ข่าววันนี้

สืบนครบาล 7 สกัดจับกระบะขนไอซ์ 1 ตัน ซุกในกองกะหล่ำปลี

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการปราบปรามยาเสพติดกันอยู่บ่อยครั้ง แต่คราวนี้ถือเป็นผลงานครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อ สืบนครบาล 7 สกัดจับกระบะขนไอซ์ 1 ตัน ซุกในกองกะหล่ำปลี ก่อนทะลักเข้ากรุง ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นความพยายามของเครือข่ายยาเสพติดที่พยายามใช้ช่องทางขนส่งพืชผลทางการเกษตรมาอำพรางการกระทำผิด

สืบนครบาล 7 สกัดจับกระบะขนไอซ์ 1 ตัน ซุกในกองกะหล่ำปลี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สส.บก.น.7 ได้วางแผนดักซุ่มจนสามารถสกัดจับรถกระบะต้องสงสัยจำนวน 2 คัน ที่ขับขี่มาจากพื้นที่ภาคเหนือ โดยคันหนึ่งทำหน้าที่ดูต้นทาง ส่วนอีกคันบรรทุกกะหล่ำปลีมาเต็มคันรถ ซึ่งดูภายนอกเหมือนรถขนส่งผักทั่วไป แต่เมื่อตรวจค้นอย่างละเอียดกลับพบยาไอซ์จำนวนมหาศาลซุกซ่อนอยู่ใต้กองกะหล่ำปลีเหล่านั้น

รายละเอียดการปฏิบัติงานและการจับกุม

จากการเข้าตรวจสอบพบยาไอซ์บรรจุในถุงชาซุกซ่อนในกระสอบสายรุ้งถึง 40 กระสอบ รวมน้ำหนักกว่า 1,000 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่จึงรีบดำเนินการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 รายทันที ซึ่งจากการสอบสวนพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • ผู้ต้องหารับสารภาพว่าทำมาแล้วถึง 3 ครั้ง
  • ได้รับค่าจ้างต่อรอบสูงถึง 2-3 ล้านบาท
  • ใช้เส้นทางธรรมชาติและอาศัยรถขนส่งสินค้าเกษตรตบตาเจ้าหน้าที่

ความสำเร็จของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดของยาเสพติดเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากยาไอซ์จำนวน 1 ตันนี้หลุดรอดไปได้ จะสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ รวมถึงสร้างความเสี่ยงต่อลูกหลานในชุมชนอย่างประเมินค่าไม่ได้

ในฐานะประชาชน เราควรชื่นชมการทำงานที่เข้มแข็งของเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปราบปรามยาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทย และถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับกลุ่มผู้ค้าที่คิดจะกระทำผิดว่ากฎหมายมีตาสับปะรดและเจ้าหน้าที่พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการการตรวจสอบที่เข้มงวดแบบนี้จะยังคงดำเนินต่อไปเพื่อให้เมืองไทยปลอดภัยจากยาเสพติดมากยิ่งขึ้น

ที่มา – สืบนครบาล 7 สกัดจับกระบะขนไอซ์ 1 ตัน ซุกในกองกะหล่ำปลี ก่อนทะลักเข้ากรุง

การไฟฟ้านครหลวง แจ้งไฟฟ้าดับ 11 ส.ค. 69 ในกรุงเทพฯ

สวัสดีครับชาวกรุงทุกคน วันนี้มีประกาศสำคัญจาก การไฟฟ้านครหลวง แจ้งไฟฟ้าดับ 11 ส.ค. 69 ในกรุงเทพฯ หลายจุด เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เตรียมตัวรับมือกับเหตุไฟฟ้าขัดข้องชั่วคราวได้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีครับ

การไฟฟ้านครหลวง แจ้งไฟฟ้าดับ 11 ส.ค. 69 ในกรุงเทพฯ

ตามที่เว็บไซต์ของ การไฟฟ้านครหลวง ได้ประกาศแผนงานพัฒนาและบำรุงรักษาระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าให้มีความมั่นคงปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทางการไฟฟ้าจึงมีความจำเป็นต้องงดจ่ายกระแสไฟฟ้าเป็นการชั่วคราวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ในวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อการปรับปรุงระบบสายส่งและเปลี่ยนสายอากาศเป็นสายใต้ดินครับ

ตรวจสอบพื้นที่ การไฟฟ้านครหลวง แจ้งไฟฟ้าดับ 11 ส.ค. 69 ในกรุงเทพฯ

หากท่านพักอาศัยหรือทำงานในเขตพื้นที่ต่อไปนี้ โปรดตรวจสอบเวลาอย่างละเอียดเพื่อวางแผนสำรองพลังงานสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นครับ:

  • ถนนพัฒนาการ ซอยพัฒนาการ 65, 67, 69 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 13.00 น.
  • ถนนประชาร่วมใจ ซอยตาหวาน ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 14.30 น.
  • ถนนกาญจนาภิเษก ซอยริมถนนและปั้มบางจากเฉพาะที่ได้รับประกาศ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 10.30 น.
  • ถนนสุวินทวงศ์ ซอย 38 ซอยฟลอร่าวิวล์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 13.00 น.
  • ถนนเลียบวงแหวน – ประชาอุทิศ ซอยประชาอุทิศ 76 บริเวณ หน้าโครงการหมู่บ้านอลิชา เลียบวงแหวน-ประชาอุทิศ ถึงบริเวณซอย.แยกสะพานทางด่วนกาญจนาภิเษก-ทุ่งครุ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 12.00 น.
  • ถนนพัฒนาการ ซอยพัฒนาการ 69 แยก 2-3 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. – 15.30 น.

การบำรุงรักษาในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้ระบบไฟฟ้าในบ้านเรามีความเสถียรมากขึ้น ลดปัญหาไฟตกหรือไฟฟ้าขัดข้องในอนาคต ดังนั้นเราอาจจะต้องอดทนกับความไม่สะดวกชั่วคราวในช่วงเวลาดังกล่าวครับ

ข้อแนะนำสำหรับเพื่อนๆ คือ ควรปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่อ่อนไหวต่อแรงดันไฟฟ้า และเตรียมสำรองแบตเตอรี่พกพาสำหรับอุปกรณ์สื่อสารไว้ให้พร้อมนะครับ หากท่านต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือตรวจสอบข้อมูลรายพื้นที่ที่ชัดเจนกว่านี้ สามารถติดต่อศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้า MEA Call Center 1130 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ที่มา – “การไฟฟ้านครหลวง” แจ้งไฟฟ้าดับ วันที่ 11 สิงหาคม 2569 หลายจุดในพื้นที่กรุงเทพฯ

“นิกร” รมว.พม. ติดตามเหตุรถพุ่งชนศูนย์เด็กเล็ก กาญจนบุรี

จากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองสองตอน จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเหตุรถยนต์พุ่งชนเข้าไปในพื้นที่ศูนย์ฯ ทำให้เด็กและบุคลากรได้รับบาดเจ็บ สร้างความตกใจให้กับผู้ปกครองและคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ล่าสุด “นิกร” รมว.พม. ติดตามเหตุรถพุ่งชนศูนย์เด็กเล็ก กาญจนบุรี อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และหาทางช่วยเหลือเยียวยาทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

“นิกร” รมว.พม. ติดตามเหตุรถพุ่งชนศูนย์เด็กเล็ก กาญจนบุรี

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ลงพื้นที่ด้วยตนเองเพื่อพบปะกับคณะครูและครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยเน้นย้ำว่ากระทรวงฯ จะไม่ทอดทิ้งใคร และจะดำเนินการในทุกมิติ ทั้งด้านการรักษาพยาบาลและสภาพจิตใจของเด็กๆ ที่ประสบเหตุการณ์ดังกล่าวให้ดีที่สุด

มาตรการเยียวยาจาก พม.

จากการรายงานสถานการณ์ปัจจุบัน “นิกร” รมว.พม. ติดตามเหตุรถพุ่งชนศูนย์เด็กเล็ก กาญจนบุรี พบว่าเด็กส่วนใหญ่ได้รับการรักษาและกลับบ้านได้แล้ว แต่ยังมีเด็กอีก 1 รายที่ยังคงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยทางกระทรวงฯ ได้เตรียมมาตรการสนับสนุนดังนี้:

  • ส่งทีมนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อประเมินภาวะจิตใจ
  • ตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการสังคมแก่ครอบครัวผู้ประสบภัย
  • ติดตามกระบวนการรักษาพยาบาลเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ต้องมีความปลอดภัยสูงสุด การที่หน่วยงานภาครัฐลงมาดูแลอย่างทันท่วงทีนับเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาความกังวลใจของพ่อแม่ผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี ในฐานะคนในสังคม เราขอส่งกำลังใจให้เด็กๆ ทุกคนและครอบครัวผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง และขอให้เด็กที่ยังพักรักษาตัวอยู่หายป่วยเป็นปกติโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – “นิกร” รมว.พม. ติดตามเหตุรถพุ่งชนศูนย์เด็กเล็ก กาญจนบุรี เร่งเยียวยาจิตใจ-สวัสดิการเด็กบาดเจ็บ

จุลพันธ์ แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ประกันตนทุกคน ช่วงนี้หลายคนอาจจะกำลังติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมกันอยู่ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องคำสั่งศาลปกครองที่หลายคนกังวลว่าจะทำให้ทุกอย่างต้องเลื่อนออกไปหรือไม่ วันนี้เรามาสรุปประเด็นที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาชี้แจงให้หายข้องใจกันครับ

จุลพันธ์ แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

หลายคนอาจจะตื่นตระหนกกับข่าวที่ว่าศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับคดี จนกลัวว่าแผนการเลือกตั้งที่เราตั้งตารอจะสะดุด แต่ความจริงแล้ว จุลพันธ์ แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เลยแม้แต่น้อยครับ โดยท่านรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ได้มีมติเลื่อนการเลือกตั้งตั้งแต่ต้น ทุกอย่างยังคงเดินหน้าตามกำหนดการเดิม

ความคืบหน้าการเตรียมพร้อมเลือกตั้ง

สำหรับการทุเลาการบังคับใช้ประกาศข้อที่ 2 ในประเด็นเรื่องการลงทะเบียนนั้น เป็นเพียงการชะลอในจุดเล็กๆ เพื่อรอความชัดเจนในข้อกฎหมายให้แม่นยำที่สุดเท่านั้นครับ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังจนส่งผลเสียต่อระบบประกันสังคมของเรา โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • การดำเนินการตามกระบวนการอุทธรณ์คำสั่งทางกฎหมาย
  • การเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการการเลือกตั้งในส่วนอื่นๆ
  • การประสานงานกับคณะกรรมการเพื่อความโปร่งใส

การที่ท่านรัฐมนตรีออกมากล่าวว่า จุลพันธ์ แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม นั้น ถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน ว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการได้ตัวแทนที่เข้ามาบริหารกองทุนอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ครับ

หากถามถึงมุมมองในเรื่องนี้ ผมมองว่าความรอบคอบเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ การรีบเร่งทำไปโดยมีช่องโหว่ทางกฎหมายอาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้องจนการเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ในอนาคต ดังนั้นการที่กระทรวงแรงงานยอมเสียเวลาตรวจสอบให้ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมและรัดกุมที่สุดสำหรับทุกคนครับ

สรุปสั้นๆ ให้ทุกคนสบายใจได้เลยครับว่า ทุกขั้นตอนกำลังดำเนินไปอย่างถูกต้องและชอบธรรม พี่น้องผู้ประกันตนไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดการเลื่อนเลือกตั้งแต่อย่างใด เรามารอติดตามการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ที่จะเข้ามาดูแลสิทธิประโยชน์ของเรากันต่อไปนะครับ

ที่มา – “จุลพันธ์” แจง คำสั่งทุเลาศาลปกครอง ไม่กระทบแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

โซเชียลวิจารณ์ยับ ฉลอง เรี่ยวแรง ไม่ถูกใส่กุญแจมือ นั่งสูบบุหรี่ในโรงพัก

โซเชียลวิจารณ์ยับ ฉลอง เรี่ยวแรง ไม่ถูกใส่กุญแจมือ นั่งสูบบุหรี่ในโรงพัก

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตต่างพากันตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรม เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อดีต สส.นนทบุรี อย่างคุณฉลอง เรี่ยวแรง ได้เข้ามอบตัวหลังก่อเหตุสะเทือนขวัญ แต่ภาพที่ปรากฏออกมากลับกลายเป็นว่า โซเชียลวิจารณ์ยับ ฉลอง เรี่ยวแรง ไม่ถูกใส่กุญแจมือ นั่งสูบบุหรี่ในโรงพัก จนหลายคนมองว่าเป็นการได้รับอภิสิทธิ์ที่ดูไม่เหมาะสมกับสถานะผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงเช่นนี้

เบื้องลึกปมเหตุที่กลายเป็นข่าวใหญ่

เหตุการณ์ครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความขัดแย้งเรื่องเงินจำนวน 11 ล้านบาท ที่ทางฝั่งคุณฉลองอ้างว่าได้ให้ทางผู้เสียชีวิตยืมไปใช้ในการหาเสียงเมื่อปี 2551 โดยที่ผ่านมาไม่ได้มีการทวงถามแต่อย่างใด จนกระทั่งตนเองประสบปัญหาด้านสุขภาพและต้องใช้เงินรักษาตัว จึงได้มีการเข้าไปพูดคุยและเกิดการโต้เถียงกันขึ้น ก่อนจะนำไปสู่เหตุสลดที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจไม่แพ้กันคือภาพข่าวที่แพร่สะพัดออกไป การที่ผู้ก่อเหตุสามารถนั่งให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนได้อย่างอิสระโดยไม่มีเครื่องพันธนาการ อีกทั้งยังมีภาพสูบบุหรี่ในพื้นที่ของสถานีตำรวจ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการดูแลที่พิเศษเกินไปหรือไม่ จนเป็นที่มาของคำว่า โซเชียลวิจารณ์ยับ ฉลอง เรี่ยวแรง ไม่ถูกใส่กุญแจมือ นั่งสูบบุหรี่ในโรงพัก ในวงกว้าง

ข้อเท็จจริงจากฝั่งตำรวจ

ทางด้าน พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า กรณีที่เห็นนายฉลองให้สัมภาษณ์ได้นั้น เป็นเพียงความต้องการที่จะขอโทษญาติผู้เสียชีวิตผ่านสื่อเท่านั้น ไม่ได้มีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่นแต่อย่างใด และเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปหลังมีการยืนยันการเสียชีวิตของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนด้วยการใส่กุญแจมือในทันที

  • สังคมมองว่ามาตรฐานการปฏิบัติงานของตำรวจควรมีความเท่าเทียม
  • ความยุติธรรมต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • ภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจในสายตาประชาชนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ทางเจ้าหน้าที่จะชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็นในเชิงมนุษยธรรม แต่ความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อภาพ โซเชียลวิจารณ์ยับ ฉลอง เรี่ยวแรง ไม่ถูกใส่กุญแจมือ นั่งสูบบุหรี่ในโรงพัก นั้นได้สร้างคำถามสำคัญให้กับสังคมไทยว่า เราควรมีมาตรฐานที่ชัดเจนและเท่าเทียมกันสำหรับผู้ต้องหาทุกคน เพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขาต่อกระบวนการยุติธรรมในอนาคต

ที่มา – โซเชียลวิจารณ์ยับ “ฉลอง เรี่ยวแรง” ไม่ถูกใส่กุญแจมือ นั่งสูบบุหรี่ในโรงพัก

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีสถานการณ์ที่น่าจับตามองอย่างมากจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อล่าสุดได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก นั่นคือเหตุการณ์ ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย ซึ่งถือเป็นการยกระดับความรุนแรงของสงครามครั้งสำคัญครับ

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เมืองนิซห์เนคัมสค์ ในสาธารณรัฐตาทาร์สถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางด้านพลังงานที่สำคัญของรัสเซีย โดรนของยูเครนสามารถเจาะลึกเข้าไปถึงใจกลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้สำเร็จ ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งต่อภาคอุตสาหกรรมและพื้นที่พลเรือน ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และบาดเจ็บเกือบ 40 ราย ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง

รายละเอียดการโจมตีเมืองศูนย์กลางน้ำมัน

พื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนมากกว่า 1,000 กิโลเมตร การที่โดรนสามารถบินมาถึงเป้าหมายนี้ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของยูเครนในการพัฒนาอาวุธระยะไกล โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ:

  • เป้าหมายคือโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่
  • เมืองนี้มีประชากรกว่า 240,000 คน ซึ่งผลกระทบกระจายไปถึงพื้นที่พลเรือน
  • ประธานาธิบดีเซเลนสกีระบุว่า นี่คือการตอบโต้เพื่อให้รัสเซียได้รับผลกระทบจากสงครามโดยตรง

ความขัดแย้งที่ ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คน แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าสมรภูมิรบในปัจจุบันได้ขยายวงกว้างออกไปไกลกว่าแนวหน้าเดิมมากแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างหันมาใช้การโจมตีระยะไกลใส่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อกดดันอีกฝ่ายให้จำนน ซึ่งน่าเสียดายที่พลเรือนต้องมาเป็นผู้รับกรรมจากเหตุการณ์เหล่านี้

ในฝั่งของรัสเซียเองก็มีการตอบโต้ในหลายพื้นที่ ทั้งในแคว้นเคอร์ซอนและพื้นที่อื่นๆ ทำให้สถานการณ์ภาพรวมดูเหมือนจะยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ยิ่งยืดเยื้อความสูญเสียก็ยิ่งทวีคูณครับ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์นี้จะนำไปสู่การเจรจาสันติภาพหรือการโต้ตอบที่รุนแรงกว่าเดิมกันแน่ สำหรับใครที่สนใจข่าวต่างประเทศ ฝากติดตามอัปเดตสถานการณ์โลกกับเราได้ที่นี่เสมอครับ

ที่มา – ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

ตร.ยันไม่มีสิทธิพิเศษ “ฉลอง” ชี้แจงสาเหตุ แค่ขอโทษผ่านสื่อ

ตร.ยันไม่มีสิทธิพิเศษ “ฉลอง” ชี้แจงสาเหตุ แค่เจ้าตัวอยากขอโทษผ่านสื่อ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีของ นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ที่ได้ก่อเหตุบุกยิง นายก อบจ.นนทบุรี จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุใดเจ้าตัวถึงมีโอกาสได้ออกมาชี้แจงผ่านสื่อมวลชน ทั้งที่เป็นผู้ต้องหาในคดีอุกฉกรรจ์ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าทำไม ตร.ยันไม่มีสิทธิพิเศษ “ฉลอง” ชี้แจงสาเหตุ แค่เจ้าตัวอยากขอโทษผ่านสื่อ จริงหรือไม่

เบื้องหลังการแถลงข่าวและข้อเท็จจริงทางคดี

พลตำรวจโทวัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของคดีนี้ โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่ากรณีที่ นายฉลอง ได้มีโอกาสพูดผ่านสื่อนั้น ไม่ใช่การมอบสิทธิพิเศษเหนือคนธรรมดาแต่อย่างใด แต่เป็นการขออนุญาตเป็นการส่วนตัวเพื่อแสดงความรู้สึกผิดและขอโทษไปยังครอบครัวของคู่กรณีเท่านั้น ทั้งนี้ การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบ ได้แก่:

  • ตรวจสอบมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุที่ระบุว่าเกิดจากปัญหาการยืมเงินกันมานานหลายปี
  • รวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบคำกล่าวอ้างเรื่องการป้องกันตัว
  • ตรวจสอบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุว่าเป็นของใครและมีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่

จากคำให้การของ นายฉลอง ที่ยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุเพียงผู้เดียวด้วยความอึดอัดใจส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องเงินทอง เจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจและต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ เพราะแม้ว่าฝ่ายผู้ต้องหาจะอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวเนื่องจากคนขับรถของคู่กรณีหยิบปืนขึ้นมา แต่ทางตำรวจยืนยันว่าจะต้องพิจารณาจากภาพจากกล้องวงจรปิดประกอบเป็นสำคัญ ไม่ใช่แค่การฟังความข้างเดียว

สรุปภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบัน

สำหรับสถานะของคดีในขณะนี้ เมื่อ ตร.ยันไม่มีสิทธิพิเศษ “ฉลอง” ชี้แจงสาเหตุ แค่เจ้าตัวอยากขอโทษผ่านสื่อ ทุกฝ่ายจึงควรให้พื้นที่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการทำงาน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือต้องเฝ้าติดตามอาการของ นายก อบจ.นนทบุรี ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นวิกฤติ แม้จะพบว่าภายในรถของผู้เสียหายจะมีอาวุธปืนอยู่จริง แต่ก็ไม่ได้มีการยิงตอบโต้ออกไปแต่อย่างใด

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ด่วนตัดสินก่อนที่กระบวนการยุติธรรมจะสิ้นสุดลง เพราะคดีความที่มีบุคคลระดับอดีต สส. เข้ามาเกี่ยวข้อง ย่อมเป็นที่จับตามองของสังคมเสมอ และแน่นอนว่าหากมีการเอื้อประโยชน์หรือให้สิทธิพิเศษจริง ย่อมไม่อาจหลบพ้นสายตาของประชาชนไปได้

ที่มา – ตร.ยันไม่มีสิทธิพิเศษ “ฉลอง” ชี้แจงสาเหตุ แค่เจ้าตัวอยากขอโทษผ่านสื่อ

แม่น้ำโขง เชียงราย ระดับน้ำทรงตัว-เริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวัง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์น้ำที่น่าสนใจกันหน่อย สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเรื่อง แม่น้ำโขง เชียงราย ระดับน้ำทรงตัว-เริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวัง ซึ่งถือเป็นข่าวดีในระดับหนึ่งหลังจากที่หลายคนเป็นกังวลกับปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นก่อนหน้านี้ครับ

สถานการณ์ล่าสุดของ แม่น้ำโขง เชียงราย ระดับน้ำทรงตัว-เริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวัง

ทางสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงราย ได้ออกมาให้ข้อมูลล่าสุดว่าระดับน้ำในแม่น้ำโขงวัดได้ประมาณ 7.53 เมตร ซึ่งแม้จะทรงตัวแต่ก็มีสัญญาณที่ดีคือเริ่มมีแนวโน้มลดลงแล้วครับ ข้อมูลนี้อ้างอิงจากการติดตามระดับน้ำทางตอนเหนือทั้งจากเมืองสบกก สปป.ลาว และเมืองจิ่งหง ประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ส่งผลต่อระดับน้ำในบ้านเราโดยตรง

มาตรการรับมือและการเฝ้าระวังในพื้นที่

แม้ว่า แม่น้ำโขง เชียงราย ระดับน้ำทรงตัว-เริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวัง กันต่อไปนะครับ เพราะปริมาณน้ำที่ยังสูงอยู่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปากน้ำและลำน้ำสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำรวก แม่น้ำคำ แม่น้ำกก และแม่น้ำอิง ซึ่งบางจุดเริ่มมีน้ำเอ่อท่วมพื้นที่การเกษตรบ้างแล้ว แต่โชคดีที่ยังไม่กระทบถึงบ้านเรือนประชาชนอย่างมีนัยสำคัญครับ

  • ระดับน้ำปัจจุบันอยู่ที่ 7.53 เมตร
  • จุดวิกฤตที่ต้องจับตาคือ 8.50 เมตรขึ้นไป
  • ตลิ่งต่ำสุดในเชียงรายอยู่ที่ระดับประมาณ 9 เมตร

สำหรับพี่น้องชาวเรือและผู้ประกอบการเดินเรือ ทางเจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากกระแสน้ำยังคงไหลเชี่ยวและมีเศษไม้ขยะลอยมากับน้ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ควรตรวจเช็กเครื่องยนต์และเตรียมอุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างเสื้อชูชีพให้พร้อมเสมอนะครับ

โดยสรุปแล้ว หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มในพื้นที่ตอนบน สถานการณ์ก็น่าจะค่อยๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววันนี้ครับ อย่างไรก็ตาม ผมอยากฝากให้ทุกคนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด และใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่ว่าจะเป็นการสัญจรทางน้ำหรือการใช้ชีวิตใกล้ริมฝั่งแม่น้ำ ขอให้ทุกคนปลอดภัยและผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ด้วยดีนะครับ

ที่มา – “แม่น้ำโขง” เชียงราย ระดับน้ำทรงตัว-เริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวัง

ภัทรพงศ์ หนุนเที่ยวบินภูมิภาค ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50%

ข่าวดีสำหรับสายเดินทาง เมื่อล่าสุด ภัทรพงศ์ หนุนเที่ยวบินภูมิภาค อย่างเต็มสูบ ด้วยการออกโปรโมชั่นเด็ดลดค่าธรรมเนียมสนามบินถึง 50% เพื่อดึงดูดให้สายการบินต่างๆ เปิดเส้นทางบินใหม่ๆ เชื่อมต่อสู่ท่าอากาศยานภูมิภาคมากขึ้น งานนี้บอกเลยว่าประชาชนอย่างเราได้รับอานิสงส์เต็มๆ เพราะนอกจากจะมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้นแล้ว ยังอาจได้เห็นค่าตั๋วเครื่องบินที่ราคาสมเหตุสมผลกว่าเดิมอีกด้วย

ภัทรพงศ์ หนุนเที่ยวบินภูมิภาค ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50%

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเผยถึงแผนการดำเนินงานเชิงรุกภายใต้นโยบาย "Airport for Regional Development" โดยกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดค่าธรรมเนียมการขึ้นลงและค่าบริการที่เก็บอากาศยานลงครึ่งหนึ่ง เพื่อช่วยลดต้นทุนให้สายการบิน ซึ่งมาตรการ ภัทรพงศ์ หนุนเที่ยวบินภูมิภาค นี้ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระจายรายได้สู่ชุมชน

เงื่อนไขมาตรการส่งเสริมการบินใหม่

สำหรับมาตรการสนับสนุนนี้ กรมท่าอากาศยานได้กำหนดเงื่อนไขแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อให้ครอบคลุมทั้งเส้นทางใหม่และสายการบินใหม่ ได้แก่:

  • เส้นทางบินใหม่ (New Route): ลดค่าธรรมเนียม 50% เป็นระยะเวลา 1 ปี สำหรับเส้นทางที่ไม่เคยทำการบินมาก่อน หรือหยุดบินไปนานเกิน 1 ปี
  • สายการบินใหม่ (New Airline): ลดค่าธรรมเนียม 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับสายการบินรายใหม่ที่เข้ามาเปิดให้บริการในท่าอากาศยานสังกัด ทย.

มาตรการนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2569 จนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2570 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทองที่จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านบริการและราคาอย่างคึกคัก

หากมองในมุมมองของผู้บริโภค การที่ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะจะช่วยลดการผูกขาดในเส้นทางที่มีผู้ให้บริการเพียงรายเดียว ทำให้เรามีโอกาสเลือกเวลาเดินทางและราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น นอกจากนี้ การเดินทางที่สะดวกและรวดเร็วจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หันมาเที่ยวเมืองรองมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาวอย่างแน่นอน ใครที่มีแผนจะเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดเตรียมตัวรอพบกับโปรโมชั่นจากสายการบินต่างๆ ได้เลยครับ

ที่มา – “ภัทรพงศ์” หนุนเที่ยวบินภูมิภาค คลอดโปรฯ ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50% ดึงรูทบินใหม่

Scroll to top