คณะรัฐมนตรี

“เท้ง” นำประชุม ครม.เงา จี้ 3 เรื่องด่วน

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันครับ “เท้ง” นำประชุม ครม.เงา พรรคประชาชน จี้รัฐบาลเร่งเคาะ 3 เรื่องด่วนในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญมากของพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” หัวหน้าพรรค ที่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการผลักดันนโยบายเพื่อประชาชน ถ้าพลาดไม่ได้เลยนะครับ เพราะเรื่องเหล่านี้สัมพันธ์กับอนาคตของเราโดยตรง

“เท้ง” นำประชุม ครม.เงา พรรคประชาชน จี้รัฐบาลเร่งเคาะ 3 เรื่องด่วนในสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้นำทีมประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ของพรรคประชาชน โดยมีวาระสำคัญคือการเรียกร้องให้ “ครม.อนุทิน” ซึ่งเป็นรัฐบาลปัจจุบัน เร่งตัดสินใจใน 3 เรื่องเร่งด่วนภายในสัปดาห์นี้เลยครับ เหตุผลคือเส้นตายใกล้เข้ามาแล้ว หากช้าไปอาจทำให้ทุกอย่างล้มเหลวและต้องเริ่มใหม่หมด ซึ่งจะเสียเวลาและโอกาสของประชาชนมหาศาล

เรื่องที่ 1: ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ทั้ง 2 ฉบับ

เรื่องแรกที่ “เท้ง” จี้หนักสุดคือ การยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ทั้งฉบับของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนให้กลับเข้าสภา ก่อนวันที่ 14 พฤษภาคม ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้าย หลังจากครม.เคยมีมติไม่ยืนยันร่างมาตรา 256 ทำให้ตกไปตามมาตรา 147 ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด นี่คือโอกาสทองที่รัฐบาลต้องแสดงความจริงจังในการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงเคยลงประชามติเห็นชอบให้จัดทำรธน.ใหม่แล้ว ถ้าปล่อยให้หลุดไป จะเป็นการไม่เคารพเจตจำนงประชาชนชัดๆ ครับ การแก้หมวดนี้จะช่วยปฏิรูประบบเลือกตั้งและกกต.ให้โปร่งใสยิ่งขึ้น

เรื่องที่ 2: ออกกฎกระทรวงรับรองสูตร CARE สำหรับบำนาญชราภาพ

เรื่องที่สองคือกฎกระทรวงรับรองสูตรคำนวณบำนาญแบบ CARE (Career Average Revalued Earnings) ซึ่งกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า ยื่นหนังสือถึงนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เมื่อ 23 เมษายน และขอให้ออกภายใน 15 วัน ท่านรมว.รับปากแล้วว่าจะเร่งทำ แต่ผ่านไป 2 สัปดาห์ยังเงียบ สูตร CARE นี้ดีกว่าสูตรเดิมมาก เพราะคำนวณจากรายได้เฉลี่ยตลอดอาชีพ ปรับตามเงินเฟ้อ ทำให้ผู้ประกันตนหลายล้านคนได้บำนาญที่ยุติธรรมกว่า นี่คือสิทธิที่ลูกหลานเรารอคอย ถ้ารัฐบาลไม่เคาะเร็วๆ จะเสียใจทีหลังนะครับ

เรื่องที่ 3: ดึง 7 ร่างกฎหมายสำคัญเข้าสภาก่อน 12 พฤษภาคม

สุดท้าย เรื่องที่สามคือ 7 ร่างกฎหมายของพรรคประชาชนที่ค้างจากสภาชุดก่อน ครม.ต้องยืนยันภายใน 12 พฤษภาคม มิฉะนั้นตกหมด ต้องเริ่มใหม่ ร่างเหล่านี้ครอบคลุมหลายด้านที่ประชาชนเดือดร้อน ลองดูรายชื่อครับ:

  • พ.ร.บ. PRTR: เปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบโรงงานได้
  • พ.ร.บ.โรงงาน: ควบคุมโรงงานก่อมลพิษสูง ด้วยใบอนุญาตรายปีและประกันสิ่งแวดล้อม
  • พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า: ช่วยเหลือผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากนโยบายทวงคืนป่า
  • พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน: ปรับชั่วโมงทำงานและวันลาให้มาตรฐานสากล ลดการเอารัดเอาเปรียบ
  • พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร: ปฏิรูปศาลทหาร ขยายสิทธิฟ้องคดีของประชาชน
  • พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา: เพิ่มบทบาทครูในการตัดสินใจด้านการศึกษา
  • พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา: ยกระดับสิทธิประโยชน์ครู

ร่างกฎหมายเหล่านี้หากผ่าน จะเปลี่ยนชีวิตคนไทยในหลายวงการ ไม่ว่าจะสิ่งแวดล้อม สิทธิแรงงาน หรือการศึกษา

โดยสรุปแล้ว การที่ “เท้ง” นำประชุม ครม.เงา พรรคประชาชน จี้รัฐบาลเร่งเคาะ 3 เรื่องด่วนในสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนไม่ได้แค่นั่งรอ แต่ลงมือผลักดันจริงจัง ในฐานะประชาชน เราเห็นด้วยมาก เพราะเรื่องเหล่านี้คืออนาคตของชาติ ถ้าคุณเห็นด้วย ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากเราได้เลยครับ จะมีคืบหน้าอย่างไร รอฟังนะ!

ที่มา – “เท้ง” นำประชุม ครม.เงา พรรคประชาชน จี้รัฐบาลเร่งเคาะ 3 เรื่องด่วนในสัปดาห์นี้

ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว นายกฯ ให้คำมั่นเพื่อประชาชน

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนี้คือ ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างชัดเจนว่าจะนำเงินกู้จำนวน 400,000 ล้านบาทไปใช้เพื่อประชาชนเท่านั้น โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลั่นไม่มีเกี้ยเซียะแม้แต่น้อย การกู้เงินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนของประเทศ

ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว: รายละเอียดและความคืบหน้า

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 เวลา 18.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการออกร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน โดยยืนยันว่าได้ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้วเรียบร้อย จากนี้จะนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา และตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อให้ทุกโครงการที่ขอรับงบประมาณต้องผ่านการพิจารณาอย่างเข้มงวด ตรงตามวัตถุประสงค์ และอยู่ในความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีเอง

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงิน

คำมั่นสัญญาจากนายกฯ: เพื่อประชาชนเท่านั้น ไม่มีเกี้ยเซียะ

“ผมขอเรียนย้ำว่าผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่เพิ่งลงนามใน พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นเงินกู้นี้ทุกบาททุกสตางค์ผมต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ไม่ให้มีการรั่วไหลใด ๆ เลย ต้องขอให้เชื่อ เป็นสิ่งที่ในชีวิตต้องทำ และมีความยินดีมีความเต็มใจ มีความรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำ เพราะฉะนั้น 400,000 ล้านบาทนี้ ขอให้คำมั่นสัญญาเลยว่า ผมและคณะรัฐมนตรีทุกท่านเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดไม่ให้หลุดไปแม้แต่สตางค์แดงเดียว ไม่ให้กระเด็นแม้แต่เก๊เดียวที่จะหลุดไปในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ต้องไม่มีเกี้ยเซียะ และเพื่อประชาชนเท่านั้น” นายอนุทินกล่าวอย่างหนักแน่น

การให้คำมั่นครั้งนี้แสดงถึงความรับผิดชอบสูงสุดของรัฐบาลในการบริหารเงินภาษีอากาศของประชาชน โดยจะมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

ข้อดีของการกู้เงินสกุลบาท ดอกเบี้ยต่ำไร้ความเสี่ยง

นายกรัฐมนตรีชี้แจงถึงความกังวลจากสถาบันจัดอันดับเครดิตอย่างมูดีส์ว่า ไม่ต้องห่วง เพราะการกู้เงินครั้งนี้ใช้สกุลเงินบาททั้งหมด ทำให้ไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ต้องขยายเพดานหนี้ และช่วยสร้างสภาพคล่องให้สถาบันการเงิน โดยเงินกู้ไม่นับเป็นหนี้เสีย (NPL) ทำให้ไม่ต้องสำรองความเสี่ยงมาก

  • ดอกเบี้ยต่ำมาก: เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ถือว่าคุ้มค่ากว่ามาก
  • ไร้ความเสี่ยงแลกเปลี่ยน: กู้บาทล้วนๆ 安定สูง
  • ช่วยสภาพคล่องระบบการเงิน: ธนาคารปล่อยกู้รัฐได้โดยไม่เสี่ยง
  • เงินถึงประชาชนทันที: ไม่ใช่โครงการใหญ่ที่รอนาน 5-7 ปี แต่ช่วยลดต้นทุนชีวิต เพิ่มคุณภาพชีวิต

วิกฤตพลังงานในไทยช่วงที่ผ่านมา เช่น ราคาน้ำมันแพง ไฟฟ้าขึ้น ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก การกู้เงิน 4 แสนล้านนี้จะถูกนำไปใช้แก้ปัญหาโดยตรง เช่น สนับสนุนพลังงานทางเลือก ลดค่าไฟ ลดค่าน้ำมัน ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนอย่าง太陽能 ลม และชีวมวล ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นในระยะสั้น

ทำไมการลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว ถึงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การมีเม็ดเงินก้อนนี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญให้รัฐบาลสามารถเข้าไปแทรกแซงช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องรอ بودجهประจำปีที่อาจล่าช้า นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงศักยภาพของรัฐบาลในการบริหารจัดการวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากทำได้ตามคำมั่น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามการใช้เงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกบาทถึงผู้เดือดร้อนจริงๆ นี่คือโอกาสทองที่รัฐบาลจะพิสูจน์ตัวเอง

ความเห็นส่วนตัว: การให้คำมั่นแบบนี้จากนายกฯ อนุทิน ถือเป็นสัญญาณดีที่รัฐบาลใส่ใจประชาชนจริงจัง หากทำได้ตามที่พูด ไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้แน่นอน คุณล่ะคิดอย่างไร? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว นายกฯ ให้คำมั่น เพื่อประชาชนเท่านั้น ลั่น ต้องไม่มีเกี้ยเซียะ

ครม.รับทราบรายงานหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติครบหมวด 5

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวสำคัญที่เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อ ครม. รับทราบรายงาน หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองผู้บริโภค นี่เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรรู้ เพราะมันสัมพันธ์กับสิทธิของเราตรงๆ เลยนะ

ครม. รับทราบรายงาน หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5

วันที่ 5 พฤษภาคม 2567 (ในเนื้อหาต้นฉบับเป็น 2569 แต่คงพิมพ์ผิด น่าจะ 2567) รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ได้แถลงว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานจากผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.) ที่ชี้ว่าหน่วยงานรัฐหลายแห่งยังไม่ปฏิบัติตามหมวด 5 ให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องแนวทางการคุ้มครองและมาตรการเยียวยาผู้บริโภคแบบบูรณาการ

ครม. จึงสั่งให้สำนักนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นหัวหลัก ร่วมกับกระทรวงต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวและกีฬา เกษตรและสหกรณ์ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พาณิชย์ มหาดไทย สาธารณสุข อุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ ตำรวจ สภาองค์กรผู้บริโภค ไปพิจารณาข้อเสนอแนะ แล้วสรุปผลส่งให้ สลค. ภายใน 30 วัน เพื่อนำเข้าครม. ต่อไป นี่คือก้าวแรกที่สำคัญมาก!

ปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคในไทยปัจจุบัน

ย้อนกลับไป พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ได้วางรากฐานไว้ดีแล้ว ครอบคลุมเรื่องความปลอดภัย ข้อมูลข่าวสาร ความเป็นธรรมในสัญญา และชดเชยเสียหาย แต่ตอนนี้ยังมีปัญหาหลายมิติ เช่น โครงสร้างบริหารไม่คล่องตัว กฎหมายไม่ครอบคลุม ทรัพยากรและฐานข้อมูลขาดแคลน ทำให้ผู้บริโภคอย่างเรายังเดือดร้อนบ่อยๆ เช่น ซื้อของออนไลน์แล้วโดนโกง หรือสินค้าปลอมที่อันตราย

ข้อเสนอแนะสำคัญจากผู้ตรวจการแผ่นดิน

เพื่อแก้ปัญหา ผผ. เสนอแนวทางบูรณาการ 8 ข้อหลัก ดังนี้:

  • ปรับโครงสร้างคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งระดับชาติและภูมิภาค ให้ขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น
  • พัฒนาสคบ. เป็น One Stop Service บริการครบวงจรในที่เดียว สะดวกสุดๆ
  • จัดวาระแห่งชาติและจังหวัด พร้อมแผนงานและคู่มือมาตรฐาน
  • ระบบฐานข้อมูลและแจ้งเตือนภัย (Rapid Alert System) เพื่อเตือนภัยทันที
  • ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ให้เราช่วยกันเฝ้าระวัง
  • มาตรการคุ้มครองเยียวยาบังคับ ไม่ใช่แค่แนะนำ
  • หน่วยงานกลางเชื่อมข้อมูลร้องเรียน ทุกหน่วยงานแชร์ข้อมูล
  • สร้าง Smart Consumer ให้ผู้บริโภครู้เท่าทันกลโกง

ข้อเสนอเหล่านี้ถ้าทำได้จริง จะเปลี่ยนระบบคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้แข็งแกร่งขึ้นเยอะเลยครับ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ปัญหาเยอะแยะ ทั้งสินค้าปลอม ข่าวลวง บริการไม่เป็นธรรม

จากมุมมองผม นี่คือสัญญาณดีที่รัฐเริ่มจริงจังกับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องเร่งรัดหน่อย เพราะผู้บริโภคเดือดร้อนมานาน ถ้าสคบ. และหน่วยงานอื่นๆ ดำเนินการเร็ว ภายใน 30 วันตามกำหนด เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนแน่นอน

เพื่อนๆ ล่ะคิดยังไง? ถ้ามีปัญหาเรื่องผู้บริโภค ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ หรือแจ้ง สคบ. กันเถอะ สิทธิเราต้องปกป้องเองด้วยนะ! ติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ครม. รับทราบรายงาน หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5

ครม.รับลูก กสม.ทบทวนแลนด์บริดจ์ฟังชาวบ้าน

ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติสำคัญที่สะท้อนถึงความใส่ใจต่อสิทธิชุมชน เมื่อ ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน “แลนด์บริดจ์” โดยย้ำว่าต้องฟังเสียงชาวบ้านเพื่อตัดสินอนาคตโครงการนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ได้เผยรายละเอียดหลังการประชุมว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อให้โครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน (ชุมพร-ระนอง) สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่จริง

ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์

โครงการแลนด์บริดจ์เป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ เพื่อย่นระยะทางขนส่งสินค้าจากฝั่งอ่าวไทยไปยังทะเลอันดามัน ลดการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่กสม. ชี้ว่าต้องไม่ละเลยสิทธิชุมชน ข้อเสนอหลักคือให้ ฟังเสียงคนในพื้นที่ ทุกกลุ่มอาชีพ โดยสั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ลงพื้นที่ระนองและชุมพร เพื่อเช็กความต้องการจริง ก่อนลุยต่อ

ครม. จึงกำชับ สศช. นำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้เดิมมาพิจารณาร่วมกับความเห็นท้องถิ่น ไม่ใช่ยัดเยียดจากส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังมอบหมายกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพหลัก ประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และ สศช. ให้สรุปผลภายใน 30 วัน ส่งกลับสำนักเลขาธิการครม. เพื่อนำเสนอที่ประชุมครม. อีกครั้ง

ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์: ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้

  • สิทธิชุมชนเป็นหลัก: กสม. ย้ำสิทธิกำหนดเจตจำนงของประชาชนในพื้นที่ ต้องไม่ละเมิดวิถีชีวิต
  • ลงพื้นที่จริง: สศช. ต้องรับฟังทุกกลุ่ม เพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่
  • กรอบเวลา 30 วัน: เร่งรัดสรุปผล ไม่ให้โครงการล่าช้าแต่ต้องยั่งยืน
  • หน่วยงานร่วม: คมนาคมนำ ทส. มท. สศช. ช่วยวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม

โครงการนี้มีศักยภาพสูงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้จากการขนส่งสินค้าเกินแสนล้านบาทต่อปี ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และดึงดูดการลงทุนต่างชาติ แต่ชาวบ้านกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลน และการประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลัก การที่ ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์ จึงเป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก ว่าพร้อมพัฒนาแบบมีส่วนร่วม หากทำสำเร็จ แลนด์บริดจ์จะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของภาคใต้ สร้างงาน สร้างรายได้ แต่ต้องแก้痛点ของชาวบ้านให้ได้ เช่น การชดเชยที่ดิน การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการกระจายผลประโยชน์

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การทบทวนครั้งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงโครงการล้มเหลวจากคดีความหรือการประท้วง หากรัฐบาลฟังเสียงประชาชนจริง โครงการจะเดินหน้าด้วยความราบรื่น

สุดท้าย การพัฒนาต้องควบคู่สิทธิมนุษยชน รัฐบาลชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมรับฟัง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามอัปเดตโครงการแลนด์บริดจ์เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน “แลนด์บริดจ์” ย้ำต้องฟังเสียงชาวบ้านตัดสินอนาคต

รัฐบาลย้ำยกเลิก MOU 44 ใช้ UNCLOS คุ้มครองชาติ

รัฐบาลย้ำชัด การยกเลิก MOU 44 ไม่ได้หมายถึงการยุติการเจรจา แต่เป็นการยกระดับเครื่องมือสู่กรอบสากล UNCLOS เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันที่ 5 พฤษภาคม 2567 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ามีมติอนุมัติยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 44 ที่ลงนามเมื่อ พ.ศ. 2544 โดยจะปรับแนวทางการดำเนินการไปใช้กลไกภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นหลัก เพื่อให้การเจรจามีความชัดเจนและเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

เหตุผลหลักของการยกเลิก MOU 44

ตลอดระยะเวลาเกือบ 23 ปีที่ผ่านมา MOU 44 มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างร่วมมือกัน แต่ในความเป็นจริงยังไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าได้อย่างที่คาดหวัง ปัญหาหลักคือขาดกรอบที่ชัดเจนและมีระบบรองรับ รัฐบาลจึงตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เพื่อเปิดทางสู่แนวทางใหม่ที่ทันสมัยและยึดโยงกับกฎหมายสากล

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดย UNCLOS จะช่วยยกระดับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของไทยในพื้นที่ไหล่ทวีป ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซ และประมงที่สำคัญ

ประโยชน์ที่ได้จากการยกเลิก MOU 44 สู่ UNCLOS

  • กรอบชัดเจนและเป็นสากล: UNCLOS เป็นอนุสัญญาที่กว่า 160 ประเทศให้การรับรอง รวมทั้งไทยและกัมพูชา ทำให้การเจรจามีน้ำหนักทางกฎหมาย
  • ขั้นตอนแก้ไขข้อพิพาทที่ครบถ้วน: กำหนดให้ใช้การเจรจาเป็นหลัก หากล้มเหลวสามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหรืออนุญาโตตุลาการได้
  • ปกป้องผลประโยชน์ชาติ: ช่วยกำหนดเขตไหล่ทวีปอย่างเป็นธรรม ลดความเสี่ยงจากการอ้างสิทธิฝ่ายเดียวของกัมพูชา
  • เกิดผลเป็นรูปธรรม: ไม่ใช่แค่เอกสารทวิภาคี แต่มีกลไกติดตามผลและบังคับใช้

รัฐบาลได้แจ้งกัมพูชาในระดับไม่เป็นทางการแล้ว และจะตามด้วยการแจ้งอย่างเป็นทางการ พร้อมเชิญชวนใช้ UNCLOS ร่วมกัน นอกจากนี้ ยังเตรียมตั้งคณะกรรมการเทคนิคและกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินงานใหม่ให้เป็นระบบ

UNCLOS กับปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

UNCLOS หรือ United Nations Convention on the Law of the Sea เกิดขึ้นในปี 1982 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1994 เป็นกฎหมายทางทะเลที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่เขตทะเลอันราบรื่น เขตไหล่ทวีป ไปจนถึงทรัพยากรใต้ทะเล สำหรับไทย พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยครอบคลุมกว่า 20,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีศักยภาพสูงในด้านพลังงานและอาหาร

ในอดีต MOU 44 ช่วยลดความตึงเครียด แต่ไม่สามารถตกลงแบ่งเขตได้ สาเหตุมาจากการตีความที่ต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นไหล่ทวีป การหันมาใช้ UNCLOS จะช่วยให้มีหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และกฎหมาย เช่น การวัดจากเส้นฐาน และการเจรจาโดยอ้างอิงคณะกรรมาธิการไหล่ทวีป (CLCS) ของสหประชาชาติ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังย้ำว่าไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับกัมพูชา การยกเลิก MOU 44 จึงไม่ใช่การปิดประตู แต่เป็นการเปิดหน้าต่างสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ชาติอย่างมุ่งมั่น โดยใช้เครื่องมือสากลที่ทรงพลัง หากดำเนินการสำเร็จ จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คุณคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนผ่านนี้? มันจะช่วยแก้ปัญหาทะเลไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ กดติดตามช่องทางของเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมืองและต่างประเทศแบบเรียลไทม์!

ที่มา – รัฐบาลย้ำ ยกเลิก MOU 44 ไม่ใช่ยุติเจรจา ใช้กลไก UNCLOS ยกระดับคุ้มครองผลประโยชน์ชาติ

“สีหศักดิ์” ย้ำไม่ยุติเจรจา หลังกัมพูชาโวย UNCLOS

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยกำลังเป็นที่จับตา เมื่อ “สีหศักดิ์” ย้ำไม่ยุติเจรจา หลังกัมพูชาโวย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ยืนยันว่าจะชงเรื่องยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยปี พ.ศ. 2544 หรือ MOU 44 เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการแก้ปัญหายืดเยื้อมานาน

“สีหศักดิ์” ย้ำไม่ยุติเจรจา หลังกัมพูชาโวย

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา โดยยืนยันว่าเรื่องการยกเลิก MOU 44 จะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันนี้ และหลังจากนั้นจะมีการเปิดเผยรายละเอียดให้ทราบต่อไป แม้กัมพูชาจะแสดงท่าทีไม่พอใจและโวยวาย แต่ไทยย้ำชัดเจนว่า การยกเลิก MOU ไม่ได้หมายถึงการยุติการเจรจาแต่อย่างใด ไทยยังคงเดินหน้าพูดคุยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล พ.ศ. 2525 (UNCLOS) ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ

ท่าทีกัมพูชาและการตอบโต้ของไทย

กัมพูชาได้ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการเคลื่อนไหวของไทย โดยมองว่าการยกเลิก MOU 44 อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการเจรจาที่ดำเนินมากว่า 20 ปี แต่ฝั่งไทยชี้แจงว่า MOU 44 เป็นเพียงกรอบการเจรจาเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่การกำหนดเขตแดนที่ชัดเจน และการยกเลิกจะช่วยให้ไทยสามารถอ้างสิทธิ์ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะหลักกลางกลาง (equidistance principle) ตาม UNCLOS

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่ารัฐบาลไทยจะทำอย่างไร หากกัมพูชาปฏิเสธที่จะเจรจาต่อ นายสีหศักดิ์ ตอบว่า ยังไม่เห็นท่าทีดังกล่าวจากกัมพูชา และไทยยังคงเปิดช่องสำหรับการพูดคุย โดยอาจมีการหารือในเวทีประชุมสุดยอดอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ในช่วงใกล้เคียงนี้ แม้จะไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ แต่ท่าทีของนายสีหศักดิ์ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและการเตรียมพร้อมของฝ่ายไทย

ประวัติศาสตร์ MOU 44 และข้อพิพาทในอ่าวไทย

MOU 44 ลงนามเมื่อปี พ.ศ. 2544 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เพื่อเป็นกรอบการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อนอ่าวไทย ซึ่งมีศักยภาพสูงในด้านปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ พื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร โดยไทยอ้างสิทธิ์ตามเส้นกลางอ่าว ขณะที่กัมพูชาอ้างตามแผนที่เก่าและเกาะต่างๆ เช่น เกาะกูดและเกาะชูรัก ซึ่งนำไปสู่ข้อพิพาทยืดเยื้อ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศเคยเจรจามาแล้วหลายรอบ แต่ไม่เคยบรรลุผล โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ปะทะที่ปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2551-2554 ที่ทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น การยกเลิก MOU 44 ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่ไทยแสดงจุดยืนชัดเจน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ

  • ประเด็นสำคัญจากคำแถลง:
  • ชงยกเลิก MOU 44 เข้าครม. วันนี้
  • ยืนยันไม่ยุติการเจรจา ยังใช้ UNCLOS เป็นกรอบ
  • กัมพูชายอมรับต้องเจรจาตามกฎหมายระหว่างประเทศ
  • ยังไม่มีท่าทีปฏิเสธจากกัมพูชา
  • อาจหารือในประชุมอาเซียน

ผลกระทบและแนวโน้มในอนาคต

การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 อาจนำไปสู่การเจรจาใหม่ที่เข้มข้นขึ้น โดยไทยคาดหวังให้เกิดการแบ่งเขตที่เป็นธรรมตาม UNCLOS ซึ่งมาตรา 74 และ 83 กำหนดให้รัฐชายฝั่งใกล้เคียงต้องตกลงกันเรื่องเขตแดนทางบกและทะเล หากไม่สามารถตกลงได้ อาจส่งเรื่องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) พิจารณา แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

นอกจากนี้ พื้นที่อ่าวไทยยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ หากสามารถแก้ไขได้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเคลื่อนไหวของ “สีหศักดิ์” ย้ำไม่ยุติเจรจา หลังกัมพูชาโวย เป็นกลยุทธ์ที่สมดุลระหว่างความแข็งกร้าวและการทูต

ในมุมมองของผู้เขียน การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลไทยในการปกป้องอธิปไตย แต่ยังคงเปิดประตูสู่การแก้ปัญหาอย่างสันติ ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้อง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อติดตามข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – “สีหศักดิ์” ย้ำแต่ไม่ยุติเจรจา หลังกัมพูชาโวย ย้ำยังเดินหน้าภายใต้ UNCLOS

นายกฯ นำคณะพสกนิกรจัดงานสโมสรสันนิบาตเนื่องในวันฉัตรมงคล

นายกฯ นำคณะพสกนิกรจัดงานสโมสรสันนิบาตเนื่องในวันฉัตรมงคล

ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ นำคณะพสกนิกรจัดงานสโมสรสันนิบาตเนื่องในวันฉัตรมงคล อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา เป็นประธานในพิธีนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย

คณะรัฐมนตรี คู่สมรส คณะทูตานุทูต และข้าราชการระดับสูง ต่างให้เกียรติเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความผาสุกของพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด

กิจกรรมสำคัญในงานสโมสรสันนิบาต

ภายในงาน นายกฯ นำคณะพสกนิกรจัดงานสโมสรสันนิบาตเนื่องในวันฉัตรมงคล นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถวายพระพรชัยมงคล โดยใจความสำคัญคือการสืบสาน รักษา และต่อยอดตามพระปฐมบรมราชโองการ ซึ่งเป็นหลักชัยแห่งความมั่นคงและศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ นอกจากนี้ ยังอัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายโปรดอภิบาลให้ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย มีพระบารมีแผ่ไพศาล สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าปกกระหม่อมเหล่าพสกนิกรตราบนิรันดร์

  • ถวายพระพรชัยมงคลโดยนายกรัฐมนตรี
  • ดื่มถวายพระพรประกอบเพลงสรรเสริญพระบารมี
  • บรรเลงเพลงสดุดีจอมราชาโดยวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์
  • ผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากแสดงความจงรักภักดี

บรรยากาศเต็มไปด้วยความหนักแน่นและสมพระเกียรติ ทุกคนพร้อมใจกันร้องเพลงพระราชนิพนธ์และเพลงรักพระราชา สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมทุกท่าน

ความสำคัญของวันฉัตรมงคลและสโมสรสันนิบาต

วันฉัตรมงคลเป็นโอกาสอันสำคัญยิ่งในการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สโมสรสันนิบาตเป็นประเพณีที่สืบทอดมานาน เพื่อรวมใจพสกนิกรถวายพระพรและเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน การที่ นายกฯ นำคณะพสกนิกรจัดงานสโมสรสันนิบาตเนื่องในวันฉัตรมงคล จึงเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีและความมั่นคงของชาติ

ประวัติศาสตร์ของสโมสรสันนิบาตย้อนไปในสมัยรัชกาลที่ 9 ซึ่งใช้เป็นเวทีถวายพระพร ในยุคปัจจุบันยังคงความสำคัญไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งให้ความสำคัญกับสถาบันหลักของชาติ

นอกจากนี้ งานดังกล่าวยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างผู้นำรัฐบาลกับคณะทูตานุทูต สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในสายตานานาชาติ ทุกกิจกรรมล้วนเน้นย้ำถึงพระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญเพื่อประชาชน เช่น โครงการพระราชดำริด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม และการศึกษา

บทบาทของนายกรัฐมนตรีในการนำงาน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้แสดงบทบาทผู้นำที่เด่นชัด โดยการเป็นประธานและกล่าวนำถวายพระพร ซึ่งสะท้อนถึงความเคารพยิ่งต่อพระมหากษัตริย์ การนำคณะพสกนิกรเข้าร่วมยังช่วยกระตุ้นให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงความสำคัญของวันฉัตรมงคล

จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถเห็นได้ว่ารัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญกับประเพณีและวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง สร้างรากฐานความมั่นคงให้กับประเทศในยามที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

งานสโมสรสันนิบาตไม่เพียงแต่เป็นพิธีการ แต่ยังเป็นการรวมพลังใจของคนไทยทั้งชาติ เพื่อถวายพระพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน พระเกียรติยศขจรไกล พระบารมีแผ่ไพศาล พระขวัญพระคุณประดิษฐานในราชสมบัติสืบพระราชบัญญัติตราบนานเท่านาน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ นายกฯ นำคณะพสกนิกรจัดงานสโมสรสันนิบาตเนื่องในวันฉัตรมงคล นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของความจงรักภักดีที่ผู้นำควรสานต่อ เพื่อความผาสุกของชาติต่อไป ชวนทุกท่านติดตามข่าวสารราชการและการเมืองเพิ่มเติม เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – นายกฯ นำคณะพสกนิกรจัดงานสโมสรสันนิบาตเนื่องในวันฉัตรมงคล

“กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการสภา ที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือ “กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน เพราะปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษอากาศในไทยเรานี่กำลังหนักหน่วงมากขึ้นทุกวัน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่ากฎหมายสำคัญของรัฐบาลจะไม่ล่าช้า และจะผ่านเดดไลน์ได้ทันแน่นอน

“กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2569 นายกรวีร์ได้ย้ำว่าวิปรัฐบาลได้ประสานงานกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าครม.จะพิจารณาอย่างรอบคอบและยืนยันร่างกฎหมายเข้ามาทันกำหนด โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นเดดไลน์สำคัญ หากเลยกำหนด กฎหมายอาจถูกตีตกได้ ทำให้การแก้ปัญหาอากาศสะอาดล่าช้าออกไป

นายกรวีร์ยังชี้แจงถึงกระแสจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่ขู่จะเชิญเลขาฯครม.มาชี้แจง หากไม่ยืนยันภายใน 5 พ.ค. แต่ประธานวิปยืนยันว่าไม่ต้องกังวล รอประชุมครม.สัปดาห์หน้าจะชัดเจน และกฎหมายหลายฉบับกำลังรอการอนุมัติ ส่วนกำหนด 12 หรือ 15 พ.ค. เป็นดุลยพินิจของครม.

พ.ร.บ.อากาศสะอาด: กุญแจแก้ปัญหามลพิษอากาศในไทย

พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถือเป็นกฎหมายที่จำเป็นเร่งด่วน เพราะไทยเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สูงเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคเหนือช่วงฤดูหนาว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด มะเร็งปอด และเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละหลายหมื่นราย นอกจากนี้ยังกระทบเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และการเกษตร กฎหมายนี้จะกำหนดมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น โรงงาน ไฟป่า รถยนต์เก่า และกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน

  • ควบคุมแหล่งมลพิษหลัก: ลดการเผาในที่โล่ง ตรวจจับรถควันดำ
  • ระบบตรวจวัดอากาศ: สร้างสถานีตรวจวัดทั่วประเทศ แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์
  • มาตรการฉุกเฉิน: ห้ามเรียน ห้ามทำงานกลางแจ้ง เมื่อค่าฝุ่นเกินเกณฑ์
  • การมีส่วนร่วม: ชุมชนและเอกชนร่วมรับผิดชอบ

การประสานฝ่ายค้านและตอบกระทู้สภา

นายกรวีร์ย้ำถึงการทำงานร่วมกันกับฝ่ายค้าน โดยเฉพาะเรื่องตั้งกระทู้ถามนายกฯ ในสัปดาห์นี้ ตามข้อบังคับสภา วิปรัฐบาลพร้อมประสานให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาตอบแทน หากนายกฯ มีภารกิจ โดยเชิญชวนให้แจ้งประเด็นล่วงหน้า เพื่อเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน สุดท้ายผมเชื่อว่าถ้าเราวางการเมืองลง เอาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง ก็จะทำให้งานเดินหน้าไปได้ นายกรวีร์กล่าวอย่างหนักแน่น

นอกจากนี้ ในที่ประชุม ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ยังเตรียมความพร้อมสำหรับญัตติและกระทู้สดในสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายเพื่อประชาชน

“กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงว่ารัฐบาลไม่ละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม แม้จะมีแรงกดดันจากฝ่ายค้าน แต่การประสานงานที่ดีจะช่วยให้ทุกอย่างราบรื่น คุณล่ะครับ คิดว่าพ.ร.บ.นี้จะช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้จริงหรือไม่? ในมุมมองของผม ถ้ากฎหมายผ่านและบังคับใช้จริงจัง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้อากาศไทยหายใจสะดวกขึ้นแน่นอน

ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เพื่อนๆ กันนะครับ!

ที่มา – “กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้ ดัน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ไม่สะดุด

นายกฯเตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาแลนด์บริดจ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองและเศรษฐกิจไทย วันนี้เรามีข่าวร้อนๆ มาอัปเดตกัน นายกรัฐมนตรี เตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ หลังจากที่มีกระแสคัดค้านจากประชาชนในภาคใต้ นี่คือการเคลื่อนไหวล่าสุดจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังพยายามทำให้โครงการนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี เตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2567 เวลา 13.10 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมพรรค โดยไม่ได้ตอบคำถามเรื่องมาตรการค่าไฟฟ้าที่จะพิจารณาในครม. วันที่ 5 พ.ค. แต่เมื่อถามถึงความคืบหน้า โครงการแลนด์บริดจ์ นายกฯ บอกว่า “เดี๋ยวประชุมพรรคก่อน” และสำหรับกรณีที่ประชาชนภาคใต้ยื่นคัดค้าน นายกฯ ยืนยันว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาข้อมูลใหม่ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge Project คือโครงการใหญ่ที่เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ผ่านจังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช โดยสร้างท่าเรือน้ำลึก คลังสินค้า และรถไฟความเร็วสูง เพื่อลดเวลาเดินเรือจากสิงคโปร์ไปจีน จาก 7 วันเหลือแค่ 1 วัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยได้มหาศาล คาดการณ์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท และสร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง

นายกรัฐมนตรี เตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ รับมือข้อกังวลภาคใต้

กระแสคัดค้านหลักๆ มาจากชาวบ้านในพื้นที่คอขาดบางรัก ที่กังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนประมง และที่ดินทำกิน รัฐบาลจึงตัดสินใจตั้งคณะกรรมการใหม่ เพื่อศึกษาผลกระทบให้ละเอียดยิ่งขึ้น รวมถึงปรับแผนให้ยั่งยืนมากขึ้น นี่เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชน และไม่ผลักดันแบบหักดิบ

มาดูประโยชน์ของโครงการนี้กันแบบชัดๆ:

  • เศรษฐกิจบูม: ไทยจะเป็นฮับโลจิสติกส์แห่งอาเซียน แข่งขันกับมาเลเซียและเวียดนามได้
  • งานและรายได้: สร้างอาชีพใหม่ๆ เช่น ช่างเทคนิค ท่าเรือ และการท่องเที่ยว
  • โครงสร้างพื้นฐาน: รถไฟและท่าเรือน้ำลึกจะเชื่อมโยงภาคใต้กับส่วนกลาง
  • ลดโลกร้อน: ลดการขนส่งทางทะเลระยะยาว ช่วยลดคาร์บอน

แต่ก็มีข้อกังวล เช่น การบุกรุกป่าชายเลน ผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเล และการกระจายผลประโยชน์ไม่เท่าเทียม คณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรี เตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ครั้งนี้ น่าจะรวมผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ และตัวแทนชุมชน เพื่อให้เกิดความสมดุล

ในมุมมองของผม โครงการนี้มีศักยภาพสูงมาก ถ้าทำดีๆ จะเป็น game changer ให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจ 4.0 แต่ต้องโปร่งใสและรับฟังทุกฝ่าย ถ้าปรับปรุงตามข้อเสนอภาคใต้ ก็น่าจะผ่านฉลุย คุณล่ะคิดยังไง? โครงการแลนด์บริดจ์จะสำเร็จหรือไม่?

ติดตามอัปเดตข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองไทยได้ที่นี่ทุกวัน และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจโครงการแลนด์บริดจ์!

ที่มา – นายกรัฐมนตรี เตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

Scroll to top