ข่าวโซเชียล

สลด! หนุ่มดับเพราะบุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่

กรณีสุดสลด! ตำรวจหนองบัวลำภู เผยผลชันสูตรยืนยัน หนุ่มกู้ชีพเสียชีวิตจากเหตุการณ์บุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่ ทำให้ปอดและหัวใจเสียหายอย่างรุนแรง รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกัน

ตำรวจหนองบัวลำภู เผยผลชันสูตรหนุ่มกู้ชีพ เสียชีวิตจากบุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่

จากกรณีที่แฟนเพจ สภ. เมืองหนองบัวลำภู ได้รายงานข่าวการเสียชีวิตของชายวัย 47 ปี บริเวณฝายน้ำล้น บ้านกุดฉิม ตำบลนาคำไฮ อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา สร้างความตกใจและเสียใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุและชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดโดยแพทย์นิติเวช พบว่าผู้เสียชีวิตมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง ทั้งบริเวณใบหน้า มือ และหน้าอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พบชิ้นส่วนของบุหรี่ไฟฟ้าปะปนอยู่ในบาดแผล ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิต

ผลชันสูตรยืนยัน บุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่

ล่าสุด ทาง สภ.เมืองหนองบัวลำภู ได้ออกมาเปิดเผยผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการ ซึ่งยืนยันว่าสาเหตุการเสียชีวิตของหนุ่มกู้ชีพรายนี้ เกิดจากการระเบิดของแบตเตอรี่ในบุหรี่ไฟฟ้า โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • สาเหตุการตาย: ปอดและหัวใจได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
  • หลักฐานในร่างกาย: พบเศษวัสดุโลหะจำนวน 3 ชิ้นในทรวงอก ซึ่งเป็นชิ้นส่วนจากการระเบิด
  • บาดแผล: ช่องปากด้านใน-ด้านนอกฉีกขาดอย่างรุนแรง และมีรอยเขม่าที่เกิดจากการเผาไหม้ในช่องปากและมือซ้าย
  • ตัดประเด็นอื่น: ไม่พบหัวกระสุนในร่างกาย

ทาง สภ.เมืองหนองบัวลำภู ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอใช้กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนภัยไปยังผู้ที่ยังใช้บุหรี่ไฟฟ้า ให้ตระหนักถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่อาจเกิดการระเบิดได้ทุกเมื่อ

หลังจากข่าวนี้เผยแพร่ออกไป ได้มีการแสดงความคิดเห็นมากมายในโลกโซเชียล บางส่วนตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้ที่ บุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่ จนทำให้เสียชีวิตได้

ทางด้านเพจ Drama-addict ก็ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีนี้เป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยผลชันสูตรยืนยันว่าผู้ตายมีแผลฉกรรจ์หลายแห่ง และพบสะเก็ดของบุหรี่ไฟฟ้าฝังอยู่ตามบาดแผล

เหตุการณ์ บุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต นับเป็นกรณีแรกในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม เคยมีรายงานเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยมักเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าที่ผลิตจากประเทศจีน ซึ่งมีแบตเตอรี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน

ดังนั้น ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

สุดท้ายนี้ ข่าวการเสียชีวิตจาก บุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่ เป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญสำหรับผู้ที่ยังคงใช้งานบุหรี่ไฟฟ้า ควรพิจารณาถึงความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพและชีวิตของตนเอง และหันมาใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น เลิกบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

ที่มา – ตำรวจหนองบัวลำภู เผยผลชันสูตรหนุ่มกู้ชีพ เสียชีวิตจากบุหรี่ไฟฟ้าระเบิดใส่

สรุปดราม่า จอด “กระบะ” ขวาง “รถพยาบาล” ผู้ป่วยเสียชีวิต

สรุปดราม่า “ชายขับกระบะ” จอดขวาง “รถพยาบาล” สุดท้ายมีผู้ป่วยเสียชีวิต คนขับกระบะโดนไล่ออก แถมถูกแจ้งดำเนินคดีเอาผิด 2 ข้อหา

กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อ “โรงพยาบาลปลายพระยา” แถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงปม “กระบะ” นำรถจอดกีดขวางรถพยาบาล จนไม่สามารถนำผู้ป่วยวิกฤตขึ้นรถได้ สุดท้ายผู้ป่วยเสียชีวิต เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีจิตสำนึกสาธารณะ และผลกระทบของการกระทำโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น

เปิดไทม์ไลน์เหตุการณ์ “กระบะ” จอดรถกีดขวาง “รถพยาบาล”

  • 5 ทุ่ม 10 นาที วันที่ 16 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ รพ.ปลายพระยา กำลังช่วยชีวิต “นายสมควร” อายุ 69 ปี ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน มีภาวะการหายใจล้มเหลว ใส่ท่อช่วยหายใจ
  • นายสมควร อาการหนัก เจ้าหน้าที่ต้องทำเรื่องส่งตัวไปรักษาที่ รพ.กระบี่
  • 5 ทุ่ม 15 นาที มีรถกระบะ 4 ประตู สีน้ำตาล จอดปิดท้ายรถพยาบาล พาผู้ป่วยหญิงวัย 69 รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง มีอาการเวียนศีรษะตาลาย ญาติเข็นผู้ป่วยหญิงรายนั้นเข้าห้องฉุกเฉินเอง
  • พยาบาลหัวหน้าเวร อธิบายให้ญาติผู้ป่วยทราบว่า มีคนไข้อาการหนักกำลังเตรียมส่งต่อ ให้รอสักครู่ แต่ญาติก็ยังโวยวายเรื่องที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลแม่ตัวเอง
  • ขณะเคลื่อนนายสมควร ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไปขึ้นรถพยาบาล พบว่ารถกระบะ 4 ประตู สีน้ำตาล จอดกีดขวางปิดท้ายรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายคนป่วยขึ้นรถได้
  • พยาบาลแจ้งเจ้าของกระบะมาเลื่อนรถออก แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ ยังคงเอะอะโวยวายเสียงดัง เรื่องไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลแม่ตัวเอง
  • ลูกสาวนายสมควร นั่งทรุดลงกับพื้น ร้องไห้ยกมือไหว้ร้องขอให้เจ้าของกระบะช่วยเลื่อนรถออก สักพักถึงเดินไปเลื่อนรถ
  • สุดท้ายผู้ป่วยวิกฤตเสียชีวิต ส่วนผู้ป่วยหญิงวัย 69 แม่เจ้าของกระบะ หมอตรวจรักษาจนอาการทุเลา ให้ยากลับไปกินที่บ้าน

พ่ออาจจะยังรอดชีวิต หากกระบะไม่จอดรถขวาง

  • ลูกสาวนายสมควร เล่าคืนเกิดเหตุ พ่อหายใจไม่ออก เจ็บแน่นหน้าอก ไปถึง รพ.ปลายพระยา อาการไม่ดีขึ้น เตรียมส่งตัวรักษาที่ รพ.กระบี่
  • ระหว่างเคลื่อนย้ายพ่อไปขึ้นรถฉุกเฉิน กระบะคันดังกล่าวจอดปิดท้ายรถพยาบาล ทำให้เข็นพ่อขึ้นรถไม่ได้ เพราะคนขับรถกระบะพาแม่ของเขาเข้าไปในห้องฉุกเฉิน
  • ตอนนั้นร้อนใจมาก เพราะอาการพ่อทรุดลงต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ
  • เดินไปบอกเจ้าของกระบะให้ช่วยเลื่อนรถ แต่ทางเจ้าของรถก็เอะอะโวยวายใส่เจ้าหน้าที่ และมีปากเสียงกับญาติๆ ของตน
  • พยายามอ้อนวอนคนขับรถกระบะ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นเพื่อกราบอ้อนวอน ขอให้เลื่อนรถให้ แต่ก็ยังไม่ได้ผล
  • สุดท้ายเจ้าหน้าที่บอกคนขับกระบะ หากไม่ยอมเลื่อนรถจะเรียกตำรวจ คนขับกระบะจึงยอมไปเลื่อนรถ
  • ฝากเป็นอุทาหรณ์ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีอาจจะช่วยชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินได้ เชื่อว่าหากวันนั้นไม่มีรถกระบะจอดขวาง พ่ออาจจะยังรอดชีวิต

ชายขับกระบะยอมรับขาดสติ เพราะเหลือแม่เพียงคนเดียว

  • เจ้าของรถกระบะ เล่าคืนเกิดเหตุ พาแม่วัย 69 ที่มีอาการป่วยด้วยกรดไหลย้อน จุกแน่นหายใจไม่ออกไปโรงพยาบาล
  • ตอนจอดส่งแม่ไม่มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมารับ จึงให้ภรรยาไปเอารถเข็นและช่วยกันเข็นแม่เข้าไปในห้องฉุกเฉิน เพราะแม่มีอาการอ่อนแรง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
  • ไม่ทราบรถฉุกเฉินที่จอดอยู่ เพิ่งเข้ามาจอดหรือเตรียมจะออก และไม่รู้ด้วยว่ามีผู้ป่วยฉุกเฉินรอขึ้นรถฉุกเฉิน
  • หลังเกิดเรื่องเตรียมส่งเงินชดเชยส่วนหนึ่งจากบริษัทที่ทำงานไปให้กับญาติผู้เสียชีวิต
  • หากย้อนเวลากลับไปได้ ก็คงจะไม่ปะทะกับเจ้าหน้าที่แบบนี้ ยอมรับว่าขาดสติ เพราะเหลือแม่เพียงคนเดียว
  • ตอนนี้ถูกบริษัทเลิกจ้างไปแล้ว ต้องกลายเป็นคนตกงาน ส่วนภรรยาก็ต้องรอออกจากงานสิ้นปีนี้

CPF ไล่ออก ชายเจ้าของกระบะ จากเหตุการณ์ จอด “กระบะ” ขวาง “รถพยาบาล”

  • บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (CPF) ยอมรับ “ชายเจ้าของกระบะ” เป็นพนักงานของบริษัทจริง
  • พฤติกรรมดังกล่าวไม่สอดคล้องกับค่านิยมและหลักการดำเนินงานขององค์กร บริษัทจึงยุติการจ้างพนักงานรายดังกล่าว
  • บริษัทขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

แจ้งความเอาผิด 2 ข้อหา ชายจอดกระบะขวางรถฉุกเฉิน

  • เจ้าหน้าที่ รพ.ปลายพระยา แจ้งข้อกล่าวหาชายคนขับรถกระบะ 2 ข้อหา คือ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่
  • ตำรวจเตรียมออกหมายเรียก “เจ้าของกระบะ” มารับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำ
  • ผกก.สภ.ปลายพระยา ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย.

เหตุการณ์จอด “กระบะ” ขวาง “รถพยาบาล” จนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และเป็นบทเรียนสำคัญให้กับสังคม ในการคำนึงถึงส่วนรวมและเคารพสิทธิ์ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที

ที่มา – สรุปดราม่าจอด “กระบะ” ขวาง “รถพยาบาล” สุดท้ายมี “ผู้ป่วยวิกฤต” เสียชีวิต

เจอตัวแล้ว! ทิดสมปอง หลงทัวร์ลิเวอร์พูล

วุ่นทั้งคณะ! สุดท้ายเจอตัวแล้ว “ทิดสมปอง” พลัดหลงกับคณะทัวร์ที่เมืองลิเวอร์พูล ขณะเดินตามหาแว่นตาที่หายไป ทำเอาแฟนๆ เป็นห่วง ล่าสุดพบว่าแว่นตาลืมไว้บนรถบัส เจ้าตัวขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงและช่วยตามหา

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 เกิดเหตุการณ์ที่ทำเอาแฟนคลับใจหายใจคว่ำ เมื่อแฟนสาวของ “อดีตพระมหาสมปอง” หรือ สมปอง นครไธสง ประกาศตามหา “ทิดสมปอง” พลัดหลงกับคณะทัวร์ที่เมืองลิเวอร์พูล โดยระบุว่าหายไปหลายชั่วโมงแล้วและยังไม่สามารถติดต่อได้ ข่าวดังกล่าวสร้างความเป็นห่วงให้กับหลายๆ คนที่ทราบข่าว (ประกาศตามหา “ทิดสมปอง” พลัดหลงกับคณะทัวร์ ที่เมืองลิเวอร์พูล)

เจอตัวแล้ว! ทิดสมปอง หลงทัวร์ลิเวอร์พูล

ในเวลาต่อมา เพจเฟซบุ๊ก สมปอง นครไธสง ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์ โดยโพสต์ข้อความว่า “เจอพี่สมปองแล้วค่ะ ขอบคุณทัวร์และเจ้าหน้าที่ที่ตามหาจนเจอนะคะ แกเดินหาแว่นตาที่หายเลยหลงทาง สรุปลืมไว้บนรถบัสค่ะ” ทำเอาแฟนๆ โล่งอก

นอกจากนี้ “ทิดสมปอง” ยังได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะท่องเที่ยว พร้อมข้อความที่ระบุว่า “ขอบคุณทุกคนที่ช่วยตามหาครับ ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอน หลงทางกะตื่นอยู่เด้ ใครเดินทาง ตปท เปิดโรมมิ่งนะครับ อย่าขี้ถี่หวังแต่แชร์ฮอตสปอตเพื่อน” แสดงให้เห็นว่าเจ้าตัวปลอดภัยดี

สรุปเหตุการณ์ ทิดสมปอง หลงทัวร์ลิเวอร์พูล เพราะตามหาแว่นตา

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เรียนรู้ว่าการเดินทางไปต่างประเทศควรเตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสาร การเปิดโรมมิ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถติดต่อกับคนอื่นๆ ได้ในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้ การจดจำเส้นทางและสถานที่ต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันการพลัดหลงกับคณะทัวร์

เรื่องราวของ ทิดสมปอง พลัดหลงกับคณะทัวร์ที่เมืองลิเวอร์พูล เป็นอุทาหรณ์ให้กับนักเดินทางทุกคน ให้ระมัดระวังและเตรียมพร้อมเสมอเมื่อไปเที่ยวต่างประเทศ การมีสติและความรอบคอบจะช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

การพลัดหลงกับคณะทัวร์ในต่างแดนเป็นประสบการณ์ที่น่าตกใจและอาจทำให้เสียขวัญได้ การมีสติและตั้งสติเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พยายามติดต่อกับหัวหน้าทัวร์หรือเพื่อนร่วมทัวร์ทันที หากไม่สามารถติดต่อได้ ให้ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ในบริเวณนั้น และแจ้งข้อมูลส่วนตัวและลักษณะเด่นของตัวเอง เพื่อให้ง่ายต่อการตามหา

นอกจากนี้ การมีแอปพลิเคชันแผนที่บนโทรศัพท์มือถือก็เป็นประโยชน์อย่างมาก สามารถใช้เพื่อตรวจสอบตำแหน่งปัจจุบันและวางแผนการเดินทางได้ อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพียงพอ หรือดาวน์โหลดแผนที่แบบออฟไลน์ไว้ล่วงหน้า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ทิดสมปอง พลัดหลงกับคณะทัวร์ที่เมืองลิเวอร์พูล สอนให้เรารู้ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมตัวให้พร้อมและมีสติอยู่เสมอ จะช่วยให้เราจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การเดินทางเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำและปลอดภัย

สุดท้ายนี้ หวังว่าเรื่องราวของทิดสมปองจะเป็นประโยชน์และเป็นอุทาหรณ์ให้กับนักเดินทางทุกคน ขอให้ทุกท่านเดินทางด้วยความปลอดภัยและมีความสุขกับการท่องเที่ยว

ที่มา – เจอตัวแล้ว “ทิดสมปอง” พลัดหลงกับคณะทัวร์ที่เมืองลิเวอร์พูล ขณะเดินตามหาแว่นตา

รพ.ปลายพระยา จ่อแจ้งความ ปมกระบะขวางรถฉุกเฉิน

จากกรณีสุดสะเทือนใจที่ รพ.ปลายพระยา เตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับรถกระบะคันหนึ่งที่จอดขวางรถฉุกเฉิน เป็นเหตุให้ผู้ป่วยวิกฤตเสียชีวิต ลูกสาวผู้เสียชีวิตเล่าทั้งน้ำตาถึงนาทีที่คุกเข่าขอร้องให้เลื่อนรถ เพราะเชื่อว่าหากไม่มีรถขวาง พ่อของเธออาจจะยังมีชีวิตอยู่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากที่ทาง โรงพยาบาลปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ได้โพสต์เรื่องราวการเสียชีวิตของผู้ป่วยรายหนึ่งที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายขึ้นรถฉุกเฉินได้ทันเวลา เนื่องจากมีรถกระบะจอดขวางทาง

ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นนาทีที่ลูกสาวของผู้เสียชีวิตพาพ่อมาส่งที่ รพ.ปลายพระยา จากนั้นเป็นภาพช่วงที่เจ้าหน้าที่พยาบาลกำลังเตรียมอุปกรณ์ขึ้นรถฉุกเฉินเพื่อส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาต่อ แต่ในขณะนั้นเอง รถกระบะโตโยต้าสี่ประตูสีน้ำตาล ทะเบียนฉะเชิงเทรา ได้ขับเข้ามาจอดปิดท้ายรถฉุกเฉิน

ชายและหญิงสองคนลงมาจากรถ ก่อนที่จะเข็นรถพาแม่เข้าไปในห้องฉุกเฉิน พยาบาลพยายามบอกให้ชายคนดังกล่าวเลื่อนรถ เนื่องจากมีผู้ป่วยหนักที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและต้องรีบส่งตัวด่วน แต่ชายคนดังกล่าวกลับโต้เถียงและโวยวายใส่เจ้าหน้าที่ โดยขอให้มาช่วยดูแม่ของเขาแทนที่จะเลื่อนรถ ทำให้การส่งต่อผู้ป่วยล่าช้าและไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของนายสมควร อายุ 69 ปี ผู้เสียชีวิต ที่หมู่ 8 ตำบลคีรีวง อำเภอปลายพระยา ซึ่งญาติๆ กำลังจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพ ท่ามกลางบรรยากาศที่โศกเศร้า

นางสาวภัทราพร พานิชย์ อายุ 29 ปี ลูกสาวของผู้ตาย ซึ่งทำงานเป็นพนักงานจ้างของ รพ.สต.บ้านโคกแซะ เล่าว่า ในคืนเกิดเหตุ พ่อของเธอมีอาการหายใจไม่ออกและเจ็บหน้าอก เธอจึงรีบพาพ่อมาส่งที่ รพ.ปลายพระยา แต่อาการของพ่อไม่ดีขึ้น ทางโรงพยาบาลจึงเตรียมส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลกระบี่

ระหว่างที่กำลังเคลื่อนย้ายพ่อขึ้นรถฉุกเฉิน รถกระบะคันดังกล่าวได้ขับมาจอดปิดท้ายรถพยาบาล ทำให้เข็นพ่อขึ้นรถไม่ได้ เพราะคนขับรถกระบะพาแม่ของเขาเข้าไปในห้องฉุกเฉินและมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ ตอนนั้นเธอร้อนใจมาก เพราะอาการของพ่อยิ่งทรุดลงและต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เธอจึงขอให้เจ้าของรถช่วยเลื่อนรถให้ แต่เขากลับโวยวายใส่เจ้าหน้าที่และมีปากเสียงกับญาติๆ ของเธอ

เธอพยายามอ้อนวอนและคุกเข่ากราบขอให้เขาเลื่อนรถ แต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต้องบอกว่าจะเรียกตำรวจ เขาจึงยอมเลื่อนรถ ช่วงเวลาที่เกิดขึ้นนั้นนานมากสำหรับเธอ เพราะผู้ป่วยโรคหัวใจ เวลาเพียง 1 นาทีก็มีความสำคัญ เธอจึงอยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่อีก เพราะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีอาจช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินได้ หากวันนั้นไม่มีรถกระบะจอดขวาง เธอเชื่อว่าพ่อของเธออาจจะยังมีชีวิตอยู่

สำหรับการดำเนินคดี เธอตั้งใจจะจัดงานศพให้พ่อให้เสร็จก่อน ส่วนเรื่องที่โรงพยาบาลจะดำเนินคดีก็แล้วแต่ทางโรงพยาบาล หลังจากนี้เธอจะหารือกับญาติอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ด้าน นพ.ณัฐพงษ์ ดูงาม ผอ.รพ.ปลายพระยา ให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ เวลาเพียงนาทีเดียวก็มีความหมายอย่างยิ่ง ทางโรงพยาบาลได้มอบหมายให้นิติกร รวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อเตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับรถกระบะคันดังกล่าว

ส่วนจะดำเนินคดีในข้อหาใดบ้างนั้น ต้องรอให้นิติกรสรุปอีกครั้ง แต่เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หากญาติของผู้เสียชีวิตประสงค์จะร่วมเป็นโจทก์ก็สามารถทำได้ โดยนิติกรจะเข้าแจ้งความที่ สภ.ปลายพระยา ในวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคมนี้

รพ.ปลายพระยา จ่อแจ้งความเอาผิด กระบะจอดขวางรถฉุกเฉิน ทำผู้ป่วยวิกฤตเสียชีวิต

ความคืบหน้าล่าสุด รพ.ปลายพระยา เตรียมแจ้งความ

รพ.ปลายพระยา กำลังดำเนินการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิตและครอบครัว เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และไม่ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือชีวิต

การจอดรถในที่กีดขวางไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อน แต่ยังอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โปรดคำนึงถึงผู้อื่นและให้ความสำคัญกับเส้นทางฉุกเฉินเสมอ ความเห็นอกเห็นใจและการมีจิตสำนึกต่อส่วนรวมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่น่าอยู่

ที่มา – รพ.ปลายพระยา จ่อแจ้งความเอาผิด กระบะจอดขวางรถฉุกเฉิน ทำผู้ป่วยวิกฤตเสียชีวิต

“กัน จอมพลัง” เตรียมเจอ “ไอซ์ รักชนก” พร้อมชี้แจง

“กัน จอมพลัง” เตรียมเคลียร์! เตรียมพบ “ไอซ์ รักชนก” พร้อมชี้แจงทุกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสงสัย ยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้โกรธ และพร้อมน้อมรับทุกคำแนะนำจากทุกฝ่าย ยินดีที่มีคนเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงาน

จากกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงการทำงานของ “กัน จอมพลัง” ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินบริจาค หรือเรื่องบริษัทต่างๆ ล่าสุด นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” ได้ออกมาเปิดเผยว่า จะขอชี้แจงทุกประเด็นในวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2568 ผ่านรายการของคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา โดยจะชี้แจงเพียงครั้งเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้กันไปมาที่อาจจะนำไปสู่ประเด็นอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ “กัน จอมพลัง” ยังกล่าวอีกว่า รู้สึกดีที่มีคนเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงานของตนเอง

เมื่อถูกถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะชี้แจงได้ในทุกประเด็น “กัน จอมพลัง” ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ผมยินดี การที่กัน จอมพลังออกมาอยู่ตรงนี้ถ้าไม่มั่นใจคงไม่มา” พร้อมทั้งยืนยันว่าทุกคำถาม รวมถึงเรื่องการรับงานจากกระทรวงเกษตรฯ จะได้รับคำตอบอย่างชัดเจนในวันจันทร์ที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน

สำหรับประเด็นเรื่องรถของทีมงานกัน จอมพลังที่เป็นป้ายแดงและมีการเปลี่ยนรถอยู่บ่อยครั้ง “กัน จอมพลัง” ขอให้รอฟังคำชี้แจงในวันจันทร์เช่นกัน เพื่อที่จะได้เตรียมข้อมูลมาชี้แจงให้ละเอียดและครบถ้วนในทุกประเด็น

ในส่วนของคำแนะนำจาก นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความห่วงใยและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำงานของ “กัน จอมพลัง” โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือชายแดนไทย-เขมร ที่อาจจะเกินขอบเขตรัฐไปหรือไม่นั้น “กัน จอมพลัง” กล่าวว่า ตนเองเคารพป๋าชูวิทย์ และพร้อมน้อมรับทุกคำแนะนำ หากมีสิ่งใดที่ตนเองทำไม่เหมาะสมก็จะปรับปรุงแก้ไขตามที่ป๋าชูวิทย์แนะนำ

นอกจากนี้ “กัน จอมพลัง” ยังกล่าวถึงกรณีที่ ไอซ์ รักชนก ได้ส่งเสียงถึงตนเองว่าอยากให้เป็นฮีโร่ชายแดนในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และออกมาแฉขบวนการดังกล่าวว่า หากมีข้อมูล ตนเองก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือและพร้อมที่จะแฉขบวนการดังกล่าวอย่างเต็มที่ หากคุณไอซ์มีข้อมูลก็สามารถส่งมาให้ตนเองได้เลย

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า การที่ “กัน จอมพลัง” ส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลโดยใช้คอนเน็กชั่นส่วนตัวนั้น เป็นสิ่งที่เกินขอบเขตหรือไม่ “กัน จอมพลัง” ตอบว่า ตนเองยินดีที่จะช่วยเหลือทุกเรื่อง และพร้อมที่จะช่วยในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสแกมเมอร์หรือคอลเซ็นเตอร์ ถึงแม้ว่าบางครั้งจะไม่ได้ออกมาพูดถึง แต่ก็ยังคงให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตนเองจะทำได้

“กัน จอมพลัง” ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคนเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงานของตนเอง เพราะอย่างน้อยก็เป็นโอกาสให้ตนเองได้พิสูจน์ตัวเอง แสดงความชัดเจนให้ทุกคนเห็นว่าตนเองไม่ได้หลีกเลี่ยงหรือหลบซ่อน พร้อมที่จะให้ทุกคนตรวจสอบ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีคนคอยให้คำแนะนำและระวังหลังให้

“กัน จอมพลัง” เตรียมเจอ “ไอซ์ รักชนก”

เมื่อถูกถามว่า คุณไอซ์ได้พยายามติดต่อมาสอบถามก่อนถึงวันจันทร์ “กัน จอมพลัง” ตอบว่า ขอให้เป็นวันจันทร์เลยดีกว่า เพราะทุกคำพูดของตนเองต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก และเชื่อว่าทุกคนคงอยากเห็นตนเองและคุณไอซ์ทำงานร่วมกัน จึงพยายามที่จะไม่พูดหรือทำอะไรที่จะทำให้เกิดปัญหามากขึ้น และยินดีที่จะเจอกันในวันจันทร์ พร้อมทั้งยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้โกรธคุณไอซ์ และไม่รู้ว่าจะโกรธไปทำไม

สำหรับสาเหตุที่มีคนออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำงานของตนเองในช่วงนี้นั้น “กัน จอมพลัง” กล่าวว่า ตนเองก็ไม่ทราบเช่นกัน แต่ก็พร้อมที่จะรับฟังทุกคำแนะนำจากทุกๆ คน ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นผิดพลาดตรงไหนบ้าง และจะนำคำแนะนำเหล่านั้นไปปรับปรุงแก้ไข

“กัน จอมพลัง” ลดบทบาทตัวเอง

ทั้งนี้ “กัน จอมพลัง” กล่าวว่า ตนเองพยายามที่จะลดบทบาทของตัวเองลง เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และถึงแม้ว่าจะลดบทบาทลง แต่ก็มั่นใจว่าแฟนคลับจะเข้าใจและยังคงให้การสนับสนุนตนเองต่อไป เพราะตนเองยังคงทำงานอย่างเต็มที่และทำจริง และไม่อยากที่จะพูดอะไรที่เป็นการอวยตัวเอง

การที่ “กัน จอมพลัง” ออกมาเปิดใจในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะปรับปรุงการทำงานของตนเองให้ดียิ่งขึ้น การพบปะกับ “ไอซ์ รักชนก” ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ชี้แจงทุกข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับทุกฝ่าย

ที่มา – “กัน จอมพลัง” เตรียมเจอ “ไอซ์ รักชนก” พร้อมชี้แจงทุกประเด็น ยืนยันไม่โกรธ

“คุณซอฮยอน” สะใภ้เกาหลี โชว์ทำเมนู “ซุปเต้าเจี้ยวใส่หอยกาบ” ตามรอยซีรีส์ดัง

“คุณซอฮยอน” สะใภ้เกาหลี โชว์ทำเมนู “ซุปเต้าเจี้ยวใส่หอยกาบ” ตามรอยซีรีส์ดัง สร้างความตื่นเต้นให้แฟนคลับชาวไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อคลิปนี้ถูกเผยแพร่ผ่านช่องยูทูบของ Netflix Thailand ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางของเธอ

“คุณซอฮยอน” สะใภ้เกาหลี โชว์ทำเมนู “ซุปเต้าเจี้ยวใส่หอยกาบ” ตามรอยซีรีส์ดัง

ช่องยูทูบ “สะใภ้เกาหลี by korean” เป็นช่องที่ได้รับความนิยมสูงในหมู่ผู้ติดตาม โดยมีคุณซอฮยอน สาวไทยที่แต่งงานกับหนุ่มเกาหลีและใช้ชีวิตในฐานะสะใภ้เกาหลีใต้ เธอมักแชร์ประสบการณ์ชีวิตประจำวัน เช่น การปลูกผัก เก็บเกี่ยวผลผลิต และช่วยงานครอบครัวสามี ผ่านเลนส์ที่เต็มไปด้วยความน่ารักและอบอุ่น ทำให้แฟนคลับหลงรักและติดตามกันอย่างเหนียวแน่น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 แฟนเพจเฟซบุ๊ก “สะใภ้เกาหลี ซอแฟนเพจ” ได้โพสต์ข้อความประกาศข่าวดี โดยคุณซอฮยอนระบุว่า “งานแรกบน Netflix Thailand ดีใจตื่นเต้น ที่ทีมงานติดต่อมา และขอบคุณ Netflix Thailand มาก ๆ ค่ะ” คลิปวิดีโอที่สร้างกระแสนี้คือการทำเมนู “ซุปเต้าเจี้ยวใส่หอยกาบ” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์ดัง “Bon Appétit, Your Majesty เมนูรักพิชิตใจราชา” เธอทำเพื่อให้พ่อปู่และแม่ย่าของสามีได้ลองชิม ผสมผสานวัฒนธรรมไทย-เกาหลีได้อย่างลงตัว

กระแสตอบรับจากแฟนคลับหลังคลิปออกอากาศ

หลังจากคลิป “คุณซอฮยอน” สะใภ้เกาหลี โชว์ทำเมนู “ซุปเต้าเจี้ยวใส่หอยกาบ” ตามรอยซีรีส์ดัง ถูกปล่อยออกไป ก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม แฟนคลับเข้ามาคอมเมนต์แสดงความยินดีและชื่นชมกันอย่างคึกคัก คำพูดที่โดดเด่นมีดังนี้

  • ยินดีด้วยนะคะที่ได้ร่วมงานกับ Netflix Thailand
  • เก่งมากๆ เลยค่ะ สุดยอด!
  • ยินดีด้วยจ้า ไปชมหัวใจเต้นแรง
  • ตอนแรกงงว่าทำไมช่องพี่ซอมีโลโก้ Netflix ดีใจจริงๆ
  • ก้าวไปอีกขั้นแล้วค่ะ ดีใจด้วยมาก!

กระแสเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่คุณซอฮยอนสะสมมา โดยช่องยูทูบของเธอมีผู้ติดตามนับแสนคน และคลิปนี้ยิ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ของเธอในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ด้านอาหารและวัฒนธรรม

เมนู “ซุปเต้าเจี้ยวใส่หอยกาบ” นี้ไม่ใช่แค่อาหารง่ายๆ แต่เป็นการนำเสนอความสร้างสรรค์ โดยใช้ส่วนผสมไทยอย่างเต้าเจี้ยวและหอยกาบ ผสมกับสไตล์การปรุงแบบเกาหลีจากซีรีส์ ทำให้ดูน่าทำตาม ผู้ชมหลายคนบอกว่าอยากลองทำที่บ้าน เพราะดูไม่ยุ่งยากแต่รสชาติกลมกล่อม เหมาะสำหรับมื้อเย็นอบอุ่นของครอบครัว

นอกจากนี้ การร่วมงานกับ Netflix Thailand ยังเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ เพราะซีรีส์ “Bon Appétit, Your Majesty” เป็นเรื่องราวโรแมนติกคอมเมดี้ที่เน้นอาหารเป็นตัวเชื่อมโยงตัวละคร คุณซอฮยอนเลือกเมนูจากซีรีส์นี้มาแสดง เพื่อเชื่อมโยงกับแฟนๆ ที่ชื่นชอบทั้งอาหารและซีรีส์เกาหลี ทำให้คลิปนี้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อวัฒนธรรมที่สมบูรณ์แบบ

ชีวิตของสะใภ้เกาหลีอย่างคุณซอฮยอน เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าติดตาม ตั้งแต่การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ การทำอาหารเพื่อครอบครัว ไปจนถึงการแชร์เคล็ดลับชีวิตคู่ข้ามชาติ เธอเป็นตัวอย่างของผู้หญิงไทยที่ประสบความสำเร็จในต่างแดน และคลิปนี้ยิ่งตอกย้ำความสามารถของเธอในการนำเสนอเนื้อหาที่ทั้งบันเทิงและมีคุณค่า

หากคุณเป็นแฟนซีรีส์เกาหลีหรือชอบทำอาหาร อย่าพลาดคลิปนี้บนช่อง Netflix Thailand ลองทำตามดู แล้วแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ เราอยากรู้ว่าคุณชอบรสชาติแบบไหน! การได้เห็นคนไทยอย่างคุณซอฮยอนก้าวสู่เวทีใหญ่แบบนี้ ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจและเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคน

ที่มา – “คุณซอฮยอน” สะใภ้เกาหลี โชว์ทำเมนู “ซุปเต้าเจี้ยวใส่หอยกาบ” ตามรอยซีรีส์ดัง

พนักงานบิ๊กซี ทะเลาะวิวาทลูกค้ากลางห้าง พ้นสภาพแล้ว

พนักงานบิ๊กซี ทะเลาะวิวาทลูกค้ากลางห้าง ล่าสุดบริษัทมีคำสั่งให้พ้นสภาพแล้ว

เหตุการณ์ “พนักงานบิ๊กซี” ทะเลาะวิวาทกับลูกค้ากลางห้างสรรพสินค้ากลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย เมื่อคลิปวิดีโอแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนจำนวนมาก บริษัทบิ๊กซีได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ โดยมีคำสั่งให้พนักงานที่เกี่ยวข้องพ้นสภาพการเป็นพนักงานทันที

พนักงานบิ๊กซี ทะเลาะวิวาทลูกค้ากลางห้าง ล่าสุดบริษัทมีคำสั่งให้พ้นสภาพแล้ว

จากรายงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวได้ติดตามกรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้นภายในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีแห่งหนึ่ง คลิปเหตุการณ์แสดงให้เห็นถึงการโต้เถียงที่รุนแรงระหว่างพนักงานและลูกค้า ซึ่งนำไปสู่การทะเลาะวิวาท สร้างความวุ่นวายให้กับผู้ที่อยู่บริเวณนั้น ความเกิดเหตุนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทเท่านั้น แต่ยังทำให้ลูกค้าสูญเสียความไว้วางใจในบริการ

บริษัทบิ๊กซีตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหานี้ทันทีที่ได้รับแจ้ง โดยได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ บริษัทยังได้ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ เพื่อขออภัยต่อลูกค้าทุกท่านที่ได้รับผลกระทบ ข้อความดังกล่าวระบุชัดเจนว่า บริษัทไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ และมีนโยบายให้พนักงานปฏิบัติต่อลูกค้าด้วยความสุภาพและมืออาชีพเสมอ

รายละเอียดแถลงการณ์จากบิ๊กซี

ในแถลงการณ์ที่โพสต์บนเฟซบุ๊ก Big C บริษัทแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าจะให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ รวมถึงการรักษาพยาบาลและค่าชดเชยที่เหมาะสม สำหรับพนักงานที่เกี่ยวข้อง บริษัทมีคำสั่งให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานทันที เพื่อเป็นบทเรียนและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย นอกจากนี้ บิ๊กซียังประกาศว่าจะทบทวนมาตรการการทำงานทั่วประเทศ โดยเพิ่มความเข้มงวดในการอบรมพนักงาน เพื่อยกระดับคุณภาพบริการให้ดียิ่งขึ้น

เหตุการณ์ “พนักงานบิ๊กซี ทะเลาะวิวาทลูกค้ากลางห้าง” นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการอารมณ์และการสื่อสารระหว่างพนักงานกับลูกค้า ในยุคที่โซเชียลมีเดียสามารถขยายปัญหาได้อย่างรวดเร็ว บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างบิ๊กซีจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาภาพลักษณ์และความไว้วางใจจากลูกค้า

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการธุรกิจ การอบรมพนักงานไม่ควรหยุดอยู่แค่เรื่องผลิตภัณฑ์ แต่ควรรวมถึงทักษะการรับมือกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดด้วย โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่แออัดอย่างห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ บริษัทควรพิจารณาการใช้เทคโนโลยี เช่น กล้องวงจรปิดที่เชื่อมต่อกับระบบแจ้งเตือน เพื่อป้องกันเหตุการณ์คล้ายคลึงกันในอนาคต

  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงทันทีหลังเกิดเหตุ
  • การลงโทษพนักงานที่ละเมิดกฎอย่างเด็ดขาด
  • การชดเชยให้ผู้ได้รับผลกระทบอย่างครบถ้วน
  • การปรับปรุงนโยบายอบรมเพื่อป้องกันปัญหา

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกทั้งหมดในประเทศไทย ว่าความพึงพอใจของลูกค้าคือหัวใจสำคัญ หากบริษัทสามารถจัดการวิกฤตได้อย่างโปร่งใสและจริงใจ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น ในส่วนของลูกค้าเอง ก็ควรใช้ช่องทางร้องเรียนอย่างเป็นทางการเพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม

สุดท้ายนี้ หวังว่าเหตุการณ์ “พนักงานบิ๊กซี ทะเลาะวิวาทลูกค้ากลางห้าง ล่าสุดบริษัทมีคำสั่งให้พ้นสภาพแล้ว” จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้บริการในห้างสรรพสินค้าดีขึ้น หากคุณมีประสบการณ์คล้ายกัน สามารถแชร์ในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองได้

ที่มา – “พนักงานบิ๊กซี” ทะเลาะวิวาทลูกค้ากลางห้าง ล่าสุดบริษัทมีคำสั่งให้พ้นสภาพแล้ว

ฟังความ 2 มุม เจ้าของร้าน-ลูกค้า เปิดศึกเดือดชกต่อย ขับรถพุ่งชน ปมจอดรถ

เหตุการณ์วุ่นวายที่อยุธยาเมื่อไม่นานมานี้กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลมีเดีย เมื่อคลิปวิดีโอการทะเลาะวิวาทระหว่างเจ้าของร้านอาหารกับลูกค้าถูกแชร์กระจาย โดยปมเริ่มต้นจากเรื่องจอดรถธรรมดาๆ แต่บานปลายจนถึงขั้นชกต่อยและขับรถพุ่งชนกันดุเดือด วันนี้เราจะมาฟังความ 2 มุม จากทั้งสองฝ่าย เพื่อทำความเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดให้ชัดเจน

ฟังความ 2 มุม เจ้าของร้าน-ลูกค้า เปิดศึกเดือดชกต่อย ขับรถพุ่งชน ปมจอดรถ

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 บริเวณร้านอาหารริมถนนอยุธยา-เสนา ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร.ต.อ.สามารถ รักษาสัตย์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทที่มีการใช้รถยนต์พุ่งชนกัน เจ้าหน้าที่รีบประสานสายตรวจไปควบคุมสถานการณ์ทันที

จากคลิปวิดีโอที่พลเมืองดีบันทึกไว้ ชายสองคนกำลังโต้เถียงและชกต่อยกันอย่างดุเดือด ก่อนที่รถยนต์สองคันจะพุ่งชนและถอยชนกัน สร้างเสียงดังสนั่น กลุ่มคนพยายามเข้าไปห้ามปราม แต่สถานการณ์ยังรุนแรงจนรถทั้งสองคันพุ่งไปชนเสาไฟฟ้าที่ริมถนน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก

คลิปเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทปมจอดรถ

ที่เกิดเหตุ พบเศษชิ้นส่วนรถยนต์กระจัดกระจาย โดยรถโตโยต้าสีขาวทะเบียนอยุธยา ซึ่งเป็นรถของเจ้าของร้าน มีด้านหน้าพังยับเยิน ส่วนที่สถานีตำรวจ พบรถนิสสันสีดำทะเบียนอยุธยา สภาพด้านขวา ประตูคนขับ และท้ายรถเสียหาย กระจกหลังแตกทะลุ และภายในรถมีก้อนอิฐตัวหนอนขนาดใหญ่ พร้อมถุงลมนิรภัยที่ทำงานแล้ว

รถยนต์เสียหายจากเหตุพุ่งชน

มุมมองจากฝ่ายลูกค้า: ความกังวลเรื่องความปลอดภัย

นายยศศักดิ์พล อายุ 32 ปี ผู้สวมเสื้อสีแดง ซึ่งเป็นเจ้าของรถนิสสันคันสีดำ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความ เขาเล่าว่า ตนเองพาครอบครัวทั้งพ่อแม่ ภรรยา ลูกชายวัย 8 เดือน ลูกสาววัย 12 และ 15 ปี มาทานอาหารที่ร้านดังกล่าว ขณะที่กำลังจอดรถและเตรียมนำรถเข็นเด็กออกจากท้ายรถ จู่ๆ เจ้าของร้านก็ขับรถเข้ามาใกล้ๆ เขาจึงรีบเตือนให้ระวังเพราะกลัวเกิดอันตรายกับเด็กๆ แต่กลับกลายเป็นปากเสียงรุนแรง จนคนในร้านออกมาทะเลาะวิวาทกัน

เหตุการณ์นี้ทำให้ครอบครัวของนายยศศักดิ์พลหวาดกลัวและเสียหายทั้งทางกายและใจ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย นี่คือมุมมองหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัยของลูกค้าเมื่อมาใช้บริการร้านอาหาร

ฝ่ายลูกค้าเล่าเหตุการณ์

มุมมองจากฝ่ายเจ้าของร้าน: การช่วยเหลือที่เข้าใจผิด

ส่วนนายเหนือ อายุ 27 ปี ผู้สวมเสื้อสีดำ ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน เล่าว่า ตนเองกำลังขับรถเข้ามาจอดที่ร้าน แล้วเห็นรถของลูกค้าจอดเฉียงๆ ไม่ตรงตามปกติ จึงเรียกนายต๊ะ อายุ 33 ปี เพื่อมาช่วยถอยรถให้เข้าที่ ขณะนั้นลูกค้าลงจากรถและกำลังเดินเข้าห้องอาหารแล้ว รถของร้านมีกล้องหลังและมีคนคอยดู จึงไม่น่าจะเกิดอันตราย

แต่ลูกค้ากลับเข้ามาต่อว่าเรื่องการขับรถ ทำให้เกิดการโต้เถียงและท้าทายกัน พ่อของนายเหนือซึ่งสวมเสื้อสีส้ม ออกมาพูดคุยเพื่อไกล่เกลี่ย แต่กลับถูกทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส ต้องนำส่งโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา และเตรียมย้ายไปโรงพยาบาลบางปะกอกในกรุงเทพฯ โดยมีรอยถูกของแข็งทุบที่หน้าอก นายเหนือยืนยันว่าตนและพ่อป้องกันตัวเองเท่านั้น

เจ้าของร้านให้การ

นายต๊ะ ผู้ช่วยถอยรถเสริมว่า รถของตนมีกล้องมองหลังและมีคนคอยเฝ้า ไม่น่าจะอันตราย และร้านต้องดูแลลูกค้าอยู่แล้ว แต่ชายเสื้อแดงกลับลงมาต่อว่าเรื่องการถอยรถ จนเกิดปากเสียง จากนั้นชายสูงอายุเข้ามาท้าทาย พ่อของนายเหนือออกมาพูด แต่กลายเป็นชุลมุนตามที่เห็นในคลิป

การสอบสวนคู่กรณี

ฟังความ 2 มุม เจ้าของร้าน-ลูกค้า เปิดศึกเดือดชกต่อย ขับรถพุ่งชน ปมจอดรถ นี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาเล็กๆ เรื่องจอดรถสามารถบานปลายได้หากขาดการสื่อสารที่ดี พนักงานประกันภัยจากทั้งสองฝ่ายได้มาตรวจสอบสภาพรถและบันทึกหลักฐานแล้ว ขณะที่ตำรวจกำลังสอบสวนพยานทุกคนเพื่อหาความผิดและผู้ก่อเหตุ รวมถึงรอผลตรวจอาการบาดเจ็บเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเจ้าของร้านและลูกค้าทุกคน ว่าควรควบคุมอารมณ์และใช้การพูดคุยแก้ปัญหาแทนความรุนแรง หากคุณเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขยิ่งขึ้น

ที่มา – ฟังความ 2 มุม เจ้าของร้าน-ลูกค้า เปิดศึกเดือดชกต่อย ขับรถพุ่งชน ปมจอดรถ

นักวิ่งหญิงล้มเสียชีวิต: เพจดังไขข้อสงสัย

ข่าวเศร้าสะเทือนใจ นักวิ่งหญิงล้มฟุบเสียชีวิต เหลืออีกเพียง 1 กิโลเมตรจะถึงเส้นชัย ทำให้เกิดคำถามมากมาย หนึ่งในนั้นคือ การวิ่งทำให้หัวใจแข็งแรง แต่ทำไมนักวิ่งหัวใจล้มเหลวบ่อย เพจดังจึงออกมาไขข้อสงสัยในประเด็นนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 ในงานวิ่งที่จัดขึ้น ณ จังหวัดนครพนม โดยมีการปล่อยตัวนักวิ่งตั้งแต่เวลา 04.00 น. มีเจ้าหน้าที่กู้ชีพ กู้ภัย และทีมแพทย์คอยอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่

ท่ามกลางนักวิ่งกว่า 2,000 คน นางวัชรา อายุ 45 ปี ผู้ช่วยพยาบาลจากจังหวัดสกลนคร ได้เข้าร่วมการแข่งขันระยะ 20 กิโลเมตร พร้อมกับเพื่อนร่วมทีมอีก 9 คน เส้นทางการวิ่งเลียบริมฝั่งแม่น้ำโขง แต่ก่อนจะถึงเส้นชัยเพียง 1 กิโลเมตร บริเวณหน้าสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดนครพนม นางวัชราเกิดอาการหน้ามืดล้มลงหมดสติ เจ้าหน้าที่พยาบาลรีบเข้าช่วยเหลือทำ CPR แต่ไม่เป็นผล และได้นำส่งโรงพยาบาลนครพนมอย่างเร่งด่วน ทว่านางวัชราได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา แพทย์สันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

พี่ชายของผู้เสียชีวิตเผยว่า น้องสาวมีโรคประจำตัวคือไทรอยด์ แต่ทานยาสม่ำเสมอ และเดินทางมาพักผ่อนที่โรงแรมในตัวเมืองนครพนมก่อนวันงาน แต่อาจพักผ่อนไม่เพียงพอเนื่องจากเพิ่งเดินทางกลับจากการไปส่งลูกที่กรุงเทพฯ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการวิ่งกับสุขภาพหัวใจ โดยมีผู้ตั้งคำถามว่า “การวิ่งทำให้หัวใจแข็งแรง แต่ทำไมถึงมีข่าวว่านักวิ่งหัวใจล้มเหลวบ่อยจัง”

การวิ่งทำให้หัวใจแข็งแรง แต่ทำไมนักวิ่งหัวใจล้มเหลวบ่อย?

เพื่อตอบข้อสงสัยนี้ แฟนเพจ Drama-addict โดย นพ.วิทวัส ศิริประชัย ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ แต่การออกกำลังกายที่หนักและนานเกินไปก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน

มีการเก็บข้อมูลในช่วงปี 2010-2023 จากนักวิ่ง 29.3 ล้านคน พบว่ามีเหตุการณ์หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเกิดขึ้น 176 ครั้ง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว หรือที่เรียกว่า Athlete’s Heart

Athlete’s Heart คืออะไร?

Athlete’s Heart เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจปรับตัวเพื่อรองรับการทำงานของร่างกายในระหว่างการออกกำลังกายที่หนักและยาวนาน เช่น การวิ่งมาราธอน การปรับตัวนี้อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเต้นผิดจังหวะและนำไปสู่การเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม ภาวะหัวใจโตจากการออกกำลังกายนี้สามารถกลับมาเป็นปกติได้ เพียงแค่ปรับลดการออกกำลังกายลง หัวใจก็จะค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม

โดยทั่วไปแล้ว เราแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหนักและนานเกิน 1 ชั่วโมงติดต่อกัน ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเพื่อเฝ้าระวังภาวะหัวใจโต

ดังนั้น แม้ว่าการวิ่งจะเป็นกีฬาที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ แต่การวิ่งที่มากเกินไป หรือการไม่ใส่ใจสัญญาณเตือนของร่างกาย ก็อาจนำมาซึ่งอันตรายได้ การรู้จักประมาณตนเองและปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การวิ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพอย่างแท้จริง ไม่ใช่ภัยเงียบที่คร่าชีวิต

การวิ่งทำให้หัวใจแข็งแรง แต่ทำไมถึงมีข่าวว่านักวิ่งหัวใจล้มเหลวบ่อย คำถามนี้กระตุ้นให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกายอย่างพอดี และการดูแลสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา – เพจดังไขข้อสงสัย หลังมีข่าวสลด นักวิ่งหญิงล้มฟุบเสียชีวิต เหลืออีก 1 กม. ถึงเส้นชัย

Scroll to top