ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา

พลทหารตะวัน ไม่เสียใจ! พร้อมช่วยชาติต่อ

พลทหารตะวัน ไม่เสียใจแม้ต้องสูญเสียตาซ้าย ลั่นหากหาย อยากกลับไปช่วยชาติต่อ

จากเหตุการณ์ปะทะเดือดที่ภูมะเขือ จ.อุบลราชธานี ทำให้ “พลทหารตะวัน สิงห์เรือง” ต้องสูญเสียการมองเห็นที่ดวงตาซ้าย แต่เขายืนยันว่าไม่เสียใจ และหากหายดี อยากกลับไปทำหน้าที่ช่วยเหลือแนวหน้าเพื่อชาติ

พลทหารตะวัน สิงห์เรือง อายุ 21 ปี สังกัด ร.4 พัน 1 ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะแนวชายแดนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สะเก็ดระเบิดจากฝั่งกัมพูชาทำให้ดวงตาซ้ายของเขาไม่สามารถมองเห็นได้ แม้จะได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้พบกับพลทหารตะวัน ที่บ้านเกิดใน จ.กำแพงเพชร เขาเล่าด้วยความภาคภูมิใจถึงเหตุการณ์ปะทะที่ดุเดือดระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ภูมะเขือ เขาถูกสะเก็ดระเบิดจนสูญเสียการมองเห็นที่ตาข้างซ้ายขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

หลังจากพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล พลทหารตะวันกลับมาพักฟื้นที่บ้าน เขาใช้ดวงตาข้างขวาเพียงข้างเดียวในการมองเห็น ส่วนขาข้างขวาก็ได้รับบาดเจ็บกระดูกแตก ทำให้เดินไม่คล่องแคล่ว เขามักจะสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เขายืนยันว่า “ไม่เสียใจ เพราะมันคือการทำหน้าที่ของลูกผู้ชายไทย”

สถานการณ์การสู้รบยังไม่จบสิ้น พลทหารตะวัน ยังคงมีความปรารถนาที่จะกลับไปช่วยเหลือเพื่อนทหารในการป้องกันประเทศ แต่ด้วยอาการบาดเจ็บที่ดวงตาทำให้ต้องพักรักษาตัวก่อน เขาเคยคุยกับเพื่อนว่าหากถูกเรียกตัวไปแนวหน้า เขาเต็มใจที่จะไปช่วย

ในวันที่ถูกระเบิดถล่ม พลทหารตะวันและเพื่อนทหารหลบอยู่ในคูเลต ทหารรุ่นน้องได้ปรับวิทยุ ซึ่งอาจทำให้ข้าศึกสามารถระบุพิกัดโจมตีได้ หลังถูกระเบิดก็หมดสติไป หัวหน้าหมู่มาปลุก พลทหารตะวัน ให้ตื่น เขาได้ช่วยทหารรุ่นน้องให้หลบเข้ามาในหลุมโดยใช้ตัวเองบังไว้ “หากหายดี ผมอยากกลับไปทำหน้าที่ช่วยเหลือแนวหน้าให้จบ เพราะเป็นความฝันของชายชาติทหารที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคนไทย” เขากล่าว

ความรู้สึกของพลทหารตะวัน

ด้านนางศรสวรรค์ คล่องแคล่วมีชัย ป้าของพลทหารตะวัน เล่าว่า สภาพจิตใจของหลานชายไม่ค่อยดีนัก แม้ภายนอกจะดูปกติ แต่ภายในมีความกังวลหวาดระแวง ได้ยินเสียงอะไรก็จะผวา ขาจะขยับตลอดเวลาเหมือนจะวิ่งหนี มือจะยกขึ้นมาป้องกันใบหน้า และมักจะพูดให้ทุกคนหลบภัยอยู่เสมอ ซึ่งขณะนี้กำลังเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพลทหารตะวันจะกลับมาพร้อมกับการสูญเสียดวงตา นางศรสวรรค์ก็รู้สึกภาคภูมิใจที่หลานชายได้รับใช้ชาติอย่างสมศักดิ์ศรี

เรื่องราวของพลทหารตะวันเป็นเครื่องเตือนใจให้เรารำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากและสูญเสีย แต่พวกเขาก็ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ

ที่มา – “พลทหารตะวัน” ไม่เสียใจแม้ต้องสูญเสียตาซ้าย ลั่นหากหาย อยากกลับไปช่วยชาติต่อ

กองทัพบกโต้! กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี

กองทัพบกไทยออกมาโต้ตอบข้อกล่าวหาจากกัมพูชาอย่างหนักแน่น ยืนยันว่า กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากฝ่ายกัมพูชา โฆษกกองทัพบกชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจถูกต้อง

กองทัพบกโต้! กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี

จากกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) เผยแพร่ข้อมูลว่าตรวจพบกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร บรรจุสารฟอสฟอรัสขาว (White Phosphorus – WP) ในพื้นที่จังหวัดอุดรมีชัย และกล่าวหาว่าเป็นผลจากการยิงของกองทัพไทยในช่วงความขัดแย้ง พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้:

ความจริงเกี่ยวกับกระสุนฟอสฟอรัสขาว WP

โฆษกกองทัพบกยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ปราศจากหลักฐานสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ และไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย กระสุนฟอสฟอรัสขาว (WP) มีวัตถุประสงค์หลักในการใช้เพื่อสร้างควัน แสงสว่าง ระเบิด และเพลิง เพื่อใช้ในการอำนวยการยิง สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการทำลายชีวิตโดยตรง

กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี ตามอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention – CWC) และไม่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศใดที่ห้ามการเก็บรักษาหรือการใช้งานกระสุนชนิดนี้ ประเทศไทยจึงมีสิทธิ์ในการเก็บรักษาและใช้งานตามภารกิจทางทหารได้ภายใต้กรอบกฎหมายสากล

ข้อกำหนดและระเบียบการใช้กระสุน WP ของไทย

ถึงแม้ว่าอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้อาวุธตามแบบบางชนิด (Convention on Certain Conventional Weapons – CCW) พิธีสารที่ 3 จะกำหนดห้ามการใช้อาวุธเพลิงที่ออกแบบมาเพื่อเผาไหม้บุคคลโดยตรง แต่ กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าว การใช้กระสุน WP ของกองทัพบกไทยอยู่ภายใต้ระเบียบการควบคุมอย่างเข้มงวด ใช้ต่อเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไม่เคยมีการนำไปใช้เพื่อมุ่งทำลายชีวิตพลเรือน

กองทัพบกไทยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การใช้อาวุธทุกชนิด รวมถึงกระสุน WP เป็นไปตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดที่รัดกุม

ทำไมต้องออกมาโต้ตอบ

พลตรี วินธัย เน้นย้ำว่าการครอบครองและการใช้กระสุน WP ของกองทัพไทยเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามกรอบกฎหมายสากล มีการควบคุมรัดกุม และสอดคล้องกับหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศทุกประการ ข้อกล่าวหาที่กัมพูชาเผยแพร่จึงเป็นเพียงความพยายามที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจผิดในเวทีสาธารณะและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของกองทัพไทย

การออกมาตอบโต้และอธิบายข้อเท็จจริงในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความเข้าใจผิดดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ

  • หลักการสำคัญ: การใช้กระสุน WP ต้องเป็นไปตามกฎหมายสากลและหลักมนุษยธรรม
  • การควบคุม: กองทัพไทยมีระบบการควบคุมการใช้กระสุน WP อย่างเข้มงวด
  • ความโปร่งใส: พร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ดังนั้นประชาชนจึงควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ และรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้องและป้องกันการถูกบิดเบือนข้อมูล

สรุปแล้ว กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี ตามกฎหมายสากล และกองทัพบกไทยใช้กระสุนดังกล่าวภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด

ที่มา – กองทัพบกโต้กัมพูชา ย้ำกระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี ซัดบิดเบือนข้อเท็จจริง

“กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ ไม่จริง

“กองทัพภาคที่ 2” ออกโรงเตือน! ข่าวปลอมเรื่องโปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ยืนยันข้อมูลไม่ถูกต้อง อย่าหลงเชื่อและแชร์ต่อ

“กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ไม่เป็นความจริง

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลในสื่อสังคมออนไลน์ กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมดังกล่าว โดยยืนยันว่าข้อมูลที่เผยแพร่นั้นไม่เป็นความจริง

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนชี้แจงว่า ขณะนี้ได้ปรากฏข้อมูลข่าวสารที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นความจริง สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนจำนวนมาก

ขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร?

เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลที่ถูกต้องตามกระบวนการทางราชการ ดังนี้

  • คณะกรรมการกลาโหมเป็นผู้พิจารณาและดำเนินการเสนอรายชื่อ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงนามรับรองตามระเบียบราชการ
  • ทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
  • การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจะมีผลสมบูรณ์เมื่อมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

ดังนั้น ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในช่องทางต่างๆ ที่อ้างถึงการโปรดเกล้าฯ โดยไม่มีประกาศราชกิจจานุเบกษารับรอง จึงถือว่าเป็นข่าวเท็จ ไม่ควรเผยแพร่หรือส่งต่อ เพราะอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สังคมได้

“กองทัพภาคที่ 2” จึงขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่าน งดเว้นการเผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง พร้อมทั้งขอให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการรับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องต่อไป

การเผยแพร่ข่าวปลอมไม่เพียงแต่สร้างความสับสนให้กับสังคมเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้ ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พวกเราทุกคนมีหน้าที่ในการช่วยกันป้องกันและลดการแพร่กระจายของข่าวปลอม เพื่อสร้างสังคมที่น่าเชื่อถือและมีข้อมูลที่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่า ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล จะต้องได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น หากไม่มีประกาศดังกล่าว ข้อมูลนั้นถือว่าเป็นเท็จ และไม่ควรเชื่อถือ หากท่านพบเห็นข้อมูลที่น่าสงสัย โปรดตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ หรือติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลที่ถูกต้อง

ขอให้ประชาชนทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อ และร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมและประเทศชาติ

การตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และการมีส่วนร่วมในการป้องกันข่าวปลอม จะช่วยสร้างสังคมที่มีความน่าเชื่อถือและมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์

“กองทัพภาคที่ 2” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านในการงดเว้นการเผยแพร่ข่าวปลอม และร่วมกันสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ไม่เป็นความจริง

กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม

กองทัพบกออกมาโต้ตอบข่าวปลอมที่เผยแพร่คลิปวิดีโอการรื้อถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือนจากความเป็นจริง หลักเขตแดนที่ถูกต้องจะต้องมีข้อความสลักไว้ 3 ภาษาอย่างชัดเจน

กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 พันโทหญิง ญดา โชติชูตระกูล ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นภาพการรื้อถอนหลักคอนกรีตบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยพันโทหญิง ญดา ยืนยันว่าภาพที่ปรากฏในคลิปนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกบิดเบือน และไม่ใช่หลักเขตแดนที่แท้จริงอย่างแน่นอน

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกองทัพบก พบว่าหลักคอนกรีตที่ปรากฏในคลิปวิดีโอดังกล่าวมีขนาดและรูปร่างที่แตกต่างไปจากหลักเขตแดนที่ได้มีการสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2462-2463 อย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญคือหลักเขตแดนที่ถูกต้องตามสนธิสัญญานั้น จะต้องมีข้อความที่สลักไว้เป็น 3 ภาษาอย่างชัดเจน ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาฝรั่งเศส และภาษาเขมร เพื่อเป็นการยืนยันถึงความถูกต้องและเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์

กองทัพบกเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

กองทัพบกขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านในการติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการของกองทัพบกเท่านั้น เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่ความตื่นตระหนกและความสับสนในสังคมได้ กองทัพบกตระหนักถึงความสำคัญของการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีวิจารณญาณ

นอกจากนี้ กองทัพบกยังขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ทุกท่าน ในการตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องของข่าวสารก่อนที่จะทำการเผยแพร่หรือส่งต่อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข้อมูลที่เป็นเท็จ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริง จึงอาจส่งผลกระทบต่อความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศได้ กองทัพบกจึงขอเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความรับผิดชอบในการเผยแพร่ข้อมูล และร่วมมือกันในการสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

การตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์เป็นสิ่งสำคัญมากในยุคดิจิทัลนี้ อย่าให้ข่าวปลอมอย่างกรณี กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม มาทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความแตกแยกในสังคม พวกเราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่น่าอยู่และน่าเชื่อถือได้ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ออกไป

กองทัพบกยังคงมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของชาติและปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้รับความปลอดภัยและความสงบสุขภายใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การที่กองทัพบกออกมา กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยของกองทัพที่มีต่อความรู้สึกของประชาชน และเป็นการยืนยันว่ากองทัพพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มกำลัง

ที่สำคัญ อย่าลืมว่า กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม และขอให้ทุกคนตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ก่อนแชร์ เพื่อสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

เราทุกคนมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านข่าวปลอมและการบิดเบือนข้อมูล ร่วมกันตรวจสอบข่าวสารและส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันต่อข่าวลวง

ที่มา – กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม

ทบ.แจง! พื้นที่บ้านหนองจานอยู่ในเขตไทย

กองทัพบก (ทบ.) ออกมาชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ “บ้านหนองจาน” ยืนยันว่าเป็นเขตแดนของประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้เคยอนุญาตให้ชาวกัมพูชาเข้ามาลี้ภัยอาศัยอยู่ชั่วคราว แต่กลับพบว่ามีการขยายชุมชน ซึ่งเป็นการละเมิด MOU43 ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะประท้วง แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเพิกเฉย กองทัพบกกล่าวว่า การแสดงน้ำใจต่อเพื่อนบ้านในอดีตไม่ควรถูกนำมาบิดเบือนเพื่อทำลายความน่าเชื่อถืออย่างไม่เป็นธรรม ย้ำว่าการติดตั้งรั้วลวดหนามไม่ใช่การกำหนดแนวเขตแดน แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่กำลังพล

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 13.19 น. กองทัพบกได้ชี้แจงกรณีที่ชาวกัมพูชาออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับการวางรั้วลวดหนามของทหารไทยบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนเอง พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย บริเวณบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นรอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างหลักเขตแดนที่ 46 และ 47 โดยมีประเด็นปัญหาหลักๆ 2 ส่วนคือ:

  1. พื้นที่อ้างสิทธิ์ที่ทั้งไทยและกัมพูชายังตกลงเรื่องที่ตั้งหลักเขตแดนไม่ได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าตำแหน่งหลักเขตในปัจจุบันมีการเคลื่อนย้ายเข้าไปในฝั่งของตนเอง จึงต้องใช้กลไกทวิภาคี เช่น JBC เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว
  2. ในอดีต ช่วงสงครามภายในกัมพูชาปี 2520 รัฐบาลไทยได้ให้ชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยชั่วคราว ด้วยหลักมนุษยธรรม แต่เมื่อสถานการณ์ปกติ พบว่ามีชาวกัมพูชาบางส่วนไม่กลับประเทศ และยังอาศัยอยู่ในประเทศไทย

ทั้งนี้ การติดตั้งรั้วลวดหนามในบริเวณต่างๆ ไม่ใช่การวางแนวเขตแดน แต่เป็นการวางเครื่องกีดขวางเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กำลังพล โดยเฉพาะการป้องกันการลักลอบใช้อาวุธทุ่นระเบิดทำร้ายฝ่ายไทย และเสริมความมั่นคงให้แก่ที่ตั้งกำลังของหน่วยทหารเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงในพื้นที่อ้างสิทธิ์ โดยสนับสนุนให้ประชาชนสร้างถิ่นฐานถาวร ทั้งในและนอกพื้นที่อ้างสิทธิ์ในฝั่งไทย ซึ่งกองทัพบก โดยกองกำลังบูรพา ได้ประท้วงร้องเรียนฝ่ายกัมพูชาในเวทีต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน แต่ฝ่ายกัมพูชากลับนิ่งเฉย ไม่มีการชี้แจงหรือแก้ไขใดๆ ยืนยันว่าไทยแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีมาตลอด

ทบ. แจงปมพื้นที่บ้านหนองจาน ยันอยู่ในเขตไทย

โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ พยายามใช้ประชาชนรุกล้ำอธิปไตยไทยในบริเวณดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับทหารโดยตรง ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการวางแผนอย่างเป็นระบบ และคอยดูว่าหากไทยดำเนินการใดๆ ก็จะนำไปบิดเบือนทำลายความน่าเชื่อถือ เพื่อขอความเห็นใจจากสังคมโลก

ทำไมต้องชี้แจงเรื่องพื้นที่บ้านหนองจาน

การชี้แจงนี้มีความสำคัญเพื่อให้ประชาคมโลกเข้าใจข้อเท็จจริงว่า การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของไทยและการแสดงน้ำใจต่อเพื่อนบ้านในอดีต ไม่ควรถูกนำไปบิดเบือนเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของไทยอย่างไม่เป็นธรรม ทางกองทัพบกจึงขอความร่วมมือในการสื่อสารข้อเท็จจริงนี้ต่อไปยังสาธารณชน

ประเด็นบ้านหนองจาน เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองจาน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการปัญหาชายแดนและความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

แม้ว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนจะมีความซับซ้อน แต่ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – ทบ. แจงปมพื้นที่บ้านหนองจาน ยันอยู่ในเขตไทย ชาวกัมพูชามาขยายชุมชน ละเมิด MOU 43

แพทย์ทหารดูแล! กำลังพลแนวหน้าชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่รัฐบาลและกองทัพให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการดูแลขวัญและกำลังใจของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ แพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

แพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ

จากรายงานของโฆษกรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังตามแนวชายแดนและเสริมความแข็งแกร่งด้วยรั้วลวดหนาม เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการที่รัฐบาลและกองทัพให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักหน่วง การส่งแพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเอาใจใส่ที่รัฐบาลมีต่อทหารกล้าเหล่านี้

M-MCATT คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ?

M-MCATT หรือ Military Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team คือทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤตของกองทัพบก ทีมนี้ประกอบด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถประเมินและให้การรักษาผู้ที่มีภาวะเครียดหรือวิตกกังวลอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่

การมี M-MCATT และการส่งทีมแพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความกดดันต่างๆ มากมาย ทั้งจากภัยคุกคามจากภายนอก และความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว การได้รับการดูแลด้านสุขภาพจิตอย่างเหมาะสมจะช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความเครียดและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากทีม M-MCATT แล้ว โรงพยาบาลทหารในพื้นที่ยังได้ส่งทีมแพทย์ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพร่างกายของกำลังพลตามฐานปฏิบัติการต่างๆ อีกด้วย การดูแลสุขภาพทั้งกายและใจอย่างครบวงจรนี้จะช่วยให้ทหารมีสุขภาพแข็งแรงและพร้อมที่จะปกป้องประเทศชาติ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกำลังพลแนวหน้าแสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรบุคคล การลงทุนในการดูแลสุขภาพของทหารคือการลงทุนในความมั่นคงของชาติ เพราะทหารที่มีสุขภาพดีทั้งกายและใจย่อมสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

  • การตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำ
  • การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต
  • การจัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อผ่อนคลายความเครียด
  • การให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ

รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและช่วยเหลือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขามีขวัญและกำลังใจที่ดีในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การแพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามทั้งหมด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การสนับสนุนและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพราะพวกเขากำลังปกป้องความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ

ที่มา – แพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ

กองทัพบก ดูแลกำลังพลชายแดนหลังสู้รบ

“กองทัพบก” ส่งทหารเหล่าแพทย์ทีม M-MCATT ดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ เสริมสร้างความพร้อมในทุกมิติ

วันที่ 17 ส.ค. 2568 ด้วยความห่วงใยสุขภาพของกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่สู้รบ โดยเฉพาะในกองทัพภาคที่ 2 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้กรมแพทย์ทหารบก และโรงพยาบาลทหารในพื้นที่ ส่งทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต หรือ M-MCATT (Military Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพร่างกายและประเมินสภาพจิตใจของกำลังพลในฐานปฏิบัติการต่างๆ ตั้งแต่หลังมีข้อตกลงหยุดยิงที่ผ่านมา เพื่อดูแลและคลายความกังวลใจ รวมทั้งประเมินอาการหรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังพล เพื่อให้สามารถแก้ไขและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

กองทัพบก ดูแลกำลังพลชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ

การดำเนินงานของทีม M-MCATT ถือเป็นหนึ่งในมาตรการดูแลกำลังพลด้านการแพทย์ของกองทัพบก ที่ครอบคลุมใน 3 ระยะหลักของการปฏิบัติการทางทหาร ได้แก่

1. ระยะ Pre-deployment : การเตรียมความพร้อมก่อนลงพื้นที่

ก่อนที่กำลังพลจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ ทีมสายแพทย์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เริ่มจากการตรวจคัดกรองสุขภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกนายมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาดและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมเวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อให้หน่วยสามารถดูแลรักษาเบื้องต้นได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

2. ระยะ Deployment : การดูแลระหว่างปฏิบัติภารกิจ

หน้าที่ของทหารเหล่าแพทย์ยิ่งทวีความสำคัญ โดยมีการจัดตั้งหน่วยพยาบาลสนามและจุดบริการทางการแพทย์ใกล้พื้นที่ปฏิบัติการ รวมถึงการจัดทีมดูแลสุขภาพจิต (M-MCATT) ที่ทำหน้าที่ค้นหา เฝ้าระวัง และให้การช่วยเหลือกำลังพลที่เผชิญความเครียดหรือมีภาวะเสี่ยงทางจิตใจ มุ่งเน้นทั้งการสังเกตอาการ ประเมินความรุนแรง ให้คำปรึกษาและบำบัดเบื้องต้น ตลอดจนการส่งต่อเพื่อการรักษาที่เหมาะสม นอกเหนือจากการดูแลจาก “กองทัพบก” โดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไป การเฝ้าระวังโรคระบาด และการจัดระบบส่งกลับผู้บาดเจ็บในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ลดการสูญเสียกำลังพล อีกทั้งยังมีภารกิจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนและเสริมสร้างความมั่นคงจากภายใน

3. ระยะ Post-deployment : การดูแลหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

การดูแลกำลังพลยังคงดำเนินต่อ โดยเฉพาะในกรณีที่มีกำลังพลบาดเจ็บหรือสูญเสีย ทีม M-MCATT จะเข้าไปดูแลสภาพจิตใจทั้งผู้ป่วยและครอบครัว พร้อมทั้งมีการตรวจสุขภาพซ้ำเพื่อประเมินผลกระทบจากการอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และดำเนินการฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อป้องกันภาวะเครียดหรือบาดแผลทางใจจากประสบการณ์ภารกิจที่ผ่านมา

สำหรับการทำงาน ทีม M-MCATT จะลงพื้นที่ประเมินกำลังพลในฐานปฏิบัติการต่างๆ โดยผลการประเมินแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเขียว (เสี่ยงต่ำ), กลุ่มเหลือง (เสี่ยงปานกลาง) และกลุ่มแดง (เสี่ยงสูง) ซึ่งหากพบกำลังพลอยู่ในกลุ่มแดง ทีมแพทย์จะส่งตัวเข้าสู่กระบวนการรักษาและเยียวยาสภาพจิตใจในทันที เพื่อฟื้นฟูสุขภาพของกำลังพลให้กลับมาปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ กองทัพบกให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพจิตใจของกำลังพลทุกระดับ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของภารกิจ โดยทีม M-MCATT จะลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลกำลังพลผู้เสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ด้วยความเข้มแข็งรอบด้านอย่างเต็มที่และดีที่สุด การดูแลจาก “กองทัพบก” ในครั้งนี้แสดงให้ถึงความห่วงใยกำลังพลอย่างแท้จริง

ที่มา – “กองทัพบก” ส่งทีมแพทย์ M-MCATT ดูแลกำลังพลชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ

ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาไทย ฉะไร้ประโยชน์

จากกรณีที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยเชิญ “ไมเคิล อัลฟาโร” มาประเทศไทยฟรี เพื่อให้เห็นความจริงอีกด้านเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ภายหลังได้เบรกเรื่องดังกล่าว ล่าสุด ประชาชนชาวบุรีรัมย์ส่วนใหญ่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะมองว่าไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาไทย ฉะไร้ประโยชน์

นางสำเรียน โยงรัมย์ แม่ค้าขายลูกชิ้นในตัวเมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า เธอไม่ต้องการให้ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าข้างประเทศไทยหรือไม่ และอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับต่างประเทศให้ทันต่อสถานการณ์

นายณรงค์เดช ปุลา ชาวอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะขนาดลงพื้นที่ในกัมพูชายังให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ หากรัฐบาลต้องการเชิญสื่อต่างประเทศ ควรเชิญสำนักข่าวที่น่าเชื่อถืออย่าง CNN จะเป็นประโยชน์มากกว่า

ชาวบ้านหวั่น! กลัวอดใจไม่ไหว หาก “ไมเคิล” มาไทย

นายณรงค์เดชยังแสดงความกังวลเรื่องความปลอดภัยของไมเคิล หากเดินทางมายัง 7 จังหวัดตามคำเชิญของรัฐบาล เพราะกลัวว่าชาวบ้านจะอดใจไม่ไหว เนื่องจากก่อนหน้านี้ไมเคิลได้ไลฟ์สดให้ร้ายประเทศไทย อาจนำไปสู่การทำร้ายร่างกายได้

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนชาวบุรีรัมย์ต่อการกระทำของไมเคิล อัลฟาโร ที่เคยให้ข้อมูลที่เป็นลบเกี่ยวกับประเทศไทย การเชิญบุคคลดังกล่าวมายังประเทศไทยจึงถูกมองว่าไม่เป็นประโยชน์และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น

ความเห็นของประชาชนชาวบุรีรัมย์ยังแสดงให้เห็นถึงความต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเทศไทยและสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ไมเคิล อัลฟาโร” ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการเชิญบุคคลต่างชาติเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะบุคคลที่มีความคิดเห็นหรือประวัติที่อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารข้อมูลสู่สาธารณชน ต้องมีความระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นกลาง เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคม

การแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยของชาวบุรีรัมย์ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประชาชนมีความตื่นตัวและพร้อมที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความใส่ใจ

การตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและความรู้สึกของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความสามัคคีในสังคม

ในท้ายที่สุด การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

ที่มา – ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ กลัวจะอดใจไม่ไหว

แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน

เรื่องราวสุดสะเทือนใจของแรงงานกัมพูชาเปิดใจถึงความยากลำบากหลังถูกผลักดันกลับประเทศ แต่กลับเผชิญกับปัญหาแรงงานกัมพูชาเปิดใจว่าไม่มีงานทำและไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตลอบข้ามแดนกลับมายังประเทศไทยอีกครั้งเพื่อหาเลี้ยงชีพ

แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1202 ได้ทำการจับกุมแรงงานชาวกัมพูชาวัย 19 ปี ขณะลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทย บริเวณช่องทางธรรมชาติใกล้บ้านป่าไร่ใหม่ ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

จากการสอบสวนผ่านล่าม ทราบว่าแรงงานรายนี้เคยทำงานเป็นลูกจ้างขายปลาในตลาดโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ แต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาถูกกดดันให้เดินทางกลับประเทศตามนโยบายของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องการให้แรงงานคืนสู่ภูมิลำเนา อย่างไรก็ตาม ชีวิตความเป็นอยู่หลังกลับไปยังบ้านเกิดกลับไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง

ชีวิตที่ไร้งานและไร้การช่วยเหลือ

“อยู่ฝั่งกัมพูชาไม่มีงานทำ รัฐบาลไม่ได้ช่วยอะไรเลย” คือคำพูดที่แรงงานกัมพูชาเปิดใจด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง ชีวิตหลังกลับไปบ้านเกิดเต็มไปด้วยความยากลำบาก เขาไม่มีงานทำ ขาดรายได้ และไม่ได้รับการช่วยเหลือใด ๆ จากรัฐบาลกัมพูชา ทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเสี่ยงชีวิตลอบกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อหาเลี้ยงชีพและครอบครัว

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนงานและการสนับสนุนจากภาครัฐในประเทศกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต และบีบบังคับให้ต้องตัดสินใจเสี่ยงอันตรายเพื่อแสวงหาโอกาสในต่างแดน

การลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและมีความเสี่ยงสูง แต่สำหรับแรงงานชาวกัมพูชาเหล่านี้ มันอาจเป็นหนทางเดียวที่พวกเขามองเห็นว่าจะสามารถช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดได้ การที่รัฐบาลกัมพูชาไม่สามารถจัดหางานและให้ความช่วยเหลือที่เพียงพอแก่ประชาชนของตนเองได้ ทำให้เกิดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานและการแสวงหาโอกาสในต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรื่องราวนี้เป็นการเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาปากท้องและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังและต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อความอยู่รอด นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่ประชาชนของตนเองอย่างจริงจัง เพื่อให้พวกเขาสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นในประเทศของตนเอง

ปัญหาแรงงานกัมพูชาเปิดใจถึงความยากจนและการถูกทอดทิ้ง สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

ที่มา – แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน-รัฐบาลไม่ช่วย ต้องลอบเข้าไทยอีกครั้ง

Scroll to top