาดว่าจะเป็นสถานที่จัดแสดงความบันเทิงระดับนานาชาติขนาดใหญ่ และกิจกรรมสันทนาการตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแวนดอนให้เป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำเทียบเท่ากับมาเก๊าหรือลาสเวกัส

โครงการท่องเที่ยวและคาสิโนแบบบูรณาการเวินโด่น จะมีเงินลงทุนรวมมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือราว 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยเงินทุนจากนักลงทุน เงินกู้ และแหล่งเงินทุนอื่นๆ ระยะเวลาดำเนินงานของโครงการไม่เกิน 70 ปีนับจากวันที่ได้รับอนุมัติการลงทุน

การก่อสร้างและดำเนินการมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 9 ปีนับจากวันที่ได้รับการจัดสรรที่ดินและอนุมัติสัญญาเช่า

ในการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการคลังได้เสนอให้พลเมืองเวียดนามต้องซื้อตั๋วเข้าร่วมการเล่นเกมคาสิโน ซึ่งมีราคา 2.5 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 3,095 บาท) ต่อ 24 ชั่วโมง หรือ 50 ล้านดองเวียดนาม (ราว 61,913 บาท) สำหรับบัตรผ่านรายเดือน.

เวียดนามอนุมัติ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” 6 หมื่นล้าน

โครงการ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” นี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจเวียดนาม โดยจะสร้างงาน สร้างรายได้ และดึงดูดนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของเวียดนามในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก

ความคาดหวังต่อ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์”

  • การสร้างงานจำนวนมากให้กับคนในท้องถิ่น
  • การดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
  • การสร้างรายได้ให้กับประเทศ
  • การยกระดับภาพลักษณ์ของเวียดนาม

โครงการนี้เป็นความหวังของเวียดนามในการที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางความบันเทิงแห่งใหม่ของเอเชีย ความสำเร็จของโครงการนี้จะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน

โดยรวมแล้ว โครงการ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” เป็นโครงการที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามอย่างมาก เราหวังว่าจะได้เห็นโครงการนี้ประสบความสำเร็จและนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศ

เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการท่องเที่ยวและความบันเทิง และ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” นี้ก็เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตนี้

ที่มา – เวียดนามไฟเขียวเมกะโปรเจกต์ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” 6 หมื่นล้าน

ทนายเกิดผล ชี้ปมครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อ “ทนายเกิดผล” ออกมาโพสต์ถึงกรณีที่ “ครูปรีชา” แจ้งความเอาผิด “โน้ส อุดม” โดยระบุว่าอยู่ดีไม่ว่าดี ระวังจะหาเรื่องติดคุกตอนแก่! เรื่องราวนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และทำไมทนายเกิดผลถึงออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ เราจะมาเจาะลึกกันในบทความนี้

ทนายเกิดผลวิเคราะห์ ปมครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “โน้ส อุดม แต้พานิช” นักแสดงเดี่ยวไมโครโฟนชื่อดัง เดินทางไปยัง สภ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีที่ นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือ ครูปรีชา เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ โดยกล่าวหาว่า โน้ส อุดม หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

สาเหตุของการแจ้งความครั้งนี้มาจากการที่ ครูปรีชาได้รับคลิปวิดีโอ “เดี่ยว 12” ของโน้ส อุดม ซึ่งเป็นการแสดงเมื่อปี 2561 เนื้อหาในคลิปมีการกล่าวถึง ครูปรีชา ในลักษณะที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาท เช่น “ผลงานโดดเด่นของกระทรวงศึกษา ยกให้ครูปรีชา สร้างแรงบันดาลใจ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ นี่มันหวยของครู หมวดจรูญนั้นไม่ใช่ ถ้า …ได้ขนาดนั้น นี่ต้องมั่นมาก เพราะความจริงมันพูดยากมากกว่าแถไถ ไม่ต้องห่วง ครูยังมีผมอยู่ข้างๆ แต่ว่า ผมครูตรงกลางนี่มันหายไปไหน”

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทนายเกิดผล แก้วเกิด ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีทนายเกิดผล ชี้ปมครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม ว่า “ครูปรีชาจะหาเรื่องติดคุกตอนแก่หรือเปล่าครับเนี่ย การไปแจ้งความเอาผิดโน้สหลังจากเหตุการณ์ผ่านมาหลายปีแล้ว และข้อเท็จจริงก็เป็นไปดังที่ปรากฏในข่าวว่าหวยเป็นของหมวดจรูญ ไม่ใช่ของครูปรีชา ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วซึ่ง คุณโน้ส อุดม สามารถต่อสู้ในประเด็นนี้ได้โดยพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง ก็ไม่เป็นความผิด เป็นข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 (3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ และมาตรา 330 อยู่ดีไม่ว่าดีนะครูปรีชา เรื่องมันผ่านไปแล้ว แท้ๆ ยังจะเอามาเป็นประเด็น”

ทำไมทนายเกิดผลถึงออกมาแสดงความเห็นเรื่องครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมทนายเกิดผลถึงออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ ทนายเกิดผลเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงและมักจะออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจอยู่เสมอ การออกมาแสดงความคิดเห็นในกรณีนี้อาจเป็นเพราะทนายเกิดผลเห็นว่าประเด็นนี้มีความน่าสนใจและอาจมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

ประเด็นสำคัญที่ทนายเกิดผลยกขึ้นมาคือเรื่องของ “ความจริง” และ “ความเป็นธรรม” ทนายเกิดผลชี้ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข่าวและคำพิพากษาของศาลนั้น ชี้ชัดว่าหวยเป็นของหมวดจรูญไม่ใช่ของครูปรีชา ดังนั้น การที่ครูปรีชาไปแจ้งความเอาผิดโน้ส อุดม จึงอาจเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ทนายเกิดผลยังได้อ้างถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 (3) และมาตรา 330 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นความผิดในกรณีหมิ่นประมาท หากเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้

แน่นอนว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นของทนายเกิดผลในครั้งนี้ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ทนายเกิดผลยกขึ้นมานั้นถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การพิจารณา

สิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีทนายเกิดผลชี้ปมครูปรีชาฟ้องโน้ส อุดม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “ความเป็นธรรม” และ “สิทธิในการแสดงความคิดเห็น” ในสังคมประชาธิปไตย การที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระและเป็นธรรม ถือเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคม

สุดท้ายนี้ หากใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาทางกฎหมาย หรือต้องการคำปรึกษาจากทนายความผู้เชี่ยวชาญ อย่าลังเลที่จะติดต่อสำนักงานกฎหมายที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – ทนายเกิดผล โพสต์ปม “ครูปรีชา” แจ้งความเอาผิด “โน้ส อุดม” บอกอยู่ดีไม่ว่าดี

Scroll to top