ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา

ชาวบ้านชายแดนจี้ สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดไทย-เขมร

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนยังคงใช้ชีวิตด้วยความกังวลใจ และเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งงดเว้นความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างก็ประสบกับบรรยากาศการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่คึกคักเท่าที่ควร ร้านค้าหลายแห่งยังคงปิดทำการตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นใจในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่มีการปะทะหรือการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่ก็ตาม

ประชาชนยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะสงบลงอย่างแท้จริงหรือไม่ จากการติดตามข่าวสารทั่วไป พบว่าฝ่ายกัมพูชายังคงยั่วยุและก่อกวนฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในช่วงที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้นำคณะผู้ช่วยทูตจากประเทศอาเซียน 8 ประเทศ มาร่วมสังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ทหารกัมพูชายังคงเข้ามาแสดงพฤติกรรมยั่วยุและโวยวายต่อหน้าทูตทหาร ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ชาวบ้านเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง”

นางทัศนีวรรณ แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง ทำให้การดำรงชีวิตประจำวันและการค้าขายของคนในพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก การค้าขายซบเซา และไม่กล้าซื้อสินค้ามาเก็บตุนไว้เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากขาดความมั่นใจในสถานการณ์ และไม่รู้ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

“อยากให้มีความชัดเจนของสถานการณ์มากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข ทุกวันนี้ยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวงและวิตกกังวล” นางทัศนีวรรณกล่าว

สนับสนุนเต็มที่ให้สร้าง “รั้วกำแพง”

แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวรายเดิมยังกล่าวถึงกระแสข่าวการสนับสนุนการสร้างรั้วกั้นเขตแดนไทย-กัมพูชาว่า พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ “ล้านเปอร์เซ็นต์ให้ทำรั้วกำแพงไปเถอะ เพื่อลูกหลานในอนาคต เพราะเขมรไม่รักษาสัจจะ พูดอะไรออกมาก็ไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทยเราพยายามประนีประนอมมาโดยตลอด หากรัฐบาลขาดแคลนงบประมาณ เชื่อว่าประชาชนทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น”

นางจิระภิญญา แม่ค้ากาแฟน้ำชงในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวเสริมว่า อยากให้สร้างเป็นรั้วกำแพงปูนที่มั่นคง เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่านี่คือแนวเขตแดนของประเทศไทย การมีรั้วกั้นเขตแดนที่มั่นคงจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามแนวชายแดนได้ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำเข้าสิ่งของผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่าคนไทยทุกคนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกาย

“อยากให้สร้างรั้วกั้นปิดเขตพรมแดนที่ชัดเจนไปเลย เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปิดกั้นไปเลยไม่ต้องให้คนกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย เพราะเข้ามาแล้วก็จะสร้างความวุ่นวาย ทำให้ประชาชนคนไทยได้รับความเดือดร้อน” นางจิระภิญญากล่าว “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ยังนอนหลับไม่เต็มตื่น ต้องพะวงลุ้นวันต่อวันว่าแต่ละวันจะเป็นอย่างไร ถ้าสร้างรั้วปิดประเทศได้ก็สร้างไปเลย ประชาชนอย่างพวกตนพร้อมสนับสนุน”

จากความเห็นของชาวบ้าน จะเห็นได้ว่าพวกเขาสนับสนุนให้สร้าง “รั้วกำแพง” เพื่อความสงบสุขในชีวิตของพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน เรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดพรมแดนไทย-กัมพูชา

ตลาดช่องจอม: พ่อค้าแม่ค้าทยอยเปิดร้าน หวั่นปะทะอีกรอบ

พ่อค้าแม่ค้าตลาดชายแดนช่องจอม จ.สุรินทร์ ทยอยกลับมาเปิดร้านเพื่อสำรองรายได้ แต่ยังไม่วางใจสถานการณ์ หวั่นเกิดการปะทะรอบ 2 วันที่ 20 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ได้ลงพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระหว่างที่มีการหยุดยิงจากผลการเจรจาที่ผ่านมา ขณะเดียวกันประชาชนที่อพยพได้กลับมาบ้านแล้วร่วม 2 สัปดาห์ บางส่วนยังไม่กล้าเปิดร้านค้าขาย เพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ บางส่วนเริ่มอพยพผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็ก ๆ ไปอยู่ตามวัดในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว

ด้านพ่อค้าแม่ค้า บางส่วนก็ได้มีการเปิดร้านค้าขายมากขึ้น โดยเฉพาะที่บริเวณตลาดช่องจอม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านค้าอาหารและของสด แม้ลูกค้าจะเข้ามาซื้อน้อย แต่พ่อค้าแม่ค้าต่างจำเป็นต้องเปิดร้านค้าขาย หวังมีรายได้มาจุนเจือครอบครัวในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และเพื่อหาเงินทุนไปไว้ใช้ในช่วงที่อาจจะมีการปะทะและอพยพรอบที่ 2 ซึ่งต่างคาดว่ามีโอกาสสูงที่ทหารกัมพูชาจะเริ่มเปิดฉากยิงไทยก่อน หลังมีข่าวว่าทหารกัมพูชาพยายามละเมิดข้อตกลงหยุดยิง มีการเคลื่อนกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์มาอย่างต่อเนื่องที่บริเวณชายแดน ด้านปราสาทตาควาย-ช่องกร่าง-ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

อีกทั้งระยะนี้ทูตสังเกตการณ์จากหลายประเทศยังคงวนเวียนอยู่ในพื้นที่ ทำให้ทหารกัมพูชายังไม่กล้าเปิดฉากยิง โดยชาวบ้านวิตกกังวลว่าในช่วงวันถัดไป จะมีโอกาสสูงที่กัมพูชาจะเปิดฉากยิงและทำให้เกิดการปะทะกันอีกรอบ

นายสุพรรณ รักษา อายุ 54 ปี พ่อค้าขายหมูสดตลาดช่องจอม กล่าวว่า วันนี้ทูตมา ทุกคนก็เตรียมตัวพร้อม ว่าจะอพยพอีกไหม หลังจากทูตกลับก็ภาวนาว่า อย่ามีการยิงกันอีก หวังทุกอย่างให้เป็นไปด้วยดี แต่ก็ยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดช่องจอมกำลังเริ่มเปิดค้าขายมากขึ้น ดีขึ้นจากอาทิตย์ที่แล้ว พ่อค้าแม่ค้าดีใจที่ค้าขายได้ แต่ก็ยังวิตกและไม่อยากให้มีการปะทะอีก เพราะจะต้องปิดร้านอพยพ

พ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม ทยอยกลับมาเปิดร้าน แต่ยังหวั่นเกิดการปะทะอีกรอบ

สถานการณ์บริเวณชายแดนช่องจอมยังคงตึงเครียด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่ความหวาดระแวงและความไม่แน่นอนยังคงปกคลุม พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดช่องจอมต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำมาหากิน พวกเขาต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความจำเป็นในการหารายได้กับความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะรอบใหม่

ความหวังและอุปสรรคของพ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม

การกลับมาเปิดร้านอีกครั้งของพ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินชีวิตต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงภัย อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงมีความหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และสามารถกลับมาค้าขายได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

  • ความท้าทาย: สถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอน, ความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะ, ลูกค้าที่ยังไม่กล้าออกมาจับจ่ายใช้สอย
  • ความหวัง: สถานการณ์คลี่คลาย, การค้าขายกลับมาเป็นปกติ, ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

พ่อค้าแม่ค้าหลายรายตัดสินใจเปิดร้านเพราะจำเป็นต้องหารายได้มาจุนเจือครอบครัว และเก็บสะสมเงินทุนเผื่อกรณีที่ต้องอพยพอีกครั้ง พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากหลายประการ ทั้งจำนวนลูกค้าที่ลดลง ความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงมีความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และสามารถกลับมาค้าขายได้อย่างปกติสุขในอนาคต

การที่ทูตจากหลายประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ในพื้นที่ ทำให้ทหารกัมพูชายังไม่กล้าที่จะเปิดฉากยิง แต่ชาวบ้านก็ยังคงวิตกกังวลว่าสถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา พวกเขาจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ในฐานะคนไทย เราขอเป็นกำลังใจให้พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนชาวช่องจอมทุกท่าน ขอให้ท่านปลอดภัยและสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ววัน ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออกอย่างสันติวิธี เพื่อนำมาซึ่งความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – พ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม ทยอยกลับมาเปิดร้าน แต่ยังหวั่นเกิดการปะทะอีกรอบ

แฉ! ทหารกัมพูชาทำ “หลุมขวาก” ป้องกันทหารไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง! มีรายงานว่า “ทหารกัมพูชา” ได้ทำการสร้างกับดัก “หลุมขวาก” บริเวณภูมะเขือ โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกัน “ทหารไทย” จากการลาดตระเวนในพื้นที่ โชคดีที่ยังไม่มีทหารไทยได้รับอันตรายจากกับดักดังกล่าว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ทหารที่ประจำการอยู่บริเวณชายแดนภูมะเขือได้ส่งภาพหลักฐาน “หลุมขวาก” ที่ถูกพรางไว้ให้กับทีมข่าวไทยรัฐ พร้อมระบุข้อความว่า “เจอแบบนี้ จะลาดตระเวนกันยังไง” สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากและความเสี่ยงที่ทหารไทยต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่

ทหารกัมพูชาทำหลุมขวาก

แหล่งข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า “ทหารกัมพูชา” ได้ทำการพราง “หลุมขวาก” เหล่านี้ด้วยการใช้ใบไม้ปกคลุมปากหลุม ทำให้ยากต่อการสังเกต โชคดีที่ช่วงนี้มีฝนตกลงมา ทำให้สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติและพบว่าเป็นหลุมพราง ก่อนที่จะมีใครตกลงไปได้รับบาดเจ็บสาหัส

ลักษณะของหลุมขวาก

“หลุมขวาก” ภัยร้ายชายแดนที่ต้องระวัง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาความสงบบริเวณชายแดน และความจำเป็นที่ทหารไทยจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลาดตระเวน เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากกับดักที่อาจถูกซ่อนไว้

อันตรายจาก “หลุมขวาก”

“หลุมขวาก” เป็นกับดักที่อันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากมักจะถูกพรางไว้ใต้ดิน ทำให้ยากต่อการสังเกต หากตกลงไป อาจได้รับบาดเจ็บสาหัสจากของมีคมที่ปักอยู่ภายในหลุม หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การกระทำดังกล่าวของ “ทหารกัมพูชา” อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น หากไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

ข้อควรระวังในการลาดตระเวน

เพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ ทหารไทยควรปฏิบัติตามข้อควรระวังดังต่อไปนี้:

  • เพิ่มความระมัดระวังในการเดินลาดตระเวน สังเกตความผิดปกติของพื้นดิน
  • ใช้เครื่องมือตรวจจับวัตถุแปลกปลอม เพื่อหาร่องรอยของกับดัก
  • แจ้งเตือนเพื่อนร่วมงาน หากพบสิ่งผิดปกติ
  • หลีกเลี่ยงการเดินในพื้นที่รกทึบ หรือพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ

เหตุการณ์ “ทหารกัมพูชา” ทำ “หลุมขวาก” บริเวณชายแดน ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และหามาตรการป้องกัน เพื่อความปลอดภัยของทหารไทย และเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

การลาดตระเวนตามแนวชายแดนมีความเสี่ยงอยู่เสมอ การมีสติ ความรอบคอบ และการทำงานเป็นทีม จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ ขอเป็นกำลังใจให้ทหารไทยทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – แฉ “ทหารกัมพูชา” ทำกับดัก “หลุมขวาก” บริเวณภูมะเขือ ป้องกัน “ทหารไทย”

เปิดภาพ ทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิด PMN-2 ภูมะเขือ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อมีการเปิดเผยภาพหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำของ “ทหารกัมพูชา” ที่ลักลอบนำทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 เข้ามาฝังในพื้นที่ภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลและความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดเก็บกู้กวาดล้างที่ 1 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท.ทร.) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด ได้ตรวจพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ภูมะเขือ บริเวณร้อย ร.132 พัน.13 (ฐานเหนือเมฆ)

เจ้าหน้าที่ได้นำโทรศัพท์ดังกล่าวมาตรวจสอบ โดยการใส่แบตเตอรี่และเปิดดูข้อมูลภายในเครื่อง ก็พบสิ่งที่น่าตกใจ นั่นคือ คลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นภาพทหารกัมพูชาถือทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 อย่างชัดเจน ในคลิปวิดีโอ ปรากฏเสียงพูดภาษากัมพูชา ซึ่งคาดว่าเป็นการสาธิตหรือแนะนำวิธีการใช้งานทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ก่อนที่จะนำไปลักลอบฝังดินในพื้นที่ดังกล่าว

เปิดภาพหลักฐาน “ทหารกัมพูชา” ขณะฝังทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ในพื้นที่ภูมะเขือ

หลังจากพบหลักฐานดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ส่งมอบโทรศัพท์มือถือให้กับหน่วยงานกองทัพบกในพื้นที่ เพื่อดำเนินการสืบสวนและสอบสวนต่อไป การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศไทย

ผลกระทบจากการฝังทุ่นระเบิดชนิด PMN-2

การลักลอบนำทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 มาฝังไว้ในพื้นที่ชายแดน นอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย ทุ่นระเบิดเหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ว่าใครก็ตามที่บังเอิญเหยียบย่างเข้าไป อาจได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ทันที

นอกจากนี้ การมีอยู่ของทุ่นระเบิดยังส่งผลกระทบต่อการทำมาหากินของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม การเก็บหาของป่า หรือการเลี้ยงสัตว์ เมื่อมีทุ่นระเบิดอยู่ในพื้นที่ ก็ย่อมทำให้ประชาชนไม่กล้าเข้าไปทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้น เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย

ทุ่นระเบิด PMN-2 คืออะไร? ทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายขาหรือเท้าของผู้ที่เหยียบมัน ทุ่นระเบิดชนิดนี้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และทำจากพลาสติก ทำให้ตรวจจับได้ยาก และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพลเรือน

  • ขนาด: เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 เซนติเมตร
  • น้ำหนัก: ประมาณ 400 กรัม
  • สารระเบิด: TNT หรือ เฮกโซเจน
  • แรงระเบิด: สามารถทำให้เสียชีวิตหรือพิการได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน เราหวังว่าทางการกัมพูชาจะให้ความร่วมมือในการสืบสวนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – เปิดภาพหลักฐาน “ทหารกัมพูชา” ขณะฝังทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ในพื้นที่ภูมะเขือ

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจง รุกล้ำอธิปไตย สระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งปฏิบัติตามหลักสากลและสายการบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจง รุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์การรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวกัมพูชาและการปรากฏตัวของกองกำลังฝ่ายตรงข้าม

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 (ศปก.ทภ.1) โดยกองกำลังบูรพา ได้รับมอบหมายภารกิจจากกองทัพบกให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเน้นการผลักดันกองกำลังทหารฝ่ายตรงข้ามและการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทางทหารที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย โดยยึดถือแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 เป็นหลักในการปฏิบัติงาน

ในระหว่างการปฏิบัติการ หน่วยงานได้ตรวจพบทหารกัมพูชาและครอบครัว และได้ดำเนินการผลักดันให้ออกนอกพื้นที่โดยไม่มีการใช้อาวุธใดๆ ทั้งสิ้น

รั้วลวดหนาม ป้องกัน ไม่ใช่กำหนดเขตแดน

หลังจากนั้น ได้มีการติดตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวป้องกันทางยุทธวิธีสำหรับกำลังพลของฝ่ายไทย โดยมิได้มีเจตนาที่จะใช้ในการกำหนดเส้นเขตแดน แต่มีเป้าหมายเพื่อควบคุมพื้นที่และหมู่บ้านของชาวกัมพูชา รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณที่ตั้งทางทหาร ป้องกันการลักลอบเข้าเมือง และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ

การปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ ดำเนินไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากในพื้นที่ปฏิบัติการมีชุมชนและที่พักอาศัยของประชาชนชาวกัมพูชา (บ้านหนองจาน) กว่า 200 หลังคาเรือน ที่รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทย และยังมีประชาชนอาศัยอยู่ขณะเข้าปฏิบัติการ ดังนั้น มาตรการป้องกันการบาดเจ็บและสูญเสียทั้งต่อกำลังพลและประชาชนในพื้นที่จึงมีความสำคัญสูงสุด

นอกจากนี้ ศปก.ทภ.1 ยังได้วางรั้วลวดหนามหีบเพลงตามแนวภูมิประเทศในพื้นที่อื่นๆ เพื่อควบคุมและป้องกันการกระทำผิดกฎหมายข้ามชาติ เช่น อาชญากรรมออนไลน์และการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย การวางเครื่องกีดขวางดังกล่าวเป็นไปตามหลักสากล โดยมีพื้นที่ว่างระหว่างรั้วทั้งสองฝ่าย เพื่อเปิดช่องทางการติดต่อและเจรจา รวมถึงความปลอดภัยของกำลังพล

การวางเครื่องกีดขวางนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน ซึ่งเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เช่น การอพยพชุมชนออกจากพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งเกินขีดความสามารถทางการทหาร และจำเป็นต้องนำเข้าสู่การหารือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และการประชุมระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล

ปัจจุบัน ศปก.ทภ.1 ได้วางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และจังหวัดสระแก้ว แต่เนื่องจากอยู่ในระหว่างการปฏิบัติตามข้อตกลงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ ประเทศมาเลเซีย ศปก.ทภ.1 จึงรอการปฏิบัติตามคำสั่งของกองทัพบกและรัฐบาลต่อไป

ศปก.ทภ.1 ยืนยันหนักแน่นที่จะปกป้องอธิปไตยและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามสายการบังคับบัญชาและหลักสากลอย่างรอบคอบในทุกมิติ เรื่องรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ

ปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการชายแดนและความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

แม่ทัพภาค 2 เตือนภูมิธรรม: เขมรไว้ใจไม่ได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาประเมินสถานการณ์พร้อมทั้งแสดงความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการระมัดระวังในการติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เคยเตือน “ภูมิธรรม” แล้ว กัมพูชาไว้ใจไม่ได้

แม่ทัพภาค 2 บอกเคยเตือน “ภูมิธรรม”แล้ว กัมพูชาไว้ใจไม่ได้

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์หลังรับมอบทุนสนับสนุนกำลังพลแนวหน้า โดยประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่ายังอยู่ในระดับ 50/50 พร้อมยืนยันว่ากองทัพไทยมีความพร้อมทั้งการเจรจาและหากจำเป็นต้องปะทะ พลโทพูนสินกล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาแสดงพฤติกรรมยั่วยุต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่ช่องอานม้าว่าเป็นการกระทำที่ “ไม่มีมารยาท” ซึ่งจะไม่ส่งผลต่อการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) เพราะฝ่ายไทยทราบพฤติกรรมดังกล่าวเป็นอย่างดี

สำหรับเรื่องปัญหาการรุกล้ำของร้านค้ากัมพูชาบริเวณชายแดน แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่าจะนำเข้าที่ประชุม RBC เพื่อเจรจาให้ฝ่ายกัมพูชารื้อถอนเอง เนื่องจากเป็นการก่อสร้างที่ผิดหลักการ และย้ำว่าการล้อมรั้วระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

ความกังวลเรื่องกัมพูชาและคำเตือนถึงภูมิธรรม

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการที่แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเปิดเผยว่าเคยเตือนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวว่า “อย่าไว้ใจเขมร” ซึ่งตอกย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงของชาติ การออกมาเตือนเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของกองทัพต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและต้องการให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

นอกจากนี้แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กล่าวถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยเผยว่ามีแนวคิดที่จะเชิญประเทศจีนเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักสากล ซึ่งในตอนท้ายพล.ท.บุญสินระบุว่าจะไม่เปิดด่านชายแดนในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จนกว่าตนเองจะเกษียณราชการอย่างแน่นอน พร้อมยอมรับว่าเคยเตือนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวว่า “อย่าไว้ใจเขมร” ซึ่งความจริงก็คือความจริง แม้จะมีการสูญเสีย แต่ขวัญและกำลังใจของทหารยังคงเต็มเปี่ยมในการรักษาอธิปไตยของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความท้าทายและต้องการการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาแสดงความเห็นและให้ข้อมูลต่างๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนและรัฐบาลได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริงและสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญ แต่การรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียด แต่กองทัพไทยก็ยังคงพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์ การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมายืนยันถึงความพร้อมของกองทัพ ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารและเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ

ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้ การมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ถือเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการตัดสินใจของรัฐบาลและการเตรียมพร้อมของประชาชน การรักษาความสามัคคีและความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่แม่ทัพภาคที่ 2 กล้าออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และความตั้งใจที่จะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง เราประชาชนคนไทยควรให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 บอกเคยเตือน “ภูมิธรรม”แล้ว กัมพูชาไว้ใจไม่ได้ ยันไม่เปิดด่านจนกว่าเกษียณ

รร.ชายแดนกันทรลักษ์ เรียนครึ่งวัน ผู้ปกครองยังกังวล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ยังคงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ล่าสุด โรงเรียนในพื้นที่ชายแดนกันทรลักษ์ได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อความปลอดภัย แต่ผู้ปกครองก็ยังคงมีความกังวลใจอยู่

รร.ชายแดนกันทรลักษ์ ปรับรูปแบบการเรียนเป็นครึ่งวัน ผู้ปกครองยังหวั่นความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนหลายแห่งที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ประกาศปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบครึ่งวัน โดยให้ผู้ปกครองมารับนักเรียนกลับบ้านในช่วงเที่ยงวัน เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนยังไม่สงบเรียบร้อยดี นักเรียนบางส่วนที่ผู้ปกครองยังไม่สะดวกมารับ ครูได้จัดให้อยู่ในบริเวณโรงเรียนเพื่อดูแลความปลอดภัย

นายสมภาร ชาตะปะ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบึงมะลู เปิดเผยว่า แม้โรงเรียนจะเปิดทำการเรียนการสอนเป็นวันที่สองแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ชายแดนที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้ตนเองยังคงรู้สึกตื่นกลัว ไม่กล้าออกไปประกอบอาชีพตามปกติ และต้องเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพอยู่เสมอ “ในแต่ละคืนนอนผวาหลับบ้างไม่หลับบ้าง มีความพะวงอยู่ตลอดเวลา” นายสมภารกล่าว พร้อมเสริมว่าอยากให้สถานการณ์สงบลงโดยเร็ว เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

คุณครูวิชิต ผิวขาว ครูโรงเรียนบึงมะลู กล่าวว่า โรงเรียนจำเป็นต้องปรับการเรียนการสอนเป็นแบบครึ่งวัน เนื่องจากเหตุการณ์ยังไม่ปกติ และยังมีนักเรียนบางส่วนที่ยังไม่ได้กลับเข้ามาในพื้นที่เพราะความกังวลเรื่องความปลอดภัย ทางโรงเรียนได้เตรียมแผนเผชิญเหตุและซักซ้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที ครูวิชิตยังแสดงความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของนักเรียน การเรียนการสอน และสถานที่อพยพหากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง

มาตรการปรับการเรียนการสอน รร.ชายแดนกันทรลักษ์

เพื่อชดเชยเวลาเรียนที่หายไปจากการเรียนครึ่งวัน ทางโรงเรียนได้วางแผนที่จะจัดการเรียนชดเชยในวันเสาร์ และมอบหมายใบงานให้นักเรียนทำที่บ้าน รวมถึงการเรียนเสริมออนไลน์ตามสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย ครูวิชิตกล่าวว่า “ตนอยากให้เหตุการณ์สงบสุขเร็ว ๆ เพราะทุกคนจะได้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ไม่อยากให้เหตุการณ์ยืดเยื้อไปมากกว่านี้”

นักเรียนโรงเรียนบึงมะลู เล่าว่า โรงเรียนตั้งอยู่ห่างจากชายแดนเพียง 12 กิโลเมตร ในวันที่เกิดเหตุการณ์ ได้ยินเสียงระเบิดดัง ตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงยางรถยนต์ระเบิด แต่เมื่อทราบว่าเป็นเสียงระเบิดที่มาจากฝั่งกัมพูชา ก็รู้สึกกลัวมาก นักเรียนต้องอพยพออกจากบ้านที่อยู่ติดชายแดนไปยังที่ปลอดภัย “คิดถึงบ้านมาก คิดถึงสัตว์เลี้ยง” นักเรียนกล่าว พร้อมทั้งขอบคุณทหารที่ปกป้องประเทศชาติ

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การปรับตัวของโรงเรียนในกันทรลักษ์เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ความกังวลของผู้ปกครองก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและหาทางแก้ไข เพื่อให้เด็กๆ สามารถกลับมาเรียนได้อย่างเต็มที่และมีความสุขอีกครั้ง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขและความมั่นคงในระยะยาว

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน และการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านความยากลำบากไปได้

การที่ โรงเรียนชายแดนกันทรลักษ์ ต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นครึ่งวัน สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ความหวังเดียวของพวกเขาคือความสงบสุขที่จะกลับคืนมาโดยเร็ว

ที่มา – รร.ชายแดนกันทรลักษ์ ปรับรูปแบบการเรียนเป็นครึ่งวัน ผู้ปกครองยังหวั่นความปลอดภัย

5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ส่งรักษาต่อ รพ.พระมงกุฎเกล้า

ข่าวเศร้าแต่ก็แฝงไว้ด้วยความกล้าหาญ เมื่อ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ จากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้รับการดูแลเบื้องต้นที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา กองทัพบกได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ จำนวน 5 นาย โดยใช้เครื่องบิน C295 หรือที่รู้จักกันในชื่อ CASA จากอุบลราชธานี สู่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

เครื่องบินลำดังกล่าวได้เดินทางถึงกองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้าย กรมการขนส่งทหารบก (ศคย.ขส.ทบ.) ดอนเมือง ในเวลา 11.50 น. ทันทีที่ถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจโครงการพระราชดำริและสารวัตรทหารบกได้เร่งอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ขบวนรถพยาบาลได้ใช้เส้นทางจากดอนเมือง ขึ้นทางยกระดับโทลเวย์ เชื่อมต่อด่วนดินแดง ต่างระดับมักกะสัน และลงสู่ถนนพหลโยธินบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที

5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ถูกส่งตัวรักษาต่อถึง รพ.พระมงกุฎเกล้าแล้ว

ระหว่างการเคลื่อนย้าย ได้มีประชาชนที่ทราบข่าวต่างให้กำลังใจและชื่นชมในความเสียสละของเหล่าทหารกล้า ขอให้ทุกท่านหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว

รายชื่อทหารทั้ง 5 นาย ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ประกอบด้วย

  • ร.ต. ธนาวุธ เวชสงเคราะห์
  • จ.ส.อ. ธานี พาหา
  • ส.อ. ต้าน สีใส
  • อส.ทพ. สิทธิเดช สวัสดิ์สูงเนิน
  • พลทหารวีรทัศน์ สุขประเสริฐ

กำลังใจเพื่อ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ

ขอส่งกำลังใจให้กับ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ทุกนาย ให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว ประชาชนคนไทยทุกคนขอขอบคุณในความเสียสละและความกล้าหาญของท่านที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทยที่พร้อมจะปกป้องประเทศชาติด้วยชีวิต เราในฐานะประชาชนคนไทยควรตระหนักถึงความสำคัญของการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจต่อไป

ความกล้าหาญและความเสียสละของ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ในครั้งนี้ จะเป็นที่จดจำและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนไทยทุกคน ในการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – 5 ทหารกล้า บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดน ถูกส่งตัวรักษาต่อถึง รพ.พระมงกุฎเกล้าแล้ว

ทัพฟ้าโชว์ Alpha Jet ปฏิบัติการกลางวัน-กลางคืน

“กองทัพอากาศ” โชว์ภาพเครื่องบินโจมตี “Alpha Jet TH” ที่ได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวัน-กลางคืน เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮาในแวดวงการทหารและประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจในศักยภาพของกองทัพไทย

วันที่ 19 ส.ค. 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force โพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความว่า “พวกเราคือ Hunter ‘นักล่า ผู้พิฆาตไพรี’ Alpha Jet TH ฝูงบิน 231 กองบิน 23 พร้อมปฏิบัติการด้วยจิตใจที่ห้าวหาญของนักรบทางอากาศ และศักยภาพของเครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 (Alpha Jet TH) ที่ได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธีได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายภาคพื้นได้อย่างแม่นยำ

เครื่องบินโจมตี Alpha Jet ที่ได้รับการปรับปรุงนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพให้ทันสมัยอยู่เสมอ การที่เครื่องบินสามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการลาดตระเวน การโจมตีเป้าหมาย หรือการสนับสนุนกำลังภาคพื้นดิน

ทัพฟ้าโชว์ Alpha Jet ปฏิบัติการกลางวัน-กลางคืน

การปรับปรุง Alpha Jet ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของบุคลากรของกองทัพอากาศในการซ่อมบำรุงและปรับปรุงเครื่องบินที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการประหยัดงบประมาณและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ การที่กองทัพอากาศออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุง Alpha Jet ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากองทัพมีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

ความสำคัญของ Alpha Jet ในภารกิจของกองทัพอากาศ

Alpha Jet ถือเป็นเครื่องบินโจมตีที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ของกองทัพอากาศมาอย่างยาวนาน ด้วยสมรรถนะที่คล่องตัวและหลากหลาย ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และการปรับปรุงให้สามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันและกลางคืนยิ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เพื่อดำรงให้กองทัพอากาศไทยมีความพร้อมในการรับมือต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคง ในการพิทักษ์รักษาอธิปไตย ผลประโยชน์แห่งชาติ และปกป้องพี่น้องประชาชนให้ปลอดภัยจากการรุกรานของข้าศึกศัตรู ดังคำกล่าวที่ว่า น่านฟ้าไทย จะไม่ให้ใครย่ำยี

การเปิดเผยภาพเครื่องบินโจมตี Alpha Jet ที่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของกองทัพอากาศในการปกป้องประเทศชาติ และเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่ไม่หวังดีว่ากองทัพไทยมีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะตอบโต้ทุกภัยคุกคาม

การพัฒนาศักยภาพของกองทัพอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการฝึกฝนบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ จะช่วยให้กองทัพสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ที่มา – “ทัพฟ้า” โชว์ภาพเครื่องบินโจมตี “Alpha Jet” ปฏิบัติการได้ทั้งกลางวัน-กลางคืน

Scroll to top