ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

วิโรจน์ขอรอดู! **แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** คือใคร?

“วิโรจน์” อุบ! ขออดใจรอดูพรุ่งนี้ **แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ใช่ “เท้ง-ไหม-วีระยุทธ” หรือไม่? ระบุขอให้อดใจรอพรุ่งนี้ ไม่กังวลคดี 44 สส. เชื่อพรรคเลือกคนมีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศ

วันที่ 22 พ.ย. 2568 ที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาชน อาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดตัว**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ในวันพรุ่งนี้ ว่า นอกจากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อีก 2 คนที่เหลือใช่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แกนนำพรรคประชาชน หรือไม่ ว่า ขอให้รอพรุ่งนี้ พร้อมบอกกับผู้สื่อข่าวว่า จะถามอีก 10 ครั้ง ตนก็จะตอบแบบนี้ว่าให้รอพรุ่งนี้ ๆ รู้แน่ เชื่อว่าขณะนี้ขั้นตอนของพรรคกระบวนการคัดสรรเรียบร้อยแล้ว แต่วันนี้เป็นการเชิญชวนมาฟังนโยบายธงนำของพรรคประชาชน ในการเลือกตั้งครั้งหน้าคือการปราบสแกมเมอร์และทุนเทา ขอให้ติดตามตรงนี้ส่วนพรุ่งนี้ข้อมูลต่างๆ ทุกภาคส่วนจะรู้กันแบบตรงไปตรงมา ส่วนจะเป็น 3 ชื่อที่มีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ตนตอบไม่ได้ จำนวนชื่อเป็นไปตามความเหมาะสม และชื่อที่เปิดออกมาจะเป็นคนที่มีความเหมาะสมทั้งสิ้น

เมื่อถามว่าเป็นห่วงในเรื่องคดี 44 สส.ในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จะกระทบกับ**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ของพรรคหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวยืนยันว่า พวกเราทำโดยสุจริตในการยื่นแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เราแจ้งกับ ป.ป.ช.ว่าเราดำเนินการโดยสุจริต ใช้นิติบัญญัติโดยชอบ จึงไม่กังวลในเรื่องนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าแสดงว่ารายชื่ออาจจะมีคนนอกที่ไม่อยู่ใน 44 คนใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ ยิ้มพร้อมย้ำคำเดิมว่าขอให้รอติดตามพรุ่งนี้ดีกว่า ถ้าผมบอกว่าเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว พอตรงกับที่ผมพูด ก็จะหาว่าผมรู้ก่อน พอไม่ตรงก็จะหาว่าผมโกหก พรุ่งนี้จะได้รู้กันแน่นอน จะถามคนที่ไม่รู้ก็ตอบลำบาก

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของ สส. บางส่วนอาจจะยังไม่ทราบตัว**แคนดิเดตนายกฯ** แต่ในส่วนของขั้นตอนการคัดสรรของพรรคเสร็จสิ้นแล้ว

เมื่อถามย้ำว่านายวิโรจน์เป็นแกนนำพรรคแสดงว่ารู้แล้วใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า “แกนนำก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง จะทราบหรือไม่ทราบ แต่ผมมั่นใจในพรรคเสมอ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าจะคัดเลือกคนที่มีความเหมาะสมและมีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น 2 หรือ 3 ชื่อ หรือทุกๆ ชื่อก็มีความเหมาะสมทั้งสิ้น ผมเชียร์ ให้กำลังใจและพร้อมจะทำงานให้อย่างถวายหัวแน่นอน”

พรุ่งนี้รู้แน่! ใครคือแคนดิเดตนายกฯ ปชน.?

การเปิดตัว**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** เป็นที่จับตาของทุกฝ่าย เพราะจะเป็นการแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายของพรรคในการนำพาประเทศไปข้างหน้า ซึ่งนายวิโรจน์ได้กล่าวถึงความมั่นใจในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมและความสามารถของพรรค แม้ว่าจะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับบุคคลที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อ แต่ก็ยังคงต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแคนดิเดตนายกฯ ปชน.

  • ความสามารถในการบริหารประเทศ
  • วิสัยทัศน์และนโยบายที่ชัดเจน
  • ความโปร่งใสและสุจริต
  • การแก้ปัญหาทุจริตและคอร์รัปชัน

การเลือก**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ที่มีความสามารถและเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคน

แม้ว่านายวิโรจน์จะไม่ได้เปิดเผยรายชื่อ**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ในตอนนี้ แต่ก็ยืนยันว่าพรรคจะคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศอย่างแน่นอน การรอคอยการเปิดตัวในวันพรุ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการเลือก**แคนดิเดตนายกฯ** จะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน ร่วมติดตามสถานการณ์และวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ที่มา – “วิโรจน์” ขออดใจรอดูพรุ่งนี้ แคนดิเดตนายกฯ ปชน. ใช่ “เท้ง-ไหม-วีระยุทธ” หรือไม่

ผลโพล: กระแสการเมือง ภาคกลาง ยังไม่เจอคนเหมาะเป็นนายกฯ

ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง อันดับ 1 ยังหาคนเหมาะสมที่จะเป็น “นายกฯ” ไม่ได้

นิด้าโพลเผยผลสำรวจ “กระแสการเมือง ภาคกลาง” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่พบคนที่เหมาะสมจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี อันดับสองเป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และอันดับสามเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ส่วนพรรคการเมืองก็ยังไม่มีพรรคใดโดดเด่นมากนัก

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นิด้าโพลได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในภาคกลาง เกี่ยวกับ “กระแสการเมือง ภาคกลาง” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งใน 17 จังหวัดของภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร รวม 2,000 ตัวอย่าง โดยกระจายในทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้

ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนภาคกลางจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า:

  • อันดับ 1: 35.65% ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2: 19.60% ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
  • อันดับ 3: 12.75% ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
  • อันดับ 4: 9.15% ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
  • อันดับ 5: 4.55% ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
  • อันดับ 6: 3.85% ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
  • อันดับ 7: 3.50% ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)
  • อันดับ 8: 3.40% ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
  • อันดับ 9: 2.20% ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  • อันดับ 10: 1.65% ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)
  • อันดับ 11: 1.55% ระบุว่าเป็น นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา)
  • 1.50% ระบุอื่นๆ ได้แก่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) พลโทบุญสิน พาดกลาง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
  • 0.65% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่เหมาะสม

ในส่วนของพรรคการเมืองที่คนภาคกลางจะสนับสนุน พบว่า:

  • อันดับ 1: 28.95% ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2: 28.85% ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
  • อันดับ 3: 9.70% ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
  • อันดับ 4: 9.60% ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
  • อันดับ 5: 8.45% ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
  • อันดับ 6: 5.45% ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ
  • อันดับ 7: 2.60% ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
  • อันดับ 8: 2.05% ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
  • อันดับ 9: 1.55% ระบุว่าเป็น พรรคชาติไทยพัฒนา
  • อันดับ 10: 1.00% ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ
  • 1.40% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ พรรคชาติพัฒนา พรรคไทยภักดี และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
  • 0.40% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนในภาคกลางจำนวนมากยังคงลังเลและไม่แน่ใจว่าจะสนับสนุนใครหรือพรรคใดในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง นี้เป็นข้อมูลสำคัญที่พรรคการเมืองและนักการเมืองควรนำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงนโยบายและสร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

การที่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจ อาจเป็นเพราะยังไม่เห็นนโยบายที่ตอบโจทย์ หรือยังไม่มั่นใจในตัวผู้สมัคร ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง จึงเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายต้องทำงานหนักขึ้น

ที่มา – ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง อันดับ 1 ยังหาคนเหมาะสมที่จะเป็น “นายกฯ” ไม่ได้

“เท้ง” ร่วมงาน TIME 100 NEXT บุคคลแห่งปี

“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ร่วมงาน Gala The World’s Most Influential Rising Stars ที่นครนิวยอร์ก หลังถูกคัดเลือกให้เป็น TIME 100 Next 2025 หมวด Leader เผยประทับใจในสุนทรพจน์ของ Ayana เรื่องความหวัง

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 30 ตุลาคม 2568 (ตามเวลาในท้องถิ่น) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางไปร่วมงาน Gala The World’s Most Influential Rising Stars นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามที่ได้รับเชิญและถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน TIME 100 Next ประจำปี 2025 ในหมวด Leader จากบทความของ TIME ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ในด้านการปฏิรูปโครงสร้างการเมืองไทย ปลดล็อกเศรษฐกิจ และคืนความยุติธรรมให้สังคมไทย เพื่อให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย

โดยภายในงานนายณัฐพงษ์ยังได้พบปะพูดคุยกับบุคคลสำคัญที่มาร่วมงาน อย่างเช่น Irfaan Ali ประธานาธิบดีคนที่ 10 และคนปัจจุบันของประเทศกายอานา, Jonathan Bailey นักแสดงชาวอังกฤษ , Maggie Kang ผู้กำกับภาพยนตร์ KPop Demon Hunters ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดบน Netflix Original, Ayana Johnson นักชีววิทยาทางทะเลผู้เรียกร้อง Climate Action, Emi Mahoud – UNHCR Goodwill Ambassador ผู้อุทิศชีวิตให้กับการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ Darfur ในซูดาน, รวมไปถึงผู้ทรงอิทธิพลในวงการอื่น ๆ ทั้งสถาปนิก ผู้ประกอบการร้านอาหาร นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว เป็นต้น

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนรู้สึกประทับใจในสุนทรพจน์ของ Ayana ที่เธอกล่าวในงานว่า “ฉันถูกขอให้กล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับ ‘ความหวัง’ ในงานวันนี้ แต่ฉันทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในปี 2024 เป็นปีที่โลกร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ, ช่างหัวความหวังมัน อะไรคือกลยุทธ์? [F*ck the Hope, What’s the Strategy?]”

โดยเธอยังร้องขอให้ผู้ทรงอิทธิพลที่อยู่ในงาน ควรเป็นแบบอย่างในการช่วยกันต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนี้ต่อไป ยกตัวอย่างเช่น การเป็นแบบอย่างในการตัดสินใจในการใช้เงินในกระเป๋าทุกดอลลาร์ของคุณ ไปกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่รักษ์โลก พร้อมกับการยกตัวอย่างการหันมาบริโภคเนื้อสัตว์ Plant-based เป็นต้น

นายณัฐพงษ์ได้เล่าต่อว่า “ประโยคแรกที่เธอถามผมหลังที่เราแนะนำตัวกันก็คือ อะไรคือสิ่งที่พวกคุณกำลังทำในประเทศไทย เพื่อช่วยต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ?” ซึ่งได้ตอบไปว่าคือเรื่อง “พลังงานสะอาด” ที่ตนกำลังถูกฟ้องร้องโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยอยู่ 100 ล้านบาทในตอนนี้

โดยนายณัฐพงษ์ได้ระบุว่าการมาร่วมงานเลี้ยงมื้อค่ำครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพบปะกับผู้คนที่เป็นผู้นำในหลากหลายด้าน ทั้งนักการเมือง ศิลปิน นักเคลื่อนไหว นักสิ่งแวดล้อม และนักธุรกิจ ผู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ โดยหวังว่าการพบปะกันในครั้งนี้ จะทำให้มีโอกาสได้ร่วมงานกันกับผู้ที่อยู่ใน TIME 100 NEXT และรวมถึงบุคคลที่ได้รับรางวัลอื่นๆ ของ TIME ในด้านต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต

สำหรับ TIME 100 NEXT เป็นการจัดลิสต์ของนิตยสารไทม์ มีหลากหลายหมวด เช่น ผู้นำ ผู้ที่สร้างปรากฏการณ์ ศิลปิน ผู้สร้างนวัตกรรม ฯลฯ โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมามีคนไทยที่ได้รับการจัดอยู่ในลิสต์นี้แล้ว 8 คน

การที่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หรือ “เท้ง” ได้รับการคัดเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีหมวดผู้นำ และได้ร่วมงาน TIME 100 NEXT แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเขาในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย และเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำระดับโลก ผลักดันประเด็นสำคัญต่างๆ ร่วมกัน

“เท้ง” ร่วมกาลาดินเนอร์ TIME 100 NEXT นิวยอร์ก หลังถูกคัดเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีหมวดผู้นำ

ทำไม “เท้ง” ถึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีหมวดผู้นำ

การที่ “เท้ง” ได้รับการคัดเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีหมวดผู้นำ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการปฏิรูปประเทศไทย รวมไปถึงการผลักดันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ

งาน TIME 100 NEXT ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเฉลิมฉลอง แต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำรุ่นใหม่ได้สร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า

การที่ “เท้ง” ได้มีโอกาสพบปะกับบุคคลสำคัญในหลากหลายสาขาอาชีพ ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่า และอาจนำไปสู่ความร่วมมือที่สำคัญในอนาคต

นอกจากนี้ การที่เรื่องราวของ “เท้ง” ถูกนำเสนอในบทความของ TIME ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ให้กล้าที่จะลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม

มาร่วมเป็นกำลังใจและสนับสนุน “เท้ง” ในเส้นทางการเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าไปด้วยกัน

ที่มา – “เท้ง” ร่วมกาลาดินเนอร์ TIME 100 NEXT นิวยอร์ก หลังถูกคัดเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีหมวดผู้นำ

“เท้ง” เชื่อรัฐบาลบริหารจัดการโรดแมปยุบสภาได้จริงหรือ?

“ณัฐพงษ์” ประกาศมีเราไม่มีเทา โอ่กวาดเพิ่ม 100 เขต เชื่อ รัฐบาลบริหารจัดการโรดแมปยุบสภาได้ ติงนายกฯ จัดการปัญหาสแกมเมอร์เบาและช้าไป ย้ำ ไม่มีเหตุผลยับยั้งดาบ 151 ถ้ากระบวนการแก้รัฐธรรมนูญล่ม

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรม ดิ ไอเดิล โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จ.ปทุมธานี มีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาชน (ปชน.) โดยมีกรรมการบริหาร สส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมพร้อมเพรียง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวต่อที่ประชุมตอนหนึ่ง ว่า โรดแมปเพื่อเอาชนะการเลือกตั้งในครั้งหน้า ฐานรากตอนนี้เรามีแล้ว คือเรื่องของนโยบาย เตรียมทีมบริหาร นอกจากเปิดตัวผู้สมัคร สส.เขต และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ยังเปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและชุดนโยบาย การเปิดโฉมหน้าของชุดบริหาร ว่าที่รัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของกลยุทธ์ที่จะเอาชนะการเลือกตั้ง เพื่อเป็นการรักษาเขตเดิมและเพิ่มเติมอีก 100 เขต ทั้ง 4 ค. ของพวกเรา ได้แก่ คู่แข่ง คะแนน เครือข่าย และแคนดิเดต สุดท้ายคือการเพิ่มคะแนนนิยมระดับชาติ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานในเชิงความคิด พื้นที่ของลูกพรรคทุกคน สำหรับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดใหม่ ในนามของพรรคประชาชน คิดว่าคือ มีเรา ไม่มีเทา มีเรา มีเศรษฐกิจใหม่ มีเรา ประเทศไทยมีอนาคต มีเรา มีประชาธิปไตย และมีเรา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งจะผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อไป

นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ทั้งนี้เรื่องของทีมบริหารได้มีการทาบทามไว้หลายคนแล้ว สำหรับว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ซึ่งจะมีการเปิดตัวภายหลังจากที่มีการยุบสภาฯ เมื่อถามต่อไปว่าหากโรดแมปการยุบสภาฯ ต้องเปลี่ยนแปลงไป มีการเตรียมพร้อมรับมือหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชน ตอบว่า มีการประเมินสถานการณ์และเตรียมรับมือไว้อยู่แล้ว และต้องรอดูสถานการณ์ในอนาคต

ส่วนคำถามว่าจะเป็นการบิดต่อ MOA หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุ ตนเชื่อว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ ในคำถามนี้คงจะหมายถึงในกรณีการเสด็จสวรรคตที่ประชาชนทุกคนรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ ทางรัฐบาลสามารถแยกการบริหารจัดการได้อยู่แล้ว จะมีการไว้ทุกข์และจัดงานพระราชพิธีต่างๆ ให้เป็นไปโดยความมีระเบียบเรียบร้อย รวมถึงเรื่องกระบวนการการเดินหน้าเลือกตั้งและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นกระบวนการในสภาฯ ตนคิดว่าไม่น่าเป็นเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกัน รัฐบาลสามารถทำได้ทั้ง 2 ส่วน

สำหรับเรื่องการทำงานของรัฐบาลถือว่ามีความจริงใจในเรื่องการแก้ปัญหาสแกมเมอร์มากน้อยแค่ไหน นายณัฐพงษ์ คิดว่าเบาและช้าไป ไม่ได้จริงจังมากเพียงพอ ขอส่งข้อเรียกร้องว่าไทยสามารถที่จะแสดงบทบาทต่างๆ เหล่านี้ได้ คือในเรื่องเจตจำนงที่ชัดเจนของนายกรัฐมนตรี การลงมือทำอย่างแข็งขันและจริงจัง ประชาชนต้องการตอนนี้คือรัฐบาลที่บริหารประเทศทุกอย่างตรงไปตรงมา ข้อกล่าวหา เช่น เรื่องของรองนายกรัฐมนตรี ที่อาจจะมีส่วนพัวพันกับเครือข่ายเส้นเงินต่างๆ เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ อยากให้นายกรัฐมนตรี ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องรอ ให้ลาออกเอง

ทางด้านปัญหาสแกมเมอร์ที่โยงไปถึงคนในรัฐบาล จะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ตนอาจพูดเป็นเงื่อนไขได้ชัดในวันนี้ คือเมื่อไรที่กระบวนการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกล้มลง ตอนนั้นไม่มีเหตุผลใดๆ ที่เราจะยั้งในเรื่องของการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 151 รัฐบาลอีกต่อไป ขณะที่ปัญหาอื่นๆ เราก็ไม่ได้เห็นว่าไม่ได้มีความสำคัญน้อยกว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุกปัญหามีความสำคัญเท่ากัน เพียงแต่ข้อตกลงตาม MOA ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ อย่างที่ต้องย้ำอีกครั้งว่าไม่ว่าเราจะเลือกตั้งไปอีกสักกี่ครั้ง หากเราไม่เปลี่ยนกติกาสูงสุดของประเทศ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ประเทศไทยก็จะเดินหน้าไปไกลกว่านี้ไม่ได้.

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่ “เท้ง” เชื่อรัฐบาลบริหารจัดการโรดแมปยุบสภาได้ นั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป การบริหารจัดการโรดแมปยุบสภาและการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจและคาดหวังว่าจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ

“เท้ง” เชื่อรัฐบาลบริหารจัดการโรดแมปยุบสภาได้

การที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” แสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการโรดแมปยุบสภาได้นั้น สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่มีต่อความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์ของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่นายณัฐพงษ์ติงเรื่องการจัดการปัญหาสแกมเมอร์ที่ช้าและเบาเกินไปก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณา

ทำไม “เท้ง” เชื่อรัฐบาลบริหารจัดการโรดแมปยุบสภาได้?

การที่ “เท้ง” เชื่อมั่นว่ารัฐบาลบริหารจัดการโรดแมปยุบสภาได้นั้น อาจมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลสามารถแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักการเมือง

การที่นายณัฐพงษ์กล่าวถึงการที่รัฐบาลสามารถแยกการบริหารจัดการเรื่องการเสด็จสวรรคตและการเดินหน้าเลือกตั้งได้นั้น แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการสถานการณ์ที่ซับซ้อนของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การที่นายณัฐพงษ์ติงเรื่องการจัดการปัญหาสแกมเมอร์ที่ช้าและเบาเกินไปก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณา การแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพจะเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา

ดังนั้น การที่ “เท้ง” เชื่อรัฐบาลบริหารจัดการโรดแมปยุบสภาได้นั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป การบริหารจัดการโรดแมปยุบสภาและการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจและคาดหวังว่าจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “เท้ง” เชื่อรัฐบาลบริหารจัดการโรดแมปยุบสภาได้ ติงนายกฯ จัดการปัญหาสแกมเมอร์ช้าไป

สว.สำรอง ยื่นศาล รธน. วินิจฉัย MOA

“อัครวัฒน์” สว.สำรอง ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย MOA ฉบับ ปชน.-ภูมิใจไทย เป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมเตือน “อนุทิน” ห้ามแทรกแซงสำนวนฮั้ว สว.

วันที่ 17 ต.ค. 2568 ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง พร้อมคณะ สว.สำรอง และทีมทนายความได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งให้หยุดกระทำการ ตาม รธน.มาตรา 49 วรรคสอง โดยตรวจสอบพบว่า ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการจัดทำข้อตกลง หรือ MOA ระหว่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและฝ่าฝืนพรป. พรรคการเมืองหรือไม่

นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย กระทำขัดต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำให้ระบบรัฐสภาถูกบิดเบือนจากกลุ่มบุคคลสองกลุ่มนี้ที่ใช้ช่องทางนี้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมือง หากศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง เชื่อว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอและมีน้ำหนักให้ศาลมีคำสั่งให้หยุดกระทำได้ ทำให้การเมืองและรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล สั่นสะเทือนอย่างแน่นอน พยานหลักฐานในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ยึดโยงสำนวนคดีฮั้ว สว. จึงขอเตือน “มือที่มองไม่เห็น” สายสีน้ำเงินหรือ “รัฐบาลนายอนุทิน” ห้ามไปแทรกแซงยุ่งเหยิงพยานหลักฐานในสำนวนของ กกต. ในคดีฮั้ว สว. เพราะตนจะใช้อำนาจศาลเรียกสำนวนมาศาล สามารถตรวจสอบได้ว่า สำนวนคดีมีพิรุธขั้นตอนใด อาจมีคนติดคุกเพิ่ม ตนมีความสงสัยว่า ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัย คณะที่ 36 มาเพื่ออะไร ในเมื่อ กกต.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยจำนวน 35 คณะก่อนหน้านี้

ส่วนความคืบหน้าคดีร่วมกันฮั้ว สว. ร้องทุกข์กล่าวโทษ กกต. และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ต่อ พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง นั้น นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า สำนวนคดีดังกล่าว ต้องส่งไปยัง ป.ป.ช. ตาม พรป.ป.ป.ช. แต่ตนกับคณะ สว.สำรองในกลุ่มตน จะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในสัปดาห์หน้า โดยการรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนและมีน้ำหนักให้ศาลรับคดีไว้พิจารณาได้ ไม่เกี่ยวกับกลุ่มของนายวิเชียร ศรีสุด หรือกลุ่มสภาเที่ยงธรรมที่เป็นเพียงผู้สมัคร สว.สอบตก ที่ได้ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้ เป็นสิทธิคนละส่วน ไม่ซ้ำกัน มวยคนละกึ๋นกัน แต่กลุ่มของตนเฉพาะ สว.สำรอง เท่านั้น เป็นสิทธิของตน ตาม มาตรา 88 แห่ง พรป.สว. และ ป.วิอาญา มาตรา 2(4) ประกอบมาตรา 28(2) ส่วนจะฟ้องประเด็นใด ให้พี่น้องประชาชนคอยติดตามต่อไป

สว.สำรอง ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย MOA

เรื่องราวของการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย MOA โดย สว.สำรอง กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความข้อตกลง (MOA) ระหว่างพรรคการเมืองสองพรรคว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบทางการเมืองที่สำคัญ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและกระบวนการทางการเมืองในอนาคต

ทำไม สว.สำรอง ถึงยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย MOA นี้?

การที่ สว.สำรอง ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น เกิดจากความกังวลว่าข้อตกลง MOA อาจมีลักษณะที่เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย และอาจเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมืองที่ไม่โปร่งใส การตรวจสอบโดยศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษากฎหมายและธรรมาภิบาล

นอกจากนี้ นายอัครวัฒน์ยังได้เตือนถึงการแทรกแซงสำนวนคดีฮั้ว สว. ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่สำคัญและเชื่อมโยงกับการเมืองในปัจจุบัน การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและการดำเนินการของ กกต. จะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชน

การฟ้องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในสัปดาห์หน้าโดยกลุ่ม สว.สำรอง จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต การเปิดเผยข้อมูลและหลักฐานที่ครบถ้วนจะช่วยให้ศาลสามารถพิจารณาคดีได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่อง สว.สำรอง ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย MOA จะเป็นอีกเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การกระทำดังกล่าวของ สว.สำรอง ถือเป็นการตรวจสอบอำนาจอย่างหนึ่ง

การที่ สว.สำรอง ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย MOA ถือเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมืองและพรรคการเมือง การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศไทยในอนาคต

โดยสรุปแล้ว การที่ สว.สำรอง ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย MOA เป็นประเด็นที่สำคัญและซับซ้อน ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – สว.สำรอง ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย MOA ชี้ “เท้ง-อนุทิน” ฝ่าฝืน รธน.

เท้งถาม ปล่อยเปิดซาวด์ผี เสียเปรียบโลก?

“เท้ง” ถามปล่อยให้เปิดซาวด์ผี ในพื้นที่อัยการศึก แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่ ห่วงรัฐบาลปล่อยผ่านอาจถูกมองให้การสนับสนุน

เมื่อเวลา 8.30 น. วันที่ 14 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกัน จอมพลัง นำเครื่องขยายเสียงไปเปิดซาวด์ผี รวมถึงฉายหนังกลางแปลง ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า ตนเชื่อว่าประชาชนทุกคนที่เป็นคนไทยอยากจะช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนเรื่องเสียงสะท้อนที่ออกมาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ตนคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีโดยตรง ที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือนายกัน จอมพลัง ก็ตาม ที่อยากจะช่วยเหลือคนไทย ให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากประเทศกัมพูชา หรือช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ เป็นหน้าที่ของนายกฯ และรัฐบาล ในการบริหารจัดการให้ทุกความช่วยเหลือ ทำให้ทุกการช่วยเหลือมีแต่การยกระดับทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น ไม่ได้ทำให้ไทยเพลี่ยงพล้ำหรือเสียเปรียบในเวทีโลก

เท้งถาม ปล่อยให้เปิดซาวด์ผี แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึง การปล่อยคลิปเสียงผี จะปลุกกระแสชาตินิยม จนทำให้ควบคุมไม่ได้มากขึ้นหรือไม่ นั้น ว่า ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ที่ประกาศกฎอัยการศึก การที่มีภาคประชาชนเข้าไปดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งก็มีบางส่วนมีข้อห่วงใยว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะส่งผลกระทบทางด้านจิตวิทยาต่อพลเรือนฝั่งตรงข้ามโดยตรง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าหน่วยงานความมั่นคงและรัฐบาลจะต้องเป็นผู้มีความรับผิดชอบโดยตรง เพราะเป็นพื้นที่ควบคุม

ความรับผิดชอบของรัฐบาลกรณีปล่อยให้เปิดซาวด์ผี

เมื่อถามว่าจะทำให้การต่างประเทศของไทยเดินหน้ายากขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องถามไปยังนายกฯ หรือนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เพราะพื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่อัยการศึก การที่รัฐบาลปล่อยให้มีการดำเนินการแบบนี้ ถึงแม้จะเป็นการดำเนินการที่มีเจตนาดี จะถือว่าหน่วยงานภาครัฐประเทศไทยให้การสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวที่อาจจะละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ แล้วจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีการต่างประเทศ หรือไม่ ซึ่งคำถามนี้เชื่อว่าเป็นคำถามที่นายกฯ และรมว.ต่างประเทศต้องตอบให้ชัด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การที่นายกัน จอมพลัง เข้าไปดำเนินการโดยการเปิดซาวด์ผี แม้จะมีเจตนาดีในการช่วยเหลือและสร้างความได้เปรียบให้กับประเทศไทย แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกได้

สิ่งที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ตั้งคำถาม เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจน การปล่อยให้มีการดำเนินการเช่นนี้โดยไม่เข้าไปควบคุมดูแล อาจถูกมองว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนการกระทำที่อาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ควรดำเนินการอย่างมีเหตุผลและรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก การเปิดซาวด์ผี อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด และอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในระยะยาวได้

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยให้มีการเปิดซาวด์ผี และหาแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และไม่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลก การดำเนินการใดๆ ควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ และคำนึงถึงหลักการของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การดำเนินการของกัน จอมพลัง อาจมีเจตนาดี แต่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อประเทศหรือไม่ และควรเข้ามาดูแลจัดการให้การช่วยเหลือต่างๆ เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และไม่สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ประเด็นที่ว่าการปล่อยให้เปิดซาวด์ผี จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่ นั้น เป็นคำถามที่สำคัญและสมควรได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจากรัฐบาล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ควรเป็นการเจรจาทางการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ใช่การใช้มาตรการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ การเปิดซาวด์ผี อาจสร้างความฮึกเหิมในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจนำมาซึ่งผลเสียที่ร้ายแรงกว่า

รัฐบาลควรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลก

คำถามคือ รัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร จะมีการทบทวนแนวทางการจัดการปัญหาชายแดนหรือไม่ และจะสร้างความมั่นใจให้กับนานาชาติได้อย่างไรว่าประเทศไทยจะไม่สนับสนุนการกระทำที่อาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ที่มา – เท้ง” ถามปล่อยให้เปิดซาวด์ผี แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่

“เท้ง” รอถก แก้ รธน. ไม่หวั่นภูมิใจไทยแซง

“เท้ง ณัฐพงษ์” ไม่หวั่นผลโพล ภูมิใจไทยแซงหน้าพรรคประชาชน ปมแก้เศรษฐกิจระยะสั้น ชี้ว่ารอถกแก้รัฐธรรมนูญใช้ร่างพรรคไหนเป็นหลัก และต้องอาศัยทุกฝ่าย ไม่ใช่จุดตัดฝ่ายค้าน-รัฐบาล

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจพบว่าคะแนนของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แซงหน้าพรรคประชาชน โดยประชาชนมองว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ว่า ตนได้ดูผลโพลที่ออกมาแล้ว ก็ไม่ได้คิดว่าผลโพลตรงนี้น่าเป็นห่วงอะไร เป็นข้อคิดเห็นของประชาชน และเห็นตรงกันว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่ก็มองเห็นว่ามาตรการต่างๆ ของรัฐบาลในช่วงนี้เป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้นจริง

ส่วนปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศในตอนนี้เราอาจจะใช้การแก้ปัญหาระยะสั้นอย่างเดียวไม่พอ แต่จำเป็นจะต้องใช้การลงทุนที่ถูกจุดในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และแก้ปัญหาระยะยาวมากกว่านี้เช่นเดียวกัน ซึ่งแต่ละพรรครวมถึงคนที่เป็นรัฐบาลเขาก็มีสิทธิ์จะทำนโยบายต่างๆ ในมุมหนึ่งก็อาจจะเป็นนโยบายที่ช่วยเหลือประชาชนจริง แต่ในอีกมุมหนึ่งตนก็เชื่อว่าสังคมและประชาชนก็รู้เท่าทัน เฝ้ามองอยู่ว่าการดำเนินนโยบายบางอย่างของรัฐบาลในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์พุ่งเป้าไปเพื่อการหาเสียงคะแนนนิยมอย่างเดียวเท่านั้น หรือว่าจริงๆ แล้วต้องการแก้ไขปัญหาของประเทศในระยะยาว

นายณัฐพงษ์ เผยต่อไปว่า ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าถ้ามีการรณรงค์หาเสียง มีการนำเสนอนโยบาย หรือถึงวันที่ประชาชนได้ไปใช้อำนาจของพวกเขาผ่านคูหาเลือกตั้ง ทุกคนก็จะไม่ได้มุ่งหวังแต่การแก้หรือกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเดียวเท่านั้น เพราะว่านโยบายแจกเงินที่ผ่านมาอย่างดิจิทัลวอลเล็ต เราก็เห็นว่ามันก็ไม่ได้ช่วยในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้จริง ดังนั้นเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนคนไทยจะเลือกรัฐบาลที่เขาเชื่อมั่นว่าแก้ปัญหาได้ทั้งระยะสั้นและแก้ปัญหาประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ประเด็นการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เรื่องของรูปแบบที่มาหรือสูตรของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทิศทางตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือรับทุกร่าง เพียงแต่ว่าจะใช้ร่างใครเป็นร่างหลักที่เวลานี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเท่าใด

เมื่อถามต่อไปว่าพรรคภูมิใจไทยจะใช้ร่างของพรรคเขาเป็นร่างหลัก พรรคประชาชนยอมรับได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แต่ละพรรคก็น่าจะต้องชูร่างของตัวเองเป็นร่างหลักอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญกว่าคือเราต้องมีผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ซึ่งคงต้องมีการให้เหตุผล มีการพูดคุยกับฝ่ายกลไกของวิปในช่วง 2 วันนี้ว่าจะเอาอย่างไร แต่สุดท้าย แต่ละส่วนเขาก็คงมีสิทธิ์ที่จะเสนอร่างของตัวเองเป็นร่างหลักและให้ลงมติกันไปตามนั้น

ทางด้านถามว่าฝั่งพรรคเพื่อไทย (พท.) แสดงความกังวลว่าพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยอาจจะรวมกันแล้วผลักร่างพรรคเพื่อไทยออกนั้น นายณัฐพงษ์ คิดว่าไม่น่าจะมีข้อห่วงใยอะไรในตรงนั้น เพราะตอนนี้เอาเฉพาะในส่วนของพรรคประชาชนเองเท่าที่มีการพูดคุยหารือก็เห็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมที่พรรคอื่นๆ หรือแม้แต่ สว.บางส่วน ก็มีการสะท้อนความเห็นออกมาแล้วว่าควรจะต้องรับไปทุกร่างของทุกคน เพื่อที่จะได้ไปพูดคุยในรายละเอียดและข้อแตกต่างในวาระ 2 และ 3 เพียงแต่ที่อาจจะยังเห็นไม่ค่อยตรงกันก็คือในเรื่องที่ว่าจะใช้ร่างของใครเป็นร่างหลัก

หากเสียงของรัฐบาลเพิ่มขึ้นจาก 146 เสียงเดิม จะส่อขัดต่อ MOA ที่ทำไว้หรือไม่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยระบุจะไปห้ามคนที่มาโหวตให้ไม่ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องเสียงของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไรนั้นก็อาจจะต้องดูเป็นวาระหรือดูเป็นเรื่องๆ ไป อย่างเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อันนั้นเป็นการแบ่งได้ชัดที่สุดว่าใครเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลกันแน่

“แต่เรื่องของรัฐธรรมนูญบางทีมันก็อาจจะไม่ได้เป็นประเด็นวาระที่อาจจะใช้ในการแบ่งระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลขนาดนั้น เพราะเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยเสียงของทุกภาคส่วนในการผลักดัน ถ้าเราดูในเรื่องเงื่อนไขของการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งในวาระ 1 และ วาระ 3 นอกจากจะใช้เสียงของ สว. 1 ใน 3 แล้ว ก็อาจจะต้องอาศัยเสียงของฝ่ายค้านด้วย จึงทำให้วาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะไม่ได้เป็นวาระที่ใช้เป็นจุดตัดว่าใครเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เพราะต้องอาศัยเสียงของทุกคนจึงจะสามารถเดินหน้าแก้ไขได้”

“เท้ง” ไม่หวั่นผลโพลภูมิใจไทยแซงพรรคประชาชน รอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก

จากกรณีที่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน พบว่า พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนิยมแซงหน้าพรรคประชาชน หัวหน้าพรรคประชาชนอย่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แสดงความเห็นว่าไม่ได้รู้สึกกังวลกับผลโพลดังกล่าว พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงประเด็นการรอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก ว่าเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือ สว. เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการรอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก

การรอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก เป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความเสียสละจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศและสร้างความเท่าเทียมให้กับประชาชนทุกคน

ดังนั้น การรอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย

ที่มา – “เท้ง” ไม่หวั่นผลโพลภูมิใจไทยแซงพรรคประชาชน รอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก

พรุ่งนี้ พร้อมแถลงนโยบาย “อนุทิน” ย้ำสไตล์ภท.

พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

ในวันที่ 28 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ 29-30 กันยายน 2568 โดยย้ำถึงสไตล์การทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่เน้นทำได้เร็วและทำได้เลย ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้พรรคสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

นายอนุทิน กล่าวว่าการแถลงนโยบายนี้จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยพรรคภูมิใจไทยมีประสบการณ์การทำงานต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี เพียงแต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงพักร้อนเท่านั้น สิ่งที่ค้างคาอยู่จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะสามารถใช้เครื่องมือทางนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น การที่ผลสำรวจความนิยมของนายกรัฐมนตรีเพิ่มสูงขึ้นนั้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความคาดหวังจากประชาชน แต่ต้องไม่หลงใหล ต้องใช้เป็นแรงผลักดันในการทำงานหนักเพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นนี้ ซึ่งนายอนุทินเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ไม่ใช่ยาพิษ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังยอมรับว่าการรับตำแหน่งนี้มีความกดดัน แต่สไตล์ของพรรคภูมิใจไทยคือการทำงานแบบ Quick Win หรือเห็นผลเร็ว ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยที่ต้องการความคล่องตัว พรรคจะวางแผนและวางฐานให้รัฐบาลชุดต่อไปสามารถสานต่อได้อย่างราบรื่น

สไตล์การทำงานแบบทำได้เร็ว ทำได้เลย ของพรรคภูมิใจไทย

สไตล์การทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่นายอนุทินย้ำไว้ คือการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรม ไม่รอช้า ซึ่งช่วยให้สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในช่วงที่ผ่านมา พรรคได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถนี้ผ่านโครงการต่างๆ ที่ช่วยฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤต

สำหรับประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 โดยนายอนุทินเรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. พรรคประชาชน ขึ้นเวที ซึ่งทำให้หัวหน้าพรรคประชาชนอย่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ออกมาตำหนิ นายอนุทินชี้แจงว่าไม่ใช่ดราม่า แต่เป็นการชื่นชมนายทวิวงศ์และสร้างกิมมิคเพื่อความสนุกบนเวทีเท่านั้น และยืนยันว่ายังสามารถคุยกับพรรคประชาชนได้ทุกเรื่อง การลงพื้นที่คือการทำงานที่แยกจากประเด็นการเมือง

  • การแถลงนโยบายจะช่วยกำหนดทิศทางรัฐบาลชุดใหม่
  • สไตล์ Quick Win จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เห็นผลเร็ว
  • ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลยังคงแน่นแฟ้น

โดยรวมแล้ว การแถลงนโยบายครั้งนี้ พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า ประชาชนสามารถติดตามการถ่ายทอดสดเพื่อรับทราบนโยบายที่ชัดเจนและคาดหวังผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ในมุมมองของผู้เขียน การทำงานแบบทำได้เร็วของพรรคภูมิใจไทยน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเรื้อรังของไทย หากสามารถรักษาความคล่องตัวนี้ไว้ได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมากยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายที่กำลังจะมา? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

สำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง ไตรมาส 3/2568

สำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง ครั้งที่ 3/2568

ในยุคที่การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน สำหรับผลสำรวจล่าสุดจากนิด้าโพล ซึ่งเป็นการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2568 ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถหาคนที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แม้จะมีการเลือกตั้งและการเมืองที่คึกคัก แต่ความนิยมในพรรคการเมืองบางพรรคยังคงนำหน้าอยู่

ผลสำรวจบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี

การสำรวจนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 19-24 กันยายน 2568 โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ครอบคลุมประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,500 ตัวอย่าง จากทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่าอันดับ 1 คือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” ได้รับคะแนนถึงร้อยละ 27.28 ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนในใจของประชาชน

ตามมาด้วยอันดับ 2 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ได้รับคะแนนร้อยละ 22.80 แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของบุคคลนี้ ส่วนอันดับ 3 คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ที่ได้คะแนนร้อยละ 20.44 ซึ่งใกล้เคียงกันมาก

  • อันดับ 4: คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) ร้อยละ 7.16
  • อันดับ 5: นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 6.76
  • อันดับ 6: พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 6.00
  • อันดับ 7: นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) ร้อยละ 2.72
  • อันดับ 8: นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 1.76
  • อันดับ 9: นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) ร้อยละ 1.24
  • อันดับ 10: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 1.04
  • อื่นๆ: รวมร้อยละ 2.80 เช่น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ, นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และอื่นๆ

จากผลนี้ แสดงให้เห็นว่าการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองยังคงมีความผันผวน โดยไม่มีบุคคลใดที่ครองใจประชาชนได้อย่างเด็ดขาด สาเหตุอาจมาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยังค้างคา

คะแนนนิยมพรรคการเมืองที่ประชาชนสนับสนุน

ในส่วนของพรรคการเมือง เมื่อถามถึงพรรคที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พรรคประชาชนยังคงครองอันดับ 1 ด้วยคะแนนร้อยละ 33.08 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการสำรวจครั้งก่อนๆ แสดงถึงฐานเสียงที่มั่นคงของพรรคนี้

  • อันดับ 2: ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ ร้อยละ 21.64
  • อันดับ 3: พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 13.96
  • อันดับ 4: พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 13.24
  • อันดับ 5: พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 6.12
  • อันดับ 6: พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 5.52
  • อันดับ 7: พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 2.92
  • อันดับ 8: พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.72
  • อื่นๆ: รวมร้อยละ 1.80 เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา, พรรคประชาชาติ

การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าพรรคประชาชนยังคงได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด อาจเนื่องจากนโยบายที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในขณะที่พรรคอื่นๆ ยังต้องปรับตัวเพื่อดึงดูดฐานเสียงเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังสะท้อนถึงภาพรวมของการเมืองไทยในช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 ที่ประชาชนมีความกังวลต่ออนาคต โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและปัญหาสังคมที่รุนแรงขึ้น การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองดังกล่าวช่วยให้นักการเมืองและพรรคต่างๆ ได้รับ feedback โดยตรง เพื่อปรับกลยุทธ์ในการหาเสียงและกำหนดนโยบาย

จากมุมมองของผู้เขียน การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการเมืองไทยยังต้องการผู้นำที่ชัดเจนและนโยบายที่ยั่งยืน หากพรรคประชาชนสามารถรักษาความนิยมนี้ไว้ได้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวทีการเมือง หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองติดตามผลสำรวจครั้งต่อไปเพื่อดูแนวโน้มที่เปลี่ยนไป

ที่มา – สำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง โพลชี้ยังหาคนเหมาะนายกฯ ไม่ได้ แต่ยังหนุน ปชน. มากสุด

Scroll to top