ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

“ณัฐพงษ์” ชี้ MOU 43-44 ดีเเต่ไม่แก้ปัญหา

“ณัฐพงษ์” ชี้ผลอภิปรายญัตติด่วน MOU 43-44 ดีแค่ไหน ก็ไม่แก้ปัญหา แนะตั้ง กมธ.ศึกษาผลดี-เสีย MOU อย่างรอบด้าน ห่วงความขัดแย้งเริ่มฝังรากสู่ระดับประชาชนสองประเทศ

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สส. จากพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาทบทวน MOU 43 และ 44 ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยในการนี้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เป็นผู้อภิปรายเสนอญัตติในส่วนของพรรคประชาชน

“ณัฐพงษ์” ชี้ผลอภิปรายญัตติด่วน MOU 43-44 ดีแค่ไหน ก็ไม่แก้ปัญหา

โดยณัฐพงษ์ระบุว่าการอภิปรายในวันนี้ สมาชิกมีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นความเห็นที่มองว่า MOU เป็นกลไกที่ขาดประสิทธิภาพ รวมทั้งความเห็นที่ว่าควรมีการแก้ไขหรือพิจารณายกเลิก MOU รวมถึงการใช้กลไกอื่นมาช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา แต่ไม่ว่าข้อสรุปวันนี้จะออกมาเป็นอย่างไร แล้วมีการส่งผลการศึกษาให้รัฐบาลชุดปัจจุบันในการแก้ไข ตนก็เชื่อว่าปัญหาไม่จบ แม้จะเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย นั่นเป็นเพราะปัญหาทั้งหมดนั้นมีต้นตอปัญหามาจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน เริ่มต้นที่ผู้นำประเทศ

ดังนั้น ผลการหารือของสภาในวันนี้ว่าอะไรคือทิศทางที่ดีที่สุดของประเทศไทย ยังมีความสำคัญไม่เท่ากับการที่สภาจะยื่นของการศึกษานี้ให้ใครเป็นผู้นำไปปฏิบัติ สิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือความชอบธรรมของรัฐบาล ที่หมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลในการเข้าไปเจรจาแก้ไขปัญหา หากรัฐบาลขาดความชอบธรรม ถึงแม้ผลการศึกษาจะดีแค่ไหน แต่เมื่อประชาชนคนไทยไม่เชื่อถือ เวทีต่างประเทศไม่ให้ความเคารพนับถือ ปัญหาก็ย่อมไม่ได้รับการแก้ไข

ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าดังนั้น ตนจึงขอเชิญสมาชิกทุกคนร่วมกันสนับสนุนญัตติในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษาก่อน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศ และส่งต่อไปยังรัฐบาลชุดหน้าที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และมีความชอบธรรมสูงกว่านี้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และตนอยากให้สมาชิกทุกคนพิจารณาในภาพที่กว้างมากกว่าเรื่องของ MOU ทั้งสองฉบับ เพราะไม่ว่าประเทศไทยจะตัดสินใจทางใดทางหนึ่ง เหรียญย่อมมีเหรียญด้านกลับเสมอ

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ตนเข้าใจถึงข้อกังวลที่มองว่ากลไกของ MOU ที่ผ่านมาขาดประสิทธิภาพ รัฐบาลกัมพูชาละเมิด MOU หลายร้อยครั้ง แต่ก็ต้องอย่าลืมว่ากรอบของ MOU ทั้งสองฉบับที่ไทยร่วมจัดทำกับกัมพูชามาตลอดกว่า 20 ปี ช่วยทำให้ประเทศไทยเดินหน้าการปักปันเขตแดนไปแล้วกว่า 74 หลักหมุดเขตแดนด้วยกัน แม้กระบวนการในปัจจุบันจะติดขัดข้อปัญหา ซึ่งต้องมีการพิจารณาศึกษาในการแก้ไข หรือแม้หากจะมีการยกเลิกข้อตกลงบางส่วน แต่การรื้อกระบวนการทั้งหมดก็ต้องไม่ลืมพิจารณาในเรื่องของผลกระทบอีกด้านด้วยเช่นเดียวกัน

“ณัฐพงษ์” แนะศึกษาผลกระทบ MOU 43-44 รอบด้าน

ณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่าวันนี้ทุกคนล้วนมีโจทย์เดียวกัน คือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์และมีอำนาจต่อรองมากที่สุดเพื่อคนไทยทุกคน ดังนั้น ในเรื่องความเห็นที่แตกต่างหลากหลายของสมาชิกในปัจจุบัน ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องรีบเร่งส่งข้อสรุปนี้ไปยังรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมให้ดำเนินการแก้ไขในวันนี้ จึงขอเชิญสมาชิกทุกคนให้ร่วมเห็นด้วยกับญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาก่อนอย่างรอบด้าน โดยกรอบในการศึกษาควรมีอยู่ 4 ประการใหญ่ด้วยกัน คือ

  • ควรต้องมีการศึกษาในเรื่องผลกระทบต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเวทีระหว่างประเทศ
  • ควรต้องมีการศึกษาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกระบวนการทวิภาคีในการเจรจาปักปันเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา
  • ถ้าคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะศึกษาในเรื่องการยกเลิก MOU ก็อย่าลืมคิดเผื่อไว้ด้วยว่าจะมีกลไกใดมาใช้แทนที่ ในการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา ระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงฉบับใหม่
  • การบริหารจัดการความมั่นคงชายแดนระหว่างสองประเทศ ในระหว่างที่มีสภาวะช่องว่างที่ขาดกลไกในการเดินหน้าปักปันเขตแดน ทั้งในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ กลไกที่จะเดินหน้าการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา และความเสี่ยงทางด้านความมั่นคงต่างๆ

ณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ อีกประการที่ตนขอฝากไว้หากมีการลงมติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาจริง ตนอยากให้มีการใช้กลไกของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเวลานี้ความขัดแย้งได้ลุกลามบานปลายจากความขัดแย้งระหว่างผู้นำ มาถึงระหว่างรัฐบาล และปัจจุบันกำลังจะฝังรากลึกลงไปในระดับประชาชน

ไทยและกัมพูชาไม่สามารถยกประเทศหนีจากกันได้ ต่อให้มีกลไกที่ดีและมีประสิทธิภาพขนาดไหน แต่หากยังมีบาดแผลลึกในใจที่ทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศไม่ไว้วางใจต่อกันและกัน การปักปันเขตแดนรวมถึงการเจรจาต่อจากนี้ในอนาคตก็จะเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างยากยิ่ง เราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้กลไกทุกอย่างของสภาหรือกรรมาธิการวิสามัญในการทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด แต่ก็ต้องไม่ลืมอีกหนึ่งข้อ คือการเยียวยาบาดแผลที่ได้ฝังลึกลงไปในจิตใจของประชาชนคนไทย ที่เกิดขึ้นจากการบริหารแผ่นดินที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่ผ่านมาด้วย

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า แม้ MOU 43-44 ดีแค่ไหน ก็ไม่แก้ปัญหา หากรัฐบาลขาดความชอบธรรม การพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ชี้ผลอภิปรายญัตติด่วน MOU 43-44 ดีแค่ไหน ก็ไม่แก้ปัญหา หากรัฐบาลขาดความชอบธรรม

“เท้ง” ย้ำไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ: จุดยืนพรรคประชาชน

“เท้ง ณัฐพงษ์” ย้ำ ไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ ยัน พร้อมใช้จำนวน สส. กำกับทิศทางการเมืองในสภาฯ ยกเงื่อนไขเดิมพรรคประชาชน ช่วยผ่าทางตัน แต่ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินแนวโน้มผลวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคมนี้

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ในเรื่องของการพิจารณาคดีขอให้เป็นเรื่องของศาล ตนคงไปก้าวล่วงในข้อคิดเห็นของศาลไม่ได้ก่อนจะมีคำตัดสินออกมา ส่วนหลังคำตัดสินออกมาแล้วการเมืองจะเป็นไปในทิศทางใดนั้น ยืนยันว่าพวกเราพร้อมจะใช้จำนวน สส. ในสภาฯ กำกับทิศทางของระบบการเมืองภายในสภาฯ ให้เดินหน้าไป เป็นเสาหลักให้ความมั่นคงกับประชาชนได้

ส่วนหากต้องมีการโหวตเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายณัฐพงษ์ มองว่า ทุกคนที่อยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง ทุกคนมีสิทธิตามกฎหมาย “ส่วนใครที่พรรคประชาชนจะโหวตให้นั้น เป็นไปตามที่เราได้แถลงข่าวไปแล้วว่า เราจะไม่ร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน หากวันหนึ่งการเมืองไทยจะไปถึงทางตัน สส.ของพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่สามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็จำเป็นต้องรับเงื่อนไขตามที่พรรคประชาชนได้แถลงข่าวไปก่อนหน้านี้”

พร้อมกันนี้ นายณัฐพงษ์ ย้ำด้วยว่า เงื่อนไขต่างๆ ยังคงเป็นไปตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เรายืนยันอีกครั้งว่า ณ วันนี้สิ่งที่สังคมไทยต้องการเป็นอย่างยิ่งคือรัฐบาลที่มีความชอบธรรม เป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก มีเสถียรภาพมากเพียงพอในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และการรับมือกับภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา

“เท้ง” ไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ ย้ำเงื่อนไขพรรคประชาชน ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล

จุดยืนชัดเจน “เท้ง” กับคดีนายกฯ

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้น หลายฝ่ายต่างจับจ้องไปที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคดีของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า จะไม่ก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม แต่พร้อมที่จะใช้กลไกในสภาฯ เพื่อกำกับทิศทางการเมืองให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังคงยืนยันในเงื่อนไขเดิม คือ พร้อมที่จะช่วยผ่าทางตันทางการเมือง หากพรรคอื่นๆ ไม่สามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่จะไม่เข้าร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลเอง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของรัฐบาลที่มีความชอบธรรมและมีเสถียรภาพในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ การที่พรรคประชาชนวางตัวเป็นอิสระและพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการเจรจา อาจเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศก้าวข้ามผ่านวิกฤตไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการเจรจาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นการที่ “เท้ง” ไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ จึงเป็นท่าทีที่น่าสนใจ และต้องติดตามต่อไปว่าจุดยืนนี้จะมีผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไร

ที่มา – “เท้ง” ไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ ย้ำเงื่อนไขพรรคประชาชน ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล

เท้งและสส.ถูกฟ้อง 300 ล้าน ปมโครงสร้างค่าไฟแพง

“เท้ง ณัฐพงษ์” พา “ศุภโชติ -วรภพ” แถลงข่าวถูกกลุ่มทุนพลังงานขนาดใหญ่ ฟ้องอาญา-แพ่ง รวม 3 คดี 300 ล้าน หลังแถลงข่าว-อภิปรายเรื่องโครงสร้างค่าไฟแพง ยันไม่หวั่นไหว-เดินหน้าทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรมให้ประชาชนต่อ 25 ส.ค. พร้อมเดินทางไปแจงศาล

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าว กรณีพรรคประชาชนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากกลุ่มทุนพลังงานขนาดใหญ่ จากการเรียกร้องกรณีค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมในประเทศไทย ที่เกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลหลายสมัยที่ผ่านมา

โดยนายณัฐพงษ์ระบุว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพลังไฟฟ้าที่เป็นธรรม โปร่งใส และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง พรรคประชาชนเล็งเห็นว่าค่าไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขที่มองเห็น แต่เป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิตและการประกอบธุรกิจของประชาชนคนไทยและผู้ประกอบการทุกคนในประเทศนี้

ที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้สะท้อนปัญหาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกิน แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่แผนพลังงานแห่งชาติฉบับใหม่ก็ยังไม่ได้แก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อีกทั้งยังมีการเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถรับซื้อพลังงานไฟฟ้าที่ล้นเกินเพิ่มขึ้นต่อไปได้อีก และยังมีการเปิดช่องให้มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมที่เกินความจำเป็นเหมือนที่ผ่านมา พรรคประชาชนที่ผ่านมาได้ใช้ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการแถลงข่าว การตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันให้รัฐบาลมีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่นการผลักดันที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2567 ที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดการยกเลิกโครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ และ 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งช่วงต้นดูเหมือนมีแนวโน้มที่ดีหลังจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้ชะลอการรับซื้อในรอบ 3,600 เมกะวัตต์ แต่ก็เป็นที่น่าผิดหวังที่รัฐบาลอาศัยจังหวะที่ข่าวเงียบลง เดินหน้าการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าในส่วนนี้ต่อ โดยเปลี่ยนวิธีเป็นการเจรจาลดราคารับซื้อจากเอกชนแทน ทั้งที่โครงการดังกล่าวมีปัญหา 4 ประการด้วยกัน คือ

  1. เป็นกระบวนการที่ไม่เปิดประมูลในการรับซื้อ ใช้ราคารับซื้อเดิมทั้งที่ราคาพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมีแนวโน้มลดลงทุกปี แต่รัฐบาลกำลังจะรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนที่แพงเกินจริง
  2. ไม่มีการเปิดเผยเกณฑ์การให้คะแนนก่อนการเริ่มกระบวนการคัดเลือก ซึ่งที่ผ่านมาศาลก็เคยมีแนววินิจฉัยแล้วว่ากระบวนการเช่นนี้ไม่ถูกต้องไม่โปร่งใส
  3. ไม่มีเหตุผลรับรองใดว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องสำรองไฟฟ้าเพิ่มเติม เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกินอยู่แล้ว
  4. กระบวนการนี้เป็นการกีดกันการแข่งขัน เนื่องจากล็อกสิทธิให้เฉพาะกลุ่มทุนเดิมที่เคยเข้าร่วมหรือยื่นไว้ในปี 2565 เท่านั้น ที่มีสิทธิ์เข้าสู่กระบวนการคัดเลือก

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ตนและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาชนได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งล่าสุดที่มีการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบกระบวนการในการรับซื้อพลังงานไฟฟ้า หรือนโยบายพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนมาถึงสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือจากการทำหน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้แทนราษฎร ตนเองและเพื่อน ส.ส. อีกสองคนกำลังถูกบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ฟ้องร้องดำเนินคดี สำหรับตนเองถูกฟ้องในคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาท พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง 100 ล้านบาท จากกรณีที่ตนเองได้แถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ ส่วนนายวรภพและนายศุภโชติ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาในลักษณะเดียวกัน พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งคนละ 100 ล้านบาทเช่นเดียวกัน จากกรณีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้ง 3 คน 3 คดี มูลค่าความเสียหายทางแพ่ง 300 ล้านบาท

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าพรรคประชาชนยืนยันว่าการแถลงข่าวและการอภิปรายของพวกเราทั้งหมดที่ผ่านมา ในการเรียกร้องเพื่อทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรมให้กับประชาชนทุกคน เป็นการทำหน้าที่โดยสุจริตในฐานะผู้แทนราษฎรเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน การฟ้องร้องดำเนินคดีพวกเราในครั้งนี้ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มทุนพลังงานหรือกลุ่มใด จะไม่ทำให้พวกเราหวั่นไหวหรือหยุดการทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรต่อไป

โดยในส่วนคดีของตนเอง ศาลจะนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งตนจะเดินทางเข้าสู่กระบวนการด้วยตนเอง และขอเชิญชวนประชาชนและสื่อมวลชนทุกคนได้ร่วมติดตามการทำหน้าที่ของพวกเราในการทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรม รวมถึงติดตามความคืบหน้าคดีที่พวกเราทั้งสามคนถูกดำเนินคดีอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อทวงคืนค่าไฟที่โปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับประชาชนทุกคน

เท้งและสส.ถูกฟ้อง 300 ล้าน ปมโครงสร้างค่าไฟแพง

ทำไมโครงสร้างค่าไฟแพงถึงต้องได้รับการแก้ไข?

ปัญหาโครงสร้างค่าไฟแพงในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการอย่างมาก การแก้ไขปัญหานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้ความเป็นธรรมและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

การที่ ส.ส. ออกมาเรียกร้องและถูกฟ้องร้องแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ

ต้องจับตาดูว่าการดำเนินการทางกฎหมายต่อ ส.ส. เหล่านี้จะส่งผลต่อการตรวจสอบโครงสร้างค่าไฟแพงอย่างไร และประชาชนจะมีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมได้อย่างไร

ที่มา – “เท้ง- 2 สส.ประชาชน” ถูกฟ้อง 3 คดี 300 ล้าน ปมอภิปรายเรื่องโครงสร้างค่าไฟแพง

“เท้ง” ฟังเสียง ชรบ. จี้รัฐบาลเยียวยารายครอบครัว

“เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ลงพื้นที่รับฟังเสียงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ทับทิมสยาม ชื่นชมจิตใจที่เสียสละปกป้องประเทศ พร้อมจ่อตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว ด้านผู้ใหญ่บ้านโอดครวญกระสุนไม่พอใช้ ขณะที่ “วิโรจน์” รับเรื่องอาวุธเป็นการบ้านเร่งแก้ไข

“เท้ง” บุกฟังเสียง ชรบ. บอกนับถือใจที่เสียสละ จ่อถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นำคณะ สส. ลงพื้นที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 07 ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังความเห็นและสถานการณ์ในพื้นที่จาก ชรบ.

ชรบ. ในพื้นที่นี้ประกอบไปด้วย 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลบักดอง, ตำบลกันทรอม และตำบลห้วยจันทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์อพยพสมัยสงครามเขมรแดง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงต่อการที่ฝั่งกัมพูชาบุกเข้ามา

นางสายสมร บุตรพา ผู้ใหญ่บ้านทับทิมสยาม กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า “พวกเราทำมาโดยตลอดในเรื่องการปราบปราม ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์แทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอน บางหมู่บ้านพอเกิดเหตุการณ์ขึ้น ทุกคนอพยพออกไป หลายท่านละทิ้งบ้าน ต้องไปอาศัยอยู่กับญาติ ต้องไปให้ไกล มีศูนย์พักพิงที่ไหนที่สามารถดูแลได้ก็ไป ด้วยกำลังของพวกเราที่ต้องดูแลลาดตระเวน ตรวจรถเข้าออก คนแปลกหน้า เพราะพื้นที่ของเราเป็นจุดเสี่ยงอย่างมาก เพราะห่างจากกัมพูชาไม่ไกล สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคืออาวุธปืน อยากได้อาวุธปืนใหม่ที่ทันสมัย รวมถึงลูกกระสุนปืนที่ให้ครบถ้วน ตอนนี้บางหมู่บ้านให้ 20 นัด บางหมู่บ้าน 40 นัด ซึ่งไม่เพียงพอ”

นางสายสมร กล่าวต่อว่า “ในห้วงของการเกิดศึกสงครามในประเทศกัมพูชา ในช่วงเขมรแดง เขาเข้ามาปล้นที่นี่ มาปล้นพี่น้องทับทิมสยาม ถ้าพูดไปสิ่งที่ไม่กลัวคือปืนใหญ่ แต่เรากลัวเขมรจะบุกเข้ามา เพราะตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายเขมรแดง ที่มีปัญหากันกับประเทศเขา แต่เป็นฝั่งเราและกัมพูชาที่มีปัญหากัน ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมา ทางชุด ชรบ. ซึ่งทำงานลาดตระเวน เปลี่ยนเวรกัน จะต้องใช้ส่วนนี้เป็นสิ่งกำบัง”

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการ “เราต้องการค่าตอบแทน เนื่องจากเราไม่มีสวัสดิการ เราเป็นจิตอาสา ชุดเราก็ซื้อกันเอง ต้องใส่เพื่อความภาคภูมิใจ ใส่ไปเหมือนมีพลัง ทำให้พวกเราเกิดพลังที่จะต้องดูแลปกป้องผู้อื่นแผ่นดินไทย ชรบ. เราเกิดมาเพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน เป็นจิตอาสาตัวจริง ยิ่งเราเป็นหมู่บ้านชั้นใน ใกล้ชายแดนยิ่งหนัก เพราะไม่มีใครมองเห็นความเป็นอยู่ยากลำบาก สิ่งที่เราได้กินได้อยู่นั้นเราได้มาจากประชาชนด้วยกันเอง ได้ M150 มาม่า ปลากระป๋อง ให้พวกเราบ้าง เราขยับไปไหนไม่ได้ เราถอยไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว เราต้องดูแลทรัพย์สินให้กับประชาชน อยากให้ท่านเป็นตัวแทนให้พวกเราที่ทำงาน ไม่หวังอะไร แต่วันนี้ท่านมาเห็นแล้วว่าพวกเราอยู่อย่างไร ทุกหมู่บ้านแนวตะเข็บถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์”

ชรบ. ส่วนใหญ่กล่าวว่า กระสุนปืนที่ใช้ลาดตระเวนมีไม่เพียงพอ บางหมู่บ้านได้เพียง 20-40 นัด นอกจากนี้ ในหมู่บ้านก็มีผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด ที่ทำร้ายร่างกาย ชรบ. ด้วย ตนทราบว่ามีเงินเยียวยา มีสวัสดิการ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ อย่าดูแลพวกเราตอนถึงปลายทางแล้ว หรือตอนสงบแล้ว เราไม่ได้กลัวแค่กัมพูชา ในระหว่างที่เราปฏิบัติหน้าที่ผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่

“ของเราเยอะมาก 157,000 เม็ด เป็นโอทอปบ้านดิฉันเองค่ะ แค่ระวังผู้ป่วยติดยาก็ลำบากแล้ว อยากจะสะท้อนตรงนี้ว่า ชรบ. ไม่ได้ป้องกันภัยสงคราม แต่ทำงานทุกอย่าง นอกจากนี้ยังกังวลเรื่องกลุ่มลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและสายข่าวฝั่งกัมพูชาด้วย” ชรบ. กล่าว

ณัฐพงษ์ เตรียมตั้งกระทู้ถามสดเรื่อง “เงินเยียวยารายครอบครัว”

ด้านนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันพฤหัสบดีนี้ (21 ส.ค.68) ตนจะเอาข้อเสนอต่างๆไปตั้งกระทู้ถามสดในสภา ถ้าวันนี้ตนไม่มาที่นี่ไม่ได้มาฟังปัญหาจริงๆ อาจจะไม่ได้เข้าอกเข้าใจในเชิงลึก

“หลายคนบอกว่าตัวเองเป็นจิตอาสา แต่ผมคิดว่าท่านทำมากกว่าจิตอาสา คือเสียสละ ผมเป็นนักการเมือง เราทุกคนพูดว่าเราอาสามาทำงานการเมือง เพราะพวกเราไม่มีใครบังคับ แต่พวกผมได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน เพราะฉะนั้น ผมไม่เคยบอกว่าพวกผมเสียสละเพื่อส่วนรวม แต่อาสามาทำงานเพื่อส่วนรวม แต่ผมนับถือใจพวกท่านในการป้องกันประเทศ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า โจทย์ของพวกเราเห็นตรงกันว่าจะทำอย่างไรให้ทุกท่านไม่เสียสละจนเกินตัว เราทำเท่าที่เราพอจะทำได้ คนละเล็กละน้อยช่วยกันปกป้องประเทศ ปกป้องหมู่บ้านของเราให้ดีที่สุด เรื่องเงินเยียวยาหรือมาตรการในการช่วยเหลือ ทุกท่านในที่นี้ก็เป็นประชาชนเช่นเดียวกัน สิ่งที่ตกผลึกมาแล้วระดับหนึ่งในการลงพื้นที่ ตนคิดว่าสิ่งที่เป็นมาตรการตอบโจทย์คือเรื่องเงินเยียวยารายครัวเรือน งบประมาณบางส่วนบางที่ลงมาไม่ถึงประชาชน บางครั้งรัฐบาลประกาศมาตรการลงมาแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนในการปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ ทำให้เห็นว่าการออกมาตรการส่วนกลางเป็นสิ่งที่ดี แต่บางทีมีปัญหาในระดับปฏิบัติ

ขณะที่นายวิโรจน์ กล่าวว่า ทางรัฐบาลมีความคิดจะเอาเรื่องการสนับสนุนการทำงานของ ชรบ. เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นการติดกระดุมเม็ดแรก ซึ่ง ชรบ.มีความสำคัญอย่างมาก ทำให้ชาวบ้านพร้อมอพยพ เพราะคนที่ไว้วางใจเฝ้าบ้านให้

“ไก่ก็ต้องเฝ้า หมูก็ต้องดู ผู้ติดยาก็ต้องระวัง เขมรก็ต้องดู แล้วยังมีโดรนอีก ผมว่ามีความสำคัญอย่างมาก เดี๋ยววันพฤหัสนี้จะถามว่าจะมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาเมื่อไหร่” นายวิโรจน์ กล่าว

ส่วนเรื่องกระสุนปืน นายวิโรจน์ กล่าวว่า ถ้าปืนไม่มีลูก แล้วจะพกไปทำไม ตนขอแจ้งงบประมาณปี 2569 อนุมัติให้ซื้ออาวุธกระสุนปืนและเสื้อเกราะให้กับกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ตนเข้าใจว่าจะมีการจัดสรรให้ ชรบ.ส่วนหนึ่ง

“แต่ผมกลัวระบบการจัดสรรแบบหารยาวให้ทุกหน่วย ซึ่งจริงๆแล้วต้องให้ในหน่วยที่มีความจำเป็นอย่างมาก ผมคิดว่าหน่วยนี้เป็นหน่วยที่จำเป็นสูงสุด เดี๋ยวผมจะติดตาม เรากลัวโจรจะมาปล้นชาวบ้านด้วย ดังนั้นอาวุธต่างๆมีความจำเป็นเราจะรับเป็นการบ้านในเรื่องนี้ให้” นายวิโรจน์ กล่าว

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความเสียสละของ ชรบ. ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องหมู่บ้านและประเทศชาติ การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่เสียสละเหล่านี้

ที่มา – “เท้ง” บุกฟังเสียง ชรบ. บอกนับถือใจที่เสียสละ จ่อถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว

“เท้ง” เผยชาวบ้านอัดอั้นผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

“เท้ง” เผยชาวบ้านอัดอั้นผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” พร้อมรอคอยมาตรการเยียวยาจากรัฐบาลที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ย้ำรัฐบาลไทยต้องใช้ทุกกลไกกดดันให้ “กัมพูชา” ร่วมเจรจาทวิภาคีเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้ได้

วันที่ 18 ส.ค. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงการลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชน 4 จังหวัด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เกี่ยวกับผลกระทบสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ประชาชนส่วนหนึ่งกลับเข้าไปยังที่พักอาศัยแล้ว แต่ยังพบปัญหาอุปสรรคในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะมาตรการชดเชยเยียวยาที่ต้องถึงมือประชาชนอย่างเร็วที่สุด แต่จากการติดตามจนขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาออกมา ทั้งเงินชดเชยการขาดรายได้ การลดหย่อนภาษี ค่าซ่อมบ้าน ค่าซ่อมรถ รัฐบาลควรแบบเยียวยาทั่วหน้าได้ในบางพื้นที่ทุกครัวเรือน ที่เหลือบางส่วนแบ่งเพิ่มเติมให้กับกลุ่มเกษตรกร ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านจะผลักดันผ่านทุกกลไกของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งตั้งกระทู้ถาม และเวทีกรรมาธิการคณะต่างๆ ส่วนกรณีเด็กเยาวชนและกลุ่มเปราะบางผู้ป่วยติดเตียง จะต้องได้รับการดูแลอย่างดีเพียงพอ ซึ่งหลังจากได้รับฟังเสียงสะท้อนประชาชนในวันนี้ (18 ส.ค. 2568) พบว่าต่างมีความอัดอั้น และมีความเครียดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ปะทะอีกเมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่พบคือประชาชนยังมีปัญหาอุปสรรคในการได้รับเงินเยียวยา

“เท้ง” รับชาวบ้านอัดอั้น เครียดจากผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ขอรัฐลดขั้นตอนยุ่งยากจ่ายเยียวยา

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพาผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน 8 ประเทศลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า จะได้ทำให้นานาประเทศได้เห็นข้อเท็จจริงว่ากัมพูชาปฏิบัติอะไรที่ไม่ถูกต้อง ส่วนการประชุม RBC ที่มีการขอเลื่อนประชุมออกไปจากทางฝั่งกัมพูชา นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สะท้อนถึงสิ่งที่กัมพูชาได้แสดงออกมาโดยตลอด ที่พยายามหลีกเลี่ยงการเจรจาในกลไกทวิภาคี แต่ไทยต้องใช้ทุกวิธีกดดันให้กัมพูชากลับเข้าสู่การเจรจากับไทยให้ได้ ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่แก้ไขได้ คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหาร ที่ประเทศมหาอำนาจให้เงินสนับสนุนกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย

มหาอำนาจควรเพิ่มแรงกดดันแก้ไขปัญหาชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

“เราเรียกคณะผู้แทนมาร่วมสังเกตการณ์และได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ว่าทางกัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา หรือกฎหมายต่างประเทศอะไรบ้าง อาจจะเพิ่มแรงกดดัน ที่จะให้ประเทศต่างๆ ที่เคยให้การสนับสนุนกัมพูชาใช้วิธีตัดการสนับสนุน หรือกดดันให้ใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดได้ด้วย” นายณัฐพงษ์กล่าว

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น, การที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” นั้นเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง การที่พวกเขารู้สึกอัดอั้นและเครียดจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และความล่าช้าในการเยียวยาจากภาครัฐยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

ประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์ยกขึ้นมาคือ ความจำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องใช้ทุกวิถีทางในการกดดันให้กัมพูชากลับมาเจรจาในกลไกทวิภาคี การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข นอกจากนี้การเรียกร้องให้ประเทศมหาอำนาจที่เคยให้การสนับสนุนกัมพูชา พิจารณาตัดการสนับสนุนหรือใช้แรงกดดันเพื่อให้กัมพูชาหันมาแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกทวิภาคี เป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจ

การที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนออกมานั้น เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งในเรื่องของเงินชดเชย การลดหย่อนภาษี และการดูแลกลุ่มเปราะบาง การดำเนินการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจากภาครัฐเท่านั้นที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและมีความมั่นคงในชีวิต

การแก้ไขปัญหาชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ให้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รัฐบาล, ภาคประชาสังคม, และประเทศมหาอำนาจที่เกี่ยวข้องควรเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้อย่างยั่งยืน และลดผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับจากสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

ที่มา – “เท้ง” รับชาวบ้านอัดอั้น เครียดจากผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ขอรัฐลดขั้นตอนยุ่งยากจ่ายเยียวยา

ปชช. ส่งผู้สมัคร เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย แน่นอน!

“ณัฐพงษ์” ยัน พรรคประชาชนส่ง เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 ขอตรวจสอบประวัติก่อนเปิดตัว โยนถาม “แพทองธาร” กระแสชิงลาออกก่อนศาล รธน. วินิจฉัย ชี้ ยุบสภาหรือไม่ อยู่ที่รัฐบาลตัดสินใจ

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงการส่งผู้สมัคร เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี ว่า พรรคประชาชนจะส่งผู้สมัครอย่างแน่นอน ซึ่งนายสรายุทธ ใจหลัก เลขาธิการพรรค จะดำเนินการส่งเอกสารผู้รับสมัครด้วยตนเอง ส่วนรายชื่อของผู้สมัคร ขณะนี้กรรมการบริหารกำหนดรายชื่อแล้วแต่ขอรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในการตรวจสอบประวัติย้อนหลังเพื่อให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด

ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ยังยืนยันถึงความมั่นใจในทุกสนามการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ว่าอย่างน้อยจังหวัดเชียงรายก็เป็นพื้นที่ที่มี สส.ของพรรคประชาชน 3 คน ตนคิดว่าจะเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งอย่างเต็มที่ และหวังว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการพูดคุยของพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านจะไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า อาจจะไม่มีการพูดคุยในแบบนั้นว่าจะส่งหรือไม่ เพราะเป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรค ทุกพรรคมีสิทธิลงชิงสนามของตนเองอย่างเต็มที่ ตนเชื่อว่าทุกสนามการเลือกตั้งทุกพรรคคงไม่ยอมถอยให้ใคร หากว่าเชื่อมั่นในพื้นที่นั้นๆ

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังตอบคำถามถึงกระแสข่าวการชิงลาออกของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า การตัดสินใจจะลาออกหรือไม่ลาออกต้องถามที่ตัวของนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวตอบแทนไม่ได้ ขณะที่แนวทางคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไรก็คงอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องรอติดตามสถานการณ์กันต่อไป

เมื่อถามต่อไป มีการประเมินไว้หรือไม่ว่าหลังจากผ่านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะมีการยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีชิงลาออก นายณัฐพงษ์ ระบุว่า การตัดสินใจจะยุบสภาหรือไม่ อยู่ที่ทางรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย หากประเมินตามสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่วนตัวเชื่อว่าอาจมีการพยายามพยุงรัฐบาลแบบนี้ไปก่อน แต่ว่าจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล

เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย

พรรคประชาชนมั่นใจ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย

การเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นสนามที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง พรรคประชาชนแสดงความมั่นใจอย่างเต็มที่ในการส่งผู้สมัคร และพร้อมที่จะแข่งขันกับทุกพรรคการเมือง เพื่อช่วงชิงความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวน การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ในการส่งผู้สมัคร รวมถึงกระแสข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากช่องทางต่างๆ ของพรรคการเมือง และสื่อมวลชนที่รายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไปต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “เท้ง” ยัน ปชน. ส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมเชียงราย โยนถาม “อิ๊งค์” กระแสชิงลาออก

Scroll to top