ข่าววันนี้

นนทบุรีอีกแล้ว อดีต สส. ฉลอง เรี่ยวแรง บุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย

นนทบุรีอีกแล้ว อดีต สส. ฉลอง เรี่ยวแรง บุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาคนทั้งจังหวัดต้องตกใจ เมื่อมีรายงานข่าวใหญ่ว่า นนทบุรีอีกแล้ว อดีต สส. ฉลอง เรี่ยวแรง บุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย นายก อบจ.นนทบุรี กลางที่ทำการ อบจ. สร้างความตื่นตระหนกให้กับข้าราชการและประชาชนที่พบเห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ในช่วงเวลาประมาณ 11.29 น. ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาปฏิบัติงานปกติของเจ้าหน้าที่ในสถานที่ราชการสำคัญของจังหวัด

รายละเอียดเหตุการณ์ นนทบุรีอีกแล้ว อดีต สส. ฉลอง เรี่ยวแรง บุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย

สำหรับลำดับเหตุการณ์ที่มีการรายงานในเบื้องต้นระบุว่า นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส. จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางไปยังที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ก่อนจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น โดยมีการบุกเข้ายิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี ซึ่งได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยในขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยถึงชนวนเหตุจูงใจที่แน่ชัดว่าทำไมถึงต้องมีการก่อเหตุรุนแรงเช่นนี้ในสถานที่ราชการ

หากเรามองถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า นนทบุรีอีกแล้ว อดีต สส. ฉลอง เรี่ยวแรง บุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย นั้น ถือเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากทั้งคู่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเกมการเมืองท้องถิ่น หรือความขัดแย้งส่วนตัวที่อาจจะสั่งสมมานานจนนำไปสู่การตัดสินใจที่ใช้อาวุธปืนเข้าแก้ปัญหา

  • ติดตามอาการล่าสุดของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ
  • ตรวจสอบประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองในจังหวัดนนทบุรี
  • เฝ้าระวังการดำเนินการทางกฎหมายต่ออดีต สส. ฉลอง เรี่ยวแรง

ในฐานะสื่อมวลชนและคนในสังคม เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการอย่างไรกับคดีนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นใครหรือมีอำนาจบารมีมากแค่ไหน การใช้ความรุนแรงในที่สาธารณะโดยเฉพาะในสถานที่ราชการเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ หวังว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถคลี่คลายคดีนี้ได้อย่างโปร่งใสและยุติธรรมที่สุด เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชาวนนทบุรีทุกคน

ที่มา – นนทบุรีอีกแล้ว อดีต สส. “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง “พ.ต.อ.ธงชัย” นายก อบจ.นนทบุรี

สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ

สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ

วงการฟุตบอลแดนโสมกำลังสั่นสะเทือนอย่างหนัก เมื่อทางสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ (KFA) ต้องออกมาแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณชนแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากที่ต้องเผชิญกับมรสุมข่าวฉาวครั้งใหญ่ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ ในช่วงปี 2011 ถึง 2012 ซึ่งสร้างความเสื่อมเสียให้กับชื่อเสียงขององค์กรอย่างรุนแรงในสายตาแฟนบอลทั่วโลก

เรื่องราวดังกล่าวถูกขุดคุ้ยขึ้นมาหลังจากรายงานจากสถานีโทรทัศน์ JTBC ที่อ้างอิงผลการตรวจสอบจากกระทรวงกีฬาเกาหลีใต้ โดยระบุว่าสมาคมได้พาผู้ตัดสินต่างชาติไปใช้บริการในสถานบริการนวดที่มีการแอบแฝงบริการทางเพศ แม้ทาง KFA จะออกมายอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเคยเกิดขึ้นจริงในอดีต แต่บุคลากรชุดปัจจุบันกลับอ้างว่าไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน และยืนยันว่าพฤติกรรมดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปแน่นอน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากข่าว สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ

ไม่เพียงแค่เรื่องคดีความทางเพศเท่านั้น แต่ความเชื่อมั่นของแฟนบอลที่มีต่อสมาคมยังลดน้อยถอยลงไปอีก เมื่อพ่วงกับปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการแต่งตั้ง ฮง มยอง-โบ เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างมากเกี่ยวกับธรรมาภิบาลขององค์กร โดยสรุปเหตุการณ์ที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • การสอบสวนกระบวนการแต่งตั้งหัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ไม่เป็นธรรม
  • การตรวจค้นสำนักงาน KFA โดยตำรวจเพื่อหาหลักฐานความไม่โปร่งใส
  • แรงกดดันจากรัฐสภาที่เรียกเจ้าหน้าที่เข้าชี้แจง
  • ผลงานที่น่าผิดหวังของทีมชาติในฟุตบอลโลก 2026 ที่ตกรอบแบ่งกลุ่ม

ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นตอกย้ำให้เห็นว่า สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ ไม่ใช่แค่เรื่องของอดีต แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยถึงวัฒนธรรมการบริหารงานภายในที่ต้องได้รับการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนที่สุด แฟนบอลหลายคนต่างตั้งคำถามว่านี่คือจุดจบของยุคทองทีมชาติเกาหลีใต้หรือไม่ หากสมาคมยังไม่สามารถคืนความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นกลับมาได้โดยเร็ว

ในมุมมองของผม วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สมาคมกีฬาอาชีพต้องนำไปปรับปรุง หากต้องการก้าวไปข้างหน้าในเวทีระดับโลก ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญ และการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอต่อการกอบกู้ศรัทธาของกองเชียร์กลับมาครับ

ที่มา – สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ

รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ เกี่ยวกับการที่ภาครัฐออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ อย่างจริงจังและไม่มีข้อยกเว้น เพราะเรื่องนี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรงเลยทีเดียวครับ

รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

ทางด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ซึ่งบทลงโทษนั้นถือว่ามีความรุนแรงมาก โดยท่านได้ยกตัวอย่างเคสที่เกิดขึ้นในอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีอดีตปลัดอำเภอเข้าไปพัวพันจนเกิดความเครียดและจบชีวิตตัวเองลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกระทำผิดในลักษณะนี้นั้นมีโทษที่หนักหนาสาหัสเพียงใด

มาตรการเด็ดขาดเมื่อรัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

นายกฯ ได้ย้ำเตือนใจข้าราชการทุกคนว่า การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตคือหัวใจสำคัญ และการที่ใครสักคนต้องเผชิญกับโทษรวมหลายร้อยปีจากหลายคดีนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการไม่ริเริ่มทำสิ่งที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นครับ โดยมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่มีดังนี้:

  • การตรวจสอบย้อนหลังการออกบัตรประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
  • การใช้ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเข้ามาช่วยคัดกรองเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
  • การลงโทษทางวินัยและอาญาอย่างเฉียบขาดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่เพื่อแจ้งเบาะแส

ในมุมมองของผม การที่ รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ยอมให้มีการคอรัปชันหรือการละเมิดกฎหมายจนส่งผลกระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องบัตรประชาชนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญมากสำหรับพลเมืองไทยครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า กฎหมายบ้านเมืองมีความศักดิ์สิทธิ์เสมอ และไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หากตัดสินใจทำผิดกฎหมาย ย่อมต้องได้รับผลของกรรมนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หวังว่าบทเรียนจากกรณีอดีตปลัดอำเภอจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนตระหนักถึงความถูกต้องเหนือสิ่งอื่นใด

ที่มา – นายกฯ ยันรัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ ชี้โทษรุนแรง

คดีโกงสอบท้องถิ่น 7 ผู้ถูกกล่าวหา เข้าพบกองปราบฯ ปฏิเสธตอบคำถามสื่อฯ

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามข่าวคราวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อระบบราชการไทยอย่างมาก สำหรับสถานการณ์ล่าสุดใน คดีโกงสอบท้องถิ่น 7 ผู้ถูกกล่าวหา เข้าพบกองปราบฯ ปฏิเสธตอบคำถามสื่อฯ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในการจัดการกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบครั้งนี้ครับ

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา กลุ่มข้าราชการผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 7 ราย พร้อมทีมที่ปรึกษากฎหมายได้เดินทางมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ตามหมายเรียก เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับทราบข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวอย่างเนืองแน่น แต่กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเลือกที่จะปิดปากเงียบและปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อสื่อมวลชนทั้งสิ้น

ความคืบหน้าคดีโกงสอบท้องถิ่น 7 ผู้ถูกกล่าวหา เข้าพบกองปราบฯ ปฏิเสธตอบคำถามสื่อฯ

การเข้าพบพนักงานสอบสวนในครั้งนี้ถือเป็นกลุ่มสุดท้ายหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีบุคคลสำคัญและอดีตข้าราชการระดับสูงหลายรายได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาไปก่อนหน้าแล้ว โดยพฤติการณ์ที่ถูกตรวจสอบพบนั้นมีความเกี่ยวพันกับการแก้ไขกระดาษคำตอบเพื่อให้ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการ ซึ่งถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบสอบคัดเลือกของท้องถิ่นอย่างรุนแรง

กางไทม์ไลน์การล้างบางทุจริตและการบรรจุตัวจริง

นอกจากข่าว คดีโกงสอบท้องถิ่น 7 ผู้ถูกกล่าวหา เข้าพบกองปราบฯ ปฏิเสธตอบคำถามสื่อฯ แล้ว ทางกระทรวงมหาดไทยได้วางกรอบเวลาที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาและให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่สอบได้ด้วยความสามารถจริงๆ ดังนี้ครับ:

  • 11 สิงหาคม 2569: ประชุมซักซ้อมแนวทางปฏิบัติร่วมกับท้องถิ่นจังหวัดทั่วประเทศ
  • สิ้นเดือนสิงหาคม 2569: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะออกคำสั่งถอดถอนผู้ทุจริตและบรรจุตัวจริงเข้าสู่ตำแหน่ง
  • 12 สิงหาคม 2569: พนักงานสอบสวนคาดว่าจะสรุปสำนวนส่งต่อให้ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีในขั้นต่อไป

สถานการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การตรวจสอบจากภาคประชาชนและกระบวนการยุติธรรมมีความเข้มข้นขึ้น หากเราต้องการเห็นสังคมไทยก้าวไปข้างหน้า ระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 100% เท่านั้น หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบอย่างจริงจังครับ

ที่มา – คดีโกงสอบท้องถิ่น 7 ผู้ถูกกล่าวหา เข้าพบกองปราบฯ ปฏิเสธตอบคำถามสื่อฯ

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

เชื่อว่าหลายคนคงเคยฝันอยากเห็นสมบัติล้ำค่าใต้ท้องทะเลกันใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวสุดตื่นเต้นจากอิตาลี เมื่อมีการค้นพบซากเรือการค้าโรมันโบราณที่จมอยู่ใต้ทะเลลึกนอกชายฝั่งเกาะซิซิลี ซึ่งนับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์การเดินเรือในอดีตได้มากขึ้น

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นที่เมืองมาซารา เดล วัลโล โดยนักดำน้ำและหน่วยงานรัฐได้เข้าไปสำรวจและพบกับเรือไม้ที่มีความยาวถึง 21 เมตร จมอยู่ลึกราว 46 เมตร สิ่งที่น่าทึ่งคือภายในเรือยังคงเต็มไปด้วยไหดินเผาโบราณหรือที่เรียกว่า “แอมโฟรา” (Amphorae) จำนวนหลายร้อยใบ ซึ่งถูกใช้เป็นภาชนะขนส่งไวน์ น้ำมันมะกอก และธัญพืชในยุคโรมัน การที่อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลีในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์เช่นนี้ ถือเป็นขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ที่ล้ำค่าอย่างยิ่ง

เปิดประวัติศาสตร์การค้าโรมันใต้ทะเลลึก

นอกจากตัวเรือแล้ว นักโบราณคดียังพบแท่งยึดสมอเรือทำจากตะกั่ว ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นดีที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตและการค้าทางทะเลของชาวโรมันในอดีต การที่อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลียังสะท้อนให้เห็นว่าทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงอารยธรรมในยุคนั้น โดยนักวิจัยได้วางแผนที่จะดำเนินการศึกษาและจัดทำเอกสารอย่างละเอียดเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาเผยแพร่สู่สาธารณชนต่อไป

  • ซากเรือมีความยาว 21 เมตร กว้าง 6 เมตร
  • บรรจุแอมโฟราประเภท Dressel 1A หลายร้อยใบ
  • พบแท่งสมอตะกั่วช่วยยืนยันตำแหน่งการเดินเรือ
  • มีสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลเข้ามาอยู่อาศัยเป็นระบบนิเวศจำลอง

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากเบาะแสของประชาชนและชาวประมงในพื้นที่ ที่ช่วยกันประสานงานกับเจ้าหน้าที่จนสามารถระบุพิกัดได้อย่างแม่นยำ สำหรับใครที่หลงใหลในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ การค้นพบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของวัตถุโบราณ แต่มันคือการย้อนเวลากลับไปมองโลกในยุคที่การค้าทางเรือคือหัวใจหลักของความรุ่งเรืองแห่งอาณาจักรโรมัน

ผมมองว่าการที่โลกยุคปัจจุบันยังคงค้นพบร่องรอยแห่งอดีตอยู่เรื่อยๆ ยิ่งย้ำเตือนให้เราเห็นว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้หายไปไหน แต่มันรอเวลาให้เราลงไปสัมผัสและทำความเข้าใจอยู่เสมอ การค้นพบครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้กับนักโบราณคดีรุ่นใหม่ และทำให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พื้นที่ใต้ท้องทะเลให้คงอยู่ต่อไปครับ

ที่มา – อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

ไผ่ ลั่น กล้าธรรมไม่มีงูเขียว หลังข่าวสะพัด 10 สส. ย้ายพรรค

ไผ่ ลั่น กล้าธรรมไม่มีงูเขียว หลังข่าวสะพัด 10 สส. ย้ายพรรค

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที เมื่อมีกระแสข่าวหนาหูว่า สส. จำนวน 10 คนจากพรรคกล้าธรรม เตรียมตัวย้ายซบพรรคภูมิใจไทย จนเกิดคำถามถึงความมั่นคงของพรรคและสถานการณ์ภายใน แต่ล่าสุด ไผ่ ลิกค์ สส. กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาสยบข่าวลือดังกล่าวอย่างชัดเจน เพื่อยืนยันถึงจุดยืนของพรรคที่เน้นการทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก

นายไผ่ ลิกค์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยความมั่นใจว่า ไผ่ ลั่น กล้าธรรมไม่มีงูเขียว หลังข่าวสะพัด 10 สส. ย้ายพรรค เป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริง พร้อมตอกย้ำว่าคนที่จะมาจับงูนั้นไม่แพ้งูแน่นอน โดยเน้นย้ำถึงความเป็นลูกผู้ชายว่า “คำไหนคำนั้น ไม่เล่นหลายหน้า” เพื่อสื่อถึงความซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ของพรรคที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้น

เจาะลึกปมข่าวลือ ไผ่ ลั่น กล้าธรรมไม่มีงูเขียว หลังข่าวสะพัด 10 สส. ย้ายพรรค

กระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่ามีการพูดคุยกันระหว่างแกนนำพรรคใหญ่กับตัวแทนกลุ่ม สส. พรรคกล้าธรรม ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากลุ่ม สส. ของนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา อาจจะเปลี่ยนขั้วทางการเมือง แต่ทางฝั่งพรรคกล้าธรรมได้ออกมาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ยืนยันความเหนียวแน่นภายในพรรคกล้าธรรมว่าไม่มีงูเขียวแฝงตัวอยู่
  • เน้นย้ำเรื่องอุดมการณ์ที่มุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
  • นายไผ่ ลิกค์ ประกาศศักดาความเป็นลูกผู้ชาย คำพูดต้องเป็นคำพูด
  • พร้อมชนทุกปัญหาเพื่อรักษาเสถียรภาพและชื่อเสียงของพรรคให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าในโลกการเมืองที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การยืนหยัดในจุดยืนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การที่ ไผ่ ลั่น กล้าธรรมไม่มีงูเขียว หลังข่าวสะพัด 10 สส. ย้ายพรรค ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้สนับสนุนพรรคว่า พรรคกล้าธรรมยังคงมีทิศทางที่ชัดเจนและพร้อมที่จะทำงานตามเจตนารมณ์ที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน

ในมุมมองนักวิเคราะห์ การออกมาตอบโต้ข่าวลืออย่างรวดเร็วของเลขาสภาพรรค ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา หากปล่อยให้ข่าวลือแพร่กระจายต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าหลังจากการออกมาประกาศลั่นครั้งนี้ พรรคกล้าธรรมจะมีบทบาทอย่างไรในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลจริงในสภาฯ ซึ่งนั่นคือบทพิสูจน์ที่แท้จริงของคำว่าลูกผู้ชายของนายไผ่ ลิกค์

ที่มา – “ไผ่” ลั่น “กล้าธรรม” ไม่มีงูเขียว หลังข่าวสะพัด 10 สส. ลั่น ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น

เงินอุดหนุนบุตร เดือนสิงหาคม 2569 โอนแล้ว 600 บาท

สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน สำหรับใครที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐ วันนี้มีข่าวดีมาบอกค่ะ เพราะล่าสุดทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. ได้ทำการโอนเงินอุดหนุนบุตร เดือนสิงหาคม 2569 เข้าบัญชีของผู้ที่มีสิทธิเรียบร้อยแล้วนะคะ โดยเป็นการจ่ายเงินจำนวน 600 บาท สำหรับรอบเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งโอนให้เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมาค่ะ

ตรวจสอบสิทธิ เงินอุดหนุนบุตร เดือนสิงหาคม 2569

หลายท่านอาจจะยังสงสัยว่าเราจะเช็กอย่างไรว่าเงินเข้าหรือยัง ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ คุณสามารถตรวจสอบสถานะการรับเงินด้วยตัวเองง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ที่สะดวกและรวดเร็ว โดยมีช่องทางดังนี้ค่ะ:

  • เว็บไซต์กรมกิจการเด็กและเยาวชน http://csgcheck.dcy.go.th
  • แอปพลิเคชัน “เงินเด็ก”
  • แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”

ขั้นตอนการลงทะเบียนรับเงินอุดหนุนบุตร เดือนสิงหาคม 2569

สำหรับผู้ปกครองท่านใดที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน หรือเด็กๆ เพิ่งคลอดและมีสัญชาติไทย สามารถยื่นคำร้องได้เลยนะคะ โดยไม่ต้องยึดตามทะเบียนบ้าน แต่ให้ไปติดต่อ ณ พื้นที่ที่คุณพ่อคุณแม่และลูกน้อยอาศัยอยู่จริงค่ะ โดยแบ่งจุดรับลงทะเบียนดังนี้:

  • กรุงเทพมหานคร: ติดต่อได้ที่สำนักงานเขต
  • เมืองพัทยา: ติดต่อที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา
  • ส่วนภูมิภาค: ติดต่อที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาลใกล้บ้านได้เลยค่ะ

อีกหนึ่งช่องทางที่สะดวกสุดๆ คือการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เงินเด็ก” แต่ก่อนจะลงทะเบียนอย่าลืมยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ ThaiD ของกรมการปกครองให้เรียบร้อยก่อนนะคะ หากตรวจสอบสิทธิผ่านแล้ว เงินจะได้รับย้อนหลังนับตั้งแต่เดือนที่ลงทะเบียนเลยค่ะ

หากคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนมีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรือต้องการสอบถามรายละเอียดเรื่องการรับสิทธิ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กรมกิจการเด็กและเยาวชน หมายเลขโทรศัพท์ 02-651-6902 หรือสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยค่ะ สุดท้ายนี้ การได้รับเงินสนับสนุนส่วนนี้ถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัว หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกบ้านนะคะ

ที่มา – เงินอุดหนุนบุตร เดือนสิงหาคม 2569 พม. โอนเงิน 600 บาท เข้าบัญชีผู้มีสิทธิแล้ว

มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค.

เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของสภาพอากาศในช่วงนี้ใช่ไหมครับ? ไม่ใช่แค่ความร้อนบนบกที่เราเจออยู่ทุกวัน แต่ล่าสุดมีการเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค. ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่พวกเราทุกคนต้องหันมาใส่ใจอย่างจริงจังครับ

มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค.

รายงานจากสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (C3S) ระบุว่า ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยผิวน้ำทะเลทั่วโลกพุ่งสูงถึง 20.96 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้ในปี 2566 ลงอย่างราบคาบ การที่ มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค. แบบนี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่มันส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั่วทั้งระบบนิเวศ

ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญและภาวะโลกร้อน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค. คือการก่อตัวของภาวะเอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดโต่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น:

  • คลื่นความร้อนที่ยาวนานและรุนแรงขึ้นในยุโรปตะวันตก
  • ภาวะภัยแล้งในพื้นที่ที่เคยมีความชุ่มชื้น
  • พายุฝนตกหนักผิดปกติในหลายภูมิภาค
  • ระบบนิเวศทางทะเลที่ได้รับความเสียหายจากน้ำทะเลร้อนจัด

นอกจากนี้ ในฝั่งยุโรปเองยังเผชิญกับสถิติที่น่ากังวล โดยช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมกลายเป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 2.79 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเราทุกคน

ในฐานะที่เราเป็นผู้อยู่อาศัยบนโลกใบนี้ การรับรู้ข่าวสารเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่อย่าหยุดเพียงแค่การรับรู้ครับ เราควรเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า หรือการสนับสนุนนโยบายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะโลกของเรามีเพียงใบเดียวและเราต้องช่วยกันรักษาไว้ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ครับ

ที่มา – มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค.

รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉิน

สถานการณ์สภาพอากาศในปัจจุบันมีความแปรปรวนสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งสลับกันไป ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อ รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที เพื่อยกระดับการช่วยเหลือให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที

การปรับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะรัฐบาลได้สั่งการให้ทุกจังหวัดปรับรูปแบบการทำงานสู่เชิงรุกเต็มรูปแบบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ย่อยที่พร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมทั้งกำลังคนและเครื่องจักรกลหนักให้พร้อมสแตนด์บายในจุดเสี่ยงภัยทุกพื้นที่

ปลดล็อกงบฉุกเฉินเพื่อการช่วยเหลือที่คล่องตัว

ปัญหาที่ผ่านมามักติดขัดเรื่องขั้นตอนทางราชการที่ล่าช้า แต่ด้วยนโยบายใหม่นี้ รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถตัดสินใจใช้เงินทดรองราชการกรณีฉุกเฉินได้ทันทีเมื่อประเมินความเสี่ยงแล้วว่ามีอันตรายสูง โดยไม่ต้องรอเอกสารหรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพื่อให้การบรรเทาความเสียหายหน้างานทำได้อย่างรวดเร็วที่สุด

แนวทางปฏิบัติที่รัฐบาลเน้นย้ำมีดังนี้:

  • การสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัยและการวางแผนอพยพกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก
  • การบูรณาการกำลังทหารและศูนย์ ปภ. เขต เพื่อเข้าถึงพื้นที่เข้าถึงยาก
  • การจัดทำฐานข้อมูลน้ำต้นทุนเพื่อป้องกันปัญหาภัยแล้งในระยะยาว
  • การเร่งสำรวจความเสียหายหลังน้ำลดเพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการลดขั้นตอนและเน้นการทำงานเชิงรุก เพราะภัยพิบัติเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ การมีงบประมาณที่คล่องตัวและศูนย์ปฏิบัติการที่พร้อมลุย 24 ชั่วโมง จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้พี่น้องชาวเหนือมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเมื่อเกิดภัยพิบัติครับ

หวังว่ามาตรการ รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที นี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนได้จริง และเป็นโมเดลต้นแบบในการบริหารจัดการภัยพิบัติทั่วประเทศต่อไปครับ

ที่มา – รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที

Scroll to top