จัดตั้งรัฐบาล

“อนุทิน” ประชุมสส.ภูมิใจไทย เปรียบสามแม่ครัวช่วยพรรคโต

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตสายการเมือง วันนี้มีเรื่องน่าติดตามจากวงในพรรคภูมิใจไทยเลยนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง “อนุทิน” ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสามแม่ครัว ช่วยให้พรรคโต หลังจากผลเลือกตั้งไม่เป็นทางการออกมา พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่ง สส. ไปถึง 193 คน บรรยากาศคึกคักสุดๆ เลยทีเดียว เรียกได้ว่าพรรคโตแบบก้าวกระโดดจากเดิมมากๆ

อนุทิน ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบสามแม่ครัว

“อนุทิน” ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสามแม่ครัว ช่วยให้พรรคโต

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 12 ก.พ. 2569 ณ สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมหาดไทย แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรค เป็นประธานการประชุมว่าที่ สส.ทั้ง 193 คนทันทีหลังทราบผลเลือกตั้ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความดีใจและคึกคัก มีกรรมการบริหาร แกนนำพรรค และว่าที่ สส. ชื่อดังมาร่วมเพียบ เช่น นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาฯพรรค, นายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ, และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ

สามแม่ครัวสุดยอดที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยโตระเบิด

นายอนุทิน กล่าวแสดงความยินดีกับผลงานพรรคที่ได้ สส. 193 เสียง แถมยังกวาดยกจังหวัดได้ถึง 20 จังหวัด จากเดิมปี 2566 ที่ได้แค่ 8 จังหวัดเท่านั้น ถือเป็นพัฒนาการชัดเจนสุดๆ เลยครับ โดยท่านหัวหน้าพรรคยังขอบคุณบุคลากรหลัก 3 ท่านที่เปรียบเหมือน สามแม่ครัว ช่วยปรุงรสชาติให้พรรคอร่อยถูกปากประชาชน ได้รับความเชื่อมั่น นิยม และศรัทธาเพิ่มขึ้น ได้แก่

  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียง

การเปรียบเทียบนี้ช่างน่ารักและเข้าถึงใจคนไทยจริงๆ แสดงให้เห็นถึงทีมเวิร์คที่เหนียวแน่น เหมือนครอบครัวใหญ่ที่ช่วยกันทำอาหารเลี้ยงพรรคให้เติบโตแข็งแรง

อนุทินกับว่าที่สส.ภูมิใจไทย
บรรยากาศประชุมพรรคภูมิใจไทย

ความหวังใหม่สู่ความสงบชายแดนใต้

นอกจากนี้ ในที่ประชุม “อนุทิน” ยังโวด้วยความมั่นใจว่ารอบนี้พรรคมี สส.มุสลิมเพิ่มขึ้นอีก 12 คน ซึ่งจะช่วยนำความสงบสุข สามัคคี และความเรียบร้อยมาสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ดีขึ้น เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่มีคำว่าแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ทุกคนคือคนไทยแทบทั้งสิ้น คำพูดนี้สะท้อนปรัชญาของพรรคที่เน้นความเป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ

ว่าที่สส.พรรคภูมิใจไทย

จากข่าว “อนุทิน” ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสามแม่ครัว ช่วยให้พรรคโต เราจะเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้โตเพราะดวง แต่มาจากกลยุทธ์หาเสียงดี ทีมงานเก่ง และนโยบายที่ประชาชนไว้วางใจ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ สาธารณสุข และความมั่นคง จาก 8 จังหวัดเดิม สู่ 20 จังหวัดตอนนี้ แสดงถึงฐานเสียงที่กว้างขึ้นทั่วประเทศ นี่คือสัญญาณบวกสำหรับการเมืองไทยที่อาจจะมีพรรคใหญ่ใหม่เกิดขึ้น

ในมุมมองผมนะครับ การมีสามแม่ครัวแบบนี้สำคัญมาก เพราะการเมืองเหมือนครัวใหญ่ ต้องมีคนช่วยกันปรุงให้ลงตัว ถ้าทีมดี พรรคก็โตแบบยั่งยืน คุณล่ะคิดยังไงกับการเติบโตของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้? มีความหวังกับชายแดนใต้ไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนกันสนุกๆ หรือถ้าชอบข่าวการเมืองแบบนี้ อย่าลืมกดติดตามและแชร์ต่อนะครับ เพื่อให้เราอัพเดทข่าวร้อนๆ แบบเรียลไทม์!

ที่มา – “อนุทิน” ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสามแม่ครัว ช่วยให้พรรคโต

ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงหนุนอนุทินนั่งนายก

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยออกมาแถลงข่าวสำคัญ โดยภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี ทำให้โอกาสของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การประกาศครั้งนี้ไม่เพียงยืนยันการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 5 เสียง แต่ยังแสดงถึงพันธมิตรใหม่ที่เกิดขึ้นในเวทีการเมือง

ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี

การแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 12 ก.พ. 2569 ณ สำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยมีนางสาวบุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงเคียงข้างนายสุรทิน พิจารณ์ ว่าที่ ส.ส. พรรคประชาธิปไตยใหม่ และนางสาวนวินดา สวัสดิ์เดชดี ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคใหม่ นอกจากนี้ยังมีพลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ที่ยืนยันการสนับสนุนเช่นกัน

นางสาวบุณย์ธิดา กล่าวชัดเจนว่า ทั้งสามพรรคได้ยืนยันการสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมและรับรองผลการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มข้น โดยพรรคภูมิใจไทยมองว่านี่คือก้าวสำคัญในการสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

รายละเอียดการสนับสนุนจากแต่ละพรรค

นายสุรทิน พิจารณ์ ตัวแทนพรรคประชาธิปไตยใหม่ เน้นย้ำว่า พรรคมีมติชัดเจนสนับสนุนนายอนุทิน 100% โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น “เรามาด้วยหัวใจ ร้อยเปอร์เซ็นต์” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและไม่มีการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง

  • พรรคเศรษฐกิจ: พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค ยืนยันการสนับสนุนเต็มที่ เน้นนโยบายเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของพรรคภูมิใจไทย
  • พรรคประชาธิปไตยใหม่: นายสุรทิน พิจารณ์ และทีมงาน มองว่านายอนุทินคือผู้นำที่เหมาะสมในการนำพาประเทศ
  • พรรคใหม่: นางสาวนวินดา สวัสดิ์เดชดี ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ยืนยันการโหวตสนับสนุนในที่ประชุมใหญ่

การรวมตัวของ 5 เสียงนี้แม้จะดูน้อย แต่มีน้ำหนักในทางยุทธศาสตร์ เพราะเป็นการแสดงจุดยืนก่อนการโหวตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า

บริบทการเมืองและผลกระทบ

หลังการเลือกตั้งทั่วไป พรรคภูมิใจไทยได้รับที่นั่ง ส.ส. จำนวนมาก และเสนอชื่อนายอนุทินเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรก ปัจจุบันการเจรจาระหว่างพรรคใหญ่ๆ ยังคงดำเนินอยู่ โดยพรรคภูมิใจไทยพยายามรวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคขนาดเล็กเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี จึงเป็นข่าวดีที่ช่วยเพิ่มคะแนนในสายตานักการเมืองและประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิเคราะห์จากนักการเมืองอาคารและถนนว่าการสนับสนุนไร้เงื่อนไขนี้อาจนำไปสู่การจัดสรรตำแหน่งคณะรัฐมนตรีในอนาคต โดยพรรคเศรษฐกิจและพรรคใหม่หวังได้บทบาทในรัฐบาลใหม่ หากนายอนุทินก้าวสู่ทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนายอนุทินในการดึงดูดพันธมิตรจากหลากหลายฝ่าย ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลใหม่มีฐานเสียงที่มั่นคง ลดความเสี่ยงจากการล้มรัฐบาลในอนาคต หากคุณเป็นคนติดตามข่าวการเมือง คงเห็นด้วยว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นผลประโยชน์ประชาชนมากขึ้น

อย่าลืมติดตามอัปเดตสถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีและข่าวการเมืองล่าสุดจากบล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทย “คนป่วยเอเชีย”

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่สื่อดังระดับโลกอย่างไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) วิเคราะห์ว่าไทยกลายเป็น “คนป่วยเอเชีย” ซึ่งนายอนุทินได้ชี้แจงชัดเจนว่า “อนุทิน โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” เพราะเป็นการประเมินจากรัฐบาลชุดที่แล้วเท่านั้น รัฐบาลใหม่พร้อมพิสูจน์ศักยภาพและความมั่นคงทางการคลัง

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย”

คำวิเคราะห์จากไฟแนนเชียลไทมส์ที่เรียกไทยว่า “คนป่วยเอเชีย” (Sick Man of Asia) สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย คำนี้เคยใช้เรียกจักรวรรดิออตโตมันในอดีตที่อ่อนแอลง แต่ปัจจุบันถูกนำมาเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย นายอนุทินยืนยันว่าการประเมินดังกล่าวอิงข้อมูลจากรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งเผชิญปัญหาการเมืองไม่แน่นอนและนโยบายที่อาจขาดวินัย แต่หลังการเลือกตั้งใหม่ สื่อต่างชาตินับไม่ถ้วนเริ่มมองไทยในแง่บวกมากขึ้น

รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายที่ชัดเจน เน้นประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ประชานิยมไร้สาระ โดยเฉพาะการรักษาวินัยการเงินการคลังให้เข้มแข็ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ นายอนุทินยกตัวอย่างการทำงานของนายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จัดการงบประมาณอย่างโปร่งใส ไม่นำไปใช้แบบสุรุ่ยสุร่าย แต่เลือกคืนหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แทน สิ่งนี้ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตเห็นว่าไทยยังน่าเชื่อถือ อันดับเศรษฐกิจไม่ร่วงต่ำลง

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” ชี้รัฐบาลใหม่มั่นใจ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่จะประกาศ จะประกอบด้วยบุคคลที่มีความสามารถ ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ไทยในสายตานานาชาติ ผู้สื่อข่าวถามถึงปัจจัยทางการเมืองที่อาจไม่นิ่ง นายอนุทินตอบอย่างมั่นใจว่า “นั่นเป็นอดีตแล้ว” ผลการเลือกตั้งล่าสุดสะท้อนเสถียรภาพทางการเมือง ไม่มีขั้วอำนาจขัดแย้งรุนแรง วาทกรรมหาเสียงยังมีบ้างแต่ไม่ลุกลาม ทุกอย่างอยู่ในร่องรอย ทำให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง สามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองมาดูประเด็นสำคัญที่รัฐบาลใหม่กำลังดำเนินการ:

  • รักษาวินัยการคลัง: จัดสรรงบประมาณอย่างมีวินัย คืนหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย
  • สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน: แสดงผลงานทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง
  • เสถียรภาพการเมือง: ลดความขัดแย้ง เน้นสามัคคีเพื่อพัฒนาประเทศ
  • นโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม: ช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม ไม่เลือกประเภท

การที่ “อนุทิน โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย”” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำไทยในการโต้แย้งข้อเท็จจริงและนำเสนอข้อเท็จจริงใหม่ๆ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 GDP เติบโตต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อควบคุมได้ การท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และการส่งออกยังแข็งแกร่ง แม้จะมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก แต่ไทยมีจุดแข็งเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ยังมีโจทย์ท้าทาย เช่น หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น และการแข่งขันจากเวียดนาม อินโดนีเซีย รัฐบาลจึงต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้าง เช่น พัฒนาดิจิทัลอีโคโนมี สร้างงานคุณภาพสูง และดึงดูด FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ) ด้วยกฎหมายที่เป็นมิตร

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลชุดนี้มีโอกาสสูงที่จะพลิกภาพลักษณ์ไทยจาก “คนป่วย” สู่ “ยักษ์ใหญ่เอเชีย” หากยึดมั่นวินัยและความโปร่งใส นักลงทุนจะมั่นใจมากขึ้น สุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ กันเถอะ!

ที่มา – “อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” เพราะประเมินจากรัฐบาลชุดที่แล้ว

พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ชาดาต้อนรับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทยหลังเลือกตั้งมากเลยนะครับ โดยเฉพาะเหตุการณ์ พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ที่กลายเป็นประเด็นร้อนฮือฮาไปทั่วโซเชียล มาดูกันครับว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และนัยยะทางการเมืองที่อาจตามมาจะเป็นอย่างไร

พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และมีประสบการณ์ยาวนานในเรื่องความมั่นคงชายแดนใต้ ได้เดินทางเข้ามายังทำการพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยและ ส.ส.อุบลราชธานี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่ ส.ส.ยังไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายคนตีความว่านี่อาจเป็นสัญญาณการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่

ชาดาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง อุบเรื่องชวนร่วมรัฐบาล

นายชาดาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าการเชิญพล.อ.รังษีมาร่วมสนทนาในครั้งนี้ เพื่อปรึกษาเรื่องเส้นทางการเมืองและประสบการณ์ด้านปัญหาชายแดน ซึ่งพล.อ.รังษีมีความเชี่ยวชาญสูงสุดคนหนึ่งในวงการทหารและการเมือง เมื่อผู้สื่อข่าวถามตรงๆ ว่ามันเป็นการส่งสัญญาณชวนร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายชาดาก็ยิ้มรับและอุบไว้ก่อน โดยบอกว่า “ยังไม่ได้พูดถึงตรงนั้นครับ เพราะ ส.ส. ยังไม่ได้รับรอง” คำตอบแบบนี้ชวนให้คิดนะครับว่า ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจและเจรจา

นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงนโยบายของทั้งสองพรรคที่ดูจะไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความมั่นคงชายแดน นายชาดายังชื่นชมพรรคเศรษฐกิจว่าทำงานได้ดี และยกย่องทุกพรรคที่รอดเข้ามาในสภา รวมถึงพรรคที่ไม่รอดด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เปิดกว้างของแกนนำภูมิใจไทย

มุมมองต่อปมนับคะแนนเลือกตั้งใหม่

อีกประเด็นที่นายชาดาพูดถึงคือกระแสเรียกร้องให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่จากบางภาคส่วน เขามองว่า “ถ้าไม่สบายใจก็นับใหม่ทั้งประเทศไปเลยครับ จะได้รู้กันไปว่าสิ่งที่สงสัยกับสิ่งที่เป็นจริงต่างกันอย่างไร คนที่โกงจะได้เผยโฉม หรือถ้าไม่ได้โกงจะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์” คำพูดนี้สะท้อนถึงความโปร่งใสที่พรรคภูมิใจไทยยึดถือ และอาจช่วยคลายข้อกังขาในสังคมได้บ้าง

มาดูกันครับว่าประเด็นหลักที่ทั้งสองฝ่ายน่าจะคุยกันมีอะไรบ้าง:

  • เส้นทางการเมืองหลังเลือกตั้ง: การรวมพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง
  • ปัญหาชายแดนใต้: ประสบการณ์พล.อ.รังษีช่วยเสริมจุดแข็งให้ภูมิใจไทย
  • นโยบายเศรษฐกิจ: คล้ายคลึงกันในเรื่องกระจายอำนาจท้องถิ่น
  • ความโปร่งใสเลือกตั้ง: ยอมรับการตรวจสอบเพื่อความเชื่อมั่น

จากมุมมองของผม การที่ พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเยี่ยมเยียนธรรมดา แต่เป็นการวางหมากสำคัญในเกมการเมืองไทยยุคใหม่ พรรคเล็กอย่างเศรษฐกิจที่มี ส.ส.ไม่กี่คน หากรวมกับพรรคใหญ่ที่มีที่นั่งหลักร้อย อาจกลายเป็นพันธมิตรที่ทรงพลังได้ โดยเฉพาะประเด็นชายแดนที่ภูมิใจไทยเองก็ให้ความสำคัญ

หลังจากนี้เราน่าจะเห็นการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ สถานการณ์รัฐบาลยังคลุมเครือ พรรคเพื่อไทย ก้าวไกล และภูมิใจไทยกำลังเจรจาอย่างเข้มข้น ถ้าพรรคเศรษฐกิจเข้ามาร่วม จะช่วยเพิ่มน้ำหนักด้านความมั่นคงได้ดีทีเดียว

คุณล่ะครับ คิดว่าพล.อ.รังษีจะตัดสินใจยังไง? จะร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหรือไม่? มาคอมเมนต์แบ่งปันความเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ อย่าลืมแชร์บทความนี้ถ้าชอบ และติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมืองแบบเรียลไทม์!

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังน่าติดตามมากขึ้นทุกวัน หวังว่าทุกฝ่ายจะมุ่งเน้นผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลักนะครับ

ที่มา – “พล.อ.รังษี” รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย มี “ชาดา” ต้อนรับ อุบชวนร่วมรัฐบาล คุยการเมือง-เรื่องชายแดน

“อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้ง

หลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ โดยเฉพาะประเด็นข้อพิพาทเรื่องผลการนับคะแนนและความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง ล่าสุด “อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน ไม่ต้องรอสายชวนร่วมรัฐบาล หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วย เพื่อคลายข้อกังขาในสังคมและป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลาย

“อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน ไม่ต้องรอสายชวนร่วมรัฐบาล หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วย

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางอนาคตของพรรค หลังการประชุม นายอภิสิทธิ์ได้ออกมาเปิดเผยท่าทีที่ชัดเจน โดยย้ำ 2 เรื่องด่วนที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

หนุน กกต. เร่งสร้างความโปร่งใส เปิดข้อมูลเลือกตั้งรายหน่วย

เรื่องแรกคือปัญหาการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้ง 2 ระบบที่มีจำนวนไม่เท่ากันในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดข้อสงสัยมากมาย นายอภิสิทธิ์เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียด เช่น คะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง จำนวนบัตรทั้งสองระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย

หากปล่อยให้ข้อกังขาค้างคา สังคมจะสูญเสียศรัทธาในกระบวนการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์เตือนว่า กกต. ควรใช้อำนาจสั่งนับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนใหม่ในพื้นที่ที่มีปัญหา โดยอ้างระเบียบที่กำหนดให้เปิดผลคะแนนรายละเอียดภายใน 5 วัน แม้ครั้งนี้จะระบุแค่ว่า “โดยเร็ว” แต่ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

  • เปิดคะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง
  • เปรียบเทียบจำนวนบัตร 2 ระบบ
  • นับคะแนนใหม่หากพบความผิดปกติ
  • ป้องกันการลุกลามเป็นวิกฤตการเมือง

พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับข้อมูลร้องเรียนจากผู้สมัครและวิเคราะห์เพื่อให้ความจริงปรากฏ โดยนายอภิสิทธิ์เข้าใจความไม่พอใจของประชาชน แต่ขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวังไม่ให้เกิดสถานการณ์ไม่พึงประสงค์

ย้ำจุดยืนพรรค ไม่รอสายชวนร่วมรัฐบาล ยึดเงื่อนไขเดิม

สำหรับเรื่องที่สอง นายอภิสิทธิ์ย้ำจุดยืนของพรรคที่ชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงหาเสียง คือไม่ต้องรอสายเชิญจากพรรคใดๆ เพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาล พรรคจะยึดตามเงื่อนไขและนโยบายที่ประกาศไว้ทุกประการ โดยไม่ร่วมกับพรรคที่ขัดหลักการ

เมื่อถูกถามว่าเป็นการปิดโอกาสร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า ถ้าเงื่อนไขไม่ตรง ก็ไม่ร่วม เมื่อถามถึงบทบาทฝ่ายค้านหากพรรคสีส้มและพรรคฟ้ารวมกัน เขาตอบว่า ถ้าบริหารโปร่งใส ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ที่พรรคติดตามมาตั้งแต่ต้น โดยเรียกร้องให้เร่งอายัดทรัพย์ภายใน 90 วัน ตามมาตรการของรัฐบาลรักษาการณ์ รวมถึงดำเนินการกับสถาบันการเงินและโครงการอื่นๆ เช่น สแกนม่านตา เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินถูกยักย้าย

พรรคยังเตรียมปรับโครงสร้างภายใน จัดทีมนิติบัญญัติเพื่อผลักดันนโยบายหาเสียง และบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากที่กก.บห.ชุดนี้แทบไม่มีเวลาจัดการเพราะหาเสียง

นายอภิสิทธิ์ยังวิเคราะห์สถานการณ์ โดยไม่เห็นด้วยกับการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ เพราะอาจก่อความวุ่นวาย แต่ย้ำว่าการเปิดข้อมูลจะช่วยคลายกระแสได้ดีที่สุด โดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ปี 2500 ที่กระบวนการเลือกตั้งถูกตั้งคำถามจนนำไปสู่วิกฤต หากกกต.มั่นใจ ต้องรีบนำข้อมูลออกมา

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล คาดว่าจะล่าช้าถ้าผลเลือกตั้งไม่ชัดเจน กกต.มีเวลา 60 วัน แต่ยิ่งเร็วชัดเจนยิ่งดี โดยเฉพาะหลังถูกวิจารณ์จากครั้งก่อนที่เอาผิดน้อย

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็วผ่านภาพและคลิป การสร้างความโปร่งใสจึงสำคัญยิ่ง หากกกต.ชะลอ อาจลุกลามเป็นปัญหาระดับชาติ สังคมไทยจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อทุกกระบวนการโปร่งใสทั้งเลือกตั้งและบริหารประเทศ

ความเห็นของเรา: จุดยืนของอภิสิทธิ์สะท้อนหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง การเปิดข้อมูลไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นหนทางรักษาศรัทธาประชาชน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้กกต.เร่งดำเนินการ!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน ไม่ต้องรอสายชวนร่วมรัฐบาล หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วย

อนุทิน อุบสูตรจัดตั้งรัฐบาล รอ กกต.รับรองผล

อนุทิน อุบสูตรจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้งครั้งใหญ่ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรีรักษาการ ยืนยันว่าจะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลเลือกตั้งครบ 100% ก่อนดำเนินการใดๆ เพื่อความโปร่งใสและมั่นใจ สร้างความสนใจให้กับนักการเมืองและประชาชนที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อนุทิน อุบสูตรจัดตั้งรัฐบาล รอ กกต.รับรองผล

อนุทิน อุบสูตรจัดตั้งรัฐบาล รอ กกต. รับรองผลก่อน ไม่ตอบควบ รมว.กลาโหม

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.10 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่เขาจะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีควบคู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ โดยตอบอย่างระมัดระวังว่า “ขณะนี้ยังนับคะแนนไม่เสร็จ อยู่ที่ 92-93% เท่านั้น” แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบในการตัดสินใจสำคัญครั้งนี้

สำหรับการประชุมพรรคภูมิใจไทยในวันพรุ่งนี้ (12 ก.พ.) นายอนุทิน ชี้แจงว่าไม่มีวาระพิเศษ เพียงเชิญ ส.ส.ที่ทราบผลชนะไม่เป็นทางการมาร่วมหารือ หารือถึงผลงาน ข้อบกพร่อง และจุดที่ต้องปรับปรุง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

ไม่รีบจับขั้วรัฐบาล รอความชัดเจนจำนวน ส.ส.

เมื่อถามถึงการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลว่าจะเห็นรูปเห็นร่างเมื่อไหร่ นายอนุทิน ย้ำชัดว่า อนุทิน อุบสูตรจัดตั้งรัฐบาล จนกว่าจะได้รับการรับรองจาก กกต. ครบ 100% เพื่อเดินหน้าด้วยความมั่นใจ โดยยังไม่กำหนดสีพรรคใดไว้ในใจ ต้องรอจำนวน ส.ส. ชัดเจนก่อน แม้แต่พรรคภูมิใจไทยเอง ตอนแรกคาดได้ 180 ที่นั่ง แต่ล่าสุดเหลือ 173-174 ที่นั่ง สถานการณ์ยังไม่นิ่ง

การสัมภาษณ์นายอนุทิน หลังเลือกตั้ง

นายอนุทิน ยังเน้นย้ำถึงการบริหารราชการในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังเกิดเหตุประปราย แต่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานความมั่นคงและภาคประชาชนเป็นอย่างดี ทำให้รัฐบาลยังคงทำหน้าที่ต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

การันตี ครม.ชุดใหม่ดีกว่าเดิม

เมื่อถูกถามถึงสูตรจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน บอกว่ายังไม่คิดถึงเรื่องนั้น เพราะต้องโฟกัสบริหารประเทศก่อน แต่ยืนยันว่า หน้าตาคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะดีกว่าเดิมแน่นอน เนื่องจากมีคะแนนเสียงจากประชาชนที่ “เมตตา กดหัวกดบ่า” อยู่ ต้องตอบแทนด้วยผลงานที่ดียิ่งขึ้น ไม่สามารถถอยหลังได้

  • รอ กกต. รับรองผลเลือกตั้ง 100% ก่อนจับขั้ว
  • ศึกษาจำนวน ส.ส. แต่ละพรรคให้ชัดเจน
  • วิเคราะห์จากประสบการณ์อดีตเพื่อความเสถียรภาพ
  • บริหารสถานการณ์ชายแดนใต้ต่อเนื่อง
  • มั่นใจครม.ใหม่มีบุคลากรคุณภาพสูงกว่าเดิม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ท่าทีของนายอนุทิน แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและไม่ประมาท ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเมืองไทยที่มักเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การรอผลอย่างเป็นทางการจะช่วยลดข้อพิพาทและสร้างรัฐบาลที่มั่นคงได้ในระยะยาว นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความไว้วางใจในกระบวนการเลือกตั้งของ กกต. ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย

ในมุมมองของผู้เขียน ท่าทีนี้ของ อนุทิน อุบสูตรจัดตั้งรัฐบาล เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ หากรัฐบาลชุดใหม่ได้บุคลากรดีตามที่การันตี ประเทศไทยน่าจะเดินหน้าพัฒนาได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้!

ที่มา – อุบสูตรจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน” รอ กกต. รับรองผลก่อน ไม่ตอบควบ รมว.กลาโหมเอง

“หนู” บอก “หนิมน่ารัก” รักกันดี ไม่มีอะไร

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวการเมืองไทยทุกคน! วันนี้เรามีเรื่องน่ารักๆ ในวงการการเมืองมาอัปเดตกันครับ เรียกได้ว่าเป็นโมเมนต์สุดอบอุ่น เมื่อ “หนู” บอก “หนิมน่ารัก” รักกันดี ไม่มีอะไร เลยทีเดียว นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “พี่หนู” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนล่าสุด ออกมาปัดข่าวลือเรื่องดีลลับระหว่างพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทยอย่างชัดเจน แถมยังยิ้มแย้มบอกว่ารักกันดีอยู่แล้ว ไม่มีดราม่าอะไรเลย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หรือ “หนิม” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย สวมเสื้อยืดสีน้ำเงินทับสูทสีฟ้า มาปรากฏตัวแถลงข่าว ซึ่งพี่หนูถึงกับร้องโอ้ยอมยิ้ม แล้วบอกว่า “ตอนนี้ไม่หนิม ไม่หนูแล้ว หนิมน่ารัก” น่ารักเวอร์!

“หนู” บอก “หนิมน่ารัก” รักกันดี ไม่มีอะไร

เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง) ที่วิทยาลัยการปกครอง อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี นายอนุทินให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง หลังเห็นภาพนายจุลพันธ์แต่งตัวเท่ๆ พี่หนูยิ้มกว้างแล้วชี้ให้ผู้สื่อข่าวดู ก่อนตอบคำถามเรื่องมีนัยยะในการประสานงานเพื่อเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ไม่มีจริงๆ ก็รักกันดีอยู่แล้ว เจอกันก็พูดคุยกัน คงเรียกผมหนูเปล่าๆ แค่บนเวที แต่ยังไงเจอกันก็เรียกผมว่าพี่หนู เชื่อเถอะ” ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นใจแทนเลยนะครับ เหมือนพี่น้องนักการเมืองที่เคยแซวกันบนเวทีหาเสียง แต่พอลงพื้นจริงก็พร้อมจับมือกันทำงานเพื่อประชาชน

ปัดมีนัยดีลเพื่อไทยร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

ผู้สื่อข่าวย้ำถามต่อว่ารัฐบาลอนุทินพร้อมรับเพื่อไทยมาร่วมหรือยัง? พี่หนูส่ายหน้าทันที บอกว่า “ยังไม่ได้มองไกลขนาดนั้น ทุกคนต้องเล่นตามบทบาท” และเน้นย้ำว่าไม่นำความขัดแย้งจากการปราศรัยโจมตีกันมาคิดอะไร เพราะมันเป็นแค่การแซวกัน ไม่มีเรื่องส่วนตัวแม้แต่น้อย สุดยอดเลยครับ การแสดงวุฒิภาวะแบบนี้ ทำให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนถล่มทลายในการเลือกตั้งใหญ่ ไม่ได้เย่อหยิ่ง แต่พร้อมเปิดประตูให้พันธมิตรเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง

  • จุดเด่นจากคำพูดอนุทิน: ยืนยันรักกันดี ไม่มีดีลลับ
  • เน้นทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ไม่ยึดติดอดีต
  • ยังไม่คิดไกลเรื่องร่วมรัฐบาล ตามบทบาทก่อน
  • แซวกันบนเวที = ไม่ใช่ขัดแย้งจริง
  • เรียก “หนิมน่ารัก” แทนชื่อเก่า สัญญาณบวกชัดๆ

บริบทการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง

เพื่อให้เพื่อนๆ เข้าใจภาพรวมมากขึ้น หลังการเลือกตั้งส.ส.ล่าสุด พรรคภูมิใจไทยภายใต้นายอนุทินคว้าที่นั่งเพิ่มพูน สูงสุดเป็นอันดับ 3 รองจากเพื่อไทยและก้าวไกล ทำให้พี่หนูขึ้นแท่นนายกฯ ได้สำเร็จ ขณะที่เพื่อไทยของนายจุลพันธ์แม้จะได้คะแนนนำ แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปจากเดิม การที่ทั้งสองฝ่ายแสดงท่าทีเป็นมิตรแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณดีต่อการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มั่นคง ไม่มีดราม่าอีกต่อไป ในอดีต การเมืองไทยมักมีเรื่องทะเลาะวิวาท แต่ครั้งนี้ดูเหมือนนักการเมืองรุ่นใหญ่จะเรียนรู้แล้ว ว่าประชาชนต้องการความสามัคคีมากกว่า

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิเคราะห์จากนักการเมืองคนอื่นๆ ว่าอาจมีโอกาสที่เพื่อไทยจะเข้ามาร่วม หากสถานการณ์เอื้อ แต่ตัวพี่หนูเองย้ำชัด ไม่มีอะไรตอนนี้ ทุกอย่างต้องรอตามกระบวนการ คาดว่ารัฐบาลใหม่จะเน้นนโยบายเศรษฐกิจ สุขภาพ และท้องถิ่น ซึ่งเป็นจุดแข็งของภูมิใจไทย เพื่อนๆ คิดว่าดีลนี้จะเกิดจริงมั้ยนะ?

จากมุมมองของผม เหตุการณ์ “หนู” บอก “หนิมน่ารัก” รักกันดี ไม่มีอะไร นี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการเมืองผู้ใหญ่ ที่แยกการแข่งขันกับการร่วมมือได้ชัดเจน มันช่วยลดความตึงเครียดในสังคม และเปิดทางให้รัฐบาลทำงานได้เต็มที่ สุดท้ายแล้ว ประชาชนอย่างเราก็ได้ประโยชน์สูงสุด คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับโมเมนต์นี้? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่างเลยครับ หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – “หนู” บอก “หนิมน่ารัก” รักกันดี ไม่มีอะไร ปัดมีนัยดีลเพื่อไทยร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

“ธรรมนัส” เมินกระแสทิ้งกล้าธรรม ยังไม่คุยอนุทิน

“ธรรมนัส” เมินกระแสภูมิใจไทยทิ้งกล้าธรรม ยังไม่ได้คุย “อนุทิน” จัดตั้งรัฐบาล สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันแบบชิลๆ เกี่ยวกับดราม่าร้อนๆ ในวงการpolitikไทยหลังเลือกตั้ง เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และหัวหน้าทีมที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ออกมาให้สัมภาษณ์แบบไม่แคร์กระแสข่าวลือที่ว่าพรรคภูมิใจไทยจะทิ้งพรรคกล้าธรรมไม่ดึงมาร่วมตั้งรัฐบาล เขายังย้ำชัดว่ายังไม่ได้คุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเลยด้วยซ้ำ!

“ธรรมนัส” เมินกระแสภูมิใจไทยทิ้งกล้าธรรม ยังไม่ได้คุย “อนุทิน” จัดตั้งรัฐบาล

เรื่องเกิดขึ้นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนประชุมครม. ร.อ.ธรรมนัส หัวเราะเบาๆ เมื่อนักข่าวถามถึงกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยดัดหลังกล้าธรรม เขาบอกว่า “กระแสข่าวก็กระแสข่าว มันยังไวเกินไปที่จะพูดเรื่องจัดตั้งรัฐบาล” ชิลมากเลยนะครับ ไม่มีกังวลอะไร มั่นใจว่าความสัมพันธ์กับอนุทินยังดี ไม่มีหมางใจกันด้วยเหตุผลอะไรเลย

ย้อนดู背景หน่อยนะ หลังเลือกตั้ง สื่อหลายสำนักพยายามโยงว่ามีฮั้วกันหรือเปล่า แต่ร.อ.ธรรมนัสยืนยันชัด “สู้กันทุกเขต ไม่มีฮั้ว” โดยเฉพาะที่สุพรรณบุรีที่กล้าธรรมได้เก้าอี้มา แม้จะสูสีแต่ก็จบเกมแล้ว ไม่มีปัญหา เขายังแซวว่าชอบข่าวเสี้ยมแบบนี้ เพราะที่กระทรวงเกษตรก็มีตลอด!

สถานการณ์จัดตั้งรัฐบาล ยังต้องรออะไร?

สำหรับสูตรจัดตั้งรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัสเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยวางแผนไว้หมดแล้ว แค่รอให้กกต.รับรองผลเลือกตั้งภายใน 60 วัน ซึ่งครบต้นเมษายน 2569 ถ้าเป็นภูมิใจไทยตอนนี้คงนั่งตีขิมรอ ไม่ต้องรีบคุยพรรคอื่น พรรคกล้าธรรมก็อยู่ของใครของมัน เงียบๆ รอไป

ถ้าถูกดึงมาร่วม ก็อยากสานต่อกระทรวงเกษตรที่ถนัด แต่การเมืองมันไม่แน่นอน 1+1 ไม่เท่ากับ 2 เสมอไป เขาเล่าว่าสมัยประยุทธ์ ก็รวมพรรคเล็ก 19 พรรค จนได้ 251 เสียง รอดมาได้ ไม่จำเป็นต้อง 300 เสียงก็อยู่ได้

  • ยังไม่คุยจัดตั้งรัฐบาลกับอนุทิน
  • เมินกระแสทิ้งกล้าธรรม ไม่กังวล
  • ยันสู้กันเต็มที่ทุกเขต ไม่มีฮั้ว
  • รอ กกต.รับรองผลก่อน ค่อยว่ากัน
  • ประชุมครม. ไม่พูดการเมือง ทำงานต่อเนื่อง

หลังประชุมครม. ร.อ.ธรรมนัสย้ำอีกว่าในห้องประชุมไม่มีคุยการเมืองเลย มีแต่ยินดีกันที่ได้ที่นั่งรวมเกิน 200 เสียงแล้ว นายกฯ เน้นทำงานต่อจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ไม่มีสัญญาณดึงพรรคร่วมชัดเจน

ส่วนประเด็นสุพรรณบุรีหรือเพชรบูรณ์ที่เจาะพื้นที่ภูมิใจไทย เขาบอกคุยกันก่อนเลือกตั้งแล้ว บางคนมาจากเฉลิมชัย ศรีอ่อน ก็ปล่อยไป ไม่มีดราม่า นราธิวาสก็คุยกันหมด

วิเคราะห์มุมการเมือง: พรรคเล็กมีบทบาทยังไง?

แบบนี้เห็นชัดเลยครับว่าการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง มันซับซ้อน พรรคกล้าธรรมที่ร.อ.ธรรมนัสนำ อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมเจรจา ไม่มีเงื่อนไขอะไร แค่ทำให้บ้านเมืองเดินหน้า ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับอนุทินมาเพราะสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ใช่สัญญาใจส่วนตัว

เพื่อนๆ คิดยังไงบ้าง? พรรคภูมิใจไทยจะดึงกล้าธรรมมาร่วมจริงไหม หรือจะจับขั้วน้ำเงิน-เขียว? ติดตามกันต่อไปนะครับ เพราะยังมีเซอร์ไพรส์อีกเพียบ!

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกพรรคเจรจาให้ได้รัฐบาลที่มั่นคงไวๆ เพื่อประชาชน ลองแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สนใจข่าวการเมืองอัปเดต รีบกดติดตามบล็อกนี้เลยครับ จะไม่พลาดเด็ดขาด!

ที่มา – “ธรรมนัส” เมินกระแสภูมิใจไทยทิ้งกล้าธรรม ยังไม่ได้คุย “อนุทิน” จัดตั้งรัฐบาล

“อนุทิน” ย้ำยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจครบ 4 ปี

หลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่พรรคภูมิใจไทยคว้าส.ส.ได้ถึง 190 เสียง “อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี พร้อมย้อนแซวพรรคเพื่อไทยที่ชอบอ้างพิรุธทุกครั้งที่แพ้ ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยทันที โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ยังไม่ใช่เวลาที่จะรีบร้อนพูดถึงการจัดตั้งรัฐบาล เพราะต้องรอผลนับคะแนนอย่างเป็นทางการจาก กกต. ก่อน

“อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี

นายอนุทินเน้นย้ำว่าการเมืองต้องเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ชอบพูดอะไรที่ยังไม่ยืนยันจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่าง กกต. ซึ่งตอนนี้คะแนนนับได้เพียง 90% เท่านั้น ดังนั้นไม่ควรคาดเดาก่อนวางแผนคัดเลือกรัฐมนตรีหรือแบ่งโควตา “เราต้องฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเพราะประชาชนเลือกมา คะแนนอย่างไม่เป็นทางการกว่า 190 เสียง ดังนั้นต้องเคารพการตัดสินใจนั้น” อนุทินกล่าว

สำหรับเสถียรภาพของรัฐบาล เขายืนยันว่าต้องรอผล ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ชัดเจนก่อน เพราะยังมีพรรคเล็กพรรคน้อยที่ต้องคำนวณ เมื่อมีคำถามว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ ท่ามกลางกระแสวิเคราะห์จากนักวิชาการว่าพรรคมีหลายกลุ่ม อนุทินหัวเราะเบาๆ และตอบว่า “ไม่กังวลเลย ผมทำงานถูกกฎหมาย ถูกศีลธรรม ไม่ฝืนใจประชาชน” เขามั่นใจว่าสามารถคุมพรรคร่วมได้ หากคุมไม่ได้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้

มั่นใจรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปีด้วยผลงาน

อนุทินมองว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจะอยู่ครบ 4 ปีแน่นอน โดยเน้นผลงานที่รวดเร็ว ตอบโจทย์ประชาชน และได้รับการยอมรับจากนานาชาติ “วันพรุ่งนี้ต้องมาจากประสบการณ์วานนี้ ผมจะขับรถด้วยความระมัดระวัง ไม่เกินสปีด” เขายกตัวอย่างรัฐบาลเสียงข้างน้อยในอดีตที่ยังผลักดันนโยบายได้ แต่มาเอร์นี้เป็นเสียงข้างมาก ยิ่งมั่นใจ

ย้อนเพื่อไทย แพ้ก็บอกมีพิรุธทุกที

เมื่อพูดถึงข้อสังเกตของพรรคเพื่อไทยที่ชี้ว่าการเลือกตั้งมีพิรุธมาก อนุทินแซวตรงๆ ว่า “เวลาแพ้ก็มีพิรุธทุกที แต่ชนะไม่มี” สำหรับกระแสเรียกร้องนับคะแนนใหม่ เขาบอกว่าเป็นกระบวนการปกติ รัฐบาลไม่ได้จัดการเลือกตั้ง เพียงประสานงาน รัฐบาลไม่รู้จำนวน ส.ส.แน่ชัดเพราะยังนับไม่จบ และหากกล่าวหาพิรุธคือกล่าวหา กกต. ไม่ใช่รัฐบาล

ประเด็น MOU 44 และพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ อนุทินยังเผยว่าจะหารือ ครม. เรื่องยกเลิก MOU 44 ในวันนั้นเลย สั่งกระทรวงที่เกี่ยวข้องเตรียมการ เพราะ MOU นี้ไม่คืบหน้า ไม่มีประโยชน์ ต้องยกเลิกเพื่อผลประโยชน์ชาติ สำหรับข่าวไม่เอาพรรคก้าวไกลหรือพรรคอื่น เขาไม่ตอบ แต่พูด “โอเคนะครับ” แล้วเดินเข้าประชุม ครม.

ประเด็นสำคัญจากคำแถลงอนุทิน

  • ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล รอผล กกต. ชัดเจน
  • ฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก พรรคภูมิใจไทยได้ 190+ เสียง
  • มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี ด้วยการทำงานถูกต้อง
  • ย้อนเพื่อไทย ชอบอ้างพิรุธตอนแพ้
  • เดินหน้ายกเลิก MOU 44 ที่ไร้ผล
อนุทิน ชาญวีรกูล

สถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้งกำลังเข้มข้น พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นพรรคใหญ่สุด การที่อนุทินยืนยัน “อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี แสดงถึงความมั่นใจและระมัดระวัง สะท้อนประสบการณ์ยาวนานในเวทีการเมือง หากรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นจริง คงต้องจับตาว่าจะผลักดันนโยบายอะไรบ้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจและ MOU 44 ที่ค้างคา

คุณคิดว่ารัฐบาลอนุทินจะอยู่ครบ 4 ปีจริงหรือ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี ย้อนเพื่อไทย แพ้ก็บอกมีพิรุธทุกที

Scroll to top