คณะรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่อยุธยา เปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3 หมื่นล้าน ลดต้นทุนเกษตรกร

เชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรหลายคนกำลังรอคอยข่าวดีเรื่องการลดต้นทุนการผลิต ล่าสุดมีข่าวอัปเดตว่านายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่อยุธยา เปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3 หมื่นล้าน ลดต้นทุนเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรไทยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำและก้าวข้ามปัญหาต้นทุนสูงที่สะสมมานานครับ

นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่อยุธยา เปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3 หมื่นล้าน ลดต้นทุนเกษตรกร

ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะเดินทางไปที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นประธานเปิดโครงการที่น่าสนใจมาก โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พยายามดึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้โดรนเพื่อการเกษตรหรือการบริหารจัดการปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอนว่าหัวใจสำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือการประกาศใช้มาตรการนายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่อยุธยา เปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3 หมื่นล้าน ลดต้นทุนเกษตรกร อย่างเป็นทางการครับ

รายละเอียดโครงการและประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ

สำหรับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งนี้ มีความน่าสนใจหลายประการ ดังนี้ครับ:

  • วงเงินกู้ยืม: รัฐบาลจัดเตรียมวงเงินรวมถึง 30,000 ล้านบาท โดยให้กู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท
  • การสนับสนุนจากรัฐ: รัฐบาลช่วยรับภาระดอกเบี้ยให้ 3% ทำให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปีเท่านั้น
  • ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจ: รองรับพืชเศรษฐกิจหลักถึง 7 ชนิด
  • การพัฒนาทักษะ: ผู้กู้ต้องผ่านการอบรม Reskill/Upskill เพื่อปรับตัวเข้าสู่เกษตรยุคใหม่

การที่นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่อยุธยา เปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3 หมื่นล้าน ลดต้นทุนเกษตรกร ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการให้เงินกู้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยได้เรียนรู้การใช้สมาร์ทฟาร์มมิ่งที่ยั่งยืนอีกด้วย

ความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาสังคม

นอกจากงานด้านการเกษตรแล้ว ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ท่านนายกรัฐมนตรียังมีภารกิจประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการครบวงจร ถือเป็นการบริหารเวลาที่จัดการปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมๆ กันเลยครับ

ในมุมมองของผม โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้จริง โดยเฉพาะการกำหนดให้มีการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะ เพราะความรู้คืออาวุธที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับเกษตรกรไทยครับ หวังว่าพี่น้องที่สนใจจะรีบตรวจสอบสิทธิ์ผ่าน ธ.ก.ส. ใกล้บ้านท่านนะครับ

ที่มา – นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่อยุธยา เปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3 หมื่นล้าน ลดต้นทุนเกษตรกร

ครม.ไฟเขียวขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ถึง 30 มิ.ย.2570

เชื่อว่าใครที่กำลังวางแผนซื้อบ้านหรือคอนโด คงได้ลุ้นกันตัวโก่งใช่ไหมครับว่ามาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จะไปต่อไหม? ล่าสุดมีข่าวดีมาฝากแล้วครับ เพราะ ครม.ได้มีมติเห็นชอบให้ขยายเวลามาตรการครม.ไฟเขียวขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ถึง 30 มิ.ย.2570 ออกไปอีกยาวๆ เพื่อช่วยให้คนไทยมีบ้านเป็นของตัวเองได้ง่ายขึ้นและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายก้อนโตไปได้เยอะเลยครับ

เหตุผลที่ ครม.ไฟเขียวขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ถึง 30 มิ.ย.2570

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับผู้ซื้อรายย่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อได้ครับ โดยมาตรการนี้จะครอบคลุมทั้งบ้านมือหนึ่งและมือสอง ทำให้ตลาดอสังหาฯ เกิดความคล่องตัว หลายคนที่เคยชะลอการตัดสินใจไว้เพราะกังวลเรื่องค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง สามารถกลับมาวางแผนซื้อบ้านได้ด้วยความมั่นใจมากขึ้นครับ

รายละเอียดมาตรการลดค่าธรรมเนียมที่คุณควรรู้

สำหรับมาตรการที่รัฐบาลประกาศออกมานั้น จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ครับ:

  • ลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ เหลือเพียง 0.01% (จากปกติ 2%)
  • ลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ เหลือเพียง 0.01% (จากปกติ 1%)
  • มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

มาตรการข้างต้นครอบคลุมที่อยู่อาศัยแบบไหนบ้าง?
มาตรการนี้จัดเต็มให้ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์ หรือแม้แต่ห้องชุดคอนโดมิเนียม โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ต้องไม่เกิน 7 ล้านบาทต่อสัญญา ซึ่งถือว่าครอบคลุมที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ในตลาดปัจจุบันได้เป็นอย่างดีเลยครับ

หากคุณกำลังมองหาบ้านหรือคอนโดในช่วงปีสองปีนี้ อย่าลืมเช็คเงื่อนไขและเตรียมเอกสารให้พร้อมนะครับ เพราะการใช้สิทธิ์ตามครม.ไฟเขียวขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ถึง 30 มิ.ย.2570 นี้ จะช่วยให้คุณเซฟเงินในกระเป๋าไปได้หลักหมื่นหลักแสนบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำไปแต่งบ้านสวยๆ หรือสำรองเป็นค่าผ่อนบ้านในระยะยาวได้สบายๆ ครับ นับเป็นโอกาสดีที่พลาดไม่ได้จริงๆ สำหรับใครที่พร้อมจะมีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง

ที่มา – ครม.ไฟเขียวขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ถึง 30 มิ.ย.2570

ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570

ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570 อย่างเป็นทางการแล้ว

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับความคืบหน้าล่าสุดที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบต่อวาระสำคัญ นั่นก็คือ ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570 เพื่อเตรียมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดว่ารัฐบาลมุ่งเน้นความโปร่งใสและพร้อมตอบทุกข้อซักถามในสภาฯ อย่างเต็มที่

รายละเอียดการโอนงบประมาณและงบประมาณปี 2570 ที่ต้องทราบ

สำหรับการอนุมัติงบประมาณในครั้งนี้ มีสาระสำคัญแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่ประชาชนควรทราบข้อมูล ดังนี้:

  • ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….: ซึ่งเป็นการโอนงบประมาณจำนวน 10,328 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 25 คน เพื่อตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด
  • ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570: วงเงินไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 72 คน เพื่อดูแลการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

การที่ ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570 ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศโดยตรง ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำชับให้รัฐมนตรีทุกท่านเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการอภิปรายในสภา เพื่อให้ประชาชนได้มั่นใจว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับเอกสารงบประมาณประกอบต่างๆ สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยตนเองผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงบประมาณ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างโปร่งใส ตามนโยบายการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากติดตามว่ากระบวนการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร อย่าลืมติดตามการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรตามกำหนดการที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570

หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ปมขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

สวัสดีครับพี่น้องเกษตรกรทุกท่าน วันนี้ผมอยากจะชวนมาคุยและทำความเข้าใจเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงเกษตรกรรม เกี่ยวกับกรณีที่หลายคนกำลังกังวลเรื่องการขยายเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครับ หลายท่านอาจจะเกิดคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องขยายเวลาไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ข่าวนี้ทำให้หลายคนกลัวว่าจะกระทบต่อราคาผลผลิตในประเทศ วันนี้เรามาไขข้อข้องใจเรื่อง หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ปมขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถึง 31 ส.ค. ย้ำเป็นกรอบเดิมตั้งแต่ปี 54 กันให้ชัดครับ

หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ปมขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถึง 31 ส.ค. ย้ำเป็นกรอบเดิมตั้งแต่ปี 54

ทางด้าน นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ประธาน กมธ.พาณิชย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลที่สำคัญมากครับ ท่านย้ำชัดเจนว่าเรื่องของการขยายเวลานำเข้านั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ที่จู่ๆ ก็คิดจะทำขึ้นมา แต่เป็นกรอบเวลาเดิมที่ปฏิบัติตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มายาวนานตั้งแต่ปี 2554 แล้วครับ โดยปกติแล้วปริมาณข้าวโพดในประเทศผลิตได้ประมาณ 5 ล้านตัน แต่โรงงานอาหารสัตว์มีความต้องการสูงถึง 9 ล้านตันต่อปี ดังนั้นการนำเข้าจึงเป็นไปเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดแคลนนั่นเองครับ

ข้อเท็จจริงเรื่องกรอบเวลาที่คุณต้องรู้

สำหรับการนำเข้าในกรอบเวลาเดิมคือ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม ของทุกปีนั้น มีเหตุผลสำคัญคือ:

  • เพื่อรองรับความต้องการของโรงงานอาหารสัตว์ในช่วงที่ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ
  • มีการตกลงกันว่าต้องซื้อผลผลิตภายในประเทศจากเกษตรกรให้หมดเสียก่อน
  • การขยายเวลานำเข้าถึง 31 สิงหาคม 2569 จึงเป็นเพียงการใช้กรอบเวลาปกติ ไม่ใช่การขยายเพิ่มพิเศษแต่อย่างใด

หลายคน หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ปมขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถึง 31 ส.ค. ย้ำเป็นกรอบเดิมตั้งแต่ปี 54 จนนำไปสู่การตัดสินใจเปลี่ยนพืชที่จะปลูก เช่น หันไปปลูกอ้อยแทน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาดในอนาคตได้ ทางประธาน กมธ. ได้ยืนยันว่า หากปีใดมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วขึ้น จะมีการเสนอให้ลดระยะเวลาการนำเข้าทันทีเพื่อปกป้องราคาให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยแน่นอนครับ

ผมอยากให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังพยายามรักษาความสมดุลของพืชผลทางการเกษตร และติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์สูงสุดครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีข่าวที่ทำให้เสียเปรียบเพราะนี่คือการรักษากรอบกติกาเดิมที่มีมานานกว่าทศวรรษครับ

ที่มา – หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ปมขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถึง 31 ส.ค. ย้ำเป็นกรอบเดิมตั้งแต่ปี 54

ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายลำดับรอง 7 พันกว่าฉบับ ลดอุปสรรคลงทุน

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องการแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ การปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมายถือเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลให้ความสนใจ ล่าสุด รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ได้ประกาศเดินหน้าภารกิจสำคัญในการ ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายลำดับรอง 7 พันกว่าฉบับ ลดอุปสรรคลงทุน เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการประกอบธุรกิจและกระตุ้นการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง

ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายลำดับรอง 7 พันกว่าฉบับ ลดอุปสรรคลงทุน อย่างไร?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องโฟกัสไปที่กฎหมายลำดับรอง แทนที่จะเป็น พ.ร.บ. หลัก? คำตอบคือจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่ากฎหมายหลักมักไม่ได้เป็นอุปสรรคมากนัก แต่ปัญหาที่แท้จริงไปกองอยู่ที่กฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ กว่า 7,600 ฉบับ ซึ่งมีความซับซ้อนและเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก การที่ ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายลำดับรอง 7 พันกว่าฉบับ ลดอุปสรรคลงทุน จึงถือเป็น Quick Win ที่เห็นผลเร็วและเป็นรูปธรรมที่สุด

ก้าวต่อไปของการปฏิรูปกฎหมายไทย

แนวทางการทำงานแบ่งออกเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน โดยการร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อคัดกรองกฎระเบียบที่เป็นปัญหาและไม่ทันสมัยออกไป การดำเนินงานนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม กรอ. และ ครม. ต่อไป โดยมีสำนักงาน ก.พ.ร. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งความคืบหน้านี้จะช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้มากขึ้น

  • ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนในกฎกระทรวงต่างๆ
  • ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบให้ทันต่อสถานการณ์โลก
  • เพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย

การดำเนินการครั้งนี้นับเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่ผู้ประกอบการเผชิญ หากการแก้ไขกฎหมายกว่า 7,000 ฉบับนี้สำเร็จลงได้จริง จะเป็นการเปิดประตูโอกาสครั้งใหญ่ให้กับนักลงทุน ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดไว้ การสนับสนุนความสะดวกในการทำธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะถ้ากฎหมายไม่เป็นคอขวด อีกไม่นานเราคงได้เห็นเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนในประเทศมากขึ้นอย่างแน่นอน ทุกภาคส่วนจึงควรร่วมมือกันเพื่อผลักดันให้การแก้ไขนี้เกิดขึ้นจริงและยั่งยืนครับ

ที่มา – “ปกรณ์” ลุยแก้กฎหมายลำดับรอง 7 พันกว่าฉบับ เป็นควิกวิน ลดอุปสรรคการลงทุน

อนุทินบอกคุยไชยชนกทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับสถานการณ์ภายในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มีกระแสดราม่าถาโถมเข้ามาไม่หยุด ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงประเด็น อนุทินบอกคุยไชยชนกทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี โดยยืนยันว่าทุกอย่างยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

อนุทินบอกคุยไชยชนกทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี

นายอนุทินเน้นย้ำชัดเจนว่า ตนเองกับคุณไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย คุยกันทุกวัน ปรึกษาหารือกันในทุกเรื่อง ดังนั้นประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นภายนอกจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือทำงานให้เป็นรูปธรรม

มุมมองต่อการทำงานของรัฐมนตรีภายใต้กระแสสังคม

สำหรับประเด็นเรื่อง KPI ของคณะรัฐมนตรี นายอนุทินมองว่าเรื่อง อนุทินบอกคุยไชยชนกทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทุ่มเททำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยท่านย้ำว่าตนเองดูภาพรวมการทำงานของทุกคน หากใครที่เก่งแต่ขาดความตื่นตัวในการแก้ปัญหา ก็จำเป็นต้องกลับมาปรับปรุงตัวกันใหม่

  • ไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีในขณะนี้ ทุกคนยังทำงานได้ดี
  • การทำงานต้องยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
  • เน้นการสื่อสารผลงานให้ถึงมือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายอนุทินยังกล่าวทิ้งท้ายถึงการดำเนินงานในกระทรวงดีอีว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นการยกระดับศักยภาพของประชาชนและนักศึกษาให้เข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะยาว มากกว่าจะไปโฟกัสกับดราม่าที่ไม่มีสาระสำคัญ

หากจะพูดให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด การบริหารประเทศไม่ใช่การวัดผลตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือการ ‘ตื่นตัว’ ต่อปัญหาและพร้อมแก้ไขให้กับประชาชนในทันทีครับ สำหรับใครที่กำลังมองหาความชัดเจนทางการเมือง อย่าลืมติดตามกันต่อไปว่าจะมีนโยบายอะไรใหม่ๆ ออกมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของเราให้ก้าวหน้ากันบ้าง

ที่มา – “อนุทิน” บอกคุย “ไชยชนก” ทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี มั่นใจสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์ต่อ ปชช.

ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา”

ข่าวใหญ่สำหรับชาวกระบี่และนักท่องเที่ยวทั่วไทย ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาคอขวดของการเดินทางและยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นครับ

โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา คือความหวังใหม่ของชาวกระบี่

หลายคนที่เคยไปเที่ยวเกาะลันตาอาจจะเคยประสบปัญหาการรอคิวลงแพขนานยนต์ ซึ่งทำให้เสียเวลาในการเดินทางค่อนข้างมาก โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตาจึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมการขนส่งในจังหวัดกระบี่ โดยโครงการนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างครบถ้วน ทั้งสะพานขึงและโครงสร้างที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะกลางกับเกาะลันตาน้อย ทำให้การสัญจรเชื่อมถึงกันได้สะดวกรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ความคืบหน้าล่าสุดของการดำเนินโครงการ

หลังจากที่ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” ทางกรมทางหลวงชนบทก็พร้อมที่จะเดินหน้างานก่อสร้างทันที โดยโครงการนี้ครอบคลุมระยะทางกว่า 2.5 กิโลเมตร ใช้งบประมาณกว่า 1,800 ล้านบาท ทั้งนี้ ทางรัฐบาลยืนยันว่าจะมีการปฏิบัติตามมาตรการสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยจะปลูกป่าทดแทนกว่า 20 เท่าของพื้นที่ที่เสียไป เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่าชายเลนเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

นอกเหนือจากเรื่องของความสะดวกสบาย โครงการนี้ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าขายในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล เพราะเมื่อการขนส่งสินค้าและการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวทำได้ง่าย จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น และช่วยให้ชาวบ้านในท้องถิ่นมีรายได้หมุนเวียนมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ในส่วนของมาตรการชดเชยด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดให้มีการติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจได้ว่าการพัฒนาในครั้งนี้จะมาพร้อมกับการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ใส่ใจธรรมชาติไปพร้อมกันครับ

โดยสรุปแล้ว การที่ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการปลดล็อกปัญหาการจราจรบนเกาะเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับจังหวัดกระบี่ ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญที่น่าชื่นชมครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา”

จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” คุมร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” คุมร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของการวางรากฐานเศรษฐกิจไทย กับการประชุมที่มีการ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานแทน เพื่อขับเคลื่อนแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้เดินหน้าตามกำหนดการ

รายละเอียดและทิศทางงบประมาณปี 2570

สาระสำคัญของการประชุมในวันนี้ คือการที่สำนักงบประมาณเตรียมเสนอรายงานผลการรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ ครม. เห็นชอบข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 ก่อนจะส่งพิมพ์เป็นเล่มเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สภาฯ ต่อไป สำหรับรายละเอียดของ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน มีสัดส่วนที่น่าสนใจดังนี้:

  • รายจ่ายประจำอยู่ที่ 2,786,367 ล้านบาท คิดเป็น 73.6% ของวงเงินรวม
  • รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ 789,171 ล้านบาท
  • รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีสัดส่วน 4% ของงบรวม
  • เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลลดลงจากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 788,000 ล้านบาท

การดำเนินการตามวาระ จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แม้ในยามที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ทั้งนี้ยังมีการพ่วงพิจารณา พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 เข้ามาเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ปัจจุบันให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

ถือเป็นก้าวสำคัญที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการกำหนดทิศทางการเติบโตของประเทศในระยะยาว หากร่างนี้ผ่านการเห็นชอบในขั้นตอนต่อไป เราน่าจะได้เห็นการเบิกจ่ายงบประมาณที่ส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม เราต้องเฝ้าระวังการปรับลดสัดส่วนงบลงทุนที่กระชับขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขยายตัวทาง GDP ของไทยในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่มา – จับตา ครม.นัดพิเศษ วันนี้ “พิพัฒน์” นั่งประธานตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า

เชื่อว่าหลายคนเคยเจอปัญหาซื้อของมาแล้วใช้งานไม่ได้ หรือมีตำหนิแต่ร้านไม่รับผิดชอบ บอกเลยว่าข่าวล่าสุดนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าดีใจมากครับ เพราะล่าสุด ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า เพื่อมายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้ชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น

ทำความรู้จัก ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า

การผลักดันกฎหมายฉบับนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่ปัจจุบันมักจะมีความคลุมเครือ โดยเฉพาะการซื้อของออนไลน์หรือสินค้าที่ตรวจพบความบกพร่องได้ยากในขณะส่งมอบ เมื่อ ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า แล้ว จะทำให้มาตรฐานการรับผิดของผู้ขายมีความชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่หรือร้านค้าทั่วไปก็ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานนี้

สรุปจุดเด่นของกฎหมายฉบับใหม่

  • บทสันนิษฐานความชำรุด: ช่วยผู้ซื้อได้มาก เพราะถ้าเจอจุดบกพร่องตามระยะเวลาที่กำหนด (เช่น สินค้าทั่วไป 6 เดือน รถยนต์ 1 ปี) กฎหมายจะมองว่าสินค้าชำรุดตั้งแต่ตอนส่งมอบเลย
  • สิทธิในการเปลี่ยนสินค้า: สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออิเล็กทรอนิกส์ หากเจอความชำรุดภายใน 14 วัน ผู้ซื้อมีสิทธิ์ขอเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ทันที
  • ความคุ้มครองรถยนต์: หากรถยนต์เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยและไม่สามารถซ่อมให้ใช้งานได้ ผู้ซื้อสามารถเปลี่ยนคันใหม่หรือเลิกสัญญาได้

หลายคนอาจสงสัยว่ากฎหมายนี้ครอบคลุมสินค้าอะไรบ้าง คำตอบคือใช้บังคับกับสัญญาซื้อขายทั่วไป รวมถึงการเช่าซื้อและไฟแนนซ์ แต่ต้องระวังไว้นิดนึงนะครับว่า กฎหมายฉบับนี้ ไม่ ครอบคลุมถึงสินค้ามือสองและสัตว์มีชีวิต

การที่ ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ในครั้งนี้ถือเป็นการอุดช่องว่างทางกฎหมายที่เคยมีมาในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิม ซึ่งมักจะให้รายละเอียดไม่เพียงพอเมื่อเจอกับสินค้าที่มีเทคโนโลยีซับซ้อนในปัจจุบัน ต่อไปนี้ผู้ขายจะต้องมีความรับผิดชอบที่เข้มงวดมากขึ้น และผู้ซื้อเองก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเองหากสินค้าที่ซื้อมาไม่ได้มาตรฐาน

ในฐานะผู้บริโภค ผมมองว่านี่คือก้าวสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการซื้อขายสินค้าในไทย ช่วยลดภาระและเวลาที่ต้องไปเสียในการเรียกร้องสิทธิ์ ช่วยให้การช้อปปิ้งออนไลน์หรือการเดินห้างซื้อของเข้าบ้านมีความมั่นใจมากขึ้น ใครที่ชอบมีปัญหาซื้อของแล้วเข้าศูนย์ซ่อมรอนาน กฎหมายนี้น่าจะเข้ามาตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีครับ

ที่มา – ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า

Scroll to top