ข่าวโซเชียล

ต้องรัก สิริชัยตระกูล: พลทหาร สู่ นักเรียนนายร้อย

เรื่องราวสุดประทับใจของ “ต้องรัก สิริชัยตระกูล” กลายเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อเขาได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเรียนนายร้อยคนแรกของประเทศไทยที่มาจากเส้นทาง “พลทหาร” ซึ่งสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ของกองทัพบก

จากโพสต์ของกรมกิจการพลเรือนทหารบก Directorate of Civil Affairs บน Facebook ได้เปิดเผยเรื่องราวการเดินทางของ “นักเรียนนายร้อยคนแรก ที่มาจากการสมัครพลทหารออนไลน์” โดยเน้นย้ำถึงความพิเศษของเส้นทางนี้

ต้องรัก สิริชัยตระกูล: จากพลทหาร สู่ เส้นทางนักเรียนนายร้อย

เรื่องราวของ ต้องรัก เริ่มต้นจากความฝันอันแรงกล้าที่จะเป็นนักเรียนนายร้อย หลังจบการศึกษาชั้น ม.6 เขาตัดสินใจสมัครเป็นพลทหารผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเป็นบันไดก้าวแรกสู่เป้าหมาย

เส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ:

ต้องรัก สิริชัยตระกูล ไม่ได้เดินบนเส้นทางที่ง่ายดาย เขาเริ่มต้นจากการเป็นพลทหาร เลือกประจำการในร้อยฝึกรบพิเศษที่ 2 เพื่อฝึกฝนตนเองให้พร้อมสำหรับการเป็นทหารอย่างเต็มที่ ระหว่างประจำการ เขาไม่ย่อท้อและสมัครสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก

ความพยายามของเขาไม่สูญเปล่า ต้องรักสอบผ่านและได้เป็น นนส. สังกัด ร้อย.นนส.ที่ 2 พัน.นนส.ที่ 3 (เลียงผา) ณ โรงเรียนทหารสรรพาวุธทหารบก (รร.สส.ทบ.) เขาทุ่มเทและมุ่งมั่นในการศึกษา จนในที่สุดความฝันก็เป็นจริง เขาทำคะแนนได้เป็นอันดับที่ 5 ของรุ่น!

และแล้วโอกาสสำคัญก็มาถึง ต้องรักได้รับโควต้าเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร และปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า กลายเป็นนักเรียนเตรียมทหารที่มาจาก การสมัครพลทหารออนไลน์ คนแรกของกองทัพบก

แรงบันดาลใจจาก ต้องรัก สิริชัยตระกูล

เรื่องราวของ ต้องรัก เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย แสดงให้เห็นว่าด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และการวางแผนที่ดี ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ แม้เส้นทางจะไม่ได้ราบรื่นเสมอไป

โพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจและมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมในความพยายามของ ต้องรัก เป็นจำนวนมาก หลายคนมองว่าเขาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนรุ่นใหม่

บทเรียนจากเรื่องราวของ ต้องรัก:

  • ความฝัน: จงมีความฝันที่ชัดเจนและมุ่งมั่นที่จะทำตามความฝันนั้น
  • การวางแผน: วางแผนเส้นทางสู่ความสำเร็จอย่างรอบคอบ
  • ความพยายาม: ทุ่มเทและพยายามอย่างเต็มที่ แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรค
  • ไม่ย่อท้อ: เรียนรู้จากความผิดพลาดและไม่ยอมแพ้ต่อความท้าทาย

เรื่องราวของ “ต้องรัก สิริชัยตระกูล” พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ หากเรามีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง

อย่าปล่อยให้ความฝันเป็นเพียงแค่ความฝัน ลงมือทำวันนี้ เพื่อสร้างอนาคตที่คุณต้องการ

ที่มา – “ต้องรัก สิริชัยตระกูล” นักเรียนนายร้อยคนแรก ที่มาจากการสมัคร “พลทหาร” ออนไลน์

ทนายดังชี้! ปม อายัดบัญชี ร้องเรียนได้ไหม?

เปิดโพสต์ “ทนายดัง” ให้ความเห็น ปมดราม่า “อายัดบัญชี” ประชาชน ตรวจสอบปมเอี่ยวโยงบัญชีม้า มีข้อกฎหมายร้องเรียนได้หรือไม่

วันที่ 13 กันยายน 2568 จากกรณี โซเชียลออกมาบ่น หลายคนเจอปัญหาถูก “อายัดบัญชี” ต้องสงสัยกระทำผิด – เอี่ยวบัญชีม้า โอดเดือดร้อนหนัก การปลดอายัดล่าช้า ซึ่งแม้ต่อมาทาง ธปท. จะออกมาแจงว่า อยู่ในระหว่างเร่งแก้ไขปรับปรุง โดยผู้เสียหายสามารถโทรร้องเรียนได้ทันที ขณะที่บางส่วนก็ไม่วางใจ แห่พากันถอนเป็น “เงินสด” ออกจากธนาคาร เพราะเกิดปัญหา ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (หลายคนบ่น ถูก “อายัดบัญชี” ต้องสงสัยทำผิด-เอี่ยวบัญชีม้า ล่าสุด ธปท. แจงแล้ว)

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบในโซเชียล มีรายงานว่า กลุ่มผู้ประกอบการ ร้านค้าหลายๆ ร้าน เริ่มทยอยติดป้าย งดโอนเงินเข้าบัญชีร้าน โดยต้องการรับเป็น “เงินสด” เท่านั้น ขณะที่ทนายหลายคน ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว อาทิ

ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า การอายัดบัญชีเงินฝากของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ในลักษณะเหวี่ยงแห โดยการอายัดเงินบัญชีของประชาชนที่รับเงินโอนมาจากบัญชีม้า ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อชาวบ้าน 

และยังบอกในโพสต์ต่อมาอีกว่า การอายัดบัญชีประชาชนผู้บริสุทธิ ถือเป็นความล้มเหลวในระบบการเงินและกระบวนการยุติธรรมไทยสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง

ส่วน ทนายนิติธร แก้วโต ก็ได้โพสต์ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ทนายเจมส์ LK ระบุว่า ทำไม ไม่อายัดเงินตามจำนวนที่โอนมาจากบัญชีม้า เล่นอายัดเงินหมดทั้งบัญชี คนทำมาหากินสุจริต จะอยู่ยังไง กว่าจะชี้แจงได้ ธุรกิจเสียหายไปเท่าไหร่ ใครรับผิดชอบ 

ด้านเฟซบุ๊ก ทนายพัฒน์ คุยกฎหมาย ได้ระบุสั้นๆ เพียงว่า “อายัดบัญชีมั่ว ๆ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและธนาคารต้องถูกฟ้องนะผมว่า”

ขณะที่ ทนายรณรงค์ แก้วเพชร ก็ให้ความเห็นว่าถึงเรื่องดังกล่าวผ่านทางเพจ “ทนายคู่ใจ” ระว่า ที่แท้คนถามเรื่องบัญชีม้ามากผิดปกติในเพจทนายคู่ใจ ก็เพราะว่าบัญชีรับโอนโดนอายัดแบบผิดปกตินี่เอง มันเป็นกลไกของธนาคาร ใครติดใจก็ไปฟ้องธนาคารเอาแล้วกัน

อายัดบัญชีโดยไม่มีเหตุอันควร… ธนาคารต้องรับผิดชอบ

ช่วงนี้มีหลายคน inbox มาปรึกษาว่า “บัญชีโดนอายัดเฉยเลย ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด” พอถามไปที่ธนาคาร คำตอบที่ได้ก็คือ “ระบบอายัดไว้ ใครติดใจก็ไปฟ้องเอา” แบบนี้มันใช่เหรอครับ!?

วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่า ถ้าธนาคารอายัดบัญชีโดยไม่มีคำสั่งตามกฎหมาย คุณสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้จริง!

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420

  • “ผู้ใดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

 อายัดบัญชีลูกค้าโดยไม่มีเหตุ → ถือเป็นการละเมิด

2. มาตรา 425

  • นายจ้าง (ธนาคาร) ต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้าง (พนักงานที่สั่งอายัดผิดพลาด)

 ธนาคารหนีความรับผิดไม่ได้

3. พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 9

  •  ธนาคารต้องประกอบธุรกิจด้วย “ความซื่อสัตย์ สุจริต รอบคอบ ระมัดระวัง” และไม่ทำให้ผู้ฝากเงินเสียหาย

 อายัดโดยไม่มีคำสั่งศาลหรือ ปปง. = ทำผิดหน้าที่โดยตรง

4. พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 48

  • อำนาจอายัดต้องมาจาก “คณะกรรมการธุรกรรม” หรือ “พนักงานเจ้าหน้าที่ ปปง.”

 ธนาคารไม่มีสิทธิอายัดเองตามอำเภอใจ

5. พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

  • การให้บริการต้องเป็นธรรม ไม่สร้างความเสียหายเกินจำเป็น

 อายัดผิดพลาด = การให้บริการที่ไม่เป็นธรรม

 ผลทางกฎหมาย

  • การอายัดบัญชีโดยไม่มีคำสั่งที่กฎหมายกำหนด = ละเมิด + ผิดสัญญา
  • ลูกค้ามีสิทธิ ฟ้องแพ่ง เรียกค่าเสียหายตามมาตรา 420, 213
  • ธนาคารต้องรับผิดร่วมกับพนักงานที่สั่งอายัดตามมาตรา 425
  • ผู้เสียหายร้องเรียนได้ทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

 ตัวอย่างค่าเสียหายที่ฟ้องเรียกได้

  • เงินที่ไม่สามารถเบิก–จ่ายได้ (เสียโอกาสทางธุรกิจ)
  • ดอกเบี้ยตามกฎหมายจากจำนวนเงินในบัญชี
  • ค่าเสียชื่อเสียง (ถ้ามีเอกสารแสดงว่าถูกอายัดเพราะถูกสงสัยฟอกเงิน)
  • ค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damage) หากศาลเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิร้ายแรง

สรุป

ธนาคารไม่มีสิทธิอายัดบัญชีลูกค้าเอง นอกจากมี

  • คำสั่งศาล (ตาม ป.วิ.อาญา)
  • คำสั่ง ปปง. (ตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน)

ถ้าอายัดเองโดยอ้าง “ระบบ” หรือ “ความสงสัย” อย่างเดียว = ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายได้เต็มที่ และยังสามารถร้องเรียนไปที่ ธปท. และ สคบ. ให้ลงโทษทางปกครองด้วย

ข้อคิดทนายรณรงค์

“สิทธิในทรัพย์สินคือหัวใจของประชาชน อย่าให้ใครมาละเมิดได้ง่าย ๆ … บัญชีเงินฝากไม่ใช่ของเล่น ธนาคารต้องรับผิดถ้าทำผิดกฎหมาย!”

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวเพิ่มเติม หากมีความคืบหน้า จะรายงานให้ทราบต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ทนายคลายทุกข์, ทนายเจมส์ LK,  ทนายพัฒน์ คุยกฎหมาย , ทนายคู่ใจ

อายัดบัญชี โดยไม่มีเหตุอันควรทำไง?

จากกรณีที่มีประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการอายัดบัญชี ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการอายัดบัญชีนั้นสามารถร้องเรียนได้หรือไม่ ทนายความหลายท่านได้ออกมาให้ความเห็นในประเด็นนี้ ซึ่งโดยรวมแล้วเห็นพ้องกันว่า หากการอายัดบัญชีนั้นไม่เป็นไปตามกฎหมาย ผู้เสียหายสามารถดำเนินการทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราถูก อายัดบัญชี โดยไม่ชอบ?

หากคุณสงสัยว่าการอายัดบัญชีของคุณไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิ่งแรกที่ควรทำคือการติดต่อธนาคารเพื่อสอบถามถึงเหตุผลในการอายัด หากธนาคารไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจน หรืออ้างเพียงแค่ “ระบบ” หรือ “ความสงสัย” นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการอายัดบัญชีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ คุณควรตรวจสอบว่าการอายัดบัญชีนั้นมีคำสั่งศาล หรือคำสั่งจาก ปปง. หรือไม่ หากไม่มีคำสั่งดังกล่าว การอายัดบัญชีนั้นอาจเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของคุณ

ในท้ายที่สุด หากคุณไม่แน่ใจว่าการอายัดบัญชีของคุณชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การปรึกษาทนายความเพื่อขอคำแนะนำเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิของคุณและดำเนินการที่เหมาะสมได้

ที่มา – เปิดโพสต์ “ทนาย” ให้ความเห็น ปม “อายัดบัญชี” มีข้อกฎหมายร้องเรียนได้หรือไม่

เตือนภัย! จดหมายปลอม หลอกสืบสวนเส้นทางการเงิน

ระวัง! มิจฉาชีพมาในรูปแบบใหม่ ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย “จดหมายปลอม” มิจฉาชีพแอบอ้างหน่วยงานรัฐ หลอกสืบสวนเส้นทางการเงิน เหยื่อหลงเชื่อสูญเงินหมดบัญชี

เตือนภัย “จดหมายปลอม” มิจฉาชีพแอบอ้างหน่วยงานรัฐ หลอกสืบสวนเส้นทางการเงิน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ “ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.” ได้ออกมาโพสต์เตือนภัยประชาชนให้ระมัดระวังกลโกงรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ โดยมีการสร้าง“จดหมายปลอม” มิจฉาชีพแอบอ้างหน่วยงานรัฐ หลอกสืบสวนเส้นทางการเงิน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และหลอกลวงเอาข้อมูลส่วนตัวและทรัพย์สินของประชาชน

มิจฉาชีพเหล่านี้มักจะทำทีเป็นหน่วยงานราชการ ส่งจดหมายที่มีตราสัญลักษณ์ของหน่วยงาน และลายเซ็นปลอม เพื่อหลอกให้เหยื่อเชื่อว่ากำลังถูกตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรือกระทำความผิดทางกฎหมาย จากนั้นจะให้เหยื่อติดต่อกลับไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้ในจดหมาย เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือทำการโอนเงินเพื่อ “ตรวจสอบ” หรือ “ระงับความเสียหาย”

รูปแบบการหลอกลวงของมิจฉาชีพที่ใช้จดหมายปลอม

  • อ้างว่าเป็นหน่วยงานรัฐ: มิจฉาชีพจะปลอมแปลงจดหมายให้ดูเหมือนว่าส่งมาจากหน่วยงานราชการ เช่น กรมสรรพากร ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเงิน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
  • กล่าวหาว่ามีการกระทำความผิด: เนื้อหาในจดหมายมักจะกล่าวหาว่าเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางกฎหมาย เช่น ฟอกเงิน หรือหลีกเลี่ยงภาษี
  • ขอข้อมูลส่วนตัวและทางการเงิน: มิจฉาชีพจะหลอกล่อให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน หรือรหัสผ่านต่างๆ
  • ข่มขู่ให้โอนเงิน: มิจฉาชีพจะข่มขู่ให้เหยื่อโอนเงินเพื่อ “ตรวจสอบ” หรือ “ระงับความเสียหาย”

ตำรวจไซเบอร์ย้ำว่า หน่วยงานราชการไม่มีนโยบายส่งเอกสารในลักษณะดังกล่าวถึงประชาชนโดยตรง หากได้รับจดหมายที่น่าสงสัย อย่าหลงเชื่อ และอย่าติดต่อกลับไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้ในจดหมาย

หากมีข้อสงสัย สามารถตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรง หรือติดต่อสายด่วน AOC 1441 หรือแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อย่าตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ! จงมีสติ และตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนให้ข้อมูลส่วนตัว หรือโอนเงินให้กับบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ แชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยคนที่คุณรักให้ระวัง “จดหมายปลอม” มิจฉาชีพแอบอ้างหน่วยงานรัฐ หลอกสืบสวนเส้นทางการเงิน กันด้วยนะครับ

ที่มา – เตือนภัย “จดหมายปลอม” มิจฉาชีพแอบอ้างหน่วยงานรัฐ หลอกสืบสวนเส้นทางการเงิน

21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุด!

เตรียมตัวให้พร้อม! สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยข่าวดี 21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์อยู่ใกล้โลกที่สุดในรอบปี และที่สำคัญ…มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า!

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ได้ออกมาประกาศว่า ในวันที่ 21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ หรือ Saturn Opposition นั่นเอง ปรากฏการณ์นี้หมายความว่า ดวงอาทิตย์ โลก และดาวเสาร์ จะเรียงตัวกันในแนวเส้นตรง โดยมีโลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์และดาวเสาร์ ทำให้ดาวเสาร์อยู่ใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี! ระยะห่างประมาณ 1,279 ล้านกิโลเมตรเท่านั้นเอง

คืนวันที่ 21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์จะเริ่มปรากฏให้เห็นทางทิศตะวันออก หลังดวงอาทิตย์ตกดิน จะสว่างเด่นชัดตลอดทั้งคืนไปจนถึงรุ่งเช้า และหลังจากนั้น เราจะยังสามารถเห็นดาวเสาร์บนท้องฟ้าได้ต่อเนื่องไปจนถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เลยทีเดียว ใครที่พลาดชมคืนวันที่ 21 ก็ยังมีโอกาสอีกหลายเดือนนะครับ

21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์อยู่ใกล้โลกที่สุด

สำหรับนักดาราศาสตร์ หรือผู้ที่สนใจชมดาวเสาร์เป็นพิเศษ สดร. เตรียมจัดกิจกรรมสังเกตการณ์ “ดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี” ในคืนวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 18:00 – 22:00 น. โดยมีจุดสังเกตการณ์หลัก 5 แห่ง ได้แก่

  • อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่
  • หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา
  • หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ขอนแก่น
  • หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา
  • หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา

กิจกรรมนี้เปิดให้เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย! แต่ถ้าใครไม่สะดวกเดินทาง ก็สามารถรับชม LIVE ปรากฏการณ์ได้ทางเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือทางยูทูบ NARIT Thailand ได้เช่นกัน

ทำไม 21 กันยายน 2568 ถึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมดาวเสาร์?

ปรากฏการณ์ 21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์อยู่ใกล้โลกที่สุด ทำให้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการชมดาวเสาร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ เพราะดาวเสาร์ได้รับแสงอาทิตย์เต็มที่ ทำให้มองเห็นได้ง่ายและมีรายละเอียดมากขึ้น นอกจากนี้ เรายังมีโอกาสได้เห็นดวงจันทร์บริวารที่สว่างที่สุดของดาวเสาร์อย่าง ไททัน (Titan) ซึ่งเป็นดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดและมีชั้นบรรยากาศหนาแน่นอีกด้วย

ถ้าสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดกลางตั้งแต่ 8 นิ้วขึ้นไป เราอาจจะสามารถเห็นดวงจันทร์อื่นๆ ของดาวเสาร์ได้อีกด้วย เช่น ดวงจันทร์รีอา (Rhea), ทีทิส (Tethys), ไดโอนี (Dione) และไอแอพิตัส (Iapetus)

ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่วงแหวนดาวเสาร์มีมุมเอียงน้อยที่สุด ทำให้ผู้สังเกตบนโลกมองเห็นดาวเสาร์เสมือนไร้วงแหวน ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องจากมุมเอียงของวงแหวนดาวเสาร์จะเปลี่ยนแปลงไปตามการโคจรของดาวเสาร์รอบดวงอาทิตย์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 29.4 ปี ทำให้ดาวเสาร์ปรากฏเสมือนไร้วงแหวนเมื่อมองจากโลกในทุกๆ 15 ปี

ปรากฏการณ์นี้เป็นโอกาสสำคัญในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงมุมเอียงและโครงสร้างของวงแหวนดาวเสาร์ในระนาบต่างๆ การที่ระนาบการเอียงเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี ทำให้วงแหวนดาวเสาร์ปรากฏแตกต่างกันไปตามมุมมองจากโลก ถือเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของการสังเกตการณ์ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่น่าติดตามมากๆ

ถึงแม้ว่าในคืนวันที่ 21 กันยายนนี้ ดาวเสาร์จะไม่ได้ปรากฏเสมือนไร้วงแหวนแล้ว แต่ระนาบวงแหวนก็ยังมีมุมเอียงที่น้อยอยู่ ทำให้เรายังคงเห็นดาวเสาร์พร้อมกับวงแหวนบางๆ ที่สวยงาม

อย่าพลาดโอกาสสำคัญที่จะได้ชมความงามของดาวเสาร์ในวันที่ 21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์อยู่ใกล้โลกที่สุดในรอบปี! เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปชมดาวเสาร์ด้วยกันนะครับ!

ที่มา – 21 กันยายน 2568 “ดาวเสาร์” อยู่ใกล้โลกที่สุดในรอบปี มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

กองทัพภาคที่ 2 ลบโพสต์โดรนเกษตร 1 ล้านล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อ “กองทัพภาคที่ 2” ตัดสินใจลบโพสต์โครงการระดมทุนจัดซื้อโดรนเกษตรมูลค่ามหาศาลถึง 1 ล้านล้านบาท หลังจากถูกสังคมตั้งคำถามถึงความเกี่ยวข้องของโครงการกับบทบาทของกองทัพ

เรื่องราวเริ่มต้นจากที่เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพและข้อความที่ระบุถึงการเข้าพบระหว่างบริษัทแห่งหนึ่ง พร้อมด้วยนายทหารยศพลเอกและคณะที่ปรึกษา กับ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยื่นเอกสารโครงการ AgriTech Drone Digital Bond วงเงิน 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีเป้าหมายในการจัดหาโดรนเกษตรอัจฉริยะจำนวน 1 ล้านลำมาใช้งานในประเทศไทย

โครงการนี้ยังระบุถึงแผนการฝึกอบรมนักบินโดรนชั้นสูงจำนวน 100,000 คน ซึ่งจะมาจากทั้งทหารประจำการและทหารกองประจำการ รวมถึงการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไปสู่ความยั่งยืน โดยทางโครงการมองว่าความร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 2 จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตเกษตรอัจฉริยะ

กองทัพภาคที่ 2 ลบโพสต์โครงการระดมทุนซื้อโดรนเกษตร 1 ล้านล้าน

อย่างไรก็ตาม หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการเข้ามามีส่วนร่วมของกองทัพในโครงการลักษณะนี้ รวมถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสของโครงการ

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย เช่น

  • โครงการนี้มีความเกี่ยวข้องกับภารกิจหลักของกองทัพอย่างไร?
  • มีกระบวนการตรวจสอบและอนุมัติโครงการที่โปร่งใสหรือไม่?
  • การใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติจริงหรือไม่?

ล่าสุด มีรายงานว่าเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการลบโพสต์ดังกล่าวออกไปแล้ว ซึ่งยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากกองทัพถึงเหตุผลในการลบโพสต์และการดำเนินงานของโครงการดังกล่าว

ทำไมกองทัพภาคที่ 2 ถึงลบโพสต์?

การที่กองทัพภาคที่ 2 ลบโพสต์โครงการระดมทุนซื้อโดรนเกษตร 1 ล้านล้าน ทำให้เกิดคำถามมากมาย และทำให้หลายคนสงสัยถึงความโปร่งใสของโครงการนี้ การลบโพสต์โดยไม่มีคำชี้แจงใดๆ ยิ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าโครงการนี้จะมีจุดประสงค์ที่ดีในการพัฒนาภาคการเกษตร แต่การเข้ามามีส่วนร่วมของกองทัพในประเด็นที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลัก ทำให้เกิดความกังวลในเรื่องของความเหมาะสมและความโปร่งใส การที่กองทัพภาคที่ 2 ลบโพสต์โครงการระดมทุนซื้อโดรนเกษตร 1 ล้านล้าน จึงเป็นสิ่งที่สังคมควรจับตามองและเรียกร้องให้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

โครงการนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐและงบประมาณจำนวนมาก การเปิดเผยข้อมูลและตอบข้อสงสัยของประชาชนอย่างตรงไปตรงมาจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

การที่กองทัพภาคที่ 2 ลบโพสต์โครงการระดมทุนซื้อโดรนเกษตร 1 ล้านล้าน เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อคลายข้อสงสัยของสังคม

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ลบโพสต์โครงการระดมทุนซื้อโดรนเกษตร 1 ล้านล้าน หลังคนตั้งข้อสงสัย

เปิดภาพ! จันทรุปราคาเต็มดวง เหนือฟ้าเมืองไทย

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เผยภาพปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือประเทศไทยที่สวยงาม ในคืนวันที่ 7 ต่อเนื่องเช้ามืดวันที่ 8 กันยายน 2568 สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่เฝ้ารอชม

NARIT ได้บันทึกภาพลำดับเหตุการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ แสดงให้เห็นการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ผ่านเงามืดของโลกได้อย่างชัดเจน เผยให้เห็นรูปทรงของเงาโลกที่ทาบทับลงบนดวงจันทร์

ภาพบันทึกแสดงให้เห็นช่วงเวลาตั้งแต่ 22:29 น. ของวันที่ 7 กันยายน เมื่อดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลก ทำให้ความสว่างค่อยๆ ลดลง จากนั้นดวงจันทร์เคลื่อนเข้าสู่เงามืด เกิดเป็นจันทรุปราคาบางส่วน และเข้าสู่ช่วง “จันทรุปราคาเต็มดวง” อย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่เวลา 00:31 ถึง 01:53 น. ของวันที่ 8 กันยายน รวมระยะเวลานานถึง 1 ชั่วโมง 22 นาที

เปิดภาพลำดับปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือฟ้าเมืองไทย

ในช่วงเวลาที่เกิด “จันทรุปราคาเต็มดวง” ดวงจันทร์จะปรากฏเป็นสีแดงอิฐ เนื่องจากแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านชั้นบรรยากาศโลก แสงสีน้ำเงินจะถูกกระเจิงออกไป เหลือเพียงแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นยาวกว่า หักเหไปตกกระทบบนพื้นผิวดวงจันทร์ ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงสวยงาม

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ทำให้เงาของโลกทอดไปบังดวงจันทร์

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาครั้งต่อไป

สำหรับใครที่พลาดชม “จันทรุปราคาเต็มดวง” ในครั้งนี้ ไม่ต้องเสียใจ เพราะปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงที่สามารถสังเกตได้ในประเทศไทยครั้งต่อไป จะเกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำของวันที่ 3 มีนาคม 2569 เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อชมความสวยงามของปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้

นอกจากนี้ ในเดือนกันยายน 2568 ยังมีอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ นั่นคือ ปรากฏการณ์ดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี ในวันที่ 21 กันยายน 2568 อย่าลืมติดตามข่าวสารและเตรียมตัวชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สวยงามเหล่านี้

  • จันทรุปราคาเต็มดวง: เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์ทั้งดวงเคลื่อนที่เข้าไปในเงามืดของโลก
  • จันทรุปราคาบางส่วน: เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้าไปในเงามืดของโลกเพียงบางส่วน
  • จันทรุปราคาเงามัว: เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้าไปในเงามัวของโลก ทำให้ความสว่างของดวงจันทร์ลดลงเล็กน้อย

การชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ช่วยให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาล และสร้างแรงบันดาลใจให้เราสนใจวิทยาศาสตร์มากขึ้น อย่าพลาดโอกาสในการชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นในอนาคต

การที่ NARIT บันทึกภาพและเผยแพร่ภาพเหล่านี้ ทำให้ประชาชนทั่วไปที่อาจไม่มีโอกาสได้ชมด้วยตาตัวเอง สามารถรับชมความสวยงามของปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” ได้อย่างใกล้ชิด เป็นการส่งเสริมความรู้และความเข้าใจในด้านดาราศาสตร์ให้กับสังคม

ที่มา – เปิดภาพลำดับปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เหนือฟ้าเมืองไทย

เสียงสะท้อน! ชาวบ้านหนุนรัฐบาลใหม่รื้อฟื้น “คนละครึ่ง”

ชาวบ้านขานรับนโยบาย “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลใหม่รื้อฟื้นใช้อีกครั้ง มองช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง

วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ หลังมีกระแสข่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย มีแนวโน้มนำโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเคยใช้ในยุครัฐบาลของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาใช้อีกครั้งในช่วง 4 เดือนแรกของการบริหารงาน

ทั้งนี้ เมื่อประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างแสดงความเห็นในเชิงสนับสนุน โดยมองว่าเป็นนโยบายที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทางด้าน นางสมบูรณ์ ช่างเกวียน อายุ 68 ปี แม่ค้าใน อ.บ้านด่าน กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งในอดีตช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนได้จริง ชาวบ้านเข้าใจการใช้งาน และสามารถเข้าถึงได้ง่าย หากรัฐบาลใหม่นำกลับมาใช้ ถือว่าเป็นเรื่องดี และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่นอน

ขณะที่ นางสุดาพัตร บำรุงแคว้น อายุ 57 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เดียวกัน กล่าวว่า เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งมาแล้ว และรู้สึกว่าสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง แม้จะอยากได้การช่วยเหลือเต็มจำนวน แต่การกลับมาของโครงการคนละครึ่งก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีและน่าจะเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ต่างจับตาว่ารัฐบาลชุดใหม่ จะมีท่าทีอย่างไรกับโครงการนี้ หากมีการนำกลับมาใช้จริง คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างกว้างขวาง.

เสียงตอบรับนโยบาย “คนละครึ่ง” จากประชาชน

จากกระแสข่าวการพิจารณานำนโยบาย “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้งในรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้เกิดเสียงตอบรับอย่างกว้างขวางจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าโครงการนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมประชาชนถึงสนับสนุน “คนละครึ่ง”?

หลายคนให้เหตุผลว่า โครงการ “คนละครึ่ง” ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง ทำให้มีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในด้านอื่นๆ มากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

  • ช่วยลดค่าครองชีพ
  • กระตุ้นการใช้จ่าย
  • เข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวก

นอกจากนี้ โครงการ “คนละครึ่ง” ยังเป็นที่ชื่นชอบของผู้ประกอบการรายย่อย เนื่องจากช่วยเพิ่มยอดขายและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถอยู่รอดได้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน

ถึงแม้ว่าโครงการ “คนละครึ่ง” จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีบางส่วนที่กังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของโครงการ และผลกระทบต่อวินัยทางการเงินของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาว โครงการ “คนละครึ่ง” ก็จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

การกลับมาของนโยบาย “คนละครึ่ง” จึงเป็นที่น่าจับตามอง และเป็นความหวังของคนจำนวนมากที่จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ที่มา – เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน ขานรับนโยบาย “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลใหม่รื้อฟื้นใช้อีกครั้ง

วิธีสมัครเป๋าตัง เตรียมพร้อมคนละครึ่ง

ขั้นตอนสมัครใช้งานแอปฯ “เป๋าตัง” เพื่อเตรียมพร้อมรอใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง” วิธีโหลดง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก

ภายหลังจาก นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่รัฐบาลอนุทิน ต้องการฟื้นคืน “โครงการคนละครึ่ง” ในวันที่ 6 ก.ย. 2568 ว่า กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยมีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และทีมนโยบายมีการพูดคุยกันว่านโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น จะมีอะไรบ้าง ซึ่งโครงการคนละครึ่งก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่อาจจะมีอะไรที่มากกว่า เช่น เรื่องสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น ซึ่งเรามีการรับฟังโครงการต่างๆ ที่เป็นโครงการที่ดีในอดีต ซึ่งโครงการเหล่านี้น่าจะนำมาต่อยอดได้และทำให้ดีขึ้น ข้อผิดพลาดของหลายโครงการที่ผ่านมาในอดีตไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ถ้าดีแต่ยังมีข้อผิดพลาดเราจะนำมาปรับปรุง

วิธีสมัครใช้งานแอปฯ “เป๋าตัง” เตรียมพร้อมรอใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง”

ก่อนหน้านี้ “คนละครึ่ง” คือโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ 50% โดยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ

ขั้นตอนง่ายๆ ในการดาวน์โหลดแอปฯ เป๋าตัง เตรียมพร้อมโครงการคนละครึ่ง

สำหรับใครที่ยังไม่มีแอปฯ เป๋าตัง และต้องการเตรียมพร้อมสำหรับโครงการคนละครึ่งที่จะมาถึง (หากมี) สามารถทำตามขั้นตอนเหล่านี้ได้เลย:

1. เปิดแอปฯ App Store หรือ Google Play หรือ Play Store รองรับโทรศัพท์ที่ใช้ Android 9.0 ขึ้นไป หรือ iPhone ที่มี iOS 15.0 ขึ้นไป

2. พิมพ์ค้นหา “เป๋าตัง” ในช่องค้นหา

3. เลือก “GET” หรือ เลือก “ติดตั้ง”

4. เมื่อติดตั้งเสร็จ เปิดแอปฯ เป๋าตัง

5. ให้ความยินยอมจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน

6. เตรียมบัตรประชาชน

7. ถ่ายรูปหน้าบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตน

8. ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัส OTP

9. ใส่รหัส OTP 6 หลักที่ได้รับจากโทรศัพท์มือถือ

10. กรอกข้อมูล บัตรประชาชน

11. เลือกวิธียืนยันตัวตน

กรณียืนยันตัวตนด้วยบัญชี Krungthai NEXT

1. เข้าสู่ Krungthai NEXT

2. ระบุรหัส PIN Krungthai NEXT

3. กดปุ่มดำเนินการบนแอปฯ เป๋าตัง

4. กรอกรหัส OTP (OTP จะถูกส่งไปที่เบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับ Krungthai NEXT)

5. ตั้งค่ารหัส PIN

6. ยืนยันรหัส PIN

ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องใช้บัญชี Krungthai NEXT ที่มีหมายเลขบัตรประชาชนเดียวกับแอปฯ เป๋าตัง

กรณียืนยันตัวตนด้วย การสแกนใบหน้า

1. เตรียมสแกนใบหน้า

2. สแกนใบหน้า (สามารถข้ามได้ หากโทรศัพท์ไม่มีกล้อง/ชำรุด)

3. ตั้งค่ารหัส PIN

4. ยืนยันรหัส PIN

5. เปิดการใช้งานระบบสแกนใบหน้า หรือ สแกนลายนิ้วมือ

6. ยอมรับ เงื่อนไขการใช้งานแอปฯ เป๋าตัง (ผู้ขอใช้บริการต้องยอมรับเท่านั้น)

7. แสดงหน้าจอเฉพาะความยินยอมที่ผู้ใช้งานไม่เคยตอบ (การตอบคือการให้ความยินยอมหรือไม่ให้ความยินยอมก็ได้)

8. ขณะระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้งาน จะพบข้อความบนการ์ดว่า “กำลังตรวจสอบข้อมูล”

9. หากลงทะเบียนสำเร็จ จะแสดงการ์ด wallet ดังภาพ เพื่อให้สมัครใช้บริการ.

การเตรียมตัวสมัครใช้งานแอปฯ “เป๋าตัง” ล่วงหน้า จะช่วยให้คุณไม่พลาดโอกาสในการเข้าร่วมโครงการดีๆ อย่าง “คนละครึ่ง” หากมีโครงการนี้กลับมาอีกครั้ง อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมนะครับ

ที่มา – วิธีสมัครใช้งานแอปฯ “เป๋าตัง” เตรียมพร้อมรอใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง”

กิง ก่อง แก้ว: 3 จิ๋วคาปิบาร่า แห่งเขาเขียว

มาพบกับความน่ารักของ “กิง ก่อง แก้ว” 3 จิ๋วคาปิบาร่า เซเลบตัวตึงรุ่นใหม่แห่งสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ที่มาพร้อมชื่อสุดทะเล้นครองใจใครหลายๆ คน!

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ได้แจ้งข่าวดีว่า ลูกคาปิบาราตัวน้อยทั้ง 3 ที่เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการแล้วว่า “กิง – ก่อง – แก้ว” ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับการโหวตสูงสุดจากกิจกรรมทาง Facebook Fanpage ของสวนสัตว์

กิง ก่อง แก้ว: คาปิบาร่าสุดฮิต

กิจกรรมโหวตชื่อนี้ได้รับความสนใจจากเด็กๆ เยาวชน และนักท่องเที่ยวทั่วประเทศอย่างท่วมท้น มีผู้เข้าร่วมโหวตถึง 94,543 คน คิดเป็นคะแนนโหวตกว่า 30,942 โหวต และชื่อ “กิง – ก่อง – แก้ว” ก็คว้าตำแหน่งชื่อที่ได้รับความนิยมสูงสุดไปครอง ทำให้ลูกคาปิบาราทั้ง 3 ได้ชื่อน่ารักๆ ไปในที่สุด

ทำไมต้อง กิง ก่อง แก้ว?

ชื่อ “กิง ก่อง แก้ว” นี้ มีความเป็นเอกลักษณ์และติดหู ทำให้ใครๆ ก็จดจำได้ง่าย นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความน่ารัก สดใส และซุกซนของลูกคาปิบาราทั้ง 3 ได้เป็นอย่างดี ทำให้ชื่อนี้กลายเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนที่ได้ยิน

นอกจากความน่ารักของเจ้า “กิง ก่อง แก้ว” แล้ว ทางสวนสัตว์ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกอีกด้วย! มีการจัดกิจกรรมลุ้นรับรางวัลพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตุ๊กตาคาปิบาร่านุ่มนิ่ม จำนวน 3 รางวัล หรือ สติ๊กเกอร์ไลน์คาปิบาราสุดน่ารัก จำนวน 50 รางวัล โดยจะทำการสุ่มผู้โชคดีจากรายชื่อผู้ร่วมโหวต

หากใครที่ร่วมโหวตชื่อ “กิง ก่อง แก้ว” ก็อย่าลืมเข้าไปตรวจสอบรายชื่อผู้โชคดีได้ที่ Facebook Fanpage “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว Khao Kheow Open Zoo” หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-3831-8444 ต่อ 213

สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัล สามารถติดต่อขอรับรางวัลได้ที่ ฝ่ายรายได้ ธุรกิจและสารสนเทศ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2568 เท่านั้น อย่าลืมไปรับรางวัลกันนะ!

เจ้า “กิง ก่อง แก้ว” ทั้งสามเป็นที่รักของทุกคน และเป็นดาวเด่นประจำสวนสัตว์เปิดเขาเขียวไปแล้ว หากใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวสวนสัตว์เปิดเขาเขียว อย่าลืมแวะไปทักทายและเก็บภาพความน่ารักของพวกเขากันนะคะ รับรองว่าจะต้องหลงรักอย่างแน่นอน!

คาปิบาร่าเป็นสัตว์สังคมที่น่าสนใจ การได้เห็นพวกมันใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นฝูง เป็นภาพที่น่าประทับใจ และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ที่มา – เปิดภาพความน่ารัก “กิง ก่อง แก้ว” 3 จิ๋วคาปิบาร่า เซเลบตัวตึงของสวนสัตว์เขาเขียว

Scroll to top