ข่าวโซเชียล

คืนนี้ชม! “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” 15 ดวง/ชม

คืนนี้เตรียมตัวให้พร้อม! สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เผยปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” จะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 17 พฤศจิกายน ต่อเนื่องถึงรุ่งเช้าวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 โดยคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการตกสูงสุดเฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง

ฝนดาวตกลีโอนิดส์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต” เป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งเกิดจากโลกของเราโคจรผ่านสายธารเศษฝุ่นของดาวหาง 55พี เทมเพล-ทัตเทิล ดาวหางดวงนี้มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ยาวนานถึง 33 ปี และในระหว่างการโคจรนั้นก็ได้ทิ้งเศษหินและฝุ่นละอองจำนวนมหาศาลไว้ในวงโคจรของมัน เมื่อโลกของเราเคลื่อนที่ผ่านบริเวณนี้ แรงโน้มถ่วงของโลกก็จะดึงดูดเศษหินและฝุ่นเหล่านั้นเข้ามาในชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดการเสียดสีและเผาไหม้ กลายเป็นแสงสว่างวาบที่เราเห็นเป็น ฝนดาวตกลีโอนิดส์ นั่นเอง

เตรียมชม “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” คืนนี้ถึงรุ่งเช้า!

สำหรับผู้ที่สนใจชม “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” ในปีนี้ NARIT แนะนำว่าควรเริ่มสังเกตการณ์ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันที่ 17 พฤศจิกายน เนื่องจากกลุ่มดาวสิงโต ซึ่งเป็นศูนย์กลางการกระจายตัวของฝนดาวตก จะเริ่มปรากฏขึ้นจากขอบฟ้าในช่วงเวลาประมาณ 01:00 น. ของวันที่ 18 พฤศจิกายน และจะสามารถสังเกตการณ์ได้ต่อเนื่องไปจนถึงรุ่งเช้า

แม้ว่าอัตราการตกของ “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” ในปีนี้จะไม่สูงมากนัก (เฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง) แต่ข้อดีคือคืนดังกล่าวจะไม่มีแสงจันทร์รบกวน ทำให้เราสามารถมองเห็นดาวตกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หากเลือกสถานที่ชมที่ปราศจากแสงรบกวนจากเมือง ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการได้ชมความสวยงามของปรากฏการณ์นี้

เคล็ดลับชม “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” ให้ฟิน

  • หาที่มืด: ออกห่างจากแสงไฟในเมือง เลือกสถานที่ที่มืดสนิท มองเห็นดาวได้ชัดเจน
  • นอนชม: เตรียมเสื่อหรือเก้าอี้เอนหลัง นอนชมดาวบนท้องฟ้า จะได้ไม่เมื่อยคอ
  • อดทนรอ: ดาวตกอาจไม่ได้มาบ่อยๆ ต้องใช้ความอดทนในการรอคอย
  • มองกว้างๆ: ไม่จำเป็นต้องจ้องมองไปที่กลุ่มดาวสิงโตเพียงอย่างเดียว มองภาพรวมบนท้องฟ้า
  • ชวนเพื่อน: ไปชมกับเพื่อนหรือครอบครัว จะได้สนุกและช่วยกันสังเกต

นอกจากนี้ การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการชมดาวตกก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรแต่งกายให้อบอุ่น เตรียมเครื่องดื่มและของว่างไปด้วย เพื่อให้การชมดาวตกเป็นไปอย่างราบรื่นและสนุกสนานยิ่งขึ้น อย่าลืมพกกล้องถ่ายรูปไปด้วย เผื่อว่าจะได้ภาพสวยๆ ของ “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” กลับบ้าน

ปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” เป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ และเรียนรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ อย่าพลาดโอกาสที่จะออกไปชม “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” ในคืนนี้!

ที่มา – คืนนี้รอชม “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” ตกเฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง ถึงรุ่งเช้า 18 พ.ย.

NARIT ไข “แสงปริศนา” คาดเป็นดาวตก!

“สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ” ไขคำตอบ “แสงปริศนา” เหนือท้องฟ้า ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย คาดเป็นดาวตกชนิดระเบิด

จากกรณี ชาวบ้านเล่านาที กล้องหน้ารถบันทึกภาพ “แสงปริศนา” ขณะตกลงมาจากท้องฟ้า กลางเมืองลำพูน คาดเป็นดาวตกไม่ก็วัตถุบางอย่าง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (กล้องหน้ารถบันทึกภาพ “แสงปริศนา” ขณะตกลงมาจากท้องฟ้า กลางเมืองลำพูน)

ล่าสุด วันที่ 14 พ.ย. 2568 เฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ก็ได้โพสต์ข้อความถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ในช่วงเวลาประมาณ 17.07 น. ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย อาทิ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา และน่าน มีรายงานการสังเกตเห็นลูกไฟสว่างวาบบริเวณใกล้ทิศเหนือ โดยไม่มีรายงานความเสียหายและเกิดอันตราย เบื้องต้นคาดว่าเป็น “ดาวตกชนิดระเบิด” (Bolide) ที่ไม่อาจระบุได้ว่ามาจากฝนดาวตกชุดใด และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงจอดของยานในภารกิจเสินโจว-20 ของจีนแต่อย่างใด

จากลักษณะของดาวตกที่ปรากฏในคลิปวิดีโอตามโซเชียลมีเดีย คาดว่าเป็นดาวตกชนิดระเบิด (Bolide) ซึ่งเป็นดาวตกที่มีความสว่างมาก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเริ่มสว่างลุกจ้าที่ระดับความสูง 80 ถึง 120 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก จึงสามารถสังเกตเห็นได้หลายพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนบนของไทย

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบกับภารกิจเสินโจว-20 (Shenzhou 20) ที่มียานบรรทุกนักบินอวกาศชาวจีนจากสถานีอวกาศเทียนกงของจีนกลับมายังโลก ซึ่งยานเดินทางถึงพื้นผิวโลกบริเวณเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ทางตอนเหนือของจีน ในวันเดียวกัน เมื่อเวลา 15:30 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเกิดดาวตกครั้งนี้ ยานลำดังกล่าวจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับดาวตกดวงนี้.

ปรากฏการณ์แสงประหลาดบนท้องฟ้าที่เกิดขึ้น สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์จาก NARIT เข้ามาช่วยคลายความสงสัย ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของปรากฏการณ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น

ดาวตกชนิดระเบิด หรือ Bolide ที่ NARIT คาดการณ์ไว้นั้น คืออะไรกันเเน่? ทำไมถึงสว่างจ้าเเละมองเห็นได้ในหลายพื้นที่?

ดาวตกชนิดระเบิด (Bolide) คืออะไร?

ดาวตกชนิดระเบิด คือ ดาวตกที่มีความสว่างเป็นพิเศษ มักจะสว่างกว่าดาวศุกร์ที่สว่างที่สุดเสียอีก ความสว่างนี้เกิดจากการที่ดาวตกมีขนาดใหญ่ และเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วสูง ทำให้เกิดการระเบิดและแสงสว่างจ้าเป็นพิเศษ ดาวตกชนิดระเบิดมักจะมาพร้อมกับเสียงดังคล้ายระเบิด ซึ่งเกิดจากการแตกตัวของดาวตกในชั้นบรรยากาศ

ทำไมถึงมองเห็น “แสงปริศนา” ได้ในหลายพื้นที่?

เนื่องจากดาวตกชนิดระเบิดมีความสว่างมาก จึงสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืนที่ท้องฟ้ามืดสนิท นอกจากนี้ ความสูงของดาวตกที่เผาไหม้ในชั้นบรรยากาศก็มีส่วนสำคัญ หากดาวตกเผาไหม้ในระดับความสูงที่สูงมาก ก็จะสามารถมองเห็นได้ในพื้นที่ที่กว้างขึ้น

ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิด “แสงปริศนา” บนท้องฟ้า

นอกจากดาวตกชนิดระเบิดแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดแสงประหลาดบนท้องฟ้าได้ เช่น

  • ดาวเทียม: ดาวเทียมที่โคจรรอบโลกอาจสะท้อนแสงอาทิตย์ ทำให้เกิดแสงสว่างวาบบนท้องฟ้าได้
  • เครื่องบิน: เครื่องบินที่บินในเวลากลางคืนอาจมีแสงไฟที่สว่าง ทำให้มองเห็นเป็นแสงประหลาดบนท้องฟ้าได้
  • ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ: ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบางอย่าง เช่น แสงเหนือแสงใต้ หรือฟ้าผ่า อาจทำให้เกิดแสงประหลาดบนท้องฟ้าได้เช่นกัน

NARIT ไขคำตอบ “แสงปริศนา” เหนือท้องฟ้า คาดเป็นดาวตกชนิดระเบิด

การที่ NARIT ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ “แสงปริศนา” ที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมากยิ่งขึ้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและตื่นตระหนกกับปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา

แล้วเราจะสังเกต “แสงปริศนา” หรือดาวตกได้อย่างไร?

การสังเกตดาวตกที่ดีที่สุดคือการมองหาในคืนที่ท้องฟ้ามืดสนิท ห่างไกลจากแสงไฟรบกวน และมองไปยังทิศทางที่ท้องฟ้าเปิดโล่ง หากคุณโชคดี คุณอาจได้เห็นดาวตกชนิดระเบิดที่สว่างจ้าและน่าตื่นตาตื่นใจก็เป็นได้

การเรียนรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าสนใจและสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เราเปิดใจและติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น NARIT หากใครมีโอกาสได้เห็นปรากฏการณ์ “แสงปริศนา” บนท้องฟ้า อย่าลืมบันทึกภาพหรือวิดีโอไว้ และแบ่งปันให้คนอื่นๆ ได้ชมกัน!

ที่มา – NARIT ไขคำตอบ “แสงปริศนา” เหนือท้องฟ้า คาดเป็นดาวตกชนิดระเบิด

ตำรวจเตือน! โพสต์ “เห็ดหูหนู” เสี่ยงคุก

“ตำรวจไซเบอร์” เตือนโพสต์คลิปโชว์ “เห็ดหูหนู” ลงโซเชียล เสี่ยงติดคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ช่วงนี้กระแสการเต้นโชว์หรือแสดงท่าทางต่างๆ บนโซเชียลมีเดียกำลังเป็นที่นิยม แต่รู้หรือไม่ว่าบางครั้งการกระทำเหล่านั้นอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การโพสต์คลิปวิดีโอที่ส่อไปในทางลามกอนาจาร หรือที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันในขณะนี้คือ การโพสต์คลิปโชว์ “เห็ดหูหนู”

เฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท. โพสต์ข้อความโดยระบุว่า “ระวังโพสต์คลิปโชว์เห็ดหูหนูลงโซเชียล เดี๋ยวจะติดคุก 5 ปี ไม่ว่าวันนี้ท่านจะเห็นวิดีโอคลิปไวรัลอะไรมา แต่ตำรวจไซเบอร์อยากจะขอเตือนเรื่องสำคัญ

การโพสต์หรือแชร์วิดีโอที่เข้าข่ายลามกอนาจาร อาจมีความผิดฐาน ‘นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้’ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

กฎหมายดังกล่าวระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การกระทำใดๆ ที่เป็นการเผยแพร่ข้อมูลลามกอนาจารสู่สาธารณะ ถือเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งรวมถึงการโพสต์ การแชร์ หรือการส่งต่อข้อมูลดังกล่าวด้วย ดังนั้น ก่อนที่จะโพสต์หรือแชร์อะไรลงบนโซเชียลมีเดีย ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าเนื้อหาเหล่านั้นไม่ขัดต่อกฎหมาย

ส่วนผู้ที่ออกมากระทำ เช่น เต้นอวด “เห็ดหูหนู” ในที่สาธารณะ อาจเข้าข่ายความผิดฐาน ‘กระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น’ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท”.

โทษของการโพสต์ “เห็ดหูหนู”

หากคุณกำลังคิดที่จะกระทำหรือได้กระทำการโพสต์คลิปโชว์ “เห็ดหูหนู” บนโลกออนไลน์ พึงระลึกเสมอว่าการกระทำดังกล่าวมีความผิดทางกฎหมาย และอาจนำมาซึ่งบทลงโทษที่รุนแรงได้

ผลกระทบระยะยาวของการโพสต์ “เห็ดหูหนู”

นอกเหนือจากโทษทางกฎหมายแล้ว การโพสต์คลิปที่ส่อไปในทางลามกอนาจารยังอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของผู้กระทำในระยะยาวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง การกระทำเพียงครั้งเดียวอาจถูกบันทึกไว้ในโลกออนไลน์ตลอดไป และอาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน การเข้าสังคม หรือแม้กระทั่งชีวิตส่วนตัวในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นการเต้น การแสดงท่าทาง หรือการโพสต์ข้อความใดๆ บนโซเชียลมีเดีย ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาเสมอ การใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบ จะช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น

ดังนั้น ก่อนที่จะโพสต์หรือแชร์อะไรลงบนโลกออนไลน์ ควรคิดให้รอบคอบและตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนเสียก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ จะช่วยสร้างสังคมออนไลน์ที่น่าอยู่และเป็นประโยชน์ต่อทุกคน

ที่มา – ตำรวจเตือนโพสต์โชว์ “เห็ดหูหนู” ลงโซเชียล เสี่ยงติดคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสน

รพ.ขอนแก่น แจง! ขอความร่วมมือบริจาคเลือด

โรงพยาบาลขอนแก่นออกมาชี้แจงกรณีที่เป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เรื่อง “การขอความร่วมมือบริจาคเลือด” เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วย ยืนยันว่าเป็นการขอความร่วมมือจากญาติหรือผู้ที่มีความพร้อม เพื่อให้มีปริมาณเลือดสำรองเพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วยทุกราย ไม่ใช่การบังคับ และไม่มีการซื้อขายเลือดอย่างแน่นอน

สืบเนื่องจากกรณีที่มีการแชร์เรื่องราวของคุณตาที่เดินสอบถามหาผู้บริจาคเลือดในโรงพยาบาลเพื่อช่วยคุณยาย ทำให้เกิดกระแสการบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างมากมาย (สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย)

ทางโรงพยาบาลขอนแก่นจึงได้ออกหนังสือชี้แจงเรื่อง “การขอความร่วมมือบริจาคเลือด” เพื่อการรักษาผู้ป่วย เพื่อคลายความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับการบริหารจัดการเลือดของโรงพยาบาล

รพ.ขอนแก่น ชี้แจงกรณี “การขอความร่วมมือบริจาคเลือด” เพื่อการรักษาผู้ป่วย

โรงพยาบาลขอนแก่นชี้แจงว่า ในการรักษาผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับเลือด โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้เลือดในปริมาณมากในแต่ละวัน และต้องมีเลือดสำรองเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉิน แม้ว่าโรงพยาบาลจะมีการรับบริจาคเลือดอย่างต่อเนื่อง แต่ในบางช่วงเวลา เลือดบางกรุ๊ปอาจมีปริมาณไม่เพียงพอ

ดังนั้น โรงพยาบาลจึงขอความร่วมมือจากญาติ หรือผู้ที่มีความพร้อมในการบริจาคเลือด “ทดแทน” เพื่อให้ปริมาณเลือดในคลังมีเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทุกราย เป็นการขอความร่วมมือด้วยความสมัครใจ ไม่มีการบังคับใดๆ ทั้งสิ้น

โรงพยาบาลขอนแก่นขอยืนยันว่า ไม่มีการซื้อขายเลือดทุกรูปแบบ และไม่สนับสนุนการซื้อขายเลือด การให้และรับเลือดเป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยเท่านั้น รวมถึงไม่มีการซื้อขายอวัยวะโดยเด็ดขาด

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นกรณีดังกล่าว โรงพยาบาลได้ให้การรักษาตามมาตรฐานและได้รับเลือดเพียงพอ ขณะนี้อาการปลอดภัยและอยู่ในการดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

ช่องทางการบริจาคเลือดที่ รพ.ขอนแก่น

ขอขอบคุณผู้บริจาคเลือดทุกท่านที่ร่วมแบ่งปันสิ่งมีค่าเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ และขอเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเลือดได้ที่:

  • ศูนย์รับบริจาคเลือด โรงพยาบาลขอนแก่น
  • วันราชการ: 08.30 – 19.30 น.
  • วันหยุดราชการ: 08.00 – 15.30 น.
  • โทร. 043-0900 ต่อ 4544

ร่วมบริจาคอวัยวะและดวงตา

นอกจากนี้ ยังสามารถแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะและดวงตาได้ที่:

  • ศูนย์รับบริจาคอวัยวะและปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลขอนแก่น โทร. 043-009900 ต่อ 3865
  • เว็บไซต์สภากาชาดไทย

การบริจาคเลือดเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยที่ต้องการเลือด อย่าลังเลที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการให้ชีวิตใหม่แก่ผู้อื่น มาร่วมกันบริจาคเลือดเพื่อสร้างสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืนกันนะครับ

ที่มา – รพ.ขอนแก่น ชี้แจงกรณี “การขอความร่วมมือบริจาคเลือด” เพื่อการรักษาผู้ป่วย

เรื่องจุกอก! ตาวัยชราขอเลือดช่วยยาย

เรื่องราวสุดสะเทือนใจถูกแชร์สนั่นโลกออนไลน์ เมื่อหญิงสาวรายหนึ่งได้พบกับคุณตาวัยชราที่โรงพยาบาล กำลังเดินสอบถามผู้คนด้วยความหวังว่าจะได้รับการบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือคุณยายที่กำลังป่วยหนัก เรื่องราวของ สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย สร้างความสะเทือนใจและจุดประกายพลังแห่งการให้ในสังคม

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Nutnicha Samboontieng ได้โพสต์ภาพและข้อความสุดสะเทือนใจเกี่ยวกับชายสูงอายุท่านหนึ่งที่เธอได้พบเจอในโรงพยาบาล ข้อความดังกล่าวระบุว่า คุณตากำลังเดินสอบถามผู้คนว่าใครมาบริจาคเลือดให้ญาติหรือไม่ และเมื่อทราบว่าส่วนใหญ่มาบริจาคให้ญาติ คุณตาถึงกับถามว่า “หนู ที่ไหนเขาขายเลือดบ้าง ตาจะซื้อเลือดให้ยาย”

เรื่องราวนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้อ่านเป็นอย่างมาก และกลายเป็นแรงผลักดันให้หลายคนตัดสินใจไปบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผู้โพสต์ยังได้ระบุชื่อและข้อมูลของคุณยายที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยแจ้งว่าชื่อ นางจันทร์ จันทหาร อายุรกรรม หญิง 3 กรุ๊ปโอ โรงพยาบาล

หลังจากเรื่องราว สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย ถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจ พร้อมทั้งร่วมกันบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือคุณยายอย่างต่อเนื่อง ทางเจ้าหน้าที่ห้องเลือดได้แจ้งว่ามีผู้บริจาคเลือดให้คุณยายเพียงพอต่อความต้องการแล้ว แต่ยังสามารถบริจาคเลือดเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยรายอื่นๆ ที่ยังขาดแคลนได้

สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย

เรื่องราวความรักและความเสียสละของคุณตาวัยชราที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือภรรยา กลายเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมหันมาใส่ใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การบริจาคโลหิตเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ และยังเป็นการแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในสังคมอีกด้วย

พลังแห่งการให้: สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการให้ที่ไม่สิ้นสุด แม้ว่าคุณตาจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ก็ยังมีความหวังและความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือภรรยาให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน การกระทำของคุณตาเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม และกระตุ้นให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก การได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การบริจาคโลหิตเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการต่อชีวิตให้กับผู้ที่ต้องการ การที่ สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย ทำให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต และร่วมกันช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

การบริจาคโลหิตไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอย่างที่คิด เพียงแค่เตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ก็สามารถบริจาคโลหิตได้อย่างปลอดภัย การบริจาคโลหิตไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือผู้อื่น แต่ยังเป็นการดูแลสุขภาพของตนเองอีกด้วย

  • เตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต: พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
  • สถานที่บริจาคโลหิต: โรงพยาบาล สภากาชาดไทย หรือหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่
  • คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต: อายุ 17-70 ปี น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป สุขภาพแข็งแรง

การบริจาคโลหิตเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และเป็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจของคนในสังคม มาร่วมกันบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และสร้างสังคมที่น่าอยู่ร่วมกัน

เรื่องราว สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย ยังคงเป็นที่พูดถึงในสังคมออนไลน์ และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนไม่ละเลยที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เพราะการให้เพียงเล็กน้อยของเรา อาจมีความหมายยิ่งใหญ่ต่อชีวิตของใครบางคน

ที่มา – สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย

สุดเศร้า! “พี่หมี” ผู้ก่อตั้งเพจ นี่ตัวอะไร เสียชีวิต

วงการโซเชียลเศร้ากับการจากไปของ “พี่หมี” ผู้ก่อตั้งเพจดัง “นี่ตัวอะไร” และ “นี่ต้นอะไร” ที่ได้เสียชีวิตลงแล้ว เพื่อนๆ ในวงการต่างโพสต์แสดงความเสียใจ พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลกลุ่มให้ดีที่สุด

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Wongwaran Sirigomolsingha ได้โพสต์ข้อความแจ้งข่าวร้ายผ่านกลุ่ม “นี่ตัวอะไร” ว่า “เวลา 20.45 น. วันที่ 29 ต.ค. 2568 พี่หมี / แอดหมี ผู้ก่อตั้งกลุ่ม ‘นี่ตัวอะไร’ และ ‘นี่ต้นอะไร’ ได้จากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับแล้วครับ ขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวพี่หมีด้วยครับ เดินทางปลอดภัยนะครับพี่ พวกผมที่เหลืออยู่จะดูแลกลุ่มให้ดีที่สุดครับ”

(อ่านโพสต์ต้นฉบับ – คลิกที่นี่)

ภายหลังจากข่าวการเสียชีวิตของ “พี่หมี” ผู้ก่อตั้งเพจ นี่ตัวอะไร ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาเพื่อนสมาชิกและผู้ติดตามเพจต่างเข้ามาร่วมแสดงความเสียใจกันอย่างเนืองแน่น หลายคนกล่าวขอบคุณที่พี่หมีได้สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตต่างๆ

ตัวอย่างความคิดเห็นจากสมาชิก:

  • “ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ ขอบคุณที่ตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมานะคะ ให้เราได้เปิดโลกมากจริงๆ”
  • “ขอให้เดินทางไกลอย่างมีความสุข ขอบคุณสำหรับความรู้ที่มีให้กับสมาชิก และแสดงความเสียใจกับครอบครัวคุณหมีด้วยนะคะ”
  • “ขอบคุณมากๆ ที่เปิดกลุ่มเพื่อให้ความรู้ และแลกเปลี่ยนความรู้มาหลายปี”

สมาชิกหลายท่านได้สอบถามถึงสาเหตุการเสียชีวิตของพี่หมี หนึ่งในสมาชิกได้ให้ข้อมูลว่า “ปีก่อนพี่หมีป่วยเป็นสโตรก ก่อนหน้าเป็นความดัน เบาหวาน หัวใจ ช่วงหลังจากเป็นสโตรก แขนขาอ่อนแรง ความจำหายจากเลือดที่ออกในสมอง ตามด้วยอัมพาตครึ่งซีก ตามองไม่เห็นจากระบบความดันและเบาหวาน หลังๆ อาการแย่ลงมีเลือดออกในสมองเพิ่มขึ้น ทำให้ระบบประสาทแย่ลง พูดไม่ได้ สื่อสารไม่ได้ ขยับตัวไม่ได้จนเสียชีวิต”.

“พี่หมี” ผู้ก่อตั้งเพจดัง นี่ตัวอะไร เสียชีวิตแล้ว

การจากไปของพี่หมี ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการนักอนุรักษ์และผู้รักธรรมชาติ เพราะกลุ่ม “นี่ตัวอะไร” และ “นี่ต้นอะไร” ที่พี่หมีสร้างขึ้น ได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ ที่ช่วยสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพให้กับผู้คนจำนวนมาก

ทำไมเพจ “นี่ตัวอะไร” ถึงได้รับความนิยม

เพจ “นี่ตัวอะไร” ประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างชุมชนออนไลน์ที่แข็งแกร่ง ที่ซึ่งผู้คนสามารถแบ่งปันความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เกี่ยวกับสัตว์และพืชต่างๆ ได้อย่างสนุกสนานและเป็นกันเอง ความสำเร็จนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความทุ่มเทและความใส่ใจของพี่หมี ที่คอยดูแลและสนับสนุนชุมชนแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

พี่หมี ผู้ก่อตั้งเพจ นี่ตัวอะไร ได้สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ทรงคุณค่า และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมายให้หันมาสนใจและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แม้ว่าพี่หมีจะจากไปแล้ว แต่สิ่งที่พี่หมีได้สร้างไว้ จะยังคงอยู่ต่อไปและเป็นประโยชน์ต่อสังคมสืบไป

พวกเราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของพี่หมี และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวและเพื่อนๆ ของพี่หมี

ที่มา – สุดเศร้า “พี่หมี” ผู้ก่อตั้งเพจดัง “นี่ตัวอะไร” เสียชีวิตแล้ว

เตือนภัย! สแกนจ่ายต่างประเทศ แต่คือ “มิจฉาชีพ”

“ตำรวจไซเบอร์” เตือนระวังกลลวงรูปแบบใหม่ สแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ” กลโกงที่มาในรูปแบบใหม่ที่อาจทำให้คุณตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

วันที่ 23 ต.ค. 2568 เฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท. ได้โพสต์ข้อความเรื่อง “กลลวงมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ สแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือมิจฉาชีพ โดยระบุว่า ปัจจุบันพบกลโกงรูปแบบใหม่ที่มีความแนบเนียนมากขึ้น โดยมิจฉาชีพซึ่งมักอยู่ในต่างประเทศ จะใช้วิธีเปิดบัญชีหรือร้านค้าออนไลน์ปลอม เพื่อหลอกให้เหยื่อชำระเงินข้ามประเทศ

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น มิจฉาชีพก็ปรับตัวตามอย่างรวดเร็ว กลโกงสแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ” นี้เป็นอีกหนึ่งภัยร้ายที่ทุกคนควรระวัง เพราะเพียงแค่ความประมาทเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมากได้ ดังนั้นการรู้เท่าทันกลโกงและมีสติในการทำธุรกรรมออนไลน์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งขั้นตอนกลโกง มีดังนี้

1. มิจฉาชีพชักชวนให้เหยื่อสั่งซื้อสินค้า หรือชำระค่าบริการข้ามประเทศ

2. จากนั้นส่ง QR Code สำหรับชำระเงินมาให้ โดยระบุจำนวนเงินไว้ใน QR Code

3. เมื่อเหยื่อสแกน QR Code ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร ระบบจะทำการแปลงสกุลเงินให้อัตโนมัติ เช่น เห็นยอดเป็น 1,000 บาท แต่ปลายทางจะได้รับเป็น ‘สกุลเงินต่างประเทศ’

4. ระบบจะแสดงสถานะ ‘ชำระเงินสำเร็จแบบเรียลไทม์ (Real-time confirmation)’ ทั้งผู้จ่ายและร้านค้าจะเห็นข้อมูลตรงกัน ทำให้เหยื่อหลงเชื่อว่าการชำระเงินถูกต้อง

5. ในความเป็นจริง บัญชีปลายทางเป็นของมิจฉาชีพในต่างประเทศ เมื่อเงินถูกโอนไปแล้ว การติดตามหรือเรียกคืนแทบจะเป็นไปไม่ได้

ข้อควรสังเกตก่อนโอน มีดังนี้

  • ตรวจสอบว่ายอดปลายทางเป็นสกุลเงินบาท (THB) หากพบว่าเป็น USD, CNY, SGD หรือสกุลเงินอื่น ถือว่ามีความเสี่ยงสูง
  • หากระบบแจ้งว่า ‘โอนข้ามประเทศ’ หรือมีข้อความ ‘ค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยน’ ให้หยุดการทำรายการ และตรวจสอบกับธนาคารก่อนทุกครั้ง
  • หากผู้ขายเร่งรัดให้โอนเงินทันที อ้างว่า ‘ระบบจะหมดเวลา’ หรือ ‘ราคาจะเปลี่ยน’ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ

วิธีป้องกัน มีดังนี้

  • ตรวจสอบชื่อบัญชีและสกุลเงินให้ถูกต้องก่อนยืนยันการโอน
  • หากเป็นการโอนข้ามประเทศ ควรสอบถามธนาคารโดยตรงก่อนทำรายการ
  • หลีกเลี่ยงการสแกน QR Code จากแหล่งที่ไม่รู้จัก หรือที่ได้รับผ่านแชตและโซเชียลมีเดีย
  • เก็บภาพหน้าจอ (เช่น สลิป, QR Code, แชต) ไว้เป็นหลักฐาน

ทั้งนี้ แจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือหากมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง”.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.

กลโกงสแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ”กำลังระบาด การรู้ทันกลโกงจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ”

ภัยร้ายใกล้ตัวที่ต้องระวัง

ทำไมต้องระวังกลโกงสแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ”

เพราะมิจฉาชีพเหล่านี้มักจะใช้ช่องว่างของระบบการชำระเงินข้ามประเทศ และความไม่รอบคอบของผู้บริโภคในการหลอกลวงเหยื่อ ด้วยวิธีการที่แนบเนียนและน่าเชื่อถือ หากไม่สังเกตให้ดี อาจตกเป็นเหยื่อได้อย่างง่ายดาย และการติดตามเงินคืนก็เป็นเรื่องยาก

ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนการชำระเงินทุกครั้ง การสังเกตความผิดปกติ และการสอบถามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญในการหลีกเลี่ยงกลโกงสแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ”

นอกจากนี้ การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกลโกงรูปแบบต่างๆ ให้กับคนรอบข้าง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการช่วยกันเตือนภัยและลดโอกาสที่ผู้อื่นจะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

อย่าหลงเชื่อกลโกงง่ายๆ เพียงเพราะเห็นแก่สินค้าราคาถูก หรือความสะดวกสบายในการชำระเงิน เพราะอาจต้องแลกมาด้วยความสูญเสียที่มากกว่า

จำไว้เสมอว่า การมีสติและความรอบคอบในการทำธุรกรรมออนไลน์ทุกครั้ง จะช่วยให้คุณปลอดภัยจากกลโกงต่างๆ และสามารถใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ

อีกครั้งที่ต้องเน้นย้ำ: ระมัดระวังการสแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ” กลโกงที่อาจทำให้คุณสูญเสียเงินโดยไม่รู้ตัว

ที่มา – เตือนระวังกลลวงรูปแบบใหม่ สแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ”

มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ แจงเงินบริจาค 24 ต.ค.นี้

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อ “กัน จอมพลัง” เตรียมชี้แจงเรื่อง “เงินบริจาค” ของ “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” ในวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่จะถึงนี้ หลายคนคงอยากรู้ถึงรายละเอียดและข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมูลนิธิฯ

ก่อนหน้านี้ “กัน จอมพลัง” ได้โพสต์คลิปวิดีโอเพื่ออธิบายเกี่ยวกับบทบาทของตนเองใน “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” โดยระบุว่า แม้ตนเองจะไม่ใช่ประธานหรือกรรมการ แต่เป็นผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของมูลนิธิฯ ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การที่ไม่มีชื่อในตำแหน่งบริหารนั้นผิดหรือไม่? กัน จอมพลัง อธิบายว่า การทำงานมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ คนทำงานก็ทำไป คนตรวจสอบก็ทำหน้าที่ตรวจสอบไป ตามที่เคยมีการรายงานข่าวไปแล้ว

มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ แถลงข่าวชี้แจงเงินบริจาค

ล่าสุด ทางเฟซบุ๊กของ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะมีการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงประเด็นเรื่องเงินบริจาคในวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ชั้น 2 ทุกท่านที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้

ทำไมต้องติดตามการแถลงข่าว มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้?

การแถลงข่าวครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เกิดความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ และการบริหารจัดการเงินบริจาคที่ได้รับมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจและเป็นสิทธิที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารและให้ความสนใจในกิจกรรมของ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ การแถลงข่าวครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้รับฟังข้อมูลโดยตรงจากผู้เกี่ยวข้อง และคลายข้อสงสัยต่างๆ ที่อาจมีอยู่ในใจ หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยบริจาคเงินให้กับมูลนิธิฯ หรือเป็นผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ การติดตามการแถลงข่าวครั้งนี้จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า เงินบริจาคของคุณถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใส

นอกจากนี้ การแถลงข่าวครั้งนี้ยังเป็นโอกาสให้ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ได้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ในอนาคต การเปิดเผยข้อมูลและตอบข้อสงสัยต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือให้กับมูลนิธิฯ และส่งผลดีต่อการระดมทุนและการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การแถลงข่าวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความโปร่งใสอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญคือ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิฯ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังควรมีการจัดตั้งกลไกการตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในอนาคต

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจติดตามการแถลงข่าวของ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ในวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ชั้น 2 เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเกี่ยวกับประเด็นเงินบริจาค และร่วมเป็นกำลังใจให้มูลนิธิฯ สามารถดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือสังคมต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” นัดชี้แจงประเด็น “เงินบริจาค” 24 ต.ค.นี้

ใจหาย! ร้านซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์เจ้าดัง เตรียมปิดตัว

ใจหาย! ร้านซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์เจ้าดัง ประกาศเตรียมปิดตัว ให้บริการวันสุดท้าย 31 ตุลาคม 2568 ชวนลูกค้าสร้างความทรงจำครั้งสุดท้าย ขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 มีรายงานว่า แฟนเพจ Seabar Buffet เมืองเอก ได้โพสต์ว่า ประกาศสำคัญ ขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่สนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำดีๆ ของร้าน Seabar Buffet เราดีใจที่มีโอกาสได้เสิร์ฟความอร่อยและความสุขให้กับทุกท่าน

ได้เวลาบอกลา…ขอบคุณทุกการสนับสนุนจากลูกค้าที่น่ารักทุกคน ถึงเวลาที่ต้องปิด…ด้วยความทรงจำที่ดีเสมอค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน

พวกเราเสิร์ฟลูกค้าวันสุดท้าย วันที่ 31 ตุลาคม 2568 มาร่วมสร้างความทรงจำครั้งสุดท้ายกันนะคะ สำหรับใครที่ยังไม่เคยลอง หรืออยากไปทานเป็นครั้งสุดท้าย สามารถแวะไปลิ้มลองความอร่อยของซีฟู้ดสดๆ ได้ก่อนที่จะใจหาย ร้านซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์เจ้าดัง ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ

ทำให้ต่อมามีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ต่อจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ระบุว่า ร้านซีฟู้ดที่โปรดปราน หนีฉันแล้ว, สมัยเรียนคือไปบ่อยมาก(ย้อนกลับไป…ปี) คิดถึงเลยอ่ะ, ร้านปิ้งย่างอันดับ 1 ในใจจะจากกันไปแล้วหรอ แล้วฉันกินปูดอง กุ้งดองแค่ร้านนี้ร้านเดียว อยากร้องไห้, กินตั้งแต่ปี 2020 หลังๆ คือก็ไปกินบ้างนานๆ ที แต่ครั้งล่าสุดที่ไปก็บอกแฟนเลยว่าดูอีกไม่นาน จนตอนนี้ไม่แปลกใจที่มีประกาศนี้ออกมา แต่ทะเลดองเค้าดีจริง.

ใจหาย ร้านซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์เจ้าดัง

การปิดตัวของร้านอาหารที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารประเภทไหน ย่อมสร้างความรู้สึกใจหายให้กับลูกค้าเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้าน ใจหาย ร้านซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์เจ้าดัง ที่เป็นที่รู้จักและชื่นชอบของใครหลายๆ คน การสูญเสียร้านอาหารที่ผูกพัน จึงเหมือนกับการสูญเสียความทรงจำดีๆ ที่เคยมีร่วมกัน

ทำไมร้านซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์ถึงได้รับความนิยม

  • ความคุ้มค่า: บุฟเฟ่ต์ช่วยให้ลูกค้าสามารถทานอาหารได้หลากหลายในราคาที่คุ้มค่า
  • ความสดใหม่ของวัตถุดิบ: ร้านซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์ส่วนใหญ่มักจะเน้นวัตถุดิบสดใหม่ เพื่อดึงดูดลูกค้า
  • บรรยากาศ: หลายร้านสร้างบรรยากาศให้เหมาะกับการสังสรรค์กับเพื่อนฝูงและครอบครัว

เมื่อได้ทราบข่าวการปิดตัวของร้านใจหาย ร้านซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์เจ้าดัง หลายคนคงรู้สึกเสียดายและใจหาย แต่ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้หวนรำลึกถึงความทรงจำดีๆ ที่เคยมีกับร้านอาหารแห่งนี้ และอาจจะมองหาร้านอาหารใหม่ๆ ที่จะมาสร้างความทรงจำดีๆ ต่อไป

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ธุรกิจร้านอาหารก็เช่นกัน การปิดตัวของร้านหนึ่ง อาจเป็นการเปิดโอกาสให้ร้านอื่นๆ ได้เติบโต และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับวงการอาหารต่อไป

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยเป็นลูกค้าของร้านซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์แห่งนี้ อย่าลืมแวะไปทานเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร้านจะปิดตัวลงในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เพื่อร่วมสร้างความทรงจำดีๆ ครั้งสุดท้าย

ที่มา – ใจหาย ร้านซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์เจ้าดัง เตรียมปิดตัว ชวนสร้างความทรงจำครั้งสุดท้าย 31 ต.ค. นี้

Scroll to top