ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

“เท้ง” เรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง

ในวันที่ 27 กันยายน 2568 ที่ลานคนเมือง กรุงเทพฯ กิจกรรม Run2Free ได้กลายเป็นเวทีสำคัญที่นักการเมืองและประชาชนมาร่วมกันเรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักในชื่อ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีม ส.ส. พรรคประชาชน ร่วมวิ่งเพื่อส่งสารนี้ให้ดังกระหึ่มทั่วสังคมไทย

สิทธิประกันตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง: การวิ่งที่มากกว่าแค่การออกกำลังกาย

กิจกรรมวิ่งครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่เวลา 16:30 น. เส้นทางจากลานคนเมืองไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ประชาชนจำนวนมากสวมเสื้อผ้าสีดำเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พร้อมด้วย ส.ส. ชื่อดังอย่างนายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กรุงเทพฯ เขตคลองเตย-วัฒนา, นายเซีย จำปาทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ ส.ส.นนทบุรี เขต 2 ได้เข้าร่วมอย่างเต็มใจ กิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่การวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่เป็นการวิ่งเพื่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องขังคดีการเมืองที่ถูกปฏิเสธสิทธิประกันตัว

จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่ามีผู้ต้องขังคดีการเมืองอย่างน้อย 54 คนที่ยังไม่ได้รับการประกันตัว สิทธิประกันตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง ถือเป็นสิทธิพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญไทยรับรองไว้ แต่ในทางปฏิบัติ กลับถูกจำกัดเพียงเพราะเห็นต่างทางการเมือง พรรคประชาชนมองว่านี่เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขด่วน เพื่อให้สังคมไทยก้าวสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

แผนยื่นร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง

นายณัฐพงษ์กล่าวก่อนเริ่มวิ่งว่า พรรคประชาชนกำลังเตรียมยื่นร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง โดยจะแก้ไขระบบเดิมที่ให้อำนาจศาลตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จ ร่างกฎหมายใหม่นี้จะกำหนดให้สิทธิประกันตัวเป็นหลัก เว้นแต่กรณีพิเศษที่ศาลต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลเท่านั้น เชื่อว่าร่างกฎหมายนี้จะผ่านวาระแรกในสภาผู้แทนราษฎรได้ทันภายใน 4 เดือน ก่อนที่สภาจะยุบตัว

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในยุคที่คดีการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ กิจกรรม Run2Free ยังเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่ใหญ่กว่า เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหานี้และร่วมกันกดดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • เหตุผลที่ต้องคุ้มครองสิทธิประกันตัว: เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
  • ตัวอย่างผู้ต้องขัง: รวมถึงนักกิจกรรมและนักการเมืองที่ถูกจับกุมจากม็อบเรียกร้องประชาธิปไตย
  • ผลกระทบต่อสังคม: หากไม่แก้ไข จะทำให้ประชาชนหวาดกลัวในการแสดงออกทางการเมือง

ในมุมมองของผู้เขียน การเรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง ไม่ใช่แค่หน้าที่ของนักการเมือง แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนในสังคม เราควรสนับสนุนการเคลื่อนไหวเช่นนี้ เพื่อให้ไทยมีประชาธิปไตยที่เท่าเทียม หากคุณสนใจ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่คล้ายกันได้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลง

สุดท้ายนี้ การยื่นร่างกฎหมายนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยปลดปล่อยผู้ต้องขังหลายชีวิต และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบยุติธรรมไทย

ที่มา – “เท้ง” วิ่งเรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง จ่อยื่นร่างกฎหมาย เชื่อทันก่อนยุบสภา

“เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดสีส้ม อภิปรายรัฐบาลเข้มข้น

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การเคลื่อนไหวของพรรคต่างๆ กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในหลายประเด็น ล่าสุด “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในพื้นที่และการตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่สร้างความสนใจให้กับสื่อและประชาชนจำนวนมาก

“เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดออกมาเป็นสีส้ม

วันที่ 27 กันยายน 2568 ที่ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” ได้ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยในโอกาสนั้นได้เรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา จากพรรคประชาชน ขึ้นเวที และมีคำพูดที่ว่า “เลือกส.ส.เต้ แล้วให้ไปเลือกหนู” ซึ่ง “เท้ง” มองว่าคำพูดดังกล่าวอาจไม่เหมาะสมนัก และอยากให้นายกรัฐมนตรีระมัดระวังมากขึ้น โดยไม่ควรใช้เวทีที่มาพบปะประชาชนเพื่อช่วงชิงจังหวะทางการเมือง แต่ควรเน้นแก้ปัญหาของประชาชนเป็นหลัก

เมื่อถามถึงความมั่นใจในฐานะเสียงในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา “เท้ง” ยืนยันว่ายังแน่นปึก โดยตัวเขาเองก็ได้ลงพื้นที่ร่วมกับ “เต้” ทวิวงศ์ เพื่อติดตามปัญหาน้ำท่วม และเชื่อมั่นว่าการทำงานของส.ส.คนนี้จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังยืนยันชัดเจนว่าไม่มีทางย้ายพรรคหรือย้ายพื้นที่แน่นอน โดยเฉพาะ “เต้” ที่ “เท้ง” มั่นใจว่าถ้ากรีดเลือดออกมาก็เป็นสีส้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคประชาชน และส.ส.คนอื่นๆ ในพื้นที่ก็เช่นกัน

ภาพข่าวการเมือง

ยัน อภิปรายรัฐบาลเข้มข้น ตั้งใจตรวจสอบจริง

เตรียมเนื้อหาอภิปรายแบบแน่นปึ้ก

นอกจากประเด็นในพื้นที่ “เท้ง” ยังพูดถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการอภิปรายการแถลงนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29-30 กันยายน 2568 นี้ โดยระบุว่าได้เตรียมเนื้อหามาอย่างละเอียด หลักๆ จะโฟกัสที่การทำตาม MOU ในการกำหนดไทม์ไลน์แก้ไขรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี และนโยบายในช่วง 4 เดือนแรกที่ไม่ควรเป็นประชานิยมเพื่อหวังคะแนนเสียง โดยเฉพาะเมื่องบประมาณเหลือน้อย ซึ่งอาจเป็นภาระให้ประชาชนในอนาคต “เท้ง” เน้นว่านี่เป็นเพียงกรอบกว้างๆ และทีมส.ส.ที่จะอภิปรายมีจำนวนมาก ด้วยกรอบเวลา 2 วันเต็ม เนื้อหาจะเข้มข้นแน่นอน

เมื่อถูกถามถึงการที่พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดธีมอภิปราย แต่พรรคประชาชนไม่ได้ตั้งธีมล่วงหน้า บางคนมองว่าไม่ตั้งใจตรวจสอบ “เท้ง” ชี้แจงชัดว่าพรรคตั้งใจตรวจสอบรัฐบาลจริงๆ จะรอธีมหน้างานและอภิปรายเต็มที่ นอกจากนี้ ยังไม่กังวลว่าพรรคเพื่อไทยจะมาอภิปรายพรรคประชาชนเอง เพราะไม่อยากให้ฝ่ายค้านมาตรวจสอบกัน ควรโฟกัสที่รัฐบาลมากกว่า

เชื่อประชาชนพร้อมลงโทษหากพรรคภูมิใจไทยตระบัดสัตย์

ในส่วนของคำแถลงนโยบายที่ไม่มีคำว่ายุบสภาภายใน 4 เดือน “เท้ง” มองว่ายังมีประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญและประชามติ ซึ่งสำคัญกว่าคำสัญญาลายลักษณ์อักษรคือการจับตามองจากประชาชน โดยเฉพาะคำพูดของนายอนุทินในหลายเวทีตั้งแต่โปรดเกล้าฯ จนถึงแถลงนโยบาย หากมีการตระบัดสัตย์ “เท้ง” เชื่อว่าประชาชนพร้อมลงโทษพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่งของพรรคประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ โดย “เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดออกมาเป็นสีส้ม ยัน อภิปรายรัฐบาลเข้มข้นตั้งใจตรวจสอบจริง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประชาชนที่ต้องการการเมืองที่โปร่งใสและรับผิดชอบ หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมืองไทย ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เราอยากรู้ว่าคุณมองอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้

ที่มา – “เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดออกมาเป็นสีส้ม ยัน อภิปรายรัฐบาลเข้มข้นตั้งใจตรวจสอบจริง

“เพชร กรุณพล” เผยหมดเปลือก ส่ง “เท้ง” ชิงนายกฯ

“เพชร กรุณพล” เปิดใจสมาชิก เผยแนวทางหาก 44 สส. สะดุด ยืนยัน “เท้ง” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เบอร์1 ของพรรค ส่วน เบอร์2 และเบอร์ 3 รอที่ประชุมสส.เคาะระหว่าง “ไหม-ต้น-เติ้ล”

วันที่ 21 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายบุญเลิศ แสงพันธุ์ สส.สมุทรปราการ ของพรรค ได้ไลฟ์สดจัดกิจกรรมสภากาแฟครั้งที่ 1 “ไม่มีดิว มีแต่เดิน เดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหม่ เพื่อเตรียมพรรคให้พร้อมสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่ดีที่สุด” โดยมีนายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองโฆษก พรรคประชาชน เป็นหนึ่งในผู้บรรยาย พูดคุยกับผู้เข้าร่วมงาน ทั้งนี้ นายกรุณพล ได้ตอบคำถามผู้เข้าร่วมงานตอนหนึ่ง เกี่ยวกับการรับมือของพรรค ในคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ถูก ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการไต่สวนเอาผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ใน 44 สส. นั้นเป็นสส.ปัจจุบันอยู่ 25 คน เป็น สส.เขต 8 คน และบัญชีรายชื่อ 17 คน สำหรับสส.เขตปัจจุบัน ที่มีความประสงค์ไม่ไปต่อแล้วคือ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคปชน. ซึ่งเขาบอกว่า เขาทำจบแล้ว สิ่งที่เขาต้องการทำคือเรื่องสุราก้าวหน้า เขาไม่มีวาระอะไรแล้ว จบ เขาไม่ลงแล้ว ก็จะเหลือสส. 7 คน

เชื่อกระทบไม่มาก

นายกรุณพล ตอบคำถามอีกว่า เราเชื่อ การลงชื่อเสนอกฎหมายไม่ใช่เรื่องผิด “แต่ถ้าเกิดกรณีที่แย่ที่สุดจริงๆ ก็ให้ทุกคนไปคุย ดูว่าจะไปต่อหรือไม่ อย่างกรณี นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สส.ชลบุรี ก็ยังอยู่ในช่วงตัดสินใจ รวมถึง นายวุฒินันท์ บุญชู สส.สมุทรปราการ ก็อยู่ในช่วงตัดสินใจ ว่าจะไปต่อหรือไม่ ถ้าทั้ง 2 คน ไม่ไปต่อ ก็จะเหลือ 5 คน ก็คือ นายศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. ซึ่งใน 5 คนนี้เราก็ให้ไปคุยว่า คุณจะหาตัวแทน หรือไม่ ถ้าไม่หาตัวแทน คุณก็ลงสมัครเพราะถ้าถูกตัดสิทธิ์ ก็จะมีการเลือกตั้งซ่อม เพียง 5 เขต ไม่ได้มีผลอะไรมาก”

บัญชีรายชื่อจ่อหาคนลงแทน

นายกรุณพล กล่าวอีกว่า ขณะที่ในส่วนสส.บัญชีรายชื่อ 17 คน ถ้าถูกตัดสิทธิ์ ก็จะดันคนข้างหลังขึ้นมา เลยไม่คิดว่ามีปัญหา หรือกำลังคุยกันอยู่ว่าหลายคน ที่เป็นสส.มา และเป็นประเด็นชัดเจน อย่างเช่น นายณัฐชา จะมาอยู่บัญชีรายชื่อแทนหรือไม่ และหาคนลงเขตแทน ทุกอย่างมีการพูดคุยแต่ยังไม่ตกผลึกใน สส.อนาคตใหม่ เดิม

“เพชร กรุณพล”เผยหมดเปลือก ส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเต็มจำนวน “เท้ง” อันดับหนึ่ง ที่เหลือรอสส.เคาะ

ส่งบัญชีแคนดิเดตนายกฯเต็มสูบ

นายกรุณพล กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคปชน.นั้น ยืนยันว่ามีแน่นอน มีมากกว่า 1 คน น่าจะเต็ม 3 คน ส่วนการจัดสรรนั้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 ส่วนเบอร์ 2-3 เป็นทีมทำงาน ทีมนโยบายที่ทุกคนเห็นหน้าอยู่ ขณะที่การคัดเลือกแคนดิเดต 2-3 นั้น กระบวนการ ก็คือในที่ประชุม สส. ว่าจะเป็นใคร โดยจะดูความเหมาะสมแต่ยังไม่ลงตัวว่าจะเป็นใคร ซึ่งก็มีชื่อแพลม ๆ ออกมาหลายคน สุดท้ายขึ้นอยู่กับที่ประชุม สส. คงไม่ได้เข้าที่ประชุมใหญ่ แบบที่ให้ประชาชนร่วมโหวต เพราะประชาชนก็ไม่รู้จักหลายคนในพรรค

รอ สส. เลือก “ไหม-ต้น-เติ้ล” ชิงตำแหน่ง

“อย่างอาจารย์ต้น ประชาชนก็ไม่รู้ว่าแกเป็นใคร แต่ในพรรคอาจารย์ต้นคือคนวางนโยบายทั้งหมดของพรรค หรือคุณไหม ก็เป็นคนทำนโยบายทั้งหมด ของพรรค หรือพี่เติ้ล ก็เป็นคนร่างนโยบาย เรามีคนแบบนี้เยอะมาก และก็มีคนนอกที่เป็นซัพพอร์ตเตอร์ อยู่ข้างหลัง ที่ตนไม่สามารถบอกได้จริงๆว่าเป็นใคร แต่ผมบอกได้แค่ว่าเปิดตัวมา คือรู้จักทั้งประเทศ และก็มีหลายคนที่บอกว่า ขอใกล้วันแล้วจะขอตัดสินใจอีกทีหนึ่ง เลือกตั้งครั้งหน้า ถ้ามี 5 ตำแหน่ง ก็ใส่เต็ม ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “อาจารย์ต้น” เป็นชื่อเล่นของ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายยุทธศาสตร์ ส่วน “ไหม” คือ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ฝ่ายนโยบาย ส่วน “เติ้ล” คือ นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ

สรุปคือ พรรคประชาชนเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมี “เท้ง” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่ง ตามที่ “เพชร กรุณพล” เผยหมดเปลือก ส่วนเบอร์สองและสามต้องรอ สส. เคาะกันอีกที การที่พรรคมีแคนดิเดตพร้อมถือเป็นสัญญาณบวก และน่าจับตามองว่าใครจะได้รับเลือกในที่สุด

ที่มา – “เพชร กรุณพล”เผยหมดเปลือก ส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเต็มจำนวน “เท้ง” อันดับหนึ่ง ที่เหลือรอสส.เคาะ

“เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่เป็นนั่งร้านภูมิใจไทย

จากกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และบทบาทของพรรคประชาชนในการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในแวดวงการเมือง

“เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ภูมิใจไทย ละเมิด MOA ต้องดูผลการลงมติในสภาฯ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย และพร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หากมีการบิดพลิ้วหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง (MOA) ที่ได้ทำไว้

ในวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความกังวลเรื่องเสียง ส.ว. ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ส.ส. ทุกคนน่าจะพร้อมที่จะผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และหากมีกระบวนการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นไปตาม MOA พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะใช้กลไกในสภาฯ ตรวจสอบรัฐบาลและสามารถล้มรัฐบาลได้

พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ใคร

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้กับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย พร้อมที่จะตรวจสอบทั้งในการอภิปรายในสภาฯ และกลไกตามมาตรา 151 หากมีเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำผิด MOA

การประเมินการละเมิด MOA ของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ MOA จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ตอบว่า อาจจะเร็วเกินไปที่จะประเมินเช่นนั้น การที่จะพิจารณาว่าพรรคภูมิใจไทยละเมิด MOA หรือไม่นั้น อาจจะต้องยึดผลการลงมติในสภาฯ เป็นสำคัญ

ความสำคัญของการลงมติในสภาฯ

การลงมติในสภาฯ ถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเป็นเครื่องมือที่พรรคฝ่ายค้านสามารถใช้เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ที่รัฐบาลได้ให้ไว้ การที่นายณัฐพงษ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงมติในสภาฯ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนให้ความสนใจ
  • บทบาทของ ส.ว.: ความกังวลเกี่ยวกับเสียงสนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • MOA: ข้อตกลงที่พรรคประชาชนยึดมั่นในการตรวจสอบรัฐบาล
  • การลงมติในสภาฯ: เครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

จากท่าทีของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สะท้อนให้เห็นว่า พรรคประชาชนพร้อมที่จะมีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น และพร้อมที่จะใช้กลไกต่างๆ ในสภาฯ เพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้กับประชาชน การที่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะไม่เป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระในการตัดสินใจ และพร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง การจับตาดูผลการลงมติในสภาฯ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่งชี้ถึงทิศทางการเมืองในอนาคต

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่พรรคเล็กอย่างพรรคประชาชนออกมาแสดงบทบาทที่ชัดเจนเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ภูมิใจไทย ละเมิด MOA ต้องดูผลการลงมติในสภาฯ

“เท้ง” คาดถกวาระ 1 แก้รัฐธรรมนูญ ก.ย. นี้

“เท้ง ณัฐพงษ์” เผย แก้รัฐธรรมนูญมีทิศทางที่ดี คาดถกวาระ 1 แก้รัฐธรรมนูญ หมวด 15 เดือน ก.ย. นี้ และทำประชามติรอบแรกวันเลือกตั้งได้

วันที่ 12 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ช่วยเดินปราศรัยช่วยหาเสียงให้กับ นายสุทัศน์ ยาละ หรือ แม้ว ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงราย เขต 7 หมายเลข 2 พรรคประชาชน โดยในช่วงบ่าย ได้ไปพบปะพูดคุยกับครูตี๋ นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักเชียงของ ที่ โฮงเฮียนแม่น้ำของ บ้านหัวเวียง ต.เวียง อ.เชียงของ เพื่อพูดคุยถึงเรื่องสารพิษแม่น้ำโขง เขื่อนปากแบงที่จะเกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำท่วมจังหวัดเชียงราย ที่กระทบกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นวงกว้างมาก เกษตรกร ผู้ที่มีวิถีชีวิตอยู่กับริมแม่น้ำต่าง ๆ ก็ได้รับผลกระทบ

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า การแก้ไขปัญหาที่ต้นน้ำต้องใช้การเมืองระหว่างประเทศในการแก้ไข สิ่งที่จำเป็นที่สุด เราจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่ประเทศเพื่อนบ้านให้การยอมรับ ใช้เวทีการเมืองระหว่างประเทศให้เกิดผล ส่วนครูตี๋ วันนี้ได้ฝากว่า การแก้ปัญหาจะต้องได้ สส. คนในพื้นที่ เพื่อทำงานยึดโยงเป็นภาพใหญ่ในการแก้ไขปัญหาระดับประเทศ

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด อยู่ในทิศทางที่ดี แต่เราต้องไปปรับปรุงเพิ่มเติมรายละเอียดอีกเล็กน้อย ที่บอกว่ามีทิศทางที่ดีก็เพราะตัวแทนจากทั้ง 3 พรรค ซึ่งก็คือพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย เห็นตรงกันแล้วว่าเราสามารถทำประชามติรอบแรก ซึ่งก็คือครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ในวันเลือกตั้งได้ ตามมติของศาลรัฐธรรมนูญ โดยในระยะเวลา 4 เดือนนับจากนี้เราสามารถจะไปแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15 เพื่อเปิดประตูให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ได้ในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งอันนี้ถือเป็นทิศทางในเชิงบวกที่ทั้ง 3 พรรคเห็นตรงกัน

สิ่งที่เราต้องไปแก้ไขเพิ่มเติมก็คือในตอนนี้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า สสร. หรือ ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนได้ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของแต่ละพรรคที่จะไปออกแบบกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาในรูปแบบไหน อาจจะเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม หรือการแต่งตั้งโดยสภา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละพรรคจะออกแบบกันมา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีหมุดหมายว่าทางสภาจำเป็นจะต้องพิจารณาวาระที่ 1 ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวดที่ 15 ภายในเดือน ก.ย. นี้ เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่ทางแต่ละพรรคที่จะไปปรับปรุงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15 เพื่อเสนอเข้าสู่สภาฯ ให้ทันภายในสัปดาห์หน้า

“เท้ง” คาดถกวาระ 1 แก้รัฐธรรมนูญ หมวด 15 เดือน ก.ย. นี้

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ หมวด 15 เดือน ก.ย. นี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ทุกฝ่ายกำลังร่วมมือกันผลักดันให้เกิดขึ้นจริง การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวด 15 เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ การที่พรรคการเมืองต่างๆ เห็นพ้องต้องกันในหลักการนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นเพื่อประเทศชาติ

เป้าหมาย ถกวาระ 1 แก้รัฐธรรมนูญ หมวด 15 เดือน ก.ย. นี้

เป้าหมายหลักคือการพิจารณาวาระที่ 1 ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวดที่ 15 ภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้การแก้ไขเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 จะเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
  • ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าจะทำประชามติรอบแรกในวันเลือกตั้ง
  • สภาจะพิจารณาวาระ 1 ภายในเดือนกันยายนนี้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความรอบคอบ แต่ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้อย่างแน่นอน

การแก้รัฐธรรมนูญ หมวด 15 เดือน ก.ย. นี้ จะเป็นจริงได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการร่วมมือของทุกฝ่าย และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “เท้ง” คาดถกวาระ 1 แก้รัฐธรรมนูญ หมวด 15 เดือน ก.ย. นี้- ทำประชามติรอบแรกวันเลือกตั้ง

“เท้ง” ตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน รอวันแถลงนโยบาย

“เท้ง ณัฐพงษ์” ปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์รายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยขอรอความชัดเจนในวันแถลงนโยบายก่อน หวั่นเกรงว่าจะถูกครหาว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง ครม. หากพรรคภูมิใจไทยมีการปรับเปลี่ยนตามความเห็น  ยืนยันความพร้อมในการตรวจสอบเรื่องบุรีรัมย์คอนเนคชันทันที

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเปิดตัวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ตนได้ตอบคำถามเกี่ยวกับ ครม. ใหม่มาหลายครั้งแล้ว ยืนยันว่าพร้อมที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้านทันทีที่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หากมีการปรับปรุงโฉมหน้า ครม. ไปตามที่ตนได้ให้ความเห็นไว้ จะกลายเป็นว่าพรรคประชาชนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ครม. ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่ไม่ถูกต้อง เราพยายามสื่อสารกับสังคมมาโดยตลอด ดังนั้น ความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับการจัด ครม. ขอให้เป็นข้อคิดเห็นของสาธารณชนและ สส. ทุกคน แต่ในฐานะหัวหน้าพรรค ขอรอให้เกิดความชัดเจนก่อน เมื่อถามว่ามีการบ้านอะไรที่จะให้รัฐมนตรีใหม่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กรอบเวลา 4 เดือนเป็นระยะเวลาสั้นๆ อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ที่สุด และอย่าลืมคำนึงถึงผลผูกพัน เช่น การใช้จ่ายงบประมาณไปถึงรัฐบาลชุดหน้า สิ่งที่เราต้องการตอนนี้ คือรัฐบาลชุดใหม่ที่ประชาชนเลือกมาพร้อมกับการเปิดประตูแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คงไม่ฝากอะไรมากไปกว่านี้ ให้ทุกคนเดินหน้าไปตาม MOA ที่ทำมา

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะตรวจสอบว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นบุรีรัมย์คอนเนคชัน และเป็นคนสนิทของ สว. สีน้ำเงินหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พร้อมตรวจสอบทันที อยากให้จับตาการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันแรก ที่นอกเหนือจากเนื้อหาที่จะแถลง ก็ยังมีความเหมาะสมของ ครม. ที่เราเตรียมเนื้อหาไว้อภิปรายเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่มีคนมองว่าเป็นความรับผิดชอบของนายณัฐพงษ์ ที่ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นบุรีรัมย์คอนเนคชันนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อย่างที่บอกไป ขอไม่ให้ความเห็นในส่วนนี้ รอดูการแต่งตั้งและทำหน้าที่อย่างเป็นทางการก่อนดีกว่า

“ผมพร้อมให้ความคิดเห็นอย่างเต็มที่เรื่อง ครม. แต่หากตนให้ความเห็นไปก่อน แล้วมีการปรับเปลี่ยน ครม. ก็แปลว่าตนไม่ได้ดำรงสภาพในพรรคฝ่ายค้าน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า ตำแหน่ง รมต. ที่มีการยืนยันแล้ว เช่น นายกรัฐมนตรีจะควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะทำให้เกิดข้อครหาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ 100% อาจจะยังมีการปรับเปลี่ยนได้ ตอนนี้ขออนุญาตจริงๆ ว่ายังไม่ให้ความเห็นในส่วนนี้ เมื่อถามอีกว่า การไม่ให้ความเห็นเท่ากับยอมรับใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รอดูการทำหน้าที่วันแรกของการเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างเต็มตัว การทำหน้าที่ตามกฎหมายวันแรกคือ การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันนั้นถ้ามีความชัดเจนแล้ว เราพร้อมจะตรวจสอบอย่างเต็มที่และตรงไปตรงมาแน่นอน

“เท้ง” พร้อมตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน รอวันแถลงนโยบาย

ประเด็นร้อน “เท้ง” กับการตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน

สรุปประเด็นสำคัญ: นายณัฐพงษ์ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมที่จะตรวจสอบประเด็นบุรีรัมย์คอนเนคชันอย่างเต็มที่ แต่ขอรอความชัดเจนหลังจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเสียก่อน การแสดงท่าทีดังกล่าวเป็นการรักษาสถานะของพรรคฝ่ายค้าน และป้องกันการถูกครหาว่าเข้าไปก้าวก่ายการจัดตั้ง ครม.

การรอวันแถลงนโยบายเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสและประสิทธิภาพของ ครม. เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างมีหลักการและรอบคอบ การตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ และการที่ “เท้ง” ประกาศความพร้อมที่จะตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

การที่นาย ณัฐพงษ์ ย้ำถึงการรอความชัดเจนก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับ ครม. สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังทางการเมือง และความต้องการที่จะรักษาบทบาทของพรรคฝ่ายค้านอย่างเคร่งครัด การให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ในวันแรกของการเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างเต็มตัว คือการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การจับตาดูการแถลงนโยบายและการตรวจสอบของพรรคประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อติดตามการทำงานของรัฐบาลและฝ่ายค้านในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – “เท้ง” พร้อมตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน ยังไม่วิจารณ์หน้าตา ครม. รอวันแถลงนโยบาย

เพื่อไทยแก้คำร้องสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ใหม่

“วันนอร์” เผย พรรคเพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” พ้นสมาชิกภาพ สส. กลับไปแก้ไขใหม่ อ้างแก้เนื้อหา-รายชื่อ ส่วนจะส่งมาใหม่วันไหนเป็นเรื่องของเพื่อไทย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวที่รัฐสภา ถึงกรณี สส.พรรคเพื่อไทย เข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พ้นสมาชิกภาพ สส. กรณีการทำข้อตกลง MOA ที่เข้าข่ายครอบงำการตั้งรัฐบาล ว่า พรรคเพื่อไทยได้ยื่นหนังสือดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 5 กันยายนแล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบรายชื่อ และดูเนื้อหาเพื่อให้ประธานสภาฯ พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เดิมหากทุกอย่างเรียบร้อยจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 8 กันยายน

แต่ทั้งนี้ ได้รับการประสานงานจาก นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) วันนี้ ว่า จะขอรับเรื่องคืนเพื่อแก้ไขเรื่องรายชื่อและเนื้อหาใหม่ ซึ่งถือเป็นสิทธิ เพราะยังไม่ส่ง โดยคาดว่าจะมารับหนังสือในวันที่ 9 กันยายน

เมื่อถามว่าจากการตรวจสอบเนื้อหาเบื้องต้นสามารถจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการได้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ ตอบว่า สภาฯ ไม่สามารถวิเคราะห์เนื้อหาได้ ได้แต่ตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อว่าส่งได้หรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญหากรายชื่อครบ ทุกอย่างเรียบร้อย เป็นหน้าที่ประธานสภาฯ ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แต่ศาลจะวินิจฉัยอย่างไรเป็นอำนาจของศาล และหลังรับเรื่องกลับไปแล้วพรรคเพื่อไทยจะส่งกลับมาใหม่เมื่อใด เป็นเรื่องพรรคเพื่อไทย.

เพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุดเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยที่ตัดสินใจดึงคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กลับไปแก้ไขใหม่ สร้างความสนใจและข้อสงสัยในวงกว้างถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจนี้

ตามที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้แถลง พรรคเพื่อไทยได้ยื่นคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 กันยายน โดยมีเป้าหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายอนุทินและนายณัฐพงษ์ ขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เนื่องจากการทำข้อตกลง MOA ที่ถูกมองว่าเข้าข่ายครอบงำการจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คำร้องจะถูกส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ประสานงานขอรับเรื่องคืนเพื่อทำการแก้ไข โดยให้เหตุผลว่าต้องการปรับปรุงเนื้อหาและรายชื่อที่เกี่ยวข้อง

ทำไมเพื่อไทยต้องดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่?

สาเหตุที่พรรคเพื่อไทยต้องดึงคำร้องกลับไปแก้ไขนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีการคาดการณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลหรือข้อกฎหมายที่อาจทำให้คำร้องไม่มีน้ำหนักเพียงพอในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเนื้อหาและรายชื่อจึงเป็นความพยายามที่จะทำให้คำร้องมีความรัดกุมและมีโอกาสได้รับการพิจารณามากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจดำเนินการนี้หลังจากที่ได้ยื่นคำร้องไปแล้ว ซึ่งอาจบ่งชี้ว่ามีความผิดพลาดหรือข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนตั้งแต่แรก การแก้ไขคำร้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้คำร้องถูกตีตกด้วยเหตุผลทางเทคนิค

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามตามมาว่า พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไรต่อไปหลังจากนี้ จะมีการปรับปรุงเนื้อหาในส่วนใดบ้าง และเมื่อใดจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการดึงคำร้องเพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการดำเนินงานทางการเมือง แม้ว่าการแก้ไขคำร้องอาจทำให้กระบวนการพิจารณาคุณสมบัติของนายอนุทินและนายณัฐพงษ์ล่าช้าออกไป แต่ก็อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของกระบวนการทางกฎหมาย

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง การที่พรรคเพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่ เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงความท้าทายและความไม่แน่นอนในการดำเนินงานทางการเมือง

การแก้ไขคำร้องครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการดำเนินการที่แสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความต้องการที่จะให้กระบวนการทางกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม แม้ว่าอาจต้องใช้เวลามากขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจคุ้มค่ากว่าหากคำร้องมีความสมบูรณ์และมีน้ำหนักเพียงพอที่จะได้รับการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเพื่อไทยต้องดึงคำร้องกลับไปแก้ไข ก็อาจถูกมองว่าเป็นการเสียเวลาและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น การวางแผนและการเตรียมข้อมูลอย่างรอบคอบตั้งแต่แรกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง และเพื่อให้การดำเนินงานทางการเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรนั้นยังคงเป็นสิ่งที่ต้องรอคอย แต่การที่พรรคเพื่อไทยได้แสดงความตั้งใจที่จะแก้ไขคำร้องให้สมบูรณ์ที่สุด ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพในกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย

ที่มา – เพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่

วรวัจน์ไม่ห่วง ทักษิณกลับไทย ไม่กระทบเพื่อไทย

“วรวัจน์” ยืนยันพรรคเพื่อไทยอยากรู้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกรณี MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 7 กันยายน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐทีวี เหตุผลที่ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (3) ประกอบมาตรา 185 (1) และ (2) กรณีทำข้อตกลงในการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า เพราะอยากรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเรื่องนี้ออกมาแบบไหน

นายวรวัจน์ กล่าวว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยโดนคดีลักษณะนี้มาก่อน ก็เลยอยากรู้ว่าศาลจะวินิจฉัยออกมาแบบไหน เพราะความจริงก็คือความจริง ส่วนหากมีการเสนอชื่อรัฐมนตรีที่มีมลทินแล้ว ทางพรรคเพื่อไทยจะยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่นั้น นายวรวัจน์ กล่าวว่า หากอีกฝั่งหนึ่งทำอะไรได้ตามใจชอบ คิดว่าสังคมมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร ทุกอย่างก็ควรทำให้มันชัดเจน

เมื่อถามว่าในฐานะคนเก่าแก่ของพรรคเพื่อไทยมองกรณีที่คุณทักษิณ ชินวัตร บินไปดูไบในช่วงนี้อย่างไร หลังหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าสุดท้ายแล้ว คุณทักษิณไม่กลับแน่ นายวรวัจน์ กล่าวว่า ไม่อยากพูดว่า ท่านจะกลับหรือไม่กลับ แต่ในฐานะสส.ยังมั่นใจว่าประชาชนยังให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพราะเราคิดแก้ปัญหาให้กับประชาชนจริงๆ ทุกอย่างเป็นการตัดสินใจของคุณทักษิณและคิดว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย

“ถ้าท่านพิจารณาแล้วว่าจะเกิดมีปัญหา จะตัดสินใจอย่างไรไม่ต้องมาห่วงเลย เพราะสถานการณ์ขณะนี้มันไม่ปกติ” นายวรวัจน์ กล่าว

วรวัจน์ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดคือเรื่องการกลับประเทศไทยของคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แม้จะมีกระแสข่าวและบทวิเคราะห์มากมายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ท่านจะไม่กลับมา แต่เสียงจากภายในพรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพรรคแต่อย่างใด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ทำไมต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ MOA?

สิ่งที่น่าสนใจคือเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นายวรวัจน์ อธิบายว่าพรรคต้องการทราบแนวทางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่พรรคเคยเผชิญมาก่อน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง

นอกจากนี้ นายวรวัจน์ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอชื่อรัฐมนตรีที่มีมลทิน โดยย้ำว่าหากมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น สังคมจะมองเห็นและทุกอย่างควรทำให้มันโปร่งใสและชัดเจน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการรักษาหลักการและความถูกต้องในการทำงานทางการเมือง

เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่เดินทางไปดูไบในช่วงนี้ นายวรวัจน์กล่าวว่าไม่อยากแสดงความเห็นว่าท่านจะกลับหรือไม่กลับ แต่ในฐานะสส. เขายังคงมั่นใจว่าประชาชนยังคงให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และเชื่อว่าการตัดสินใจของคุณทักษิณจะไม่ส่งผลกระทบต่อพรรค

นายวรวัจน์ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ถ้าท่านพิจารณาแล้วว่าจะเกิดมีปัญหา จะตัดสินใจอย่างไรไม่ต้องมาห่วงเลย เพราะสถานการณ์ขณะนี้มันไม่ปกติ” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การพิจารณาอย่างรอบคอบ และการตัดสินใจใดๆ จะคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การกลับมาหรือไม่กลับมาของทักษิณจึงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันว่าจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยไม่ปล่อยให้ประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของพรรค

จากคำกล่าวของนายวรวัจน์ เราได้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยในศักยภาพของตนเองและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำงาน แต่พรรคก็พร้อมที่จะเผชิญหน้าและก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้ ความชัดเจนและโปร่งใสในการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พรรคให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

ดังนั้นการที่ วรวัจน์ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ จึงเป็นข้อความที่สะท้อนความเชื่อมั่นในสถานการณ์และเชื่อมั่นในการตัดสินใจของอดีตนายกฯ ทักษิณ

ที่มา – “วรวัจน์” ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ เชื่อไม่กระทบเพื่อไทย

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

“รังสิมันต์ โรม” ผิดหวัง “เพื่อไทย” ใช้นิติสงคราม จ่อฟัน “เท้ง ณัฐพงษ์” พ้น สส. อ้าง TOA  เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ทั้งที่ “แพทองธาร” เพิ่งหลุดนายกฯ ควรเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าใคร อัด แทนที่จะสร้างฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง

วันที่ 6 ก.ย. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยจ่อร้องพรรคประชาชนล้มล้างการปกครอง จากการทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทย และโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตนเองได้เห็นร่างคำร้องศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เป็นการร้องให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สิ้นสุดสมาชิกภาพ สส.จากการลงนามใน TOA  เป็นเรื่องที่ตนเองรับไม่ได้ พรรคเพื่อไทยจะอาศัยการตีความมั่ว ๆ การอ้างเรื่องไม่เป็นเรื่องว่าการทำ TOA เป็นการล้มล้างการปกครอง ตนเองคิดว่าความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการโยงเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ Nonsense ไร้สาระเป็นอย่างมาก 

ถ้าการกระทำของเราเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครอง แล้วพรรคเพื่อไทย มีมติรับทุกข้อเสนอของพรรคประชาชน เท่ากับเป็นการรับข้อเสนอที่ล้มล้างการปกครองหรอกหรือ ตนเองคิดว่าสุดท้ายคือ เมื่อเราตัดสินใจทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทยแล้วพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับ TOA กลายเป็นว่า พยายามที่จะอ้างเรื่องต่าง ๆ เป็นการใส่ร้ายพรรคประชาชน

ในเมื่อวันนี้ทั้งสองพรรคต่างเป็นฝ่ายค้านที่มีเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราควรมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งภายใต้รัฐบาลเฉพาะกิจเฉพาะกาล แต่กลายเป็นว่าพรรคเพื่อไทยใช้นิติสงคราม ใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งดูแล้วไม่แตกต่างอะไรกับสิ่งที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดน 

“พรรคเพื่อไทยที่ควรเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าใคร กลายเป็นเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาโจมตีกัน เป็นเรื่องที่ตนรับไม่ได้ หวังผลที่จะทำร้าย ทำลาย ความเป็นสมาชิกภาพของนายณัฐพงษ์ เป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะพรรคเพื่อไทยควรจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีที่สุด”

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้ไหมว่าเมื่อเพื่อไทยแพ้ทางการเมืองแล้ว จึงต้องการเอาชนะทางนิติสงครามแทน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้มองเรื่องการแพ้ชนะทางการเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ใช่แค่การเมืองระหว่างนายชัยเกษม นิติสิริ กับนายอนุทิน แต่คือการเลือกระหว่างนายอนุทินกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือตัวเลือกอื่น ๆ เพราะนายชัยเกษมพูดชัดเจนว่าตนเองเป็นแค่ตุ๊กตา นายชัยเกษมบอกใบ้กับสังคมว่าอาจจะมีอัศวินขี่ม้าขาว นายชัยเกษมพูดขนาดที่ว่าเขาแทบไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคเพื่อไทยเลย

นายชัยเกษมยังไม่แม้แต่จะไว้ใจพรรคเพื่อไทย คำถามคือจะให้เราไว้วางใจแล้วทำ TOA กับพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นหากเราดูเรื่องเทคนิควิธีการเหมือนตอนเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สภาฯ ให้เสนอชื่อได้แค่ครั้งเดียว หากเมื่อวานทั้งนายชัยเกษมและนายอนุทินไม่เข้า ทั้งสองคนนี้จะไม่สามารถถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตได้ซ้ำอีก จะเหลือแคนดิเดตอีก 3 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ถามง่าย ๆ 3 คนนี้ใครจะมีโอกาสเป็นนายกฯ มากที่สุด ตนเองเชื่อว่ามีโอกาสที่จะมีขบวนการบางอย่างดึง พล.อ.ประยุทธ์ กลับมามีอำนาจอีกครั้ง

นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า พรรคประชาชน เราไม่สามารถยอมรับการกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการบริหารงานที่ล้มเหลว ละเมิดสิทธิมนุษยชน และสร้างความเสียหายในอดีตไว้มากมาย เราจึงจะไม่ปล่อยให้เกิดนายกฯ คนนอก หรืออำนาจนอกระบบครอบงำ  เราจึงจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ เราหวังว่าในเวลาอีก 4 เดือน รัฐบาลภูมิใจไทยต้องรักษาสัญญา เพราะ TOA ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นสัญญาระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนเท่านั้น แต่ทุกอย่างถูกวางบนโต๊ะ หากมีการละเมิด TOA ถือเป็นการตระบัดสัตย์ต่อพี่น้องประชาชน

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

จุดยืนของรังสิมันต์โรม กรณีเพื่อไทยยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง”

จากกรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาการสิ้นสุดสมาชิกภาพ สส. ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ทำให้นายรังสิมันต์ โรม ออกมาแสดงความผิดหวังอย่างชัดเจน โดยมองว่าเป็นการใช้นิติสงครามที่ไม่เป็นธรรม

รังสิมันต์โรม ผิดหวังเพื่อไทย ที่หันมาใช้วิธีการทางกฎหมายเพื่อจัดการกับฝ่ายค้าน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการทำ TOA กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระและไม่สมเหตุสมผล

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในขั้วการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานร่วมกันในอนาคต การที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจศาล กลับมาใช้วิธีการเดียวกัน ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

การที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อวิธีการทางการเมืองที่เกิดขึ้น และอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต.

ที่มา – “โรม” ผิดหวัง เพื่อไทยยื่นศาล รธน. ฟัน “เท้ง” อ้าง TOA ล้มล้างการปกครอง

Scroll to top