ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา

เขยไทยแฉ! กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน

เรื่องราวสุดระทึก! หนุ่มดัตช์เขยไทย พร้อมภรรยา เข้าพบทูตประจำชาติ เล่าความจริงเหตุการณ์ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน ที่เกิดขึ้นกับตนเองและชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา จังหวัดศรีสะเกษ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก นำคณะทูตานุทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด จำนวน 33 ประเทศ 1 องค์กร 2 องค์การระหว่างประเทศ รวมถึงสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสังเกตการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชา

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อชี้ให้ประชาคมโลกได้เห็นความจริงด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของไทยที่แสดงให้เห็นว่า กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา คณะฯ ได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเหยียบทุ่นระเบิด ก่อนเข้าห้องประชุมเพื่อรับฟังการบรรยายสรุป

ในขณะเดียวกัน นางพิศมัย อังคณา พร้อมด้วย มิสเตอร์รูจ ชาวเนเธอร์แลนด์ แฟนหนุ่ม ได้เดินทางมารอพบกับทูตประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อบอกเล่าความจริงที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนในพื้นที่ โดยนางพิศมัยและมิสเตอร์รูจได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี และได้เผชิญกับเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันแรก (24 กรกฎาคม 2568) ทั้งคู่ต้อง หนีตายหัวซุกหัวซุน จากจรวดที่ทหารกัมพูชายิงเข้ามายังฝั่งไทยในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

เขยไทยแฉ! กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน

นางพิศมัยกล่าวว่า หลังจากทราบข่าวว่าท่านทูตเนเธอร์แลนด์จะเดินทางมายังจังหวัดศรีสะเกษ ตนจึงปรึกษาแฟนและตัดสินใจเดินทางมาพบท่านทูต เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งสิ่งที่ตนเองได้ประสบพบเจอ และสิ่งที่ชาวไทยต้องเผชิญจากการกระทำของกัมพูชาที่มีต่อประเทศไทย เเละต้องการให้ท่านทูตทราบว่า มีประชากรของประเทศตนเองอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย

ทำไมเขยไทยถึงต้องแฉ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน?

เหตุผลที่นางพิศมัยเเละเเฟนหนุ่มชาวดัตช์ ตัดสินใจเข้าพบท่านทูต ก็เพื่อต้องการให้ท่านทูตได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เเท้จริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายเเดน เเละผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งชาวไทยเเเละชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม นางพิศมัยได้มีโอกาสพบปะกับทูตประจำชาติเนเธอร์แลนด์ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทางทูตก็ได้ส่งยิ้มและโบกมือทักทาย

เหตุการณ์ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน เป็นเรื่องที่กระทบจิตใจผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างมาก การที่นางพิศมัยและมิสเตอร์รูจออกมาเล่าเรื่องราว ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และอาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อไปได้

เรื่องราวของนางพิศมัยและมิสเตอร์รูจ เป็นอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และผลกระทบที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อให้เกิดความสงบสุขและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้อีก

ที่มา – หนุ่มดัตช์ เขยไทย บุกพบทูตประจำชาติ แฉกัมพูชาโจมตีไทย ต้องหนีตายหัวซุกหัวซุน

ทร. เผยผลประชุมชายแดนไทย-กัมพูชา กู้ทุ่นระเบิดยังไร้ผล

ทร. เผยผลประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังนิ่งเฉยข้อเสนอ “กู้ทุ่นระเบิด-ปราบปรามสแกมเมอร์”

กองทัพเรือ (ทร.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดตราด โดยประเด็นสำคัญอย่างการขอความร่วมมือในการกู้ทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างตามแนวชายแดน และการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายกัมพูชา

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ แถลงเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ว่า พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด พร้อมด้วย พล.ต.อุย เฮียง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 3 ของกัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคของทั้งสองประเทศ ได้จัดการประชุม RBC สมัยวิสามัญ ณ บ้านทะเลภูรีสอร์ท อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด การประชุมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหารือและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยยึดหลักสันติวิธี ผลจากการประชุมได้นำไปสู่การลงนามในบันทึกความตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) สมัยวิสามัญ

รองโฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจากกรอบการประชุม GBC เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามหลักสากล ฝ่ายไทยได้เน้นย้ำข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมล่าสุดยังไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายกัมพูชา กองทัพเรือยังคงหวังว่ากัมพูชาจะแสดงความจริงใจในการสนับสนุนภารกิจกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงเป็นภัยคุกคามตามแนวชายแดน รวมถึงการให้ความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ในการประชุมครั้งต่อไป

ทำไมการกู้ทุ่นระเบิดถึงสำคัญ?

การกู้ทุ่นระเบิดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทุ่นระเบิดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตและความพิการได้ นอกจากนี้ ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณนั้น

ความท้าทายในการปราบปรามสแกมเมอร์

การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุม RBC แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้มักใช้เทคโนโลยีและกลวิธีที่ซับซ้อนในการหลอกลวงเหยื่อ ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและจิตใจให้กับผู้คนจำนวนมาก การร่วมมือกันระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้

  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดและสแกมเมอร์ต้องการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างไทยและกัมพูชา
  • เทคโนโลยีและงบประมาณ: การกู้ทุ่นระเบิดต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะทางและงบประมาณที่เพียงพอ
  • การบังคับใช้กฎหมาย: การปราบปรามสแกมเมอร์ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชาเป็นเวทีสำคัญในการหารือและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน แม้ว่าในการประชุมครั้งล่าสุดจะยังไม่มีความคืบหน้าในประเด็นสำคัญอย่างการกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามสแกมเมอร์ แต่กองทัพเรือยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชายังไม่ตอบรับข้อเสนอเหล่านี้อาจสะท้อนถึงความท้าทายในการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การเจรจาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ทร. เผยผลประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังนิ่งเฉยข้อเสนอ “กู้ทุ่นระเบิด-ปราบปรามสแกมเมอร์”

ทบ. กต. นำ ICRC สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศต้อนรับคณะ ICRC ลงพื้นที่รับทราบผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 68 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11-14 ส.ค.ที่ผ่านมา กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ในภารกิจลงพื้นที่เพื่อรับทราบข้อมูลความเสียหายของพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีจากกัมพูชา โดยมีส่วนราชการจังหวัดเป็นผู้ให้ข้อมูล และประสานงานในการลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย รวมถึงการเข้าสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงของคณะฯ ในพื้นที่ อ.พนมดงรัก และ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

ทบ. กต. นำ ICRC สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

พ.อ.ริชฌา กล่าวว่า สำหรับวิธีการปฏิบัติของ ICRC จะมีขั้นตอนตามหลักสากล ซึ่งดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง ไม่ได้ตัดสินถึงความถูก-ผิด ในการสู้รบของแต่ละฝ่าย โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จะเข้ารวบรวมข้อมูลในพื้นที่โดยตรง และสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แบบส่วนตัว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ว่าด้วยการคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้เจ็บป่วย บุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข และผู้นำทางศาสนา จากนั้นจะนำข้อมูลดังกล่าวรายงานให้หัวหน้าส่วนราชการของทั้งสองประเทศโดยตรง เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่เกิดขึ้น โดยจะไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ

ICRC มีบทบาทสำคัญในการสำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างไร?

ICRC มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลางและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดน ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะถูกนำไปรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการช่วยเหลือต่อไป ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติเสมอมา การที่ ทบ. และ กต. ให้ความร่วมมือกับ ICRC แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ เป็นขั้นตอนตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติเสมอมา สำหรับบรรยากาศโดยรวมตลอดการดำเนินการ เห็นภาพของความร่วมมือระหว่างกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และคณะ ICRC ในการขับเคลื่อนกลไกด้านมนุษยธรรมสากล ซึ่งทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าต้องมีการปฏิบัติตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด

การดำเนินการของ ICRC ที่เน้นความเป็นกลางและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายไว้วางใจและให้ความร่วมมือ การที่กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศให้การสนับสนุนการทำงานของ ICRC ในการสำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

การที่ ICRC ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะแสดงให้เห็นว่ามีองค์กรระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนตามแนวชายแดน การที่ ICRC เข้ามาช่วยเหลือและรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การดำเนินการของ ICRC ยังเป็นการยืนยันถึงหลักการด้านมนุษยธรรมสากลที่ควรได้รับการยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ดังนั้น การสนับสนุนการทำงานของ ICRC และการให้ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมีมนุษยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมโลก

การที่ ทบ. และ กต. ร่วมกันนำคณะ ICRC ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบในครั้งนี้ นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านมนุษยธรรมอย่างจริงจัง

ที่มา – ทบ.-กต. นำคณะ ICRC ลงพื้นที่ชายแดน สำรวจผลกระทบโดนโจมตีจากกัมพูชา

กองทัพบก แจง! ภาพรื้อถอนลวดหนามเป็นข่าวปลอม


ช่วงนี้มีข่าวลือเยอะแยะไปหมด! ล่าสุดกองทัพบกออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า ภาพทหารกัมพูชารื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยในพื้นที่ “จุ๊บตะโมก” ที่แชร์กันว่อนเน็ตนั้น เป็นข่าวปลอม!

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก แถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น และหากมีการรื้อถอนลวดหนามจริง จะต้องมีการตอบโต้จากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน เพราะพื้นที่นั้นอยู่ในเขตแดนไทยภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวด

กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบพบว่า เสาธงที่ปรากฏในภาพก็ไม่ได้มีอยู่จริงในพื้นที่ที่กล่าวอ้างอีกด้วย งานนี้กองทัพบกฟันธงว่า เป็นการสร้างข่าวปลอมโดยฝ่ายกัมพูชา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและลดกระแสกดดันจากสังคมภายในประเทศ หลังจากที่ไทยสามารถยึดพื้นที่คืนจากทหารกัมพูชาได้ถึง 11 จุด

แล้วทำไมถึงต้องปล่อยข่าวปลอม?

คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัย กองทัพบกวิเคราะห์ว่า การปล่อยข่าวปลอมเรื่อง กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา น่าจะเป็นกลยุทธ์ในการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศกัมพูชาเอง เนื่องจากก่อนหน้านี้ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการยึดพื้นที่คืนจากทหารกัมพูชาได้สำเร็จ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศกัมพูชา การสร้างข่าวปลอมจึงเป็นเหมือนการสร้างสถานการณ์ เพื่อดึงความสนใจของประชาชนไปที่เรื่องอื่นแทน

งานนี้ต้องบอกว่า โซเชียลมีเดียก็เป็นดาบสองคมจริงๆ เพราะข่าวสารมันไปไวมาก แต่เราก็ต้องมีสติในการรับข้อมูลด้วย อย่าเพิ่งเชื่อทุกอย่างที่เห็น ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนแชร์ ไม่งั้นอาจตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมแบบนี้ได้

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เรามาดูกันชัดๆ ว่ากองทัพบกได้ออกมาเน้นย้ำในประเด็นไหนบ้าง:

  • ไม่มีการรื้อถอนลวดหนามหรือปลดธงชาติไทยในพื้นที่ “จุ๊บตะโมก”
  • เสาธงที่ปรากฏในภาพเป็นของปลอม ไม่ได้อยู่ในพื้นที่จริง
  • หากมีการรุกล้ำอธิปไตยจริง จะต้องมีการตอบโต้จากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน
  • ข่าวปลอมนี้มีจุดประสงค์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในกัมพูชา

ดังนั้น ก่อนจะแชร์อะไรออกไป ถามตัวเองก่อนว่า “ข่าวนี้จริงไหม?” ถ้าไม่แน่ใจ อย่าเพิ่งรีบร้อนแชร์ เก็บไว้ในใจแล้วไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนดีกว่า

สุดท้ายนี้ อยากฝากทุกคนให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และช่วยกันตรวจสอบข่าวปลอมก่อนที่จะส่งต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในสังคม ที่สำคัญอย่าลืมว่า กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา นะจ๊ะ!

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามข่าวสาร และอย่าลืมอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม

ที่มา – กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา

รวบ! 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพราน สกัด 2 หนุ่ม แอดมินเว็บพนันจากบ่อนปอยเปต ที่หนีตายกลับไทย โดยการมุดรั้วลวดหนามตามช่องทางธรรมชาติ พวกเขาอ้างว่าถูกกักบริเวณในตึกสูง ห้ามออกไปไหน เรื่องราวเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต มุดรั้วลวดหนาม

เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 12 นำโดย พ.อ.เมธี คำเต็ม และ ร.อ.อาคม มงคลนำ ได้สนธิกำลังกับตำรวจ สภ.คลองลึก และ ตม.จว.สระแก้ว ออกลาดตระเวนเข้มตามช่องทางธรรมชาติริมชายแดน บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย

ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบชายไทย 2 คน กำลังเดินเท้าลักลอบมุดรั้วลวดหนามจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย บริเวณจุดตรวจ จตอ.19 เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวทันที

จากการสอบสวนทราบชื่อคือ นายจักรพันธ์ หนูแก้ว อายุ 21 ปี ชาวจังหวัดระนอง และ นายเศรษฐวุฒิ ดีหนู อายุ 20 ปี ชาวจังหวัดพังงา ทั้งคู่ไม่มีเอกสารการเดินทางใดๆ

ทั้งสองให้การว่า พวกเขาเดินทางไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ ชื่อดัง ในพื้นที่โซนสามภายในบ่อนกาสิโนแห่งหนึ่งในฝั่งปอยเปต ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน โดยถูกเพื่อนชักชวนให้ไป แต่เมื่อไปถึงกลับถูกกักบริเวณให้อาศัยและทำงานอยู่ในอาคารสูง 4-5 ชั้น ที่มีรั้วกำแพงล้อมรอบ และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนเลย

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พวกเขาได้ทราบข่าวว่าอาจมีการสู้รบกันเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจหลบหนีออกจากที่ทำงานในช่วงกลางดึก และได้เจอกับผู้นำพาชาวกัมพูชา ที่เสนอจะพาข้ามแดนกลับไทย โดยคิดค่าใช้จ่าย 10,000 บาท ซึ่งพวกเขายอมจ่ายเงินให้ แล้วเดินเท้าตามผู้นำพามาถึงบริเวณแนวชายแดน ผู้นำพาได้ชี้ช่องทางให้เดินเท้าข้ามลำคลอง แล้วมุดรั้วลวดหนามเข้ามาในประเทศไทย จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานจับกุมตัวได้ในที่สุด

ทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจหนีกลับไทย?

เหตุผลหลักที่ทำให้ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน ตัดสินใจหนีกลับไทย ก็คือ ความกลัวและความไม่ปลอดภัยในชีวิต จากสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นในปอยเปต การถูกกักบริเวณและจำกัดอิสระในการเดินทาง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาอยากกลับบ้านเกิด

หลังจากถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองคน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ประเด็นน่าสนใจ: เรื่องราวของ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในต่างแดน โดยเฉพาะในธุรกิจพนันออนไลน์ ที่มักมีการโฆษณาชวนเชื่อถึงผลตอบแทนที่สูง แต่ในความเป็นจริง กลับมีการเอารัดเอาเปรียบ และกักขังหน่วงเหนี่ยว

สำหรับใครที่กำลังคิดจะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ตรวจสอบบริษัทหรือนายจ้างให้แน่ใจ และแจ้งให้ญาติสนิททราบถึงรายละเอียดการเดินทางและการทำงาน เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้ดีเลยครับ ก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างแดน เช็กให้ชัวร์ อย่าหลงเชื่อคำชวนง่ายๆ นะครับ

ที่มา – จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน-บ่อนปอยเปต หนีตายกลับไทย มุดรั้วลวดหนามช่องทางธรรมชาติ

สิบเอกสุทธิชัย: ผ่าตัดนำสะเก็ดตาออกได้ด้วยดี

อัปเดตอาการล่าสุดของ สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง หรือที่รู้จักกันในนาม “นักรบตาควาย” หลังจากได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สิบเอกสุทธิชัยเข้ารับการผ่าตัดดวงตาขวาเป็นครั้งที่ 4 และข่าวดีก็คือ ทีมแพทย์สามารถนำเศษสะเก็ดระเบิดที่ฝังลึกและเป็นอันตรายที่สุดออกมาได้สำเร็จ

สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง อาการล่าสุด

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา แฟนเพจ กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 ได้แจ้งข่าวความคืบหน้าอาการของ สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดปฏิบัติการบินโดรน สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 (ร้อย.ลว.ไกล 6) กองพลทหารราบที่ 6 โดยสิบเอกสุทธิชัยได้รับบาดเจ็บจากลูกกระสุนระเบิดปืน ค. ของทหารกัมพูชา ทำให้ดวงตาพร่ามัว เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะปฏิบัติภารกิจเข้ายึดคืนปราสาทตาควายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา

การผ่าตัดครั้งที่ 4 นี้ ถือเป็นความหวังครั้งสำคัญในการรักษาดวงตาของสิบเอกสุทธิชัยให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ทีมแพทย์ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำเศษสะเก็ดที่ฝังลึกและเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นออกให้หมด

กำลังใจจากทุกภาคส่วนถึง สิบเอก สุทธิชัย

ทางเพจกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 ได้กล่าวขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรักษา รวมถึงขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง จากแฟนคลับและประชาชนทั่วไป

เรื่องราวของสิบเอกสุทธิชัยเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ พวกเขาเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอันตรายต่างๆ นานา แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการและให้กำลังใจทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง เป็นตัวอย่างของความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย ขอเป็นกำลังใจให้สิบเอกสุทธิชัยหายป่วยและกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

ที่มา – “สิบเอกสุทธิชัย” นักรบตาควาย ผ่าตัดตารอบ 4 หมอนำสะเก็ดที่ลึกที่สุดออกมาได้ด้วยดี

กองทัพภาคที่ 2 สรุปชายแดน ทหารกัมพูชา?


สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์บริเวณชายแดน โดยพบว่ามี ทหารกัมพูชา พยายามข้ามลวดหนามเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย แต่ทางกองทัพยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่มีการปะทะใดๆ เกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน พบ ทหารกัมพูชา พยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ณ เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จำนวนมากในพื้นที่ตอนในของจังหวัดสุรินทร์, บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, นครราชสีมา และร้อยเอ็ด รวม 94 ลำ
  • ตรวจพบโดรนบริเวณชายแดน 5 พื้นที่ จำนวน 25-30 ลำ บินเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย
  • ตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา พยายามเข้ามาเกาะแนวลวดหนามหีบเพลง และพยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

ทางฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามกฎการปะทะ ทำให้ทหารกัมพูชา ถอยร่นออกไปจากพื้นที่ ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงตรึงเครียด แต่ไม่มีการปะทะเกิดขึ้น กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังที่ฐานปฏิบัติการในเขตอธิปไตยของไทย พร้อมทั้งเตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยึดมั่นในข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมา

การทำพื้นที่ให้ปลอดภัย

มีการจัดชุดทำลายล้างวัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อทำลายวัตถุระเบิดที่ยังตกค้าง โดยได้ตรวจสอบไปแล้ว 269 พื้นที่ รอการตรวจสอบอีก 43 พื้นที่ และอยู่ระหว่างดำเนินการรอทำลายอีก 9 พื้นที่ ทางกองทัพเน้นย้ำให้ประชาชนหากพบวัตถุต้องสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที

ในส่วนของงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี ได้จัดชุดปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน ลงพื้นที่ในจังหวัดบุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชน ป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกจากข่าวปลอม โดยขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ กองทัพบก และกองทัพภาคที่ 2 เท่านั้น

สำหรับความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 256 หลังคาเรือน แบ่งเป็น:

  • เสียหายเล็กน้อย: 185 หลังคาเรือน
  • เสียหายมาก: 29 หลังคาเรือน
  • เสียหายทั้งหลัง (เกิน 70%): 42 หลังคาเรือน

ทางจังหวัดกำลังรวบรวมข้อมูลความเสียหายและวางแผนให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหลายภาคส่วน

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นำแจกันดอกไม้และสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 4 นาย

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” สรุปสถานการณ์ชายแดน พบ “ทหารกัมพูชา” พยายามข้ามลวดหนามเข้ามา

ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน อพยพวัดกว่า 100

ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ชายแดน พากันอพยพมาอยู่วัดกว่า 100 ชีวิต เต็มใจดูแลกันเอง เพียงขอให้มีที่นอนปลอดภัย สถานการณ์ที่ทำให้ ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน นี้ ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างมาก

วันนี้ 14 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ยังคงตึงเครียด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงก็ตาม แต่ชาวบ้านยังไม่สามารถไว้วางใจทหารกัมพูชาได้ เนื่องจากมักจะไม่สนใจการเจรจาและพยายามจะละเมิดข้อตกลงต่างๆ มาโดยตลอด ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต่างวิตกกังวลว่าจะมีการปะทะกันรอบ 2 จนเริ่มมีการอพยพหนีเข้าไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้านญาติและวัดต่างๆ

แม้จะไม่ได้เปิดเป็นศูนย์พักพิงตามที่ส่วนราชการกำหนดก็ตาม โดยเฉพาะที่วัดศรีรัตนนาราม ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ พบว่ามีชาวบ้านจากหมู่บ้านด่านและหมู่บ้านไผ่เงิน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อพยพเข้าไปพักอาศัยกันในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง รวมทั้งเด็กๆ เยาวชนต่างๆ กว่า 117 คนแล้ว

สำหรับชาวบ้านที่อพยพต่างต้องดูแลตัวเอง และช่วยกันออกเงินซื้ออาหารการกินกันเองครอบครัวใครครอบครัวมัน รวมไปถึงทำกับข้าวกินกันเอง เพราะทางวัดไม่ได้มีงบประมาณเบิกจากส่วนราชการแต่อย่างใด ซึ่งชาวบ้านก็ยินดีและเต็มใจที่จะไปพักอาศัย เนื่องจากมีความสะดวก ไม่แออัด มีห้องให้อยู่เป็นห้องๆ ซึ่งที่ผ่านมาทางวัดก็ได้เปิดให้ชาวบ้านที่อพยพมาพักอาศัยมาแล้ว

ทางด้าน พระครูศรีสุนทร สรกิจ หรือ ผศ.ดร.เริงศักดิ์ เขมวีโร เจ้าอาวาสวัดศรีรัตนาราม เจ้าคณะอำเภอลำดวน กล่าวว่า วัดศรีรัตนาราม เฉพาะตึกเดียวรองรับประชาชนได้ประมาณ 200 กว่าคน 30 ห้องนอน ติดแอร์ทุกห้องและศาลาการเปรียญสองห้องก็ได้หลายร้อยคนเช่นกัน และศาลาอีกหลัง ที่นี่พร้อมเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ที่ประสบผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนก็สามารถที่จะมาพักได้.

ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน

สถานการณ์ความไม่แน่นอนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความไม่มั่นคงในชีวิต การอพยพมายังวัดเพื่อแสวงหาความปลอดภัยเป็นทางเลือกสุดท้ายที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ แม้จะต้องดูแลตัวเองและช่วยเหลือกันเอง แต่การมีที่พักพิงที่อุ่นใจก็ยังดีกว่าต้องเสี่ยงภัยอยู่ในพื้นที่ที่อาจเกิดการปะทะกันได้ทุกเมื่อ

ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

ผลกระทบหลักที่เกิดขึ้นคือความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์ ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน ทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบาก การทำมาหากินหยุดชะงัก เด็กๆ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ และผู้สูงอายุต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

นอกจากนี้ การอพยพยังนำมาซึ่งปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง การขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ยิ่งทำให้ปัญหาสุขภาพทวีความรุนแรงมากขึ้น

ความช่วยเหลือที่จำเป็น

ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะช่วยเหลือกันเองอย่างเต็มที่ แต่ความช่วยเหลือจากภายนอกก็ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ควรเข้ามาให้การสนับสนุนด้านอาหาร น้ำดื่ม ยาเวชภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และจิตวิทยา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

นอกจากนี้ การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันแก่ประชาชน ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความวิตกกังวลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนอย่างยั่งยืน จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกครั้ง ความร่วมมือและการเจรจาอย่างสันติ จะนำมาซึ่งความสงบและมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และชาวบ้านที่อพยพมา จะสามารถกลับไปยังบ้านเรือนของตนเองได้อย่างปลอดภัย หากคุณต้องการช่วยเหลือ สามารถติดต่อวัดศรีรัตนาราม หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้โดยตรง ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ของท่าน อาจเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน อพยพมาอยู่วัดกว่า 100 คน เต็มใจดูแลกันเอง

ในหลวงทรงห่วงใย! แม่ทัพภาค 2 เผยความรู้สึก

ในหลวงทรงห่วงใย สถานการณ์บ้านเมืองอยู่เสมอ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่เคยเหน็ดเหนื่อยในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินไทย

ในหลวงทรงห่วงใย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และบทบาทหน้าที่ของกองทัพบก รวมถึงคนไทยทุกคน ในกิจกรรม “สาธิตเกษตรรวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน” ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

พล.ท.บุญสิน ได้เล่าถึงสถานการณ์ของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าให้เด็กๆ ฟัง โดยกล่าวว่า “พี่เขาฝากมาว่า หากพี่น้องคนไทยสู้ ลูกหลานเราสู้ พี่ๆ ทหารก็สู้ พี่ๆ ทหารฝากบอกว่าไม่ต้องห่วงพวกผม ขอเพียงกำลังใจจากคนไทยเท่านั้น”

ความห่วงใยที่ ในหลวงทรงมีต่อทหารและประชาชน

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กล่าวอีกว่า “นี่คือทหารไทย เมื่อถึงเวลามีจิตวิญญาณของพระนเรศวร พวกเราไม่ต้องหวังว่าสถานการณ์ทหารไทยจะสู้หรือไม่ ชัดเจนอยู่แล้ว เพื่อแผ่นดินดี ที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้เราจะต้องปกป้อง ใครรุกล้ำดินแดนของเรา ต้องผลักดันออกไป ยืนยันว่าเราไม่ได้รุกล้ำประเทศอื่น เรารบในประเทศไทยทั้งนั้น”

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ท่านได้สอบถามสถานการณ์ไปยังแม่ทัพทุกวัน โดยกองงานของพระองค์ได้สอบถามสถานการณ์จากแม่ทัพ และได้รายงานทุกวัน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นจอมทัพไทยอย่างแท้จริง และตั้งแต่ประวัติศาสตร์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์นำกองทัพ และปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ดังนั้นทหารทุกคนพร้อมสละชีพเพื่อชาติ และปัจจุบันเรายังคงอยู่หน้าที่หน้าแนว แม้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร เราก็พร้อม ไม่ว่าจะยุติหรือจะรบต่อก็พร้อม

ในช่วงหนึ่งของการบรรยาย พล.ท.บุญสิน ได้ตอบคำถามนักเรียนว่า หากขอพรได้อยากขอสิ่งใด ซึ่งท่านตอบว่า “ลุงแม่ทัพอยากให้ประเทศไทยสงบสุข เจริญรุ่งเรือง ไม่มีสิ่งเดือดร้อน มีความร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนไม่ทะเลาะเบาะแว้ง” นอกจากนี้ ท่านยังตอบคำถามเกี่ยวกับกรณีที่ไทยถูกรุกรานว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยท่านกล่าวว่า จะดำเนินการเหมือนที่เคยทำกับกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการตอบคำถาม มีเด็กตะโกนถึงเครื่องบิน F-16 ทำให้ พล.ท.บุญสิน ยิ้มพร้อมตอบว่า F-16 ก็ใช้เหมือนกัน ท่านยังกล่าวว่า “แม่ทัพจะบอกว่านี่คือเขตแผ่นดินไทย เอาแผนที่ให้เขาดู หากล้ำเขตเข้ามาจะว่าอย่างไร เขาก็จะอ้างแผ่นดินเขา หากไม่ถอนกำลังออกไป จะใช้วิธีเบาไปหาหนักผลักดันออกไป”

“ทุกพื้นที่หากแม่ทัพยังเป็นแม่ทัพอยู่ รุกล้ำเข้ามา แม่ทัพเข้าตีอย่างเดียว ไม่คุย ผมมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ ผมมาเพื่อสิ่งนี้ เพื่อขับไล่ศัตรูออกจากแผ่นดินใหญ่ให้รวดเร็ว” พล.ท.บุญสิน กล่าวย้ำ

นอกจากนี้ พล.ท.บุญสิน ยังตอบคำถามนักเรียนว่าเหนื่อยกับอะไรมากที่สุด โดยท่านตอบว่า ไม่เคยเหนื่อยกับการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เพื่อแผ่นดิน ไม่มีเวลาป่วยไข้ หรือทะเลาะกับคนในประเทศ มีอย่างเดียวคือไล่ศัตรูออกจากเขตประเทศ หากแม่ทัพไม่เข้มแข็ง จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นคำว่าเหนื่อยไม่มี พร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน

ท่านยังฝากถึงเด็กๆ เรื่องการเสพสื่อว่า หากเป็นเรื่องแตกความสามัคคี ใส่ร้าย ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน ให้เกิดปัญหา ขอให้คิดก่อนว่าจริงหรือไม่ อย่าไปเชื่อง่ายๆ ต้องมีสติ หาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และขอให้ยึดมั่นในห้วงเวลาที่ประเทศชาติเป็นอย่างนี้ นับจากวันนี้เป็นต้นไป อยากให้คนไทยกลับมาดูผืนธงชาติไทย จำให้ดีว่า สิ่งเหล่านี้จะต้องอยู่กับแผ่นดินไทยชั่วลูกชั่วหลาน เราจะต้องช่วยกันรักษาสีธงชาติให้ครบ แดง คือ ชาติเสียสละเลือดบรรพบุรุษ รักษาแผ่นดิน ขาว คือ ศาสนา ยึดถือยึดมั่นในความดี น้ำเงิน คือ พระมหากษัตริย์ เป็นองค์ที่ก่อบ้านสร้างเมือง ตั้งแต่โบราณเป็นจอมทัพที่นำคนไทยต่อสู้ จนมีแผ่นดินอยู่ทุกวันนี้

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทย และความห่วงใยที่ ในหลวงทรงห่วงใย พสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง พวกเราคนไทยทุกคนควรตระหนักถึงหน้าที่ของตนเองในการปกป้องรักษาชาติบ้านเมืองให้สงบสุขสืบไป

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 เผย “ในหลวง” ทรงห่วงใยสถานการณ์ทุกวัน ลั่นไม่เคยเหนื่อยเพื่อแผ่นดินไทย

Scroll to top