ข่าววันนี้

สหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ ตอบโต้เพิ่ม

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศมาตรการตอบโต้ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) โดยการสหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศและเพิ่มรายชื่อผู้พิพากษาและอัยการที่ถูกคว่ำบาตร

สหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ ตอบโต้เพิ่ม

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพื่อตอบโต้ที่ ICC เคยออกหมายจับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล และเคยทำการสืบสวนเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมและเป็นการคุกคามอำนาจอธิปไตยของชาติ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อผู้พิพากษา 2 คน และอัยการอีก 2 คนของ ICC การตอบโต้ครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ศาล ICC ได้ออกหมายจับผู้นำอิสราเอล รวมถึงการสืบสวนที่เคยมีต่อเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ในอดีต

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ศาล ICC ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำสงครามทางกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อโจมตีสหรัฐฯ และอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ รวมถึงฝรั่งเศสและองค์การสหประชาชาติ โดยฝรั่งเศสได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว ขณะที่ ICC เองก็ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ โดยระบุว่าเป็นการ “โจมตีอย่างโจ่งแจ้ง” ต่อความเป็นอิสระของสถาบันตุลาการ

ใครบ้างที่โดน สหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ เพิ่ม?

เจ้าหน้าที่ ICC สี่คนที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรเพิ่มเติม ได้แก่ ผู้พิพากษานิโคลาส์ ยานน์ กียู (ชาวฝรั่งเศส), อัยการนาแชต ชามีม ข่าน (ชาวฟิจิ), อัยการมาเม มันดิอาเย เนียง (ชาวเซเนกัล) และผู้พิพากษาคิมเบอร์ลี โพรสต์ โดยทั้งสี่คนล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำคดีที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

ก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาของ ICC ได้ออกหมายจับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล, นายโยอาฟ กัลแลนต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล และนายอิบราฮิม อัล-มาสรี ผู้นำกลุ่มฮามาส เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยตั้งข้อหาว่าได้ก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติระหว่างการทำสงครามในฉนวนกาซา

นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคม 2563 อัยการของ ICC ยังได้เปิดการสืบสวนคดีในอัฟกานิสถาน ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบความเป็นไปได้ที่จะมีการก่ออาชญากรรมโดยทหารอเมริกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากปี 2564 ICC ได้ลดบทบาทของสหรัฐฯ ลง และมุ่งเน้นการสืบสวนคดีอาชญากรรมที่กระทำโดยรัฐบาลอัฟกันและทหารตาลีบันแทน

การตัดสินใจของสหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศครั้งนี้ นับเป็นการคว่ำบาตรรอบที่สองที่เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ตัดสินใจคว่ำบาตรผู้พิพากษาของ ICC จำนวน 4 คน

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ คือ การทำงานของทั้งศาลและสำนักงานอัยการอาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดการคดีสำคัญต่างๆ รวมถึงข้อกล่าวหาที่ว่ารัสเซียได้ก่ออาชญากรรมสงครามในการรุกรานยูเครน

การตอบโต้ของสหรัฐฯ ต่อ ICC สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ซับซ้อนในเวทีระหว่างประเทศ โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย ความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมสงคราม และความเป็นอิสระของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ การแก้ไขความขัดแย้งนี้จึงต้องอาศัยการเจรจาและความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศและสันติภาพโลก

ที่มา – สหรัฐฯ ตอบโต้ศาลอาญาระหว่างประเทศ คว่ำบาตรผู้พิพากษา-อัยการเพิ่ม

อิสราเอลเริ่มแผนยึดเมืองกาซาซิตี้แล้ว

กองทัพอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการระยะแรก ตามแผนยึดเมืองกาซาซิตี้แล้ว โดยเข้าควบคุมพื้นที่ชายขอบและเตรียมสั่งอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลได้เริ่มปฏิบัติการเบื้องต้นตามแผนการโจมตีภาคพื้นดินเพื่อยึดและควบคุมพื้นที่ทั้งหมดของเมืองกาซาซิตี้ในฉนวนกาซาได้แล้ว และพวกเขาสามารถยึดพื้นที่ชายขอบของเมืองได้แล้วเช่นกัน นี่ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่

โฆษกกองทัพอิสราเอลระบุว่า ทหารได้เริ่มปฏิบัติการในเขตเซตูน (Zeitoun) และจาบาเลีย (Jabalia) แล้ว เพื่อวางรากฐานสำหรับการโจมตีครั้งใหญ่ที่ได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีความมั่นคงภายในสัปดาห์นี้ การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ครอบคลุมเพื่อควบคุมสถานการณ์ในเมืองกาซา

พลจัตวา เอฟฟี เดฟริน โฆษกกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) กล่าวว่า กองกำลังของพวกเขาจะไม่รีรอที่จะเริ่มปฏิบัติการ “เราเริ่มปฏิบัติการเบื้องต้นไปแล้ว และตอนนี้ทหารของ IDF ก็กำลังควบคุมพื้นที่ชายขอบของกาซาซิตี้อยู่” เขาย้ำถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าทหารกองกำลังสำรองประมาณ 60,000 นายจะถูกเรียกตัวมารายงานตัวในช่วงต้นเดือนกันยายน เพื่อเตรียมกำลังพลที่ประจำการอยู่ให้พร้อมสำหรับปฏิบัติการนี้ การเสริมกำลังครั้งใหญ่นี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของอิสราเอลในการดำเนินการตามแผน

นายพลเดฟรินยังกล่าวอีกว่า หลังจากนี้อิสราเอลจะออกคำสั่งให้ชาวปาเลสไตน์หลายแสนคนในกาซาซิตี้อพยพและมุ่งหน้าไปยังศูนย์หลบภัยในภาคใต้ของฉนวนกาซา เพื่อลดความเสียหายต่อพลเรือนให้เหลือน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับผลกระทบด้านมนุษยธรรม

ชาติพันธมิตรของอิสราเอลหลายประเทศได้ออกมาประณามแผนการยึดเมืองดังกล่าว โดยนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตือนว่า แผนการนี้จะนำไปสู่หายนะสำหรับประชาชนทั้งสองฝ่าย และอาจทำให้ภูมิภาคตกสู่วัฏจักรสงครามถาวร

ด้านคณะกรรมการกาชาดสากล (ICRC) กล่าวว่า การพลัดถิ่นเพิ่มเติมและการเพิ่มความเป็นศัตรู จะทำให้สถานการณ์ของชาวกาซากว่า 2.1 ล้านคนและเหล่าตัวประกันที่เลวร้ายอยู่แล้ว ยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก

ทั้งนี้ อิสราเอลประกาศความตั้งใจที่จะยึดพื้นที่ฉนวนกาซาทั้งหมด หลังจากจากการเจรจาทางผ่านตัวกลางกับกลุ่มฮามาสเรื่องข้อตกลงหยุดยิงและการปล่อยตัวประกันล้มเหลวเมื่อเดือนก่อน

กองทัพอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการระยะแรก ตามแผนยึดเมืองกาซาซิตี้แล้ว

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียดและมีความผันผวนสูง การดำเนินการทางทหารที่เพิ่มขึ้นและความกังวลด้านมนุษยธรรมที่ตามมา ทำให้สถานการณ์นี้เป็นที่จับตามองของนานาชาติอย่างใกล้ชิด

ผลกระทบของการยึดเมืองกาซาซิตี้

การที่กองทัพอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการตามแผนยึดเมืองกาซาซิตี้ มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อพลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ การอพยพจำนวนมากอาจนำไปสู่วิกฤตด้านมนุษยธรรม และการสู้รบในเมืองอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและชีวิตผู้คนจำนวนมาก

นอกจากนี้ การดำเนินการนี้อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การเจรจาและการแก้ไขปัญหาทางการทูตจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตและบรรเทาความทุกข์ทรมานของประชาชนในพื้นที่

การที่กองทัพอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการระยะแรก ตามแผนยึดเมืองกาซาซิตี้แล้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในความขัดแย้งครั้งนี้ ผลกระทบที่จะตามมายังไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือความจำเป็นในการแก้ไขอย่างสันติเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะด้านมนุษยธรรม

สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง และความพยายามทางการทูตอย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนสำหรับความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์

ที่มา – กองทัพอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการระยะแรก ตามแผนยึดเมืองกาซาซิตี้แล้ว

งวดนี้หวยสัญจร จ.ตราด ส่องเลขเด็ด 1/9/68

งวดนี้หวยออกที่ตราด! คอหวยหลายท่านคงกำลังมองหา เลขเด็ด เพื่อนำไปเสี่ยงโชคในงวดวันที่ 1 กันยายน 2568 ที่กำลังจะมาถึงนี้กันอยู่ใช่ไหมครับ? วันนี้เราจะพาไปส่องเลขดังที่จังหวัดตราด ซึ่งเป็นจังหวัดที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะเดินทางไปออกรางวัลสลากสัญจรในงวดนี้นั่นเองครับ

งวดนี้หวยสัญจร จ.ตราด ส่องเลขเด็ด 1/9/68

การออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 กันยายน 2568 นี้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะเดินทางไปออกรางวัลสลากสัญจร ณ อำเภอเมือง จังหวัดตราด เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในต่างจังหวัดได้เห็นขั้นตอนและวิธีการ ตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้ในการออกรางวัลด้วยตนเอง เพื่อความโปร่งใสและป้องกันข่าวลือเรื่องเลขเด็ดจากกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวง

และแน่นอนว่าเมื่อมีการประกาศว่าหวยสัญจรจะไปออกที่จังหวัดตราด ทำให้บรรดาคอหวยต่างตื่นตัวกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะตามแผงสลากกินแบ่งรัฐบาล มีบรรดาคอหวยต่างนำ เลขเด็ด ที่มีอยู่ในใจ และเลขที่มีความเกี่ยวพันกับจังหวัดตราด ไปซื้อลอตเตอรี่มาเสี่ยงโชคกันจำนวนมาก

แผงหวยดัง “เจ๊ดำ” เผยเลขเด็ดตราด

จากการสำรวจแผงลอตเตอรี่ของ “เจ๊ดำ” ซึ่งเป็นแผงใหญ่สุดของจังหวัดตราด เปิดเผยว่า ตอนนี้เลข 481 ซึ่งเป็นเลข อบจ. หมดเกลี้ยงแผงแล้ว ซึ่งประชาชนชาวตราดก็ยังคงมาซื้อเลขที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดตราดกันอย่างต่อเนื่อง อาทิ เลข 23 ซึ่งเป็นวันตราดรำลึก และเลข 119 ปี ที่เสด็จพ่อ ร.5 นำเมืองตราดกลับคืนมาจากฝรั่งเศส รวมถึงหมายเลขทางหลวงถนนสุขุมวิทหมายเลข 318 ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีเลขเด็ดจากสถานการณ์ชายแดนขณะนี้ คือเลขหลักเขตที่ 73 ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ที่คอหวยให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ เลขเด็ด ที่เกี่ยวข้องกับพ่อเมืองตราด หรือ นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด คนที่ 49 ซึ่งมีอายุ 57 ปี และที่คอหวยจับจ้องกันเป็นพิเศษคือเลขทะเบียนรถของผู้ว่าฯ หมายเลข 1111 ที่หลายคนนำไปลุ้นโชคงวดนี้ด้วยเช่นกัน คอหวยท่านใดที่กำลังมองหาเลขเด็ด อย่าลืมพิจารณาเลขเหล่านี้เพื่อนำไปเสี่ยงโชคกันนะครับ

สำหรับใครที่ยังไม่มีเลขในใจ ลองพิจารณาเลขที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดตราด หรือเลขจากผู้ว่าราชการจังหวัดตราดดูนะครับ อาจจะเป็นเลขนำโชคในงวดนี้ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม การซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง ควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจนะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการเสี่ยงโชคในงวดนี้ครับ

อย่าลืมว่าการซื้อลอตเตอรี่ควรซื้อแต่พอดี ไม่ทำให้ตนเองและครอบครัวเดือดร้อนนะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีและมีสติในการเสี่ยงโชคครับ งวดนี้ขอให้เป็น งวดนี้หวยสัญจร จ.ตราด ที่นำโชคมาให้ทุกท่านครับ

ที่มา – งวดนี้หวยสัญจร จ.ตราด พาส่อง “เลขดัง” ที่คอหวยกว้านซื้อไปเสี่ยงโชค 1/9/68

โปแลนด์โวย! รัสเซียยั่วยุ โดรนตกในไร่ข้าวโพด

โปแลนด์โวยรัสเซียยั่วยุ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าตก-ระเบิดในไร่ข้าวโพด

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างโปแลนด์และรัสเซียปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อโดรนต้องสงสัยว่าเป็นของรัสเซีย บินล้ำน่านฟ้าเข้าไปในประเทศโปแลนด์ และตกลงในไร่ข้าวโพด ทำให้เกิดระเบิด สร้างความเสียหาย และนำมาซึ่งการประณามอย่างรุนแรงจากรัฐบาลโปแลนด์ เหตุการณ์โปแลนด์โวยรัสเซียยั่วยุ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าตก-ระเบิดในไร่ข้าวโพดครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการยั่วยุที่รับไม่ได้ และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นายวลาดิสลาฟ โคซีเนียก-คามีซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโปแลนด์ ออกมาแถลงการณ์ยืนยันว่า วัตถุที่ตกลงในทุ่งข้าวโพดทางตะวันออกของประเทศ คือโดรนของรัสเซีย และกล่าวหารัสเซียว่าจงใจยั่วยุในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ ซึ่งมีการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครนกำลังดำเนินอยู่

“รัสเซียกำลังโปแลนด์โวยรัสเซียยั่วยุ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าตก-ระเบิดในไร่ข้าวโพดเราอีกครั้ง ในขณะที่การเจรจาสันติภาพกำลังให้ความหวังว่าสงครามครั้งนี้มีโอกาสที่จะยุติลง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโปแลนด์กล่าว

ตามรายงานของตำรวจโปแลนด์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 2.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยได้รับแจ้งว่าพบเศษซากโลหะและพลาสติกถูกไฟลุกไหม้อยู่ในทุ่งข้าวโพด ใกล้หมู่บ้านโอซินี แรงระเบิดส่งผลให้กระจกหน้าต่างของบ้านเรือนใกล้เคียงแตก แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ศูนย์บัญชาการปฏิบัติการกองทัพโปแลนด์ยืนยันว่า ในคืนวันอังคาร ไม่มีการละเมิดน่านฟ้าของโปแลนด์จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูเครนและเบลารุส ทำให้ความสงสัยพุ่งเป้าไปที่รัสเซีย

อัยการเขตลับลิน นายเกรกอร์ซ ตรูเชวิช ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนจากทั้งพลเรือนและกองทัพ ได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบและรวบรวมหลักฐาน

เหตุการณ์โดรนตกตอกย้ำความตึงเครียด

เหตุการณ์โปแลนด์โวยรัสเซียยั่วยุ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าตก-ระเบิดในไร่ข้าวโพดครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่อากาศยานของรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าของโปแลนด์ นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกโจมตียูเครนเมื่อต้นปี 2565 เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง และสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาติสมาชิกสหภาพยุโรปและนาโต เพราะเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าพวกเขาอยู่ใกล้กับภัยสงครามมากเพียงใด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย เช่น รัสเซียจงใจยั่วยุจริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงความผิดพลาดทางเทคนิค? และโปแลนด์จะตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร? นาโตจะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขสถานการณ์นี้หรือไม่?

ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างโปแลนด์และรัสเซียเท่านั้น แต่อาจส่งผลถึงเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออกโดยรวม หากสถานการณ์ไม่ได้รับการจัดการอย่างระมัดระวัง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น การเจรจาและการทูตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันเพื่อลดความตึงเครียด ป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และหาทางออกอย่างสันติ

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือนใจว่า สันติภาพและความมั่นคงไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย ต้องอาศัยความพยายามร่วมกัน ความเข้าใจ และความอดทนอดกลั้นจากทุกฝ่าย

ที่มา – โปแลนด์โวยรัสเซียยั่วยุ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าตก-ระเบิดในไร่ข้าวโพด

ฝรั่งเศสรวบผู้ต้องสงสัยเหตุฆาตกรรมแม่น้ำแซน

ตำรวจฝรั่งเศสรวบผู้ต้องสงสัยเหตุฆาตกรรม หลังพบ 4 ศพในแม่น้ำแซน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตกตะลึงให้กับประชาชนในประเทศ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ตำรวจฝรั่งเศสได้ควบคุมตัวชายคนหนึ่งเพื่อสอบสวนในฐานะผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง หลังจากการค้นพบศพถึง 4 ศพในแม่น้ำแซน ใกล้กับกรุงปารีส การสืบสวนคดี ฝรั่งเศสรวบผู้ต้องสงสัยเหตุฆาตกรรม หลังพบ 4 ศพในแม่น้ำแซน ครั้งนี้เป็นไปอย่างเข้มข้น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนคดีที่ชายผู้นี้ถูกสอบสวนว่าเกี่ยวข้องหรือไม่

ร่างของผู้เสียชีวิตรายแรกถูกพบเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม โดยผู้ที่สัญจรผ่านไปมาใกล้กับสะพานในเขตชัวซี-เลอ-รัว ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส หลังจากการค้นพบนี้ ตำรวจได้ขยายพื้นที่การค้นหา และพบร่างเพิ่มเติมอีก 3 ร่างที่จมอยู่ในแม่น้ำบริเวณใกล้เคียง สภาพศพที่พบทำให้การระบุตัวตนเป็นไปอย่างยากลำบาก

อัยการได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ศพแรกที่พบนั้นอยู่ในน้ำเป็นระยะเวลาไม่นานนัก และสามารถระบุได้ว่าเป็นชายท้องถิ่นวัย 40 ปี ในขณะที่ศพอีก 3 ศพที่พบนั้นอยู่ในสภาพที่เน่าเปื่อยอย่างมาก หนึ่งในศพเหล่านั้นพบร่องรอยของการถูกรัดคอ และอีกหนึ่งศพมีบาดแผลที่บ่งบอกถึงการถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง ความซับซ้อนของคดี ฝรั่งเศสรวบผู้ต้องสงสัยเหตุฆาตกรรม หลังพบ 4 ศพในแม่น้ำแซน เพิ่มมากขึ้นจากสภาพศพที่แตกต่างกัน

ถึงแม้จะมีการพบศพถึง 4 ศพในบริเวณใกล้เคียงกัน อัยการย้ำว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่สามารถเชื่อมโยงศพทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ ความเป็นไปได้ที่ศพทั้งหมดอาจถูกทิ้งลงในแม่น้ำในสถานที่ที่แตกต่างกัน และถูกกระแสน้ำพัดพามายังบริเวณใกล้กับสะพานชัวซีก็ยังคงเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังพิจารณาอย่างละเอียด

ฝรั่งเศสรวบผู้ต้องสงสัยเหตุฆาตกรรม หลังพบ 4 ศพในแม่น้ำแซน

การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานและพยาน เพื่อไขปริศนาการเสียชีวิตของบุคคลทั้ง 4 รายนี้ และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย การพบศพในแม่น้ำแซนครั้งนี้สร้างความหวาดกลัวและความไม่สบายใจให้กับประชาชนในพื้นที่ และทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความปลอดภัยและความสงบสุขในกรุงปารีส

ความคืบหน้าล่าสุด คดีฆาตกรรมในแม่น้ำแซน

สถานการณ์ ฝรั่งเศสรวบผู้ต้องสงสัยเหตุฆาตกรรม หลังพบ 4 ศพในแม่น้ำแซน ยังคงเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วยุโรป การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝรั่งเศสในการคลี่คลายคดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เพื่อนำความยุติธรรมมาสู่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว แต่ยังเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขานั้นได้รับการดูแลอย่างเต็มที่

  • การระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตที่ชัดเจน
  • การสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตของแต่ละบุคคล
  • การค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างศพทั้งหมด
  • การตรวจสอบประวัติของผู้ต้องสงสัย
  • การรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายและความจำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม การทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกระบวนการยุติธรรมจะเป็นตัวกำหนดว่าความจริงจะถูกเปิดเผย และผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตามความเหมาะสมหรือไม่

ในขณะที่การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป เราหวังว่าความจริงจะปรากฏ และความยุติธรรมจะถูกนำมาสู่ผู้เสียชีวิตและครอบครัวของพวกเขา คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของชีวิต และความสำคัญของการมีสติและความระมัดระวังในการใช้ชีวิตประจำวัน

ที่มา – ฝรั่งเศสรวบผู้ต้องสงสัยก่อเหตุฆาตกรรม หลังพบ 4 ศพในแม่น้ำแซน

สลด! รถบัสขนผู้อพยพอัฟกัน ดับ 79 ศพ

เกิดเหตุสลดใจเมื่อ รถบัสขนผู้อพยพอัฟกันจากอิหร่านชนกระบะไฟลุกท่วม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 79 ศพ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในจังหวัดเฮรัต ประเทศอัฟกานิสถาน สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

รถบัสขนผู้อพยพอัฟกันจากอิหร่านชนกระบะไฟลุกท่วม ดับ 79 ศพ

รายงานข่าวระบุว่า รถบัสคันดังกล่าว กำลังเดินทางพร้อมกับผู้อพยพชาวอัฟกันที่ถูกเนรเทศจากประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 (ตามข่าวต้นฉบับ) ได้เกิดอุบัติเหตุชนประสานงากับรถกระบะและรถจักรยานยนต์ ส่งผลให้เกิดไฟลุกท่วมอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรถทั้งสองคันใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก

จากข้อมูลที่ได้รับ รถบัสขนผู้อพยพอัฟกันจากอิหร่านชนกระบะไฟลุกท่วม คร่าชีวิตผู้โดยสารบนรถบัสทั้งหมด รวมถึงผู้ที่อยู่ในรถคันอื่นๆ รวมแล้ว 79 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กเล็กๆ ที่ไร้เดียงสาถึง 17 คน เหตุการณ์นี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับผู้อพยพชาวอัฟกัน

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า ผู้โดยสารทั้งหมดเป็นผู้อพยพที่เดินทางมาจากเมืองอิสลาม กาลา ซึ่งเป็นเมืองชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานและอิหร่าน พวกเขากำลังเดินทางไปยังกรุงคาบูลเพื่อหาที่พักพิงใหม่ แต่กลับต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้าสลด

สาเหตุของอุบัติเหตุ รถบัสขนผู้อพยพอัฟกันจากอิหร่านชนกระบะไฟลุกท่วม

จากการสอบสวนเบื้องต้น ตำรวจสันนิษฐานว่าสาเหตุของอุบัติเหตุเกิดจากคนขับรถบัสขับรถด้วยความเร็วสูงและประมาท ทำให้ไม่สามารถควบคุมรถได้ทันท่วงที จนเป็นเหตุให้เกิดการชนอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป

สถานการณ์ในอัฟกานิสถานยังคงมีความไม่แน่นอน ทำให้มีชาวอัฟกันจำนวนมากต้องอพยพออกจากประเทศเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในต่างแดน แต่การเดินทางของพวกเขาก็มักจะเต็มไปด้วยความยากลำบากและความเสี่ยง

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประเทศอิหร่านได้เพิ่มความเข้มงวดในการเนรเทศผู้อพยพชาวอัฟกันที่เข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอิหร่านกำลังพยายามหาแพะรับบาปสำหรับความล้มเหลวในการต่อต้านการโจมตีของอิสราเอล

องค์การสหประชาชาติ (UN) รายงานว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา มีชาวอัฟกันถูกเนรเทศออกจากอิหร่านแล้วมากกว่า 1.5 ล้านคน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าสถานการณ์ในอัฟกานิสถานยังไม่พร้อมที่จะรองรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่เดินทางกลับประเทศ เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็มีชาวอัฟกันจำนวนมากที่ถูกบังคับให้เดินทางกลับจากปากีสถานเช่นกัน

เหตุการณ์ รถบัสขนผู้อพยพอัฟกันจากอิหร่านชนกระบะไฟลุกท่วม เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเปราะบางและความยากลำบากของชีวิตผู้อพยพ พวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอันตรายต่างๆ ในการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า การช่วยเหลือและสนับสนุนผู้อพยพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่นานาชาติต้องร่วมมือกัน

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเรื่องน่าเศร้าและสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ซับซ้อนของการอพยพและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาค จำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – รถบัสขนผู้อพยพอัฟกันจากอิหร่านชนกระบะไฟลุกท่วม ดับแล้ว 79 ศพ

อิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ เรียกทหาร 6 หมื่นนาย

กลาโหมอิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ พร้อมเรียกทหารกองหนุน 60,000 นาย เพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มฮามาส ท่ามกลางความพยายามในการเจรจาหยุดยิง

อิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ เรียกทหาร 6 หมื่นนาย

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลได้อนุมัติแผนการบุกยึดเมืองกาซาซิตี้ในฉนวนกาซา และอนุญาตให้กองทัพสามารถเรียกกำลังสำรองได้สูงสุดถึง 60,000 นาย การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศตัวกลางกำลังพยายามผลักดันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล มีขึ้นในขณะที่ประเทศที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจา กำลังรอการตอบสนองอย่างเป็นทางการจากอิสราเอลต่อข้อเสนอใหม่ ซึ่งรวมถึงการให้กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 50 คน เพื่อแลกกับการหยุดยิงเป็นเวลา 60 วัน

แม้ว่าเจ้าหน้าที่จากกาตาร์จะยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับข้อเสนอนี้ แต่เจ้าหน้าที่อาวุโสของอิสราเอลได้ออกมากล่าวว่า รัฐบาลอิสราเอลยังคงยืนยันว่าข้อตกลงใดๆ ก็ตามจะต้องมีเงื่อนไขที่ระบุให้กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมด

ตลอดช่วงสงครามในกาซาที่ดำเนินมานานกว่า 22 เดือน อิสราเอลและกลุ่มฮามาสได้จัดการเจรจาทางอ้อมหลายครั้ง ซึ่งนำไปสู่การหยุดยิงระยะสั้น 2 ครั้ง ในระหว่างนั้นมีการปล่อยตัวประกันกลับสู่อิสราเอลหลายร้อยคน และมีการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวนหลายพันคน

ในปัจจุบัน ยังมีตัวประกัน 49 คนที่ยังถูกควบคุมตัวโดยกลุ่มฮามาส จากทั้งหมด 251 คนที่ถูกจับตัวไประหว่างการโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ทางการอิสราเอลคาดการณ์ว่าตัวประกัน 27 คนได้เสียชีวิตแล้ว

แหล่งข่าวจากกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอิสลามิก ญิฮาด ได้ให้ข้อมูลกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ข้อเสนอล่าสุดนี้ประกอบด้วยการปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ 10 คน และการส่งมอบร่างตัวประกัน 18 ร่าง ในระหว่างการหยุดยิง 60 วัน ส่วนตัวประกันที่เหลือจะได้รับการปล่อยตัวในระหว่างการหยุดยิงช่วงที่สอง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเจรจาและความต้องการที่แตกต่างกันของทั้งสองฝ่าย แม้ว่าจะมีข้อเสนอหยุดยิงและการแลกเปลี่ยนตัวประกัน แต่การบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืนยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง การอนุมัติแผน อิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ และการเรียกทหารกองหนุน อาจเป็นสัญญาณของการเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการทางทหารเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงในภูมิภาค

ผลกระทบจาก อิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้

การที่ อิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อพลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ การสู้รบในเมืองอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การพลัดพราก และการสูญเสียชีวิต การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอาจถูกจำกัด ซึ่งทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในกาซาเลวร้ายลงไปอีก

นอกจากนี้ การดำเนินการทางทหารอาจทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างขึ้นและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค การที่กลุ่มฮามาสยังคงควบคุมตัวประกันไว้ ทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบาก และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความรุนแรง

การที่ อิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ และเรียกทหารกองหนุนจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลอิสราเอลในการนำตัวประกันกลับคืนมาและกำจัดภัยคุกคามจากกลุ่มฮามาส อย่างไรก็ตาม การดำเนินการทางทหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งปาเลสไตน์-อิสราเอลอย่างแท้จริงนั้น ต้องอาศัยการเจรจา การประนีประนอม และความมุ่งมั่นในการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

ที่มา – กลาโหมอิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ เรียกทหารกำลังสำรอง 60,000 นาย

เท้งและสส.ถูกฟ้อง 300 ล้าน ปมโครงสร้างค่าไฟแพง

“เท้ง ณัฐพงษ์” พา “ศุภโชติ -วรภพ” แถลงข่าวถูกกลุ่มทุนพลังงานขนาดใหญ่ ฟ้องอาญา-แพ่ง รวม 3 คดี 300 ล้าน หลังแถลงข่าว-อภิปรายเรื่องโครงสร้างค่าไฟแพง ยันไม่หวั่นไหว-เดินหน้าทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรมให้ประชาชนต่อ 25 ส.ค. พร้อมเดินทางไปแจงศาล

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าว กรณีพรรคประชาชนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากกลุ่มทุนพลังงานขนาดใหญ่ จากการเรียกร้องกรณีค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมในประเทศไทย ที่เกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลหลายสมัยที่ผ่านมา

โดยนายณัฐพงษ์ระบุว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพลังไฟฟ้าที่เป็นธรรม โปร่งใส และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง พรรคประชาชนเล็งเห็นว่าค่าไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขที่มองเห็น แต่เป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิตและการประกอบธุรกิจของประชาชนคนไทยและผู้ประกอบการทุกคนในประเทศนี้

ที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้สะท้อนปัญหาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกิน แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่แผนพลังงานแห่งชาติฉบับใหม่ก็ยังไม่ได้แก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อีกทั้งยังมีการเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถรับซื้อพลังงานไฟฟ้าที่ล้นเกินเพิ่มขึ้นต่อไปได้อีก และยังมีการเปิดช่องให้มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมที่เกินความจำเป็นเหมือนที่ผ่านมา พรรคประชาชนที่ผ่านมาได้ใช้ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการแถลงข่าว การตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันให้รัฐบาลมีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่นการผลักดันที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2567 ที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดการยกเลิกโครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ และ 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งช่วงต้นดูเหมือนมีแนวโน้มที่ดีหลังจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้ชะลอการรับซื้อในรอบ 3,600 เมกะวัตต์ แต่ก็เป็นที่น่าผิดหวังที่รัฐบาลอาศัยจังหวะที่ข่าวเงียบลง เดินหน้าการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าในส่วนนี้ต่อ โดยเปลี่ยนวิธีเป็นการเจรจาลดราคารับซื้อจากเอกชนแทน ทั้งที่โครงการดังกล่าวมีปัญหา 4 ประการด้วยกัน คือ

  1. เป็นกระบวนการที่ไม่เปิดประมูลในการรับซื้อ ใช้ราคารับซื้อเดิมทั้งที่ราคาพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมีแนวโน้มลดลงทุกปี แต่รัฐบาลกำลังจะรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนที่แพงเกินจริง
  2. ไม่มีการเปิดเผยเกณฑ์การให้คะแนนก่อนการเริ่มกระบวนการคัดเลือก ซึ่งที่ผ่านมาศาลก็เคยมีแนววินิจฉัยแล้วว่ากระบวนการเช่นนี้ไม่ถูกต้องไม่โปร่งใส
  3. ไม่มีเหตุผลรับรองใดว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องสำรองไฟฟ้าเพิ่มเติม เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกินอยู่แล้ว
  4. กระบวนการนี้เป็นการกีดกันการแข่งขัน เนื่องจากล็อกสิทธิให้เฉพาะกลุ่มทุนเดิมที่เคยเข้าร่วมหรือยื่นไว้ในปี 2565 เท่านั้น ที่มีสิทธิ์เข้าสู่กระบวนการคัดเลือก

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ตนและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาชนได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งล่าสุดที่มีการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบกระบวนการในการรับซื้อพลังงานไฟฟ้า หรือนโยบายพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนมาถึงสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือจากการทำหน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้แทนราษฎร ตนเองและเพื่อน ส.ส. อีกสองคนกำลังถูกบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ฟ้องร้องดำเนินคดี สำหรับตนเองถูกฟ้องในคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาท พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง 100 ล้านบาท จากกรณีที่ตนเองได้แถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ ส่วนนายวรภพและนายศุภโชติ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาในลักษณะเดียวกัน พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งคนละ 100 ล้านบาทเช่นเดียวกัน จากกรณีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้ง 3 คน 3 คดี มูลค่าความเสียหายทางแพ่ง 300 ล้านบาท

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าพรรคประชาชนยืนยันว่าการแถลงข่าวและการอภิปรายของพวกเราทั้งหมดที่ผ่านมา ในการเรียกร้องเพื่อทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรมให้กับประชาชนทุกคน เป็นการทำหน้าที่โดยสุจริตในฐานะผู้แทนราษฎรเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน การฟ้องร้องดำเนินคดีพวกเราในครั้งนี้ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มทุนพลังงานหรือกลุ่มใด จะไม่ทำให้พวกเราหวั่นไหวหรือหยุดการทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรต่อไป

โดยในส่วนคดีของตนเอง ศาลจะนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งตนจะเดินทางเข้าสู่กระบวนการด้วยตนเอง และขอเชิญชวนประชาชนและสื่อมวลชนทุกคนได้ร่วมติดตามการทำหน้าที่ของพวกเราในการทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรม รวมถึงติดตามความคืบหน้าคดีที่พวกเราทั้งสามคนถูกดำเนินคดีอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อทวงคืนค่าไฟที่โปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับประชาชนทุกคน

เท้งและสส.ถูกฟ้อง 300 ล้าน ปมโครงสร้างค่าไฟแพง

ทำไมโครงสร้างค่าไฟแพงถึงต้องได้รับการแก้ไข?

ปัญหาโครงสร้างค่าไฟแพงในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการอย่างมาก การแก้ไขปัญหานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้ความเป็นธรรมและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

การที่ ส.ส. ออกมาเรียกร้องและถูกฟ้องร้องแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ

ต้องจับตาดูว่าการดำเนินการทางกฎหมายต่อ ส.ส. เหล่านี้จะส่งผลต่อการตรวจสอบโครงสร้างค่าไฟแพงอย่างไร และประชาชนจะมีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมได้อย่างไร

ที่มา – “เท้ง- 2 สส.ประชาชน” ถูกฟ้อง 3 คดี 300 ล้าน ปมอภิปรายเรื่องโครงสร้างค่าไฟแพง

“พงศ์กวิน” หนุนลดอุบัติเหตุจากการทำงาน

รมว.แรงงาน เปิด OAIC 2025 ผลักดันนวัตกรรม–AI เสริมความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุจากการทำงาน รับอุบัติเหตุเป็นศูนย์ทำได้ยาก แต่กระทรวงตั้งใจที่จะลดอัตราการเกิดเหตุให้น้อยที่สุด

วันที่ 20 ส.ค. 2568 ที่ห้องแกรนด์ฮอลล์ ทรูดิจิทัล พาร์ค สุขุมวิท 101 กทม. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.แรงงาน เป็นประธานเปิดงาน “สัมมนาวิชาการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับนานาชาติ OSH Avenue International Conference 2025 (OAIC 2025)” โดยมีนายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผอ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน นำคณะผู้บริหาร สสปท. ให้การต้อนรับ

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแรงงานไทยและต่อประเทศ เนื่องจากเป็นเวทีนานาชาติที่เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากหลายประเทศ โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานแรงงานไทย ให้สามารถทำงานได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และลดอุบัติเหตุจากการทำงาน ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และเสริมศักยภาพขององค์กรให้สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะนำข้อเสนอและองค์ความรู้ที่ได้รับไปพัฒนากฎระเบียบเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนให้องค์กรต่าง ๆ สร้างมาตรการคุ้มครองแรงงานได้ดียิ่งขึ้น โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเพื่อให้การทำงานของแรงงานเป็นไปอย่างราบรื่น ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ แม้การตั้งเป้า “อุบัติเหตุเป็นศูนย์” จะทำได้ยาก แต่กระทรวงตั้งใจที่จะลดอัตราการเกิดเหตุให้น้อยที่สุด

“พงศ์กวิน” หนุนลดอุบัติเหตุจากการทำงาน

นายพงศ์กวิน กล่าวถึงความร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท.) เพื่อเพิ่มองค์ความรู้และมาตรการดูแลแรงงานให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ รวมทั้งเตรียมพร้อมรับมือกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ โดยเน้นการทำงานที่รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เป็นหลัก

ด้านนายนันทชัย กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งนี้ สสปท. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ในทุกภาคส่วนทั้งแรงงานภาคอุตสาหกรรม พนักงานสำนักงาน แรงงานนอกระบบ และแรงงานข้ามชาติอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค ส่งผลให้สถานประกอบกิจการจำนวนมากสามารถลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานลงได้มาก

ทำไมการลดอุบัติเหตุจากการทำงานถึงสำคัญ?

การลดอุบัติเหตุจากการทำงานนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือตัวลูกจ้างเอง เพราะอุบัติเหตุจากการทำงานไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของลูกจ้างเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

  • ผลกระทบต่อลูกจ้าง: การบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากการทำงานส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตของลูกจ้างและครอบครัว การสูญเสียรายได้ ความสามารถในการทำงาน และคุณภาพชีวิต ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
  • ผลกระทบต่อองค์กร: อุบัติเหตุจากการทำงานส่งผลกระทบต่อผลิตภาพขององค์กร ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การจ่ายค่าชดเชย และการฝึกอบรมพนักงานใหม่ นอกจากนี้ ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรอีกด้วย
  • ผลกระทบต่อประเทศ: อุบัติเหตุจากการทำงานทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า และต้องเสียงบประมาณในการดูแลรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพ

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงให้ความสำคัญกับการลดอุบัติเหตุจากการทำงาน โดยการออกกฎหมายและมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน และสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรอย่างยั่งยืน

การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เริ่มต้นจากการให้ความรู้และฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุ การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยที่เหมาะสม และการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการทำงาน

เราทุกคนล้วนมีบทบาทในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและปราศจากอุบัติเหตุจากการทำงาน มาร่วมมือกันเพื่อลดอุบัติเหตุจากการทำงานและสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคนกันเถอะ

ที่มา – “พงศ์กวิน” หนุนลดอุบัติเหตุจากการทำงาน เปิดสัมมนาวิชาการด้านความปลอดภัย

Scroll to top